Saturday, December 30, 2006

อันเนื่องมาจาก Camfrog : Reaction and Interaction

ปรากฏว่าบทความ “จาก TV reality สู่ Camfrog” นั้นได้จุดประกายให้เกิดความสนใจและข้อถกเถียงในกลุ่มของเพื่อนๆ ที่ได้อ่านหลายคน เกี่ยวกับสาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน

นับว่าน่ายินดีที่บทความดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวให้เกิดการหันกลับมาทบทวนปรากฏการณ์ทางสังคม โดยมองผ่านดวงตาของการมองอย่างตรงไปตรงมา สร้างสรรค์และมุ่งแสวงหาคำตอบ ถึงแม้จะในกลุ่มเล็กนี้ก็ตาม

สิ่งที่ต้องการจะสะท้อนกลับไปยังเพื่อนผู้อ่านที่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อเรื่องที่ได้บอกเล่าไปนั้น ก็คือการตั้งคำถามกลับเพื่อให้ช่วยกันคิด เพื่อแตกหน่อออกยอดของความคิดต่อไปอีกระดับ เกินกว่าที่มีอยู่ในตอนนี้ โดยหวังว่าคำถามพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้เราแต่ละคนเข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังสนใจอยู่มากขึ้น ไม่มากก็น้อย

นี่ไม่ใช่แบบฝึกหัดที่ต้องการคำตอบ เพราะผมไม่มีคำตอบเบ็ดเสร็จให้ แต่อยากฝากให้เพื่อนนำไปไตร่ตรองเพื่อจะได้สร้างคำตอบที่เป็นระบบต่อปัญหาสังคมของพวกเรา

๑. สังคมไทยให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะทางเพศ แตกต่างจากสังคมอื่นหรือไม่
๒. ความหมายของค่านิยมคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน เราสามารถเรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็น “ค่านิยม” ของวัยรุ่นไทยได้หรือไม่
๓. ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ที่เราอ้างว่าเปลี่ยนแปลงไปนั้น มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและค่านิยมทางสังคมหรือไม่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศของวัยรุ่นไทย
๔. ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เราเป็น”กับ”สิ่งที่เราถูกมองว่าเป็น” เกิดขั้นเพราะอะไร มีความสำคัญกับ”ความเป็นตัวตน”ของเราอย่างไร

คำถามนี้เป็นเพียงคำถามเงาของความคิดเห็นที่เพื่อนทุกคนให้ ซึ่งผมเองคิดว่าเมื่อเราหาคำตอบนี้ได้ ความคิดเห็นของทุกคนจะไม่เป็นเพียงความคิดเห็นหรือการคาดเดา แต่เป็นการพยายามสร้างแนวคิดเพื่อหาคำตอบอย่างเป็นระบบ

สุขสันต์วันปีใหม่

Thursday, December 28, 2006

โง่นี้ขายเท่าไหร่ ???

มีคำพูดยอดนิยมที่ได้ยินเสมอๆ ว่าถ้าไม่อยากเกิดเรื่องบาดหมางในวงสนทนา (หรือวงเหล้า โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า) ให้งดเว้นการพูดถึง ๒ เรื่อง คือ ศาสนาและการเมือง

บางคนมาต่อให้อีกว่าห้ามเด็ดขาด โดยเฉพาะกับคนใต้หรือคนฝรั่งเศส (ไม่อยากจะนึกว่าถ้าเป็นคนฝรั่งเศสตอนใต้ จะไม่ยิ่งแย่ไปใหญ่หรือ ฮา..)

ที่ว่ากันอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะศาสนาและการเมือง มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ต่างก็เกี่ยวข้องกับศรัทธาหรือความเชื่อ นอกจากนี้ ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะชี้ใครถูกใครผิด

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อในเรื่องศาสนาหรือการเมืองของกลุ่มคนบางกลุ่ม ยังไปไกลถึงขั้นไร้เหตุผลในสายตาคนนอก เช่น ลองนึกถึงลัทธิที่เชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หรือกลุ่มการเมืองขวาจัดสุดกู่อย่างพวกนีโอนาซี

พูดง่ายๆ ว่า คนเราไม่ได้อยู่บนหลักของเหตุและผลเสมอไปเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและการเมือง หรืออาจจะเรียกสั้นๆ ว่า มีกระบวนการตัดสินใจแบบนอกเหตุผล (irrational) ก็อาจจะได้ (ขอใช้คำว่านอกเหตุผลเพราะ ไม่ได้หมายความว่าไร้เหตุผลไปซะทีเดียว แต่อยู่นอกเหนือจากเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ที่เป็นกระแสสังคม)

ศาสนาอาจจะใช่ แล้วการเมืองหละ ?? ลองมาดูกันให้ละเอียดที่การแสดงความเห็นในทางการเมือง ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ การออกเสียงเลือกตั้ง

คำถามแรกที่ควรถามก็คือ ถ้าอย่างนั้น เราเชื่อผลการเลือกตั้งได้มากน้อยแค่ไหน ?

นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในสายทางเลือกสาธารณะ (public choice) มักจะเชื่อว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเอง ในฐานะขององค์รวม ไม่ได้ตระหนักเท่าใดว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้มีปัญหาในการพึ่งพาผลการเลือกตั้ง เพราะจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การหักล้างกันของการตัดสินใจที่ขาดๆ เกินๆ หรือสุดขั้วไปข้างใดข้างหนึ่ง

ลองยกตัวอย่างรูปธรรม กลุ่มที่เห็นว่าปัญหาผู้อพยพชาวต่างชาติเป็นเรื่องหลักและเทคะแนนให้พรรคที่มีนโยบายไปในทางเข้มงวดก็จะหักล้างกับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการเปิดตลาดซึ่งเลือกลงคะแนนให้กับพรรคที่มีนโยบายตรงข้าม

ในทางเศรษฐศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ สิ่งที่สำคัญต่อนักการเมืองคือ ความเห็นของผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่หรือ average voter จึงเกิดการอธิบายพฤติกรรมของนักการเมืองโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า median voter เป็นต้น

อาจจะพูดได้ว่า สมมุติฐานของเรื่องการเลือกตั้งที่มักใช้คือ ผู้เลือกตั้ง (ส่วนใหญ่) มักจะตัดสินใจถูก

ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์สายทางเลือกสาธารณะจะบอกว่ากระบวนการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งจะเข้าข่ายโง่แบบไม่มีทางเลือก (คือปล่อยเลยตามเลย ทั้งๆ ที่รู้) หรือโง่แบบสมเหตุสมผล (rational ignorance) ก็ตาม

ที่เรียกว่าโง่แบบไม่มีทางเลือกนั้น มาจากความตระหนักว่าการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลในระดับมหภาคได้ ประกอบกับการทำความเข้าใจกับนโยบายทุกเรื่องเป็นเรื่องที่มีต้นทุนสูงมาก (แค่เฉพาะต้นทุนในด้านเวลาก็สูงมากในการรับฟังข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล) หรือนโยบายในทางเศรษฐกิจก็ยากเกินไปสำหรับคนระดับชาวบ้าน หลายคนจึงไปลงคะแนนทั้งๆ ที่ยังขาดข้อมูล ไม่รู้จักนโยบายหลักของพรรคหรือแม้กระทั้ง ไม่รู้จักผู้สมัคร ในบางกรณี ความไม่รู้ก็เกิดจากข้อจำกัดทางโครงสร้างของกระบวนการเอง (เช่นตัวอย่างของประเทศไทย) นอกจากนี้ คนที่มีความรู้อย่างนักวิชาการ ก็เป็นเพียงเสียงส่วนน้อย

ในหนังสือชื่อ The Myth of Rational Voter ของนักเศรษฐศาสตร์ Bryan Caplan (อาจารย์มหาวิทยาลัย George Mason) ผู้เขียนเสนอว่าผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่มักจะหลงผิดไปในทางเดียวกันและสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อผิด (misconception) เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ตามความคิดของเขา การเลือกตั้งจึงอาจจะไม่ได้บอกว่าผู้เลือกตั้งจะตัดสินใจถูกเสมอ

อย่างไรก็ตาม Caplan กลับชี้ให้เห็นว่าเราไม่อาจมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า “เจตนาดี” ของประชาชนไปได้ กล่าวคือ ถ้าหากผู้เลือกตั้งรู้ว่านโยบายใดดีต่อสังคมโดยรวม เราก็สามารถไว้วางใจการตัดสินใจนั้นได้ (ซึ่งความคิดนี้ ตรงข้ามกับแนวคิดของการศึกษาการเมืองสมัยใหม่ ที่มีสมมุติฐานว่าคนทุกคนนั้นต่างเห็นแก่ตัวหรือ self-interest )

ประเด็นข้อถกเถียงทางวิชาการนี้ก็ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แต่ถึงอย่างไร นักคิดต่างมีความเชื่อเดียวกันว่า รูปแบบทางการเมืองที่มีองค์ประกอบอย่างที่ประชาธิปไตยในตะวันตกมีนั้น ยังเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด เพราะคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นคนของทุกคนอย่างเสมอภาคกัน นอกจากนี้ กระบวนการทางการเมืองที่ประชาชนเป็นพื้นฐานนั้นเป็นวิถีทางที่ถูกที่ควร ดังนั้น จึงควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ

คงจะต้องเป็นบทบาทของนักวิชาการที่จะพูดว่า “โง่นี้ขายเท่าไหร่?” แทนที่จะเป็นนักการเมืองอย่างแน่นอน ถ้าอยากจะหวังพึ่งการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป

Wednesday, December 20, 2006

จาก TV reality สู่ Camfrog

Camfrog คือโปรแกรมที่กำลังตกเป็นข่าวในเมืองไทย เพราะกลายเป็นของเล่นใหม่สำหรับวัยรุ่น ที่ส่วนหนึ่งเข้าไปเพื่อโชว์รูปร่าง สัดส่วนรวมทั้งกิจกรรมทางเพศ อีกส่วนหนึ่งเข้าไปเพื่อชมการแสดงดังกล่าว

ตามข่าว โปรแกรมนี้ได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีสถิติว่าคนไทยเข้าไปใช้มากเป็นอันดับสามของโลก รองจาก สหรัฐฯและจีน ทำให้ปรากฏการณ์แคมฟร็อกเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เพื่อนรุ่นน้องคนนึงก็ได้เล่าให้ฟังถึงโปรแกรมนี้และได้แนะนำให้เข้าไปสำรวจโลกของแคมฟร็อกด้วยตนเอง หลังจากได้เข้าไปสัมผัสในฐานะผู้สังเกตการณ์ ต้องบอกว่าโลกของแคมฯนั้น ลึกลับและซับซ้อนอย่างที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง (ที่มองว่าโปรแกรมนี้เป็นภัยและต้องการแก้ไข) ต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนทีเดียว

