Friday, March 31, 2006

The rules of the game

หันมาดูสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของทั้งประเทศไทยและฝรั่งเศส จะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ ต่างก็กำลังได้รับแรงกดดันจากประชาชนให้ลาออกจากตำแหน่ง และทั้งสองคนก็ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องนั้น

ต่างกันตรงที่ ผมเห็นว่า นายกทักษิณควรลาออกตั้งนานแล้ว แต่ นายก Dominique de Villepin นั้นไม่สมควรออกจากตำแหน่งเพียงเพราะประเด็นของ CPE (Contrat Premier Embauche - มาตรการซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะของแรงงานที่พึ่งจบใหม่ได้)

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า ที่น่าสังเกตจากการเมืองภาคประชาชนของทั้งสองประเทศ คือ ประเด็นของความบกพร่องของหลักการเสียงข้างมากและความไม่สมบูรณ์ในการเคารพความต้องการของเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตย

ในฟากของฝรั่งเศส การออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกการนำกฎหมายเกี่ยวกับ CPE มาใช้ โดยกลุ่มนักเรียน นักศึกษาเสียงข้างมาก ที่ถึงขนาดบล็อคห้องเรียนและมหาวิทยาลัย ไม่ให้สามารถทำการเรียนการสอนได้ จนกลายเป็นปัญหายืดเยื้อลุกลามไปในโรงเรียนมัธยมปลายและทำให้เกิดความรุนแรงบนท้องถนนนั้น เป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญในความพยายามจัดการกับปัญหา เพราะในอีกด้านหนึ่ง การปิดกั้นกีดขวางการเรียนที่ยืดเยื้อ ทำให้เกิดกลุ่มที่ไม่พอใจและพยายามเรียกร้องสิทธิของตนในการเข้าห้องเรียน จนทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจ (และน่าขบขัน) ว่า จะเรียกร้องเกี่ยวกับการทำงานไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่สามารถเข้าห้องเรียน (และเรียนให้จบ) ได้

จำได้ว่า รายงานข่าวหลายๆ ครั้งได้แสดงให้เห็นภาพการโหวตของกลุ่มนักศึกษา ในการเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้มาตรการในการปิดกั้นและกีดขวางดังกล่าว และทุกครั้งก็จบลงด้วยชัยชนะของเสียงข้างมากที่ต้องการให้ใช้ปฏิบัติการบล็อคห้องเรียน

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าการโหวตนั้น เหมาะสมกับทางเลือกที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดผลอย่างไรจากการเลือกทางเลือกแต่ละทาง หรืออาจจะเรียกว่า ไม่มีความเห็นที่ชัดเจนไปในทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ดังนั้นในการชี้ขาดจึงต้องอาศัยการโหวต อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกที่รู้แน่ชัดเป็นการล่วงหน้าว่า จะต้องมีการสูญเสียของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งความสำเร็จในการเดินหน้าต่อนั้น การโหวตดูจะไม่เป็นวิธีที่น่าพึงพอใจ

ส่วนในฟากของเมืองไทย ปัญหาลึกซึ้งกว่ามาก ทั้งนี้ การแยกไม่ออกระหว่างประชาธิปไตยและหลักการเสียงข้างมาก (หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ความเข้าใจว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น) เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า และนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรโดยผ่านกระบวนการทางการเมือง ซึ่งจะเป็นปัญหาในระยะยาว

ทำไมต้องพูดถึงหลักการเสียงข้างมาก ? และชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการโหวตอย่างง่าย?

เพราะการเลือกกฏกติกานั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินไปของเกมส์ การเลือกกติกาที่มีข้อบกพร่อง ย่อมนำไปสู่ผลที่ไม่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย

ในปัจจุบันที่สังคมเศรษฐกิจมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแตกต่าง(ทางด้านฐานะ เชื้อชาติ รสนิยมและทัศนคติ) รวมทั้งความขัดแย้งของประโยชน์ (ระหว่างชนชั้น กลุ่มประชากร กลุ่มอาชีพ) การดำเนินนโยบายหรือมาตรการใดๆ ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเหลื่อมล้ำ หากไม่มีความระมัดระวัง นอกจากนี้ การตัดสินความเป็นธรรมในสังคม ไม่สามารถทำได้โดยการพิจารณาผลของนโยบายหรือมาตรการเป็นรายกรณี เพราะจะเกิดความยุ่งยากและต้นทุนของเงินและเวลาที่สูง