สำหรับผมแล้ว แคมฟร็อกคืออีกหนึ่งผลผลิตของสังคม reality show หรือสังคมที่นิยมนำกิจกรรมส่วนตัวออกเผยแพร่ให้คนอื่นดู ในสังคมเรียลิตี้นี้ ความนิยมของผู้ชมคืออำนาจชี้ขาดตัดสินอนาคตของผู้แสดง การมีอยู่หรือดำรงอยู่ของผู้แสดงจึงไม่มีความหมายเมื่อขาดผู้ชม

อาจกล่าวว่าในโลกของแคมฟร็อก มีประชากรหลักอยู่ ๓ กลุ่ม คือ ผู้แสดง ผู้ชม (voyeurists) และผู้สังเกตการณ์

ในความเป็นจริง ทุกคนมีบทบาทของผู้ชมหรือ voyeurist เพราะต่างมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัว แล้วแต่ดีกรีของความเป็นผู้ชอบชมมากน้อยต่างกันไป ส่วนหนึ่งจึงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะขาประจำ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่ง ขอเลือกที่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เช่น ทัศนคติและความสนใจในเรื่องเพศ เป็นต้น

ประชากรที่น่าสนใจที่สุด จึงเป็นผู้แสดงหรือผู้ที่เลือกที่จะเป็นทั้งผู้ชมและผู้แสดงในโลกของแคมฟร็อก

ในโลกของแคมฟร็อกนั้น เราสามารถสังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่าการจัดฉากในการแสดง โดยการจัดฉากนี้ เราสังเกตได้จากพฤติกรรมของผู้ที่ทำหน้าที่จัดระบบและกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นสมาชิก (บุคคลกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า ดีเจ ซึ่งชื่อนี้มาจากหน้าที่ในการเลือกเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศ) และพฤติกรรมของตัวผู้แสดงเอง

ดีเจจะเป็นบุคคลสำคัญในการกำหนดผู้แสดงรายต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่า ดีเจเป็นเสมือนผู้กำกับในโชว์ที่กำลังพูดถึง โดยดีเจอาจจะวัดจากแรงเชียร์ของผู้ชมประกอบกับการตัดสินใจส่วนตัวของดีเจเองว่าดาราคนไหนมีแววจะเกิด จากภาพที่ต่อตรงมาจากกล้องของสมาชิกที่ใครก็ตามสามารถเลือกขึ้นมาดูได้ (ไม่ว่าจะมีกล้องหรือไม่ก็ตาม) การเปลี่ยนบทบาทจากผู้ชมมาเป็นผู้แสดงนี้ บางส่วนจึงเกิดจากอิทธิพลของดีเจโดยตรง

ดีเจยังมีบทบาทในการควบคุมไม่ให้ผู้ชมมีพฤติกรรมออกนอกกรอบเกินไปนัก โดยการตักเตือนหรือใช้อำนาจผูกขาดทางเทคนิคที่มี

ในด้านของผู้แสดงนั้น เราเห็นการจัดฉากอย่างชัดเจนเมื่อการแสดงเป็นการแสดงบทรักคู่ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในลักษณะของการแข่งขัน หรืออาจจะมองอีกมุมหนึ่งว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ คำถามที่น่าสนใจในกรณีนี้ ก็คือ การตัดสินใจลงสนามแข่งนั้น เกิดขึ้นจากการตัดสินใจสมยอมหรือไม่ เกิดจากฝ่ายชายหรือหญิงเป็นสำคัญ

ในกรณีของการโชว์ส่วนสัด นี่อาจจะเป็นภาพสะท้อนของสังคมเรียลิตี้ ที่สร้างค่านิยมของ free naked body หรือ free sexual activity ที่ไม่ต่างจาก free violence ที่นำไปสู่ปัญหาการบันทึกภาพความรุนแรงในโทรศัพท์มือถือและส่งต่อกันระหว่างกลุ่มวัยรุ่น เร็วๆ นี้พฤติกรรมนี้ลุกลามไปจนถึงขั้น มีกลุ่มวัยรุ่นข่มขืนเด็กมัธยมและถ่ายภาพทางมือถือเพื่อแบล็กเมล หรือแก็งค์วัยรุ่นที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเช่น คนที่นั่งหลับบนรถโดยสารสาธารณะและแอบถ่ายโดยมือถือ (เป็นข่าวในฝรั่งเศสทั้งสองกรณี)

ความพอใจของผู้โชว์ที่ได้รับเสียงเชียร์ อาจจะบอกว่าเด็กเหล่านี้ กำลังเรียนรู้ค่านิยมผิดๆ จากสังคมที่ปลูกฝังการโชว์และการเชียร์อย่างขาดสติ

บางคนอาจจะบอกว่า ร่างกายของแต่ละคนก็เป็นสมบัติส่วนบุคคลของคนนั้น ฉะนั้น ตราบใดที่ใครจะทำอะไรกับร่างกายตัวเอง โดยที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็อาจจะมีส่วนถูก

แน่นอน ถ้าใครอยากจะโชว์ส่วนสัดหรือกิจกรรมส่วนตัวอะไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้ไปเดือดร้อนด้วย แต่ในสังคมที่วัยรุ่นวัยเรียนจำนวนมากเสียเวลาไปกับการโชว์และเชียร์ ก็น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติอยู่ไม่น้อย

หากจะให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์แคมฟร็อกนี้จริงๆ เราคงต้องทำความเข้าใจว่าสื่อและครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างสำคัญ อีกทั้งวิธีแก้ปัญหาอย่างเช่นปิดเว็บไซด์และเซ็นเซอร์แบบไร้ความคิดแบบที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทำเป็นประจำคงจะไม่เพียงพอ

Friday, December 15, 2006

ถอดรหัส Babel

ภาพยนตร์เรื่อง Babel ทำให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ในแต่ละมุมโลก ซึ่งถึงแม้จะแตกต่างกันในภาษา วัฒนธรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิต แต่โลกาภิวัตน์ทางการสื่อสารและวัฒนธรรม ทำให้คนเหล่านี้ผูกโยงกันด้วยเส้นด้ายบางๆ ที่โยงใยในลักษณะโครงข่ายซับซ้อนและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เราสามารถสัมผัสและรับรู้ได้เมื่อพิจารณาผลกระทบของเหตุการณ์ที่ส่งถึงกันอย่างรวดเร็วและรุนแรง

โดยสรุป Babel คือภาพสะท้อนของความหลากหลาย ความซับซ้อน และความสับสน ในโลกปัจจุบัน

ความสับสนที่ว่านี้มีสิ่งเร้าคือ ความรวดเร็วในการสื่อสารผ่านปลายนิ้วและความล้นหลามของข้อมูลข่าวสาร ทั้งที่ถูกและผิด ชัดเจนและไม่ชัดเจน เราทุกคนจึงมีโอกาสที่จะผลีผลามพุ่งเข้าใส่ข้อสรุปที่ผิดได้ หากไม่ชั่งใจหรือตรวจสอบกับข้อมูลที่ได้รับ

ในไบเบิล ส่วนของการกำเนิดโลก (La Genèse) ได้มีการพูดถึงหอคอยบาเบล (la tour de Babel) เอาไว้หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมและการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ของโลก โดยในขณะนั้น มนุษย์ทุกคนต่างใช้ภาษาเดียวกัน หลังจากที่พวกเขาเดินทางไปทางตะวันออก ก็ได้พบกับสถานที่ที่ต้องการจะตั้งหลักแหล่ง และก็ได้ลงความเห็นกันว่าจะสร้างเมืองที่นั่น รวมทั้งสร้างหอคอยให้สูงเสียดฟ้า

« Allons ! Bâtissons-nous une ville et une tour dont le sommet pénètre les cieux ! Faisons-nous un nom et ne soyons pas dispersés sur toute la terre ! »

หลังจากนั้น พระเจ้าได้ลงมาเพื่อดูเมืองและหอคอยที่มนุษย์สร้าง และตัดสินใจที่จะทำให้มนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วโลกและใช้ภาษาที่ต่างกัน

ในขณะที่พระเจ้าทำลายหอคอยนี้ พระเจ้าได้เอ่ยคำว่า Bavel หรือ Babel ซึ่งใกล้เคียงกับคำในภาษาฮิบรูที่แปลว่า “ความสับสน” ที่แห่งนี้เองที่เราให้ชื่อว่าบาเบล สถานที่ซึ่งพระเจ้าสร้างความสับสนในภาษาให้กับมนุษย์และทำให้เรากระจัดกระจายไปทั่วบนพื้นโลกใบนี้

Jacques Derrida (1930-2004) นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส มักจะอ้างอิงถึงหอคอยบาเบลตามความเชื่อในไบเบิล เมื่อกล่าวถึงแนวความคิดเรื่องความไม่สามารถแปลจากภาษาหนึ่งไปยังภาษาหนึ่งได้สมบูรณ์

กล่าวคือ Derrida ต้องการชี้ให้เห็นจากคำบอกเล่าเกี่ยวกับหอคอยบาเบลว่า ในเมื่อมนุษย์ต่างใช้ภาษาที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการเรียนรู้จากภาษาอื่นนั้น ก่อให้เกิดความจำเป็นของการแปลภาษา อย่างไรก็ตาม เราต่างก็พบกับอุปสรรคในการแปลจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง และพบว่าเราไม่สามารถแปลจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งได้สมบูรณ์ (แง่มุมอื่นของ Babel สามารถศึกษาได้จากงานของ Derrida)

เราทุกคนจึงควรตระหนักถึงอุปสรรคของการสื่อสาร รวมทั้งอุปสรรคของการทำความเข้าใจระหว่างภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง และหลากหลายบนโลกใบนี้ ความสับสนอาจเกิดขึ้นระหว่างกันได้ง่าย โดยเฉพาะบนโลกที่กระแสข้อมูลหลั่งไหลท่วมท้น สิ่งต่างๆ สามารถส่งผลกระทบถึงกันอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างที่เราไม่อาจคาดถึงได้

References
1. La Bible : La Bible de Jérusalem, les éditions du CERF 1998
2. Jacques Derrida, par Geoffrey Bennington et Jacques Derrida, Seuil 1991

Tuesday, December 12, 2006

ตาดูดาว เท้าติดดิน

ทุกวันนี้ เราแหงนหน้ามองท้องฟ้าน้อยลง อาจจะเป็นเพราะแสงสีในสังคมเมือง ทำให้เรามองเห็นวัตถุบนท้องฟ้าได้ยากขึ้นหรืออาจจะเป็นเพราะความเจริญทางวัตถุ ทำให้เราสนใจกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนพื้นดินจนลืมแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างเคย หรืออาจจะเป็นทั้งสองกรณีประกอบกัน

อาจกล่าวได้ว่า ในอดีต มนุษย์เคยให้ความสนใจกับธรรมชาติโดยเฉพาะท้องฟ้า รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะมนุษย์ยังมีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ตนเองและโลกน้อยมาก เราจึงเกิดความกลัว ความสงสัย รวมทั้งความจำเป็นในการเอาชนะอุปสรรค

หรือว่าวันนี้ มนุษย์ไขปริศนาของธรรมชาติจนหมดสิ้นแล้ว ?? หรือว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนความคิดว่ามนุษย์รู้สึกพึงพอใจกับความรู้ที่ตนพัฒนาและสั่งสมมาจนกระทั่งปัจจุบัน ?? โดยลำพัง ผมคงจะไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แต่จะขอชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ในอดีตนั้น ได้เรียนรู้อะไรจากการแหงนหน้ามองท้องฟ้า

ย้อนกลับไปในยุคกรีก หรือประมาณหกศตวรรษก่อนยุคของเรานั้น (ประมาณสองพันปีที่แล้ว) อาจกล่าวได้ว่านักดาราศาสตร์คนแรกมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ ผู้ที่ศึกษาดาราศาสตร์ในปัจจุบันได้ให้เครดิตกับ Thalès de Milet (ชาวกรีกที่อาศัยในดินแดนเอเชียไมเนอร์หรือชายฝั่งด้านตะวันตกของตุรกีในปัจจุบัน) ว่าเป็นคนแรกที่เปลี่ยนมุมมองของการมองท้องฟ้าและจักรวาลจากยุคก่อนหน้าเขา ที่มักจะตีความปรากฏการณ์ในท้องฟ้าโดยใช้ความเชื่อในเรื่องเวทมนต์คาถา สิ่งเหนือธรรมชาติและ mythology และถือว่าความคิดของเขาเป็นเส้นแบ่งระหว่างวิธีการศึกษาจักรวาลในแบบโบราณและปัจจุบัน คือ ใช้การสังเกตและหลักการของเหตุผล

ถึงแม้ทฤษฎีของ Thalès de Milet จะยังห่างไกลจากความเป็นจริงที่เราค้นพบในเวลาต่อมา กล่าวคือ เขาเชื่อว่าน้ำเป็นธาตุที่สำคัญที่สุด และโลกเป็นวัตถุที่ลอยอยู่เหนือน้ำ โดยมีท้องฟ้าเป็นเพดานของโลก และดาวคือกลุ่มแก็สที่แพร่ออกจากโลกและติดไฟอยู่บนท้องฟ้า แต่การเสนอมุมมองนี้ก็ถือว่าเป็นการวางรากฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แบบที่เราใช้ในปัจจุบัน

ในยุคสมัยเดียวกัน Anaximandre ได้พัฒนาแนวความคิดนี้ โดยเสนอข้อสันนิษฐานหลายประการที่กลายเป็นแนวความคิดพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของโลกและจักรวาล โดยเขามองว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงกระบอก โดยมนุษย์อาศัยอยู่บนผิวนอก และโลกนั้น ลอยอยู่ในท้องฟ้าที่มีรูปทรงกลมปิดหรือ sphère โดยมีระยะห่างจากทุกด้านเท่ากัน เขายังไปไกลถึงขนาดคาดเดาและกำหนดระยะห่างเป็นตัวเลขให้กับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จากท้องฟ้าที่ว่า

Pythagore ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ในยุคสมัยเดียวกันนั้น ได้ก่อให้เกิดสำนักของการศึกษาที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญ และถือว่าตัวเลขคือหัวใจของทุกอย่าง รวมทั้งของโลก เขาได้สนับสนุนแนวคิดของรูปทรงกลมปิดหรือ sphère และเสนอว่าโลกก็มีรูปทรงกลมบรรจุอยู่ในรูปทรงกลมอีกทีหนึ่ง

ดาวเคราะห์ที่เรารู้จักอื่นๆ เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ ก็ถูกสันนิษฐานว่ามีรูปทรงกลมปิดเช่นเดียวกับโลกและต่างโคจรอยู่รอบโลก ข้อสันนิษฐานของโลกกลมนี้ได้รับการยืนยันอย่างมั่นคงในอีกศตวรรษต่อมา เมื่อมนุษย์สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเห็นเสากระโดงเรือก่อนเมื่อมองจากฝั่งหรือเงาโค้งของโลกบนดวงจันทร์เมื่อเกิดจันทรุปราคา

อย่างไรก็ดี การพิจารณาลักษณะของโลกบางประการก็ยังอยู่บนหลักการที่ผิด เช่น โลกมีความคงที่ และเป็นศูนย์กลางของการโคจรของดาวอื่นๆ จนกระทั่ง Démocrite และ Leucippe ได้เสนอและขยายอิทธิพลของแนวคิดเกี่ยวกับอะตอม และขัดแย้งความเชื่อว่าโลกมีลักษณะเสถียรและคงที่ รวมทั้งทำลายความเชื่อเรื่องศูนย์กลางของโลกไป

การมองโลกในลักษณะนี้ ก็ได้พัฒนาควบคู่กับปรัชญาของ Epicure ที่มีอิทธิพลทางความคิดในตะวันตกไปอีกหลายศตวรรษ

นักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาดาราศาสตร์และการมองโลกอย่างมากอีกสองคนนั้น คนแรกคือ Platon (427-347) ซึ่งแทนที่วิธีการใช้เลขคณิตของปิธากอรัสด้วยเรขาคณิตที่เขาเชื่อว่าจะนำไปสู่ความจริงสมบูรณ์ที่จะอธิบายโลกในอุดมคติได้ อิทธิพลของเขาทำให้การศึกษาดาราศาสตร์โดยเน้นการสังเกตปรากฏการณ์จริงที่ได้รับการพัฒนามาต้องลดความสำคัญลงไปในยุโรปจวบจนกระทั่งศตวรรษที่ 14 ก็ว่าได้ ส่วนอีกคนคือ Aristote (384-322) ซึ่งถึงแม้จะได้รับอิทธิพลแนวคิดของ Platon อย่างมาก แต่กลับสนับสนุนให้กลับมาศึกษาวิทยาศาสตร์แนวทดลองที่สังเกตจากปรากฏการณ์จริง โดยใช้เครื่องมือที่สำคัญคือ คณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสำหรับเขา จักรวาลมีความสมบูรณ์และจีรังยั่งยืน ในขณะที่โลกมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร ไม่ยั่งยืนแต่เป็นศูนย์กลาง โดยความเคลื่อนไหวตลอดเวลาของโลกและดวงจันทร์นั้น เกิดจากส่วนประกอบสำคัญคือ อีเธอร์ (ether) ซึ่งส่วนหลังนี้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของการศึกษาฟิสิกส์จนกระทั่งศตวรรษที่ 20

ทฤษฎีของ Aristote ได้ทำให้ Héraclide du Pont พัฒนาแนวคิดที่สำคัญคือ โลกหมุนรอบของแกนตัวเอง เป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง รวมทั้งมีหลักฐานกล่าวว่าเขาเองได้เสนอข้อสันนิษฐานว่าดาวพุธและดาวศุกร์หมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นความรุดหน้าก้าวใหญ่ก่อนจะมีการพัฒนาความรู้ในยุคต่อมา

แม้อาณาจักรของกรีกจะสิ้นอิทธิพลลงทางการเมืองในเวลาต่อมา แต่อิทธิพลทางด้านปรัชญาและวัฒนธรรมได้ฝังรากลึกและมีอิทธิพลต่อองค์ความรู้ของตะวันตกจนกระทั่งปัจจุบัน

ถึงแม้นี่จะเป็นแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่งของพัฒนาการของการศึกษาโลกและจักรวาล แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญเพราะเป็นช่วงของการเริ่มต้นวางรากฐานวิทยาศาสตร์ และมรดกที่สำคัญของยุคนี้คือ แนวคิดเรื่องความมีเหตุผล (rationalité) ซึ่งเปลี่ยนวิธีการคิดของมนุษย์จากการตีความธรรมชาติโดยความเชื่อเหนือธรรมชาติ มาเป็นการสังเกตและศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้เหตุผล

สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากวิธีการมองโลกและจักรวาลคือ การเรียนรู้ว่ามนุษย์อยู่ตรงจุดใดของระบบหรือบ้านที่เราอาศัยอยู่นี้และเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนเงาของเราเอง การศึกษาประวัติศาสตร์ของปรัชญาจะทำให้เราเข้าใจความผิดพลาดของมนุษย์ในอดีต ความสำคัญตนผิดว่ามนุษย์และโลกคือศูนย์กลาง รวมทั้งการพยายามเอาชนะและทำลายธรรมชาติ อย่างไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้

ไม่น่าเชื่อว่า ทุกวันนี้ มนุษย์บางคนก็ยังเชื่อว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล !!

บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรายการวิทยุ France culture : Science et Conscience สัมภาษณ์ Jean- François Robredo ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญากรีกและดาราศาสตร์ เรียบเรียงจาก “Grèce : Le Berceau du Cosmos”, Jean-François Robredo, Ciel et Space

Saturday, December 09, 2006

Téléthon เงินและบุญ

เราทุกคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้” ซึ่งมักจะถูกเปล่งออกจากปากของตัวละครพระเอก (แน่นอน ต้องยากจน) ที่กำลังถูกพ่อแฟน หน้าตาขี้โกง แต่แต่งตัวดี มีลูกน้องห้อมล้อม ฟาดหัวด้วยซองขาวหนาเตอะหรือเช็ค (หนึ่งใบ ไม่ใช่สมุดเช็ค) แต่เลือกที่จะปฏิเสธ ก่อนหน้าที่จะเดินจากไป โดยไม่หันหลังกลับมาเสียดาย

แน่นอน ฉากนี้คงจะมีแต่ในละครเท่านั้น

แต่สิ่งที่เราได้จากละครคือ ประโยคข้างต้นมีสัจธรรมอยู่ไม่น้อย เพราะเราไม่สามารถซื้อสิ่งบางสิ่ง (ที่ไม่ใช่สินค้า) ด้วยเงิน เช่น ความสุข ความรัก หรือความดี แเต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธว่าเงินก็ทำให้หลายคนมีความสุข ช่วยถนอมความรักให้ยืนนาน และสร้างความดีได้

เพราะฉะนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวของเงิน แต่เป็นวิธีการใช้เงิน

ในทางตรงกันข้าม ตัวละครอีกตัวที่อาจจะได้รับเกียรติให้พูดประโยคศักดิ์สิทธิ์นี้ ก็คือ ตัวร้ายแสนเลว ที่ดันเฮงเกิดมามีพ่อรวย แต่กลับต้องลงเอยอย่างไร้เกียรติ

ที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนั้นไม่เกี่ยวกับละครหรือหนังไทย วิวาทะระหว่างพระเอก/ตัวร้าย หรือความดี/ความเลว แต่อย่างใด
ผมกำลังจะชี้ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งที่คนมักปฏิเสธ (เพราะเกรงว่าความจริงนี้จะทำให้ใจมัวหมอง) คือเงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเงินนั้นเปลี่ยนโลกได้อย่างที่เราไม่คาดคิดที่เดียว

ใช่ครับ เจ้า“เงิน” ปีศาจร้ายตัวนั้นแหละ ที่ทำให้หลายคนมัวเมา และจมปรักอยู่กับความโลภ ใช่ครับ เป็นเงินตัวเดียวกันนั้นแหละ ที่เราตราหน้าว่าเป็นสิ่งล่อลวงตา และพาให้ใจของใครต่อใครใหลหลง จนยอมตนเป็นทาสของมัน

เงินตัวดีนี้แหละครับ ตัวที่มนุษย์สร้างขึ้นมากับมือ แต่กลับบ่นกันนักหนาว่ามีไม่พอใช้

แล้วมันกลับกลายมาเป็นของดีได้ไฉน ?