การกำหนดกฏกติกา (The Rules of the Game) ที่ทุกคนเห็นว่าเป็นธรรม ถือเป็นการสร้างสถาบันในระดับที่เหนือขึ้นมาและ เป็นวิถีทางที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ที่จะประหยัดต้นทุนของสังคมในการจัดการความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น

การหาฉันทามติต่อลักษณะของรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ต่อการก้าวต่อไปของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในภาคการเมืองเท่านั้น แต่ในภาคสังคมและเศรษฐกิจ ก็ต้องพึ่งพากติกาทางการเมืองที่เป็นธรรมเช่นกัน

คำถามเรื่องการเลือก The Rules of the Game ของการเมืองที่เป็นธรรมนั้น คงจะเป็นประเด็นเชิงปรัชญาและจริยธรรมที่ยากเกินความสามารถของผมได้ อย่างไรก็ดี เราสามารถถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดหลักการที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้จัดการกับปัญหาของสังคม

Monday, March 27, 2006

ประชานิยมสมชื่อ (๒)

ดังนั้น นโยบายประชานิยมในทางเศรษฐศาสตร์ ในความหมายในที่ชัดเจน จึงหมายถึง ความพยายามในการสร้างแรงสนับสนุนทางการเมือง โดยใช้นโยบายเชิงอุปถัมภ์ ที่มีผลในการกระจายรายได้ แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการผลิตหรือระดับการศึกษาของแรงงาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นโยบายประชานิยมนั้นคือ ราคาที่ผู้มีอำนาจปกครองจ่ายเพื่อซื้อเวลาทางการเมือง เป็นการชั่วคราว เท่านั้นเอง

ทั้งนี้ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์* ได้กล่าวในบทความ “ทำไมทุกคนจึงเสียหายจากประชานิยม**” ว่า นโยบายประชานิยมเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สร้างภาระอย่างมาก ทั้งในแง่ของสังคมโดยรวมและต่อประชาชนที่ยากจนเอง

โดยในบทความดังกล่าว ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ได้แสดงให้เห็นว่า นโยบายประชานิยมได้สร้างภาระให้กับสังคมโดยผ่าน
๑. ความล้มเหลวของวิกฤตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายประชานิยมไม่ได้แก้ปัญหาของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงการ แต่ยังตอกย้ำปัญหาใหม่ โดยการกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ในระยะสั้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อตามมา
๒. ความสูญเปล่าทางการคลัง เนื่องจากการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยหวังผลทางการเมือง มักไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การขาดวินัยทางการคลัง นอกจากนี้ นโยบายลักษณะนี้จะขาดประสิทธิผลในการกระตุ้นอุปสงค์รวม ทำให้การนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นแล้ว และการบริโภคที่งบประมาณมิได้ตกไปยังโครงการที่คุ้มค่าจริงๆ
๓. ภาระของคนจน โดยผ่านทางผลกระทบของเงินเฟ้อ เพราะการสร้างภาวะเงินเฟ้อนั้นเป็นความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินเฟ้อเป็นเสมือนภาษีทางอ้อมที่คนจนไม่สามารถผลักภาระได้เหมือนภาคธุรกิจ ดังนั้น ในหลายประเทศที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบประชานิยม คนจนจึงเสียประโยชน์มากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ

ถ้าหากพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจวันนี้ ยังไม่หยุดใช้นโยบายประชานิยมแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมือง เชื่อแน่ว่า ระบบเศรษฐกิจของไทย ก็อยู่บนความเสี่ยงที่จะประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ ปัญหาของภาระหนี้สิน เกิดจากกลุ่มรากหญ้าหรือกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในประเทศ ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาความยากจนให้ทรุดหนักไปอย่างไม่สามารถประเมินได้

* คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
** คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9762

Friday, March 24, 2006

ประชานิยมสมชื่อ (๑)

แน่นอนหลายคนรู้ว่า ประชานิยมมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Populism เพราะเป็นคำยอดฮิตติดหู ที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งในปัจจุบัน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจถึงนิยาม และธรรมชาติที่แท้จริงของประชานิยม