เป็นเรื่องที่น่าแปลก เมื่อคุณค่าของเงิน กลับเพิ่มมากขึ้น เมื่อมันได้ละทิ้งหน้าที่แรกและหน้าที่สำคัญที่สุดของมัน (คือ ใช้เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน) นั่นคือ เมื่อมันกลายเป็นสิ่งให้เปล่า ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (กรณีชองเงินบริจาคหรือทาน) โดยสิ่งตอบแทนในที่นี้หมายถึง สิ่งตอบแทนจากผู้รับมอบให้กับผู้ให้ หากจะมีใครหวังบุญหรือหวังให้ผู้รับมีชีวิตที่ดีขึ้น กรณีนี้ไม่นับว่าเป็นสิ่งตอบแทนในความหมายที่กำลังพูดถึง

หากอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์แบบง่ายๆ เงินบริจาคหรือทานนั้น สร้างความพึงพอใจหรืออรรธประโยชน์ให้กับผู้รับ มากกว่าเมื่ออยู่ในมือของผู้ให้อย่างมากทีเดียว ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของการให้ คือ เงินจำนวนเดียวกัน สามารถมีค่าหรือคุณค่าแตกต่างกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเงินอีกอย่างคือ ความขัดแย้งในตัวของมันเอง ที่สะท้อนจากความแปรผันในปริมาณและคุณค่าของเงิน กล่าวคือ เงินที่ดีจะต้องมีค่าคงที่ นั่นก็หมายถึงจะต้องมีปริมาณคงที่ด้วยเช่นกัน รวมทั้งถ้าหากเราผลิตมันมาก มันจะมีค่าน้อย(และเป็นจริงในทางตรงกันข้าม) เราจึงไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาตามที่เราต้องการ

ลองนึกถึงตัวอย่างที่จับต้องได้ หรือเหตุการณ์ในระดับชาติและนานาชาติสองกรณีตามลำดับ หนึ่ง กรณีของรายการ Téléthon ซึ่งเรื่ยรายเงินบริจาคเพื่อพัฒนาการวิจัย ในการรักษาโรคทางพันธุกรรมในเด็ก ที่รักษายากและการแพทย์ยังขาดความรู้ สองกรณีของ เงินช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากประเทศที่ร่ำรวย แก่ประเทศยากจน เพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจน

ปรากฏว่า กรณีแรกนั้น ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส เมื่อเงินบริจาคจำนวนมหาศาลนั้นสามารถสร้างความรุดหน้าทางการวิจัยและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กพิการและครอบครัวจำนวนมาก ส่วนในกรณีหลังนั้น เราเห็นความสำคัญของมันได้จาก คำวิจารณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากต่อประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ที่เจียดเงินช่วยเหลือประเทศในอาฟริกาเป็นสัดส่วนที่เทียบไม่ได้กับที่ใช้ในการทำสงคราม

เป็นเรื่องน่าคิด เมื่อเราพบว่า เราจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบางกลุ่มได้ ก็ต่อเมื่อเรามีเงินมากพอที่จะซื้อของที่ผลิตโดยตัวเราเอง ในกรณีของ Téléthon อาจจะซับซ้อนกว่าที่กล่าวมา เพราะผลจากการวิจัยไม่สามารถซื้อได้จากเงินโดยตรง แต่ก็เป็นผลของเงินที่ได้รับร่วมกับเทคนิค ระยะเวลา และความเชี่ยวชาญของนักวิจัย (ซึ่งต่างก็ล้วนเป็นฟังก์ชั่นของเงินไม่มากก็น้อย)

นอกจากนี้ เป็นเรื่องน่าคิดอีก และคงจะน่าละอายด้วยไม่น้อย หากเรารู้ว่าเราใช้เงินไปในทางที่ไม่ควรมากเท่าใด ทั้งในฐานะของบุคคล และในฐานะขององค์รวม เช่น ใช้ซื้อเหล้า บุหรี่ การพนัน อาวุธ

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงโลก คือการทำให้คนส่วนใหญ่มองเห็นผลของการกระทำในเชิงองค์รวม (Collective action) เช่นเดียวกับกรณีของการรณรงค์ให้ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราเองอาจไม่เชื่อเลยว่าหากเราลงมือทำพร้อมๆ กันจริงๆ มันจะเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในระดับโครงสร้าง

ในฐานะของการให้ เงินบริจาคหรือทานสร้างสัญลักษณ์ของความดีที่ทำลายอัตลักษณ์ของความโลภและการบริโภคนิยมในตัวของเงินลง เราอาจจะทำลายอุปสรรคของความตระหนี่และเห็นแก่ตัวในระดับปัจเจกลงได้ โดยใช้บุญเข้าล่อ แต่ในระดับของสังคมแล้ว เป็นเรื่องยากมาก ที่จะใช้เพียงสิ่งล่อเชิงสัญลักษณ์ดังกล่าว

Thursday, December 07, 2006

Modern States and Genocide : reaction to news

1.
ระหว่างปี 1915-1920 กลุ่ม Muslim Turks ในจักรวรรดิออตโตมัน ดำเนินการสังหารหมู่ชาวอาร์เมเนียน จำนวนกว่า 1.5 ล้านคนอย่างโหดเหี้ยมและต่อเนื่อง จนชาวอาร์เมเนียนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์

ปัจจุบัน ประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งหลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตกว่า 70 ปีและสถานปนาเป็นรัฐอิสระในปี 1991 มีประชากรเพียง 3 ล้านคน

จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งกลายมาเป็นตุรกีในปัจจุบัน ไม่เคยยอมรับการกระทำดังกล่าว ประเทศฝรั่งเศสใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งในการไม่ยอมรับตุรกีเข้าร่วมสหภาพยุโรป

2.
ระหว่างปี 1933-1945 รัฐบาลนาซีของเยอรมัน และกลุ่มรัฐร่วมอุดมการณ์ ดำเนินการสังหารหมู่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป เป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 6 ล้านคน เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดการกระจัดกระจายย้ายถิ่นฐานของชาวยิวจำนวนมหาศาลไปทั่วโลก อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการเรียกร้องให้สถาปนาดินแดนของชาวยิว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบ ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดประเทศอิสราเอล ในปี 1947 (และยังเป็นปัญหาแก่งแย่งดินแดนกับปาเลสไตน์ จนกระทั่งปัจจุบัน)

เหตุการ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเป็นนโยบายและเป้าหมายทางการเมือง พร้อมทั้งใช้เครื่องมือและหน่วยงานของรัฐ ครั้งนี้ ถูกเรียกด้วยคำว่า Holocaust โดยในช่วงแรกนั้น รัฐบาลนาซีได้สังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยอื่นเช่น Gypsie Slavic Poles Russians รวมทั้งกลุ่มทางการเมืองเช่น คอมมิวนิสต์ โซเชียลลิสต์ รวมทั้งพวกรักร่วมเพศ ประมาณว่าผู้ที่ถูกสังหารที่ไม่ได้เป็นยิวมีประมาณ 1.9 ล้านคน


3.
ช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม 1994 ชาวรวันดา กว่า 8 แสน ถูกสังหารในช่วงเวลาไม่ถึง 100 วัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยชาว Tutsi ซึ่งถูกสังหารโดยชาว Hutu

ชนวนของเหตุการณ์นี้คือ การตายของอดีตประธานาธิบดี Juvenal Habyarimana ซึ่งเป็นชาว Hutu รัฐบาลฝรั่งเศสกล่าวหาประธานาธิบดีคนปัจจุบัน Paul Kagame ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ในขณะที่ฝ่ายหลังปฏิเสธและ กล่าวหารัฐบาลฝรั่งเศส พร้อมทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันว่าต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ (หนังสือพิมพ์ Nouvel Obs.com, 7 Dec 2006)

ที่น่าแปลกใจคือ ทั้งสองชนเผ่าใช้ภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน

4.

ในปี 2003 เกิด Genocide ขึ้นอีกในประเทศซูดาน ประชาชนกว่า สี่แสนคนถูกสังหาร ในขณะที่ สองล้านคนต้องพลัดถิ่น และอีกกว่า สามจุดห้าล้านคนดำรงชีวิตอยู่โดยพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เหตุการณ์นี้ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักในวงกว้าง

เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทุกครั้งที่กล่าวไปในข้างต้น มีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน ไม่ว่าในแง่ของสาเหตุ ปัจจัยแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรมหรือผลกระทบ

ในฐานะปัจเจกบุคคล คำถามเชิงมโนธรรมที่สำคัญคือ อะไรคือมูลเหตุที่ทำให้มนุษย์สามารถกระทำการรุนแรงและทำลายล้างซึ่งกันและกันได้ถึงเพียงนี้

ในฐานะนักวิชาการ แน่นอนว่าการศึกษาอย่างละเอียด เป็นรายกรณี จะเป็นประโยชน์อย่างที่สุด อย่างน้อยในเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างบทเรียนสำหรับรัฐและประชาชนของรัฐในปัจจุบัน ความรู้และเข้าใจปัญหาจะช่วยให้การจัดการปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดต้นทุนทางสังคมที่จะต้องสูญเสียไปโดยเปล่า

เพราะท่ามกลางสังคมโลกโลกาภิวัฒน์และโลกของข้อมูลข่าวสาร ความรุนแรงสามารถปะทุขึ้นอย่างฉับพลันและลุกลามอย่างรวดเร็ว ด้วยเชื้อเพลิงของอคติและอวิชา บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อ



References
1. Adalian Rouben, “The Armenian Genocide: Context and Legacy”, Armenian National Institute, http://www.armenian-genocide.org/
2. BBC news “Rwanda: How the Genocide Happened”, 1 April 2004
3. Holocaust Encyclopedia http://www.ushmm.org/wlc/en/
4. Nouvel Obs.com “Rwanda: Kagamé accuse Villepin d'avoir soutenu le génocide”, 7 Dec 2006
5. The World Bank countries data
6. www.SaveDarfur.org

Thursday, June 15, 2006

ความลับของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

ประเด็นเรื่องความมั่งคั่งและความยากจนของประเทศเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการศึกษาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มาโดยตลอด จะเห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจนมากคือ ตำราซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นรากฐานของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ของอดัมส์ สมิทธ์ ในปี 1776 ก็ชื่อว่า The Wealth of Nation

จะว่าไป คำถามว่าทำไมบางประเทศถึงร่ำรวย (และบางประเทศถึงยากจน) เป็นที่สนใจของนักวิชาการในประเทศกำลังพัฒนาที่ศึกษาด้านพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง โดยหวังว่าการศึกษาต้นแบบจากประเทศเหล่านั้น จะสามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาของประเทศตนเองได้ แต่ถึงอย่างไร นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายในประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปสำหรับปริศนานี้เช่นเดียวกัน

ความตื่นตัวของนักวิชาการในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากความประหลาดใจในการเติบโตอย่างน่าทึ่งทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (รวมทั้ง เอเชียอาคเนย์ อย่างประเทศไทย) ในช่วงทศวรรษ 80 และ 90 ซึ่งมีผลให้คุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ความกระตือรือร้นในการพัฒนาทฤษฎีเพื่อมุ่งอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เพิ่มมากขึ้นและมีระยะเวลายาวนานขึ้น ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่จำนวนมาก ซึ่งความรู้เหล่านี้จำนวนไม่น้อยอาจขัดแย้งกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเชื่อมาในอดีต นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนคิดของผู้ที่ทำงานในองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศอีกด้วย

ความจริงแล้ว ประเทศต่างๆ ในโลกไม่ว่าจะในทวีปอเมริกา ยุโรป อาฟริกา หรือเอเชีย ล้วนเป็นประเทศยากจนและแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย ก่อนหน้าปี 1800 !