คำว่า “ประชานิยม” โดยแท้จริงแล้ว มีความหมายแตกต่างและกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันพอสมควร กล่าวคือ คำว่า Populism ในความหมายดั่งเดิมนั้น หมายถึง ปรัชญาทางการเมืองหนึ่ง ซึ่งอาศัยศิลปะในการโน้มน้าวมวลชนให้เคลื่อนไหวในการยึดคืนอำนาจจากกลุ่มผู้นำ elite ที่ผูกขาดการปกครอง โดยอ้างประโยชน์ของผองชนในการก่อการยึดคืนอำนาจดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยการชักจูงให้เกิดความห่วงใยทางเศรษฐกิจ สังคมหรือมโนธรรมของส่วนรวม และนักคิดในศตวรรษที่ 18 ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าลัทธินี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมคติต่างๆ เช่น ชาตินิยม หรือแม้กระทั่ง การเหยียดชาติ ผิว หรือเผ่าพันธุ์

กลุ่มเป้าหมายของ Populism จึงเป็นได้ทั้งกลุ่มคนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือชนชั้นทางสังคม ที่มักจะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และชนชั้นล่าง ไปจนถึงชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม ความหมายในปัจจุบัน เริ่มแปลเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไป ปัจจุบัน ประชานิยมถูกนำมาใช้ในความหมายที่แคบลงคือ ใช้กับรูปแบบของกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเป้าหมายในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง โดยพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจ ซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดเจนจากรัฐบาลเผด็จการในลาตินอเมริกา เมื่อกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

หากจะหานิยามของประชานิยม ในทางเศรษฐศาสตร์ ก็เป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะพบข้อสรุปของนิยามที่ตายตัว อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาประชานิยมในทางเศรษฐศาสตร์มักนิยามคำนี้ ในเชิงเนื้อหา (substantive approach) มากกว่าการให้น้ำหนักกับรูปแบบ (formalist approach) ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประชานิยมจึงหมายถึง การใช้กลุ่มของนโยบาย/มาตรการทางเศรษฐกิจ (หรือการสัญญาว่าจะดำเนินการ) เพื่อเป้าหมายในการเรียกเสียงสนับสนุนทางการเมือง

Thursday, March 23, 2006

Basic Logic of Voting

การเลือกตั้งนั้น นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการเลือกรัฐบาลแล้ว ในทางสังคม การเลือกตั้งยังทำหน้าที่อื่น เช่น เป็นเครื่องมือในการระบายออกซึ่งความคับข้องใจ (ที่ถูกกฏหมาย), เป็นการแสดงออกซึ่งรสนิยมและอุดมคติทางการเมือง, เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ฯลฯ

ดังนั้น ในช่วงเลือกตั้งแต่ละครั้ง เราจึงมองเห็นสัญลักษณ์อย่างนึงอย่างใดหรือมากกว่าหนึ่ง ที่ถูกสื่อสารออกมาจากผลการเลือกตั้ง
เมื่อมองในมุมของพรรคการเมืองเอง พรรคที่รักษาการณ์จะตีความการได้รับเลือกกลับเข้ามาว่าเป็นสัญญาณที่บ่งถึงการยอมรับนโยบายท ี่ผ่านมา และหมายถึงไฟเขียวต่อการเดินหน้านโยบายเดิมที่ยังคั่งค้าง ส่วนอีกฝั่ง คือฝั่งที่เข้ามาท้าชิง หรือฝ่ายค้านเดิมนั้น จะตีความไปในทางตรงข้ามว่าการได้รับความไว้วางใจคือ ใบสั่งของการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น เราอาจแปลสัญญาณนี้เป็นภาษาชาวบ้านว่าคือการเลือกเพื่อ"ไม่เปลี่ยน" หรือ "เปลี่ยน"

คราวนี้ มาลองดูตรรกะของผู้เลือกตั้งกันบ้าง โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราไม่ได้สนใจนโยบายของแต่ละพรรคมากไปกว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับจากนโยบายหรือจากการเลือกพรรคนั้น

นอกจากนี้ ในทางทฤษฎี ถ้าหากบุคคลมีความพึงพอใจต่อความเป็นอยู่ของตนต่ำหรือต่ำมาก (ในสายตาของเค้า) ย่อมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทางใดทางหนึ่งย่อมทำให้ความเป็นอยู่ของตนดีขึ้น และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากบุคคลมีความพึงพอใจต่อความเป็นอยู่ของตนสูงอยู่แล้ว ย่อมรู้สึกปลอดภัยต่อสิ่งที่เป็นอยู่ และมีแนวโน้มที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อมูลที่แต่ละคนได้รับ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ตนเข้าใจในนโยบายและแนวความคิดที่มีต่อความหมายของสังคมที่พึงปรารถนา

ลองหันกลับมามองเมืองไทยและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น บางคนตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่ผู้ที่ไปชุมนุมที่สนามหลวงหรือหน้าทำเนียบ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง รวมทั้งข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

เหตุผลคงไม่ใช่แค่เพราะในเมืองมีชนชั้นกลางมาก (เพราะในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมหาศาล) แต่เพราะชนชั้นกลางคือกลุ่มที่รู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์ (หรือเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ) จากนโยบายของพรรคไทยรักไทย และมีความพึงพอใจต่อความเป็นอยู่ของตนต่ำ ในขณะที่เกษตรกรหรือผู้มีรายได้ต่ำรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์จากนโยบาย ต่างๆ อย่างเต็มที่ (ประโยชน์ระยะสั้นหรือระยะยาวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) และพึงพอใจต่อสิ่งที่เป็นอยู่

กลุ่มแรกจึงเลือกที่จะเปลี่ยน แต่กลุ่มหลังเลือกที่จะไม่เปลี่ยน

สุดท้าย ลองสังเกตดูว่าระหว่างที่รักษาการณ์อยู่ รัฐบาลได้อนุมัติการเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่การชดเชยค่าเสียหายระหว่างรัฐและประชาชนไปแล้วกี่ราย

รัฐธรรมนูญกับการกำหนดวันเลือกตั้ง

การออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดพฤติกรรมของผู้เล่นทางการเมือง (ได้แก่ พรรคการเมือง นักการเมือง และผู้เลือกตั้ง) เป็นเรื่องยากและซับซ้อน แต่มีความสำคัญมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งจึงมีผลต่อโฉมหน้าการเมืองในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดให้ผู้ที่จะสมัครลงรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน

หากจะตีความถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (หรือพูดง่ายๆ ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้เกิดผลอย่างไร) ก็ต้องพิจารณาข้อกำหนดนี้ทั้งในมิติของเวลา สถานที่ ประกอบกับบริบทการเมืองไทย

มิติของเวลาที่ว่าคือ 90 วัน สถานที่คือ พรรคการเมืองพรรคเดียว ส่วนบริบทก็ต้องกลับไปมองประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต เราสามารถตีความได้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่าตัวนักการเมือง และต้องการส่งเสริมความมั่นคงของพรรคการเมือง กล่าวคือ ลดปัญหาการต่อรองย้ายพรรคของบรรดานักการเมือง เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพและขัดขวางการพัฒนาพรรคการเมืองในระยะยาว

กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญ (หรือผู้ร่าง) ต้องการให้การเมืองไทยในอนาคตมีพรรคการเมืองใหญ่ที่ผูกโยงสมาชิกไว้ด้วยแนวคิดมากกว่าผลประโยชน์

คราวนี้ ลองเอาวิธีคิดนี้ มามองการเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 2 เมษากันบ้าง การตัดสินใจกำหนดวันเลือกตั้ง ภายในระยะเวลา 30 กว่าวันของรัฐบาล จะมีผลอย่างไร ??

ข้อจำกัดของระยะเวลา (ยุบสภาถึงวันรับสมัคร ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น) ทำให้เกิดผลที่ชัดเจนที่สุดคือ กีดกันผู้เล่นใหม่ไม่ให้เข้ามาในวงการเมือง เนื่องจากผู้ที่จะมีคุณสมบัติครบในการสมัคร ส.ส. คราวนี้ ได้ต้องสังกัดพรรคการเมืองมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้ ผู้สมัครหน้าใหม่จึงหมดสิทธิ์!!!!

จึงถือว่าเกิดการผูกขาดทางการเมืองโดยทางอ้อมจากพรรคการเมืองและนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ

วันนี้เราค่อยๆ เห็นความเสียหายของการตัดสินใจแบบฉวยโอกาสและขาดความเชื่อมโยงกับเจตนารมณ ์ในการปฏิรูปการเมืองดังกล่าว เมื่อมีข่าวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคต่างๆ (ส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็ก) ทะยอยกับขาดคุณสมบัติกันทั่วหน้า โดยเฉพาะข้อที่ว่าต้องสังกัดพรรคติดต่อกันเป็นเวลา 90 วัน
อนาคตการเมืองไทยใครว่าไม่น่าห่วง????