ก่อนหน้านั้น ประเทศต่างๆ ในโลกแทบจะไม่เคยประสบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งคุณภาพชีวิตและจำนวนประชากรมีอัตราการเปลี่ยนแปลงต่ำมาก

จนกระทั่งในต้นศตวรรษที่ 19 นั่นแหละ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล จนนักประวัติศาสตร์เรียกช่วงนี้ว่าเป็นการเริ่มต้นของยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ และทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างความร่ำรวยและยากจนระหว่างประเทศ ที่เด่นชัดมากขึ้น อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

จะขอยกตัวเลขคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจกันโดยง่าย ในปี 1820 นั้น อัตราส่วนของรายได้ประชาชาติต่อหัวระหว่างประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจคือ สหราชอาณาจักร กับภูมิภาคที่ยากจนที่สุดคือ อาฟริกา เท่ากับ 4 ต่อ 1

ในขณะที่ปี 2000 อัตราส่วนเดียวกันของประเทศที่รวยที่สุดคือ สหรัฐฯ และภูมิภาคที่จนที่สุดที่ยังคงเป็นอาฟริกา ขยายออกจนกลายเป็น 20 ต่อ 1

บทเรียนที่เราได้รับจากการศึกษา 2 ศตวรรษแห่งความแตกต่างทางการเติบโตนี้ ก็คือ

ความมั่งคั่งของประเทศร่ำรวยที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น เกิดจากการเติบโตแบบยั่งยืนเป็นระยะเวลานาน (หรือที่เรียกว่า sustained growth ) มากกว่าการเติบโตแบบฉาบฉวยในระยะสั้น

ทั้งนี้ ความแตกต่างเพียงน้อยนิดของการเติบโตทางเศรษฐกิจใจแต่ละปี ในระยะเวลาหลายสิบหรือร้อยปีนั้น ทำให้เกิดความแตกต่างแบบทวีคูณ ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐฯ ที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 1.7 เปอร์เซ็นต์ในระหว่าง 1820 -2000 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถึง 25 เท่า ในขณะที่เศรษฐกิจของอาฟริกาที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 0.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียง 3 เท่า เท่านั้น ! (สถิติจาก The End of Poverty, Jeffery Sachs, 2005)

เป็นคำถามที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

Friday, June 02, 2006

คิดให้ดีก่อนเก็บภาษีเพิ่ม

พอดีไปอ่านเจอรายงานเรื่อง “คำอธิบายอย่างสั้นของภาระทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเก็บภาษี” ในเว็บไซด์ของรัฐสภาอเมริกัน ส่วนของคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ เลยเรียบเรียงมาให้อ่านกันครับ

เมื่อต้องการลดภาระการขาดดุลด้านงบประมาณ นักเศรษฐศาสตร์มักจะมีอคติต่อต้านการเก็บภาษีเพิ่มและเสนอแนะให้รัฐลดการใช้จ่ายแทน ทั้งนี้ เนื่องจากการเก็บภาษีก่อให้เกิดภาระต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 ประเภท

ประการแรก การเก็บภาษีนั้นก่อให้เกิดต้นทุนปฎิบัติการ (Transaction costs) ซึ่งแปรผันตามความซับซ้อนของกฎหมาย ต้นทุนนี้เกิดขึ้นกับทั้งผู้เสียภาษีและผู้จัดเก็บภาษี กล่าวคือ ประการแรก ประชาชนผู้เสียภาษีนั้น ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการทำความเข้าใจระบบของภาษี และในประการต่อมา ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่จัดการเรื่องเอกสาร (อันนี้เป็นลักษณะปรกติของประเทศสหรัฐฯ) ส่วนรัฐนั้น ก็ต้องพยายามเขียนกฎหมายในลักษณะที่ป้องกันแรงจูงใจในการโกง

ต้นทุนประเภทนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของภาษี มีงานวิจัยทำการศึกษาพบว่า คนอเมริกันต้องเสียเงินไปประมาณ หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ไปในการบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเงินได้ในปี 2003 (คิดเป็น ประมาณร้อยละ 10 ของรายได้จากภาษีเงินได้ ในปีเดียวกัน) ซึ่งการลดฐานภาษีอาจไม่ได้ลดต้นทุนนี้เท่าใดนัก แต่การทำให้ระบบภาษีง่ายขึ้นสามารถลดต้นทุนนี้ได้พอสมควร

ภาระของภาษีประเภทที่ 2 นั้น มีความสำคัญและขนาดมากกว่าประเภทแรก เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจแบบเสรี การซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายนั้นเกิดขึ้นจากประโยชน์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น ภาษีซึ่งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มต้นทุนของการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จึงเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดทอนประโยชน์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับ

เราทราบดีว่า ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ราคาของสินค้าถูกกำหนดจากสมดุลของอุปสงค์ (ความต้องการเสนอซื้อ) และอุปทาน (ความต้องการเสนอขาย) ในตลาด ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่า ที่ราคา 3 ดอลลาร์ต่อหน่วย ผู้ขายขนมปังเต็มใจจะผลิตและขายขนมปังเป็นจำนวนเท่ากับ 300 หน่วย และผู้ซื้อก็เต็มใจจะซื้อขนมปังในจำนวนดังกล่าวเช่นกัน แปลว่า ณ ราคานี้ ไม่มีส่วนเกินหรือการขาดแคลนของขนมปังในตลาด

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลเก็บภาษี 1 ดอลลาร์จากผู้ขาย ต่อทุกหน่วยของขนมปังที่ขายได้

ผู้ขายจะมีแรงจูงใจลดลงในการขายสินค้าเมื่อต้องเสียให้กับรัฐ 1 ดอลลาร์ต่อทุกหน่วยของขนมปังที่ขายได้ ผู้ซื้อขนมปังอาจพบว่าราคาของสินค้าจะเพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ หรือเท่ากับภาษีที่จัดรัฐเก็บจากผู้ขายขนมปัง ที่ราคาใหม่ 4 ดอลลาร์นี้ ผู้ซื้อในตลาดก็จะเต็มใจซื้อขนมปังน้อยกว่า 300 หน่วย
ราคาตลาดและจำนวนของขนมปังจะเปลี่ยนแปลงเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าอุปทานและอุปสงค์ของสินค้ามีความอ่อนไหวกับราคาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ภาระประการแรกที่เกิดขึ้นจากการเก็บภาษีของรัฐ คือ ผลได้ของสังคมลดลง เนื่องจากการแลกเปลี่ยนสินค้าส่วนหนึ่งได้หายไป ยกตัวอย่างเช่น จำนวนขนมปังที่มีการแลกเปลี่ยนลดลงจาก 300 เป็น 250

ในทางทฤษฏี ผลได้ของสังคมเกิดจากผลรวมของผลได้ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าในตลาด โดยปกติทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนเป็นมูลค่าสุทธิที่เป็นบวก นักเศรษฐศาสตร์เรียกส่วนที่หายไปนี้ว่า deadweight loss

ประการที่สอง ถึงแม้ผู้ขายจะเป็นผู้จ่ายภาษี แต่ผู้บริโภคก็ได้รับการผลักภาระไปส่วนหนึ่ง เนื่องจากต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น นอกจากนี้ ที่ราคาใหม่ ผู้ซื้อเสียโอกาสในการบริโภคสินค้าส่วนหนึ่ง ถ้าหากความต้องการสินค้านี้มีความอ่อนไหวต่อราคามาก ภาระของภาษีก็จะสูง และผู้บริโภคจะแบกรับส่วนนี้มากขึ้น

ประการสุดท้าย ภาระทั้งหมดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อภาษีเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มภาษี 2 เท่าจะเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 เท่า เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง

ผลกระทบยังขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรมที่ลดลง หากเป็นการลดลงของสินค้าที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม เช่น มลภาวะหรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภาษีสามารถเพิ่มสวัสดิการของสังคม อย่างไรก็ตาม ภาษีของรัฐมักส่งผลต่อกิจกรรมของเศรษฐกิจโดยรวม การคำนวณหาผลกระทบที่แท้จริง ครอบคลุมถึงการศึกษาผลกระทบทางอ้อมและผลกระทบที่ไกลออกไป

จากการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมา คณะกรรมการพบว่าค่าเฉลี่ยของภาระนี้อยู่ที่ประมาณ 40 เซนต์ต่อทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เก็บภาษีเพิ่มขึ้น

แน่นอน ต้นทุนจากภาษีนี้สามารถชดเชยด้วยประโยชน์ที่เกิดจากการใช้จ่ายของรัฐ ถ้าหากการประเมินข้างต้นถูกต้อง โครงการใหม่จะต้องสร้างผลได้เพิ่มเติมอย่างน้อย 50 เซนต์เพื่อที่จะหักล้างกับภาระภาษีที่เกิดจากต้นทุนปฏิบัติการ (Transaction costs) และ deadweight loss

เนื่องจาก โครงการใช้จ่ายของรัฐส่วนใหญ่เป็นเพียงการโอนจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคล แทนที่จะทำให้สังคมได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนั้น การลดการใช้จ่ายของรัฐจึงถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติม

Friday, April 28, 2006

เราอยากให้รัฐตัดสินใจอะไรแทนเราบ้าง? (๒)

ก่อนที่จะพูดถึง Paternalism ต่อไป ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องหาจุดยืนให้กับตนเอง เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถตอบสนองกับสิ่งใดโดยไร้หลักยึดทางความคิด ในที่นี้ ขออนุญาตใช้แนวคิดแบบ liberalism เป็นฐานทางความคิด

และก็คงจะต้องนิยาม liberalism ให้พอเข้าใจโดยสังเขปก่อน แนวคิดแบบ liberalism ในความหมายเริ่มแรกหรือในปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 นั้น ยึดถือเสรีภาพเป็นเป้าหมายหลักและมองเห็นปัจเจกบุคคลเป็นหน่วยสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ในขณะที่ ปลายศตวรรษที่ 19 ความหมายของ liberalism เริ่มที่จะโน้มเอียงไปใช้อธิบายผู้ที่ยึดถือสวัสดิการและความเท่าเทียมกันเป็นสำคัญ และเป็นทางเลือกแทนที่เสรีภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ในศตวรรษที่ 20 ความหมายกลับสวนทางไปในทางที่สนับสนุนการแทรกแซงของรัฐ อย่างไรก็ดี ความหมายที่เปลี่ยนไปปรากฏรุนแรงในด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง ซึ่งในทางการเมือง liberalism ในศตวรรษที่ 19 และ 20 ยังคงมีจุดร่วมในการสนับสนุนสถาบันการเมืองแบบรัฐสภาและการมีผู้แทน ถึงแม้จะเห็นแตกต่างกันในประเด็นของ nationalization (Milton Friedman, Capitalism and Freedom)

เมื่อเรายืมแนวคิดแบบ liberalism มาใช้ เราก็จะตอบคำถามสำคัญประการแรก คือเรื่องของขอบเขตที่เหมาะสมของการแทรกแซงของรัฐได้ไม่ยาก ในฐานะของผู้ที่ยึดถือเสรีภาพและปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายสำคัญ ก็เห็นว่ารัฐควรที่จะแทรกแซงการกระทำของบุคคล ตราบเท่าที่การกระทำนั้นส่งผลเสียกับผู้อื่นเท่านั้น (เช่นเดียวกับที่ John Stuart Mill เขียนในบทความ On Liberty ในปี 1869)

ดังนั้น กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในมุมมองของการเคารพเสรีภาพส่วนบุคคลที่เรายึดถือ นอกจากนั้น การห้ามสูบบุหรี่ในที่ส่วนบุคคลหรือทำให้บุหรี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายนั้นจึงเป็นไปไม่ได้และขัดกับหลักการที่เราเห็นว่าเป็นธรรม

คราวนี้ ลองมาดูประเด็นอื่นที่น่าสนใจ เช่น การกำหนดโดยรัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2540 ให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ และกำหนดบทลงโทษในการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเมื่อไม่ไปใช้สิทธิ์

พิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นว่าประเด็นนี้ไปไกลเกินกว่าเสรีภาพและการแทรกแซงที่กำลังพูดถึง

ประการแรก การบังคับ(โดยผ่านกระบวนการทางการเมือง) ให้คนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์และสิทธิทางการเมืองที่ประชาชนมอบให้รัฐนั้น ได้ก่อให้เกิดคำถามเชิงปรัชญาที่ขัดแย้งในตัวเอง

ประการต่อมา อาจจะฟังดูมีเหตุผล หากกล่าวว่าการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เท่ากับละเลยหน้าที่ของพลเมืองที่ดี จึงควรแลกเปลี่ยนด้วยการเสียสิทธิทางการเมืองบางอย่าง แต่การกำหนดบทลงโทษเท่ากับกำหนดให้การไปใช้สิทธิ์คือทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของประชาชน

ประการสำคัญ ถ้ามองให้ลึกซึ้งต่อไป เท่ากับบังคับโดยทางอ้อมให้ประชาชนต้องเลือกผู้สมัครไม่คนใดก็คนหนึ่ง เพราะการงดออกเสียงนั้นไม่มีความหมายทางการเมือง (มีความหมายทางสังคมแต่ไม่มีความหมายทางกฎหมาย)เนื่องจากรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้สร้างนัยสำคัญให้กับเสียงที่งดออกเสียง ยกตัวอย่าง มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 1 คนในเขตนั้น จะถือว่าได้รับการเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้รับเสียงมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิ แทนที่จะเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิและไม่งดออกเสียง

ถึงแม้กระบวนการที่เกิดขึ้นจะไม่ชัดเจน แต่เมื่อบุคคลมีประสบการณ์และผ่านกระบวนการเรียนรู้ ก็ทำให้สามารถตระหนักได้ว่าการไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยงดออกเสียงนั้นไม่มีความหมายทางการเมือง

เท่ากับรัฐธรรมนูญนี้ได้สร้างพฤติกรรมทางการเมืองใหม่ ที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยคือ บังคับให้คนต้องเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังถือว่าขัดกับแนวคิดแบบเสรีอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการไม่เปิดโอกาสให้คนออกจากทางเลือกที่กำหนดได้ (Opt-Out) เป็นการทำลายกระบวนการตัดสินใจของคนตั้งแต่เริ่มต้น

Tuesday, April 11, 2006

เราอยากให้รัฐตัดสินใจอะไรแทนเราบ้าง? (๑)

หลังจากนายกรัฐมนตรี de Villepin ประกาศยกเลิก CPE การเดินขบวนประท้วงและการนัดหยุดงานในฝรั่งเศสคงจะสงบไปได้อีกพักใหญ่ ก็ประจวบเหมาะกับช่วงวันหยุด Pâques หรือ Easter พอดี (ก่อนที่เด็กนักเรียนจะสอบกัน)ก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีการประกาศอย่างที่ว่า จะมีการนัดเดินขบวนในช่วงวันหยุดหรือไม่ อันนี้น่าคิดกันสนุกๆ

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจในช่วงนี้ ก็คงจะเป็นการเลือกตั้งในอิตาลี หลังจากการนับผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนาย Prodi ได้ที่นั่งในสภาล่างแบบเฉือนอดีตนายก Berlusconi ไปแบบฉิวเฉียดมาก (0.1%) นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตาและน่าสนทนายิ่งในหลายๆ ประเด็น ยังไงก็ดี คงต้องรอให้มีการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการซะก่อน จึงจะสามารถประเมินและคาดการณ์สถานการณ์ได้แน่ชัดขึ้น ที่แน่ๆ เรื่องผลคะแนนที่ใกล้เคียงกันมากนี้ ยังไม่ทันไร ก็ได้ยินว่ามีการเรียกร้องให้นับคะแนนกันอีกรอบ

อีกข่าวนึงที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก แต่น่านำมาวิเคราะห์ก็คือ กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ที่จะถูกนำมาใช้ในฝรั่งเศส (หลังจากที่หลายประเทศในยุโรป ก็ใช้กันไปแล้ว เช่น อิตาลี หรือไอร์แลนด์ที่ห้ามทั้งในร้านอาหารและผับ เป็นต้น)

การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายตาของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ (ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ) ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลนำกฎหมายนี้มาใช้ ก็มักไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น

คราวนี้ลองมาคิดกันดูเล่นๆ ว่าถ้าหากวันนึง รัฐบาลออกมาประกาศห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะและที่ส่วนบุคคล หรือพูดง่ายๆว่า ทำให้การสูบบุหรี่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้น?

ประเด็นนี้น่าขบคิดอย่างมาก เพราะในขณะที่รัฐบาลสามารถห้ามคนทำลายสุขภาพผู้อื่นได้ (และทุกคนเห็นเป็นเรื่องดี) ทำไมการที่รัฐจะห้ามคนทำร้ายสุขภาพตัวเอง จะทำไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลจะต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาลหากมีประชาชนจำนวนมากเจ็บป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองหรือมะเร็งในปอด อีกทั้งประเทศจะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพทางการผลิต เมื่อแรงงานจำนวนมาก นอนป่วยอยู่บนเตียง

คำถามเชิง normative ที่สำคัญยิ่งคือ ขอบเขตของการแทรกแซงของรัฐที่เหมาะสมนั้นอยู่ตรงไหน?? เนื่องจากการแทรกแซงของรัฐที่มากเกินไป มักจะล่วงล้ำเสรีภาพส่วนบุคคลอยู่เสมอ

ประเด็นที่กำลังพูดถึงนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการเลือกหรือเส้นแบ่งระหว่างการตัดสินใจของรัฐและการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากกับนักเศรษฐศาสตร์แนว liberal หรือที่เราเรียกว่าพวก Libertarian

เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าไม่มีใครรู้ดีไปกว่าแต่ละตัวบุคคลเอง ในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด จึงควรปล่อยให้หน้าที่การตัดสินใจตกอยู่กับปัจเจกบุคคลให้มากที่สุด

เรียกว่า ปล่อยให้มือที่มองไม่เห็นทำงานแล้วจะดีเอง

อย่างไรก็ตาม วิธีคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่สำคัญ (และเป็นที่ถกเถียง) ว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีเหตุมีผล และมีแบบแผน หรือเรียกว่า rationality

ซึ่งอาจทำให้หลายคนเถียงคอเป็นเอ็นว่ามนุษย์นี่แหละตัวดี ชอบทำอะไรที่ไม่สมเหตุผล ยกตัวอย่างการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือกิจกรรมผาดโผนท้าความตายต่างๆ

ศาสตราจารย์ Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 2005 เป็นคนหนึ่งที่รู้จักธรรมชาติการตัดสินใจของมนุษย์ดี เค้ากล่าวว่า คนเรามักจะต้องประสบกับสถานการณ์ที่คุ้นเคยของการเผชิญหน้าระหว่างตัวตนที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ตัวตนที่ต้องการตามใจตัวเองซึ่งกำลังต่อสู้กับตัวตนที่ต้องการจัดระเบียบให้กับชีวิต

ในตัวเราเกือบทุกคนจึงมีด้านมืดด้วยกันทั้งนั้น ที่มักจะปล่อยปละละเลย ผลัดวันประกันพรุ่ง ใช้จ่ายเกินตัว (ทั้งๆ ที่เพิ่งซื้อไปอาทิตย์ก่อน แต่อดใจไม่อยู่) หรือหนักไปกว่านั้น ก็พาตัวเองไปเสพติดอะไรสักอย่าง

เมื่อเห็นว่าเราไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับตน รัฐจึงก้าวเข้ามาช่วยตัดสินใจแทนในเรื่องที่เห็นว่าสำคัญ เช่น บังคับให้ทุกคนต้องลงทะเบียนในระบบสวัสดิการสังคมตั้งแต่เริ่มทำงาน เป็นต้น

เราจึงเห็นตัวอย่างของการแทรกแซงลักษณะนี้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และนักวิชาการก็ให้นิยามรัฐบาลในลักษณะนี้ว่าเป็นแบบ Paternalism

Wednesday, April 05, 2006

แสงสว่างปลายอุโมงค์

อังคารที่ 4 เมษายน 2549

20.30 น. เวลาประเทศไทย นายกฯ รักษาการณ์ทักษิณ ชินวัตร ประกาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยหน้า และจะรักษาการณ์ไปจนกระทั่งรัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งเสร็จสิ้น.....

ท่ามกลางความรู้สึกฉงน สงสัย ดีใจ ประหลาดใจ โล่งใจ ฯลฯ ของหลายคนที่เฝ้าดูการแถลงเฉพาะกิจ ได้ปรากฏคำถามตามมาถึงที่มาของการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะกะทันหัน เด็ดเดี่ยวและเกินความคาดหมายครั้งนี้

ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวนายกฯ ทักษิณเอง ว่าอะไรคือสาเหตุของการตัดสินใจสำคัญนี้

แต่สิ่งที่เรารู้สึกได้ก็คือ นายทักษิณคนนี้ แตกต่างจากนายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ดื้อดึงดันมาตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่เกิดวิกฤตทางการเมือง หรือแม้แต่ในการให้สัมภาษณ์เพียงหนึ่งวันก่อนหน้าทางรายการกรองสถานการณ์ ก็ดูจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ดี นี่คือ แสงสว่างปลายอุโมงค์ของการเมืองไทย (หรือจะเรียกว่า ของประเทศไทยก็ว่าได้)ที่ส่องมาให้เห็นแวบแรก

เพราะตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ นับตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ การประกาศยุบสภา การคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งของ 3 พรรคฝ่ายค้าน และการปิดล้อมสำนักงานของ นสพ. เครือเนชั่น ผู้จัดการ และมติชน ฯลฯ ล้วนแต่นำการเมืองไทยเดินเข้าสู่ทางตัน และปิดล็อคอย่างถาวร จากผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน

นอกจากเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดหักเหสำคัญ ที่เปิดทางให้เรามองเห็นทางออกที่มืดมนมาเป็นเวลานานแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบความจริงใจของกลุ่มพันธมิตร และพรรคฝ่ายค้านต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

เพราะก้าวต่อไปหลังจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าทุกฝ่ายพร้อมจะฉกฉวยโอกาสนี้ และหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมปฏิรูปการเมืองหรือไม่ หรือยังคงยึดติดกับเพียงเป้าหมายในการทำลายล้มล้างระบอบทักษิณ และการเล่นเกมส์ทางการเมือง

จริงอยู่ เราอาจไม่สามารถเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความสำเร็จ หากมองจากเป้าหมายของความพยายามสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในแง่จริยธรรมและกรณีประโยชน์ทับซ้อน โดยใช้กรณีของอดีตนายกฯเป็นบทเรียน

แต่หากมองย้อนกลับไป เราคงสามารถภูมิใจได้ในระดับหนึ่งถึงความสำเร็จของการสร้างความตื่นตัวให้กับการเมืองภาคประชาชน และการทำลายปราการที่ปิดกั้นครอบงำสื่อเป็นเวลาหลายปี

ในขณะเดียวกัน เราคงต้องตระหนักว่าช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมา ได้สอนอะไรหลายอย่างให้กับพวกเรา เช่นเดียวกับการส่องกระจกเงาสะท้อนการเมืองไทย เพราะผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานี้ เป็นบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองภาคประชาชนของไทย ยังคงต้องพัฒนาอีกหลายก้าว นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการจะเห็นการพัฒนาในการเมืองภาคประชาขนคงต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการรับรู้ข่าวสารก็ยังไม่ทั่วถึงกันในแต่ละพื้นที่

เราอาจถือว่าช่วงเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา เป็นเพียงช่วงของการทดลองใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดกฎหมายที่สะท้อนและสอดรับกับความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง เพราะหากไตร่ตรองให้ดีแล้ว เราได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของกฏหมายและการบังคับใช้หลายประการจากช่วงเวลาที่ผ่านมา

Saturday, April 01, 2006

ข้อสอบโรงเรียนการเมือง

จริยธรรมทางการเมืองคืออะไร?

............................
........................
....................
.................
..............
...........
.......
....

ไม่ผิดครับ ข้างบนคือกระดาษคำตอบของนายทักษิณ รวมทั้งของนักการเมืองอีกหลายคนของพรรคไทยรักไทย

ถ้าเป็นข้อสอบเข้าโรงเรียนการเมืองจริง มีหวังตกตั้งแต่สอบข้อเขียน แต่โชคยังช่วยครับ ที่โรงเรียนการเมืองไทย วัดนักเรียนจากข้อสอบความถนัดเท่านั้น

Friday, March 31, 2006

The rules of the game

หันมาดูสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของทั้งประเทศไทยและฝรั่งเศส จะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ ต่างก็กำลังได้รับแรงกดดันจากประชาชนให้ลาออกจากตำแหน่ง และทั้งสองคนก็ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องนั้น

ต่างกันตรงที่ ผมเห็นว่า นายกทักษิณควรลาออกตั้งนานแล้ว แต่ นายก Dominique de Villepin นั้นไม่สมควรออกจากตำแหน่งเพียงเพราะประเด็นของ CPE (Contrat Premier Embauche - มาตรการซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะของแรงงานที่พึ่งจบใหม่ได้)

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า ที่น่าสังเกตจากการเมืองภาคประชาชนของทั้งสองประเทศ คือ ประเด็นของความบกพร่องของหลักการเสียงข้างมากและความไม่สมบูรณ์ในการเคารพความต้องการของเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตย

ในฟากของฝรั่งเศส การออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกการนำกฎหมายเกี่ยวกับ CPE มาใช้ โดยกลุ่มนักเรียน นักศึกษาเสียงข้างมาก ที่ถึงขนาดบล็อคห้องเรียนและมหาวิทยาลัย ไม่ให้สามารถทำการเรียนการสอนได้ จนกลายเป็นปัญหายืดเยื้อลุกลามไปในโรงเรียนมัธยมปลายและทำให้เกิดความรุนแรงบนท้องถนนนั้น เป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญในความพยายามจัดการกับปัญหา เพราะในอีกด้านหนึ่ง การปิดกั้นกีดขวางการเรียนที่ยืดเยื้อ ทำให้เกิดกลุ่มที่ไม่พอใจและพยายามเรียกร้องสิทธิของตนในการเข้าห้องเรียน จนทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจ (และน่าขบขัน) ว่า จะเรียกร้องเกี่ยวกับการทำงานไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่สามารถเข้าห้องเรียน (และเรียนให้จบ) ได้

จำได้ว่า รายงานข่าวหลายๆ ครั้งได้แสดงให้เห็นภาพการโหวตของกลุ่มนักศึกษา ในการเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้มาตรการในการปิดกั้นและกีดขวางดังกล่าว และทุกครั้งก็จบลงด้วยชัยชนะของเสียงข้างมากที่ต้องการให้ใช้ปฏิบัติการบล็อคห้องเรียน

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าการโหวตนั้น เหมาะสมกับทางเลือกที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดผลอย่างไรจากการเลือกทางเลือกแต่ละทาง หรืออาจจะเรียกว่า ไม่มีความเห็นที่ชัดเจนไปในทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ดังนั้นในการชี้ขาดจึงต้องอาศัยการโหวต อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกที่รู้แน่ชัดเป็นการล่วงหน้าว่า จะต้องมีการสูญเสียของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งความสำเร็จในการเดินหน้าต่อนั้น การโหวตดูจะไม่เป็นวิธีที่น่าพึงพอใจ

ส่วนในฟากของเมืองไทย ปัญหาลึกซึ้งกว่ามาก ทั้งนี้ การแยกไม่ออกระหว่างประชาธิปไตยและหลักการเสียงข้างมาก (หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ความเข้าใจว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น) เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า และนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรโดยผ่านกระบวนการทางการเมือง ซึ่งจะเป็นปัญหาในระยะยาว

ทำไมต้องพูดถึงหลักการเสียงข้างมาก ? และชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการโหวตอย่างง่าย?

เพราะการเลือกกฏกติกานั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินไปของเกมส์ การเลือกกติกาที่มีข้อบกพร่อง ย่อมนำไปสู่ผลที่ไม่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย

ในปัจจุบันที่สังคมเศรษฐกิจมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแตกต่าง(ทางด้านฐานะ เชื้อชาติ รสนิยมและทัศนคติ) รวมทั้งความขัดแย้งของประโยชน์ (ระหว่างชนชั้น กลุ่มประชากร กลุ่มอาชีพ) การดำเนินนโยบายหรือมาตรการใดๆ ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเหลื่อมล้ำ หากไม่มีความระมัดระวัง นอกจากนี้ การตัดสินความเป็นธรรมในสังคม ไม่สามารถทำได้โดยการพิจารณาผลของนโยบายหรือมาตรการเป็นรายกรณี เพราะจะเกิดความยุ่งยากและต้นทุนของเงินและเวลาที่สูง

การกำหนดกฏกติกา (The Rules of the Game) ที่ทุกคนเห็นว่าเป็นธรรม ถือเป็นการสร้างสถาบันในระดับที่เหนือขึ้นมาและ เป็นวิถีทางที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ที่จะประหยัดต้นทุนของสังคมในการจัดการความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น

การหาฉันทามติต่อลักษณะของรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ต่อการก้าวต่อไปของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในภาคการเมืองเท่านั้น แต่ในภาคสังคมและเศรษฐกิจ ก็ต้องพึ่งพากติกาทางการเมืองที่เป็นธรรมเช่นกัน

คำถามเรื่องการเลือก The Rules of the Game ของการเมืองที่เป็นธรรมนั้น คงจะเป็นประเด็นเชิงปรัชญาและจริยธรรมที่ยากเกินความสามารถของผมได้ อย่างไรก็ดี เราสามารถถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดหลักการที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้จัดการกับปัญหาของสังคม

Monday, March 27, 2006

ประชานิยมสมชื่อ (๒)

ดังนั้น นโยบายประชานิยมในทางเศรษฐศาสตร์ ในความหมายในที่ชัดเจน จึงหมายถึง ความพยายามในการสร้างแรงสนับสนุนทางการเมือง โดยใช้นโยบายเชิงอุปถัมภ์ ที่มีผลในการกระจายรายได้ แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการผลิตหรือระดับการศึกษาของแรงงาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นโยบายประชานิยมนั้นคือ ราคาที่ผู้มีอำนาจปกครองจ่ายเพื่อซื้อเวลาทางการเมือง เป็นการชั่วคราว เท่านั้นเอง

ทั้งนี้ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์* ได้กล่าวในบทความ “ทำไมทุกคนจึงเสียหายจากประชานิยม**” ว่า นโยบายประชานิยมเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สร้างภาระอย่างมาก ทั้งในแง่ของสังคมโดยรวมและต่อประชาชนที่ยากจนเอง

โดยในบทความดังกล่าว ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ได้แสดงให้เห็นว่า นโยบายประชานิยมได้สร้างภาระให้กับสังคมโดยผ่าน
๑. ความล้มเหลวของวิกฤตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายประชานิยมไม่ได้แก้ปัญหาของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงการ แต่ยังตอกย้ำปัญหาใหม่ โดยการกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ในระยะสั้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อตามมา
๒. ความสูญเปล่าทางการคลัง เนื่องจากการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยหวังผลทางการเมือง มักไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การขาดวินัยทางการคลัง นอกจากนี้ นโยบายลักษณะนี้จะขาดประสิทธิผลในการกระตุ้นอุปสงค์รวม ทำให้การนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นแล้ว และการบริโภคที่งบประมาณมิได้ตกไปยังโครงการที่คุ้มค่าจริงๆ
๓. ภาระของคนจน โดยผ่านทางผลกระทบของเงินเฟ้อ เพราะการสร้างภาวะเงินเฟ้อนั้นเป็นความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินเฟ้อเป็นเสมือนภาษีทางอ้อมที่คนจนไม่สามารถผลักภาระได้เหมือนภาคธุรกิจ ดังนั้น ในหลายประเทศที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบประชานิยม คนจนจึงเสียประโยชน์มากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ

ถ้าหากพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจวันนี้ ยังไม่หยุดใช้นโยบายประชานิยมแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมือง เชื่อแน่ว่า ระบบเศรษฐกิจของไทย ก็อยู่บนความเสี่ยงที่จะประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ ปัญหาของภาระหนี้สิน เกิดจากกลุ่มรากหญ้าหรือกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในประเทศ ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาความยากจนให้ทรุดหนักไปอย่างไม่สามารถประเมินได้

* คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
** คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9762

Friday, March 24, 2006

ประชานิยมสมชื่อ (๑)

แน่นอนหลายคนรู้ว่า ประชานิยมมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Populism เพราะเป็นคำยอดฮิตติดหู ที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งในปัจจุบัน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจถึงนิยาม และธรรมชาติที่แท้จริงของประชานิยม

คำว่า “ประชานิยม” โดยแท้จริงแล้ว มีความหมายแตกต่างและกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันพอสมควร กล่าวคือ คำว่า Populism ในความหมายดั่งเดิมนั้น หมายถึง ปรัชญาทางการเมืองหนึ่ง ซึ่งอาศัยศิลปะในการโน้มน้าวมวลชนให้เคลื่อนไหวในการยึดคืนอำนาจจากกลุ่มผู้นำ elite ที่ผูกขาดการปกครอง โดยอ้างประโยชน์ของผองชนในการก่อการยึดคืนอำนาจดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยการชักจูงให้เกิดความห่วงใยทางเศรษฐกิจ สังคมหรือมโนธรรมของส่วนรวม และนักคิดในศตวรรษที่ 18 ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าลัทธินี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมคติต่างๆ เช่น ชาตินิยม หรือแม้กระทั่ง การเหยียดชาติ ผิว หรือเผ่าพันธุ์

กลุ่มเป้าหมายของ Populism จึงเป็นได้ทั้งกลุ่มคนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือชนชั้นทางสังคม ที่มักจะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และชนชั้นล่าง ไปจนถึงชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม ความหมายในปัจจุบัน เริ่มแปลเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไป ปัจจุบัน ประชานิยมถูกนำมาใช้ในความหมายที่แคบลงคือ ใช้กับรูปแบบของกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเป้าหมายในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง โดยพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจ ซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดเจนจากรัฐบาลเผด็จการในลาตินอเมริกา เมื่อกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

หากจะหานิยามของประชานิยม ในทางเศรษฐศาสตร์ ก็เป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะพบข้อสรุปของนิยามที่ตายตัว อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาประชานิยมในทางเศรษฐศาสตร์มักนิยามคำนี้ ในเชิงเนื้อหา (substantive approach) มากกว่าการให้น้ำหนักกับรูปแบบ (formalist approach) ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประชานิยมจึงหมายถึง การใช้กลุ่มของนโยบาย/มาตรการทางเศรษฐกิจ (หรือการสัญญาว่าจะดำเนินการ) เพื่อเป้าหมายในการเรียกเสียงสนับสนุนทางการเมือง

Thursday, March 23, 2006

Basic Logic of Voting

การเลือกตั้งนั้น นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการเลือกรัฐบาลแล้ว ในทางสังคม การเลือกตั้งยังทำหน้าที่อื่น เช่น เป็นเครื่องมือในการระบายออกซึ่งความคับข้องใจ (ที่ถูกกฏหมาย), เป็นการแสดงออกซึ่งรสนิยมและอุดมคติทางการเมือง, เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ฯลฯ

ดังนั้น ในช่วงเลือกตั้งแต่ละครั้ง เราจึงมองเห็นสัญลักษณ์อย่างนึงอย่างใดหรือมากกว่าหนึ่ง ที่ถูกสื่อสารออกมาจากผลการเลือกตั้ง
เมื่อมองในมุมของพรรคการเมืองเอง พรรคที่รักษาการณ์จะตีความการได้รับเลือกกลับเข้ามาว่าเป็นสัญญาณที่บ่งถึงการยอมรับนโยบายท ี่ผ่านมา และหมายถึงไฟเขียวต่อการเดินหน้านโยบายเดิมที่ยังคั่งค้าง ส่วนอีกฝั่ง คือฝั่งที่เข้ามาท้าชิง หรือฝ่ายค้านเดิมนั้น จะตีความไปในทางตรงข้ามว่าการได้รับความไว้วางใจคือ ใบสั่งของการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น เราอาจแปลสัญญาณนี้เป็นภาษาชาวบ้านว่าคือการเลือกเพื่อ"ไม่เปลี่ยน" หรือ "เปลี่ยน"

คราวนี้ มาลองดูตรรกะของผู้เลือกตั้งกันบ้าง โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราไม่ได้สนใจนโยบายของแต่ละพรรคมากไปกว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับจากนโยบายหรือจากการเลือกพรรคนั้น

นอกจากนี้ ในทางทฤษฎี ถ้าหากบุคคลมีความพึงพอใจต่อความเป็นอยู่ของตนต่ำหรือต่ำมาก (ในสายตาของเค้า) ย่อมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทางใดทางหนึ่งย่อมทำให้ความเป็นอยู่ของตนดีขึ้น และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากบุคคลมีความพึงพอใจต่อความเป็นอยู่ของตนสูงอยู่แล้ว ย่อมรู้สึกปลอดภัยต่อสิ่งที่เป็นอยู่ และมีแนวโน้มที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อมูลที่แต่ละคนได้รับ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ตนเข้าใจในนโยบายและแนวความคิดที่มีต่อความหมายของสังคมที่พึงปรารถนา

ลองหันกลับมามองเมืองไทยและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น บางคนตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่ผู้ที่ไปชุมนุมที่สนามหลวงหรือหน้าทำเนียบ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง รวมทั้งข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

เหตุผลคงไม่ใช่แค่เพราะในเมืองมีชนชั้นกลางมาก (เพราะในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมหาศาล) แต่เพราะชนชั้นกลางคือกลุ่มที่รู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์ (หรือเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ) จากนโยบายของพรรคไทยรักไทย และมีความพึงพอใจต่อความเป็นอยู่ของตนต่ำ ในขณะที่เกษตรกรหรือผู้มีรายได้ต่ำรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์จากนโยบาย ต่างๆ อย่างเต็มที่ (ประโยชน์ระยะสั้นหรือระยะยาวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) และพึงพอใจต่อสิ่งที่เป็นอยู่

กลุ่มแรกจึงเลือกที่จะเปลี่ยน แต่กลุ่มหลังเลือกที่จะไม่เปลี่ยน

สุดท้าย ลองสังเกตดูว่าระหว่างที่รักษาการณ์อยู่ รัฐบาลได้อนุมัติการเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่การชดเชยค่าเสียหายระหว่างรัฐและประชาชนไปแล้วกี่ราย

รัฐธรรมนูญกับการกำหนดวันเลือกตั้ง

การออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดพฤติกรรมของผู้เล่นทางการเมือง (ได้แก่ พรรคการเมือง นักการเมือง และผู้เลือกตั้ง) เป็นเรื่องยากและซับซ้อน แต่มีความสำคัญมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งจึงมีผลต่อโฉมหน้าการเมืองในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดให้ผู้ที่จะสมัครลงรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน

หากจะตีความถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (หรือพูดง่ายๆ ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้เกิดผลอย่างไร) ก็ต้องพิจารณาข้อกำหนดนี้ทั้งในมิติของเวลา สถานที่ ประกอบกับบริบทการเมืองไทย

มิติของเวลาที่ว่าคือ 90 วัน สถานที่คือ พรรคการเมืองพรรคเดียว ส่วนบริบทก็ต้องกลับไปมองประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต เราสามารถตีความได้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่าตัวนักการเมือง และต้องการส่งเสริมความมั่นคงของพรรคการเมือง กล่าวคือ ลดปัญหาการต่อรองย้ายพรรคของบรรดานักการเมือง เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพและขัดขวางการพัฒนาพรรคการเมืองในระยะยาว

กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญ (หรือผู้ร่าง) ต้องการให้การเมืองไทยในอนาคตมีพรรคการเมืองใหญ่ที่ผูกโยงสมาชิกไว้ด้วยแนวคิดมากกว่าผลประโยชน์

คราวนี้ ลองเอาวิธีคิดนี้ มามองการเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 2 เมษากันบ้าง การตัดสินใจกำหนดวันเลือกตั้ง ภายในระยะเวลา 30 กว่าวันของรัฐบาล จะมีผลอย่างไร ??

ข้อจำกัดของระยะเวลา (ยุบสภาถึงวันรับสมัคร ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น) ทำให้เกิดผลที่ชัดเจนที่สุดคือ กีดกันผู้เล่นใหม่ไม่ให้เข้ามาในวงการเมือง เนื่องจากผู้ที่จะมีคุณสมบัติครบในการสมัคร ส.ส. คราวนี้ ได้ต้องสังกัดพรรคการเมืองมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้ ผู้สมัครหน้าใหม่จึงหมดสิทธิ์!!!!

จึงถือว่าเกิดการผูกขาดทางการเมืองโดยทางอ้อมจากพรรคการเมืองและนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ

วันนี้เราค่อยๆ เห็นความเสียหายของการตัดสินใจแบบฉวยโอกาสและขาดความเชื่อมโยงกับเจตนารมณ ์ในการปฏิรูปการเมืองดังกล่าว เมื่อมีข่าวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคต่างๆ (ส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็ก) ทะยอยกับขาดคุณสมบัติกันทั่วหน้า โดยเฉพาะข้อที่ว่าต้องสังกัดพรรคติดต่อกันเป็นเวลา 90 วัน
อนาคตการเมืองไทยใครว่าไม่น่าห่วง????