Friday, April 28, 2006

เราอยากให้รัฐตัดสินใจอะไรแทนเราบ้าง? (๒)

ก่อนที่จะพูดถึง Paternalism ต่อไป ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องหาจุดยืนให้กับตนเอง เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถตอบสนองกับสิ่งใดโดยไร้หลักยึดทางความคิด ในที่นี้ ขออนุญาตใช้แนวคิดแบบ liberalism เป็นฐานทางความคิด

และก็คงจะต้องนิยาม liberalism ให้พอเข้าใจโดยสังเขปก่อน แนวคิดแบบ liberalism ในความหมายเริ่มแรกหรือในปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 นั้น ยึดถือเสรีภาพเป็นเป้าหมายหลักและมองเห็นปัจเจกบุคคลเป็นหน่วยสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ในขณะที่ ปลายศตวรรษที่ 19 ความหมายของ liberalism เริ่มที่จะโน้มเอียงไปใช้อธิบายผู้ที่ยึดถือสวัสดิการและความเท่าเทียมกันเป็นสำคัญ และเป็นทางเลือกแทนที่เสรีภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ในศตวรรษที่ 20 ความหมายกลับสวนทางไปในทางที่สนับสนุนการแทรกแซงของรัฐ อย่างไรก็ดี ความหมายที่เปลี่ยนไปปรากฏรุนแรงในด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง ซึ่งในทางการเมือง liberalism ในศตวรรษที่ 19 และ 20 ยังคงมีจุดร่วมในการสนับสนุนสถาบันการเมืองแบบรัฐสภาและการมีผู้แทน ถึงแม้จะเห็นแตกต่างกันในประเด็นของ nationalization (Milton Friedman, Capitalism and Freedom)

เมื่อเรายืมแนวคิดแบบ liberalism มาใช้ เราก็จะตอบคำถามสำคัญประการแรก คือเรื่องของขอบเขตที่เหมาะสมของการแทรกแซงของรัฐได้ไม่ยาก ในฐานะของผู้ที่ยึดถือเสรีภาพและปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายสำคัญ ก็เห็นว่ารัฐควรที่จะแทรกแซงการกระทำของบุคคล ตราบเท่าที่การกระทำนั้นส่งผลเสียกับผู้อื่นเท่านั้น (เช่นเดียวกับที่ John Stuart Mill เขียนในบทความ On Liberty ในปี 1869)

ดังนั้น กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในมุมมองของการเคารพเสรีภาพส่วนบุคคลที่เรายึดถือ นอกจากนั้น การห้ามสูบบุหรี่ในที่ส่วนบุคคลหรือทำให้บุหรี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายนั้นจึงเป็นไปไม่ได้และขัดกับหลักการที่เราเห็นว่าเป็นธรรม

คราวนี้ ลองมาดูประเด็นอื่นที่น่าสนใจ เช่น การกำหนดโดยรัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2540 ให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ และกำหนดบทลงโทษในการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเมื่อไม่ไปใช้สิทธิ์

พิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นว่าประเด็นนี้ไปไกลเกินกว่าเสรีภาพและการแทรกแซงที่กำลังพูดถึง

ประการแรก การบังคับ(โดยผ่านกระบวนการทางการเมือง) ให้คนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์และสิทธิทางการเมืองที่ประชาชนมอบให้รัฐนั้น ได้ก่อให้เกิดคำถามเชิงปรัชญาที่ขัดแย้งในตัวเอง

ประการต่อมา อาจจะฟังดูมีเหตุผล หากกล่าวว่าการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เท่ากับละเลยหน้าที่ของพลเมืองที่ดี จึงควรแลกเปลี่ยนด้วยการเสียสิทธิทางการเมืองบางอย่าง แต่การกำหนดบทลงโทษเท่ากับกำหนดให้การไปใช้สิทธิ์คือทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของประชาชน

ประการสำคัญ ถ้ามองให้ลึกซึ้งต่อไป เท่ากับบังคับโดยทางอ้อมให้ประชาชนต้องเลือกผู้สมัครไม่คนใดก็คนหนึ่ง เพราะการงดออกเสียงนั้นไม่มีความหมายทางการเมือง (มีความหมายทางสังคมแต่ไม่มีความหมายทางกฎหมาย)เนื่องจากรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้สร้างนัยสำคัญให้กับเสียงที่งดออกเสียง ยกตัวอย่าง มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 1 คนในเขตนั้น จะถือว่าได้รับการเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้รับเสียงมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิ แทนที่จะเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิและไม่งดออกเสียง

ถึงแม้กระบวนการที่เกิดขึ้นจะไม่ชัดเจน แต่เมื่อบุคคลมีประสบการณ์และผ่านกระบวนการเรียนรู้ ก็ทำให้สามารถตระหนักได้ว่าการไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยงดออกเสียงนั้นไม่มีความหมายทางการเมือง

เท่ากับรัฐธรรมนูญนี้ได้สร้างพฤติกรรมทางการเมืองใหม่ ที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยคือ บังคับให้คนต้องเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังถือว่าขัดกับแนวคิดแบบเสรีอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการไม่เปิดโอกาสให้คนออกจากทางเลือกที่กำหนดได้ (Opt-Out) เป็นการทำลายกระบวนการตัดสินใจของคนตั้งแต่เริ่มต้น

Tuesday, April 11, 2006

เราอยากให้รัฐตัดสินใจอะไรแทนเราบ้าง? (๑)

หลังจากนายกรัฐมนตรี de Villepin ประกาศยกเลิก CPE การเดินขบวนประท้วงและการนัดหยุดงานในฝรั่งเศสคงจะสงบไปได้อีกพักใหญ่ ก็ประจวบเหมาะกับช่วงวันหยุด Pâques หรือ Easter พอดี (ก่อนที่เด็กนักเรียนจะสอบกัน)ก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีการประกาศอย่างที่ว่า จะมีการนัดเดินขบวนในช่วงวันหยุดหรือไม่ อันนี้น่าคิดกันสนุกๆ

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจในช่วงนี้ ก็คงจะเป็นการเลือกตั้งในอิตาลี หลังจากการนับผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนาย Prodi ได้ที่นั่งในสภาล่างแบบเฉือนอดีตนายก Berlusconi ไปแบบฉิวเฉียดมาก (0.1%) นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตาและน่าสนทนายิ่งในหลายๆ ประเด็น ยังไงก็ดี คงต้องรอให้มีการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการซะก่อน จึงจะสามารถประเมินและคาดการณ์สถานการณ์ได้แน่ชัดขึ้น ที่แน่ๆ เรื่องผลคะแนนที่ใกล้เคียงกันมากนี้ ยังไม่ทันไร ก็ได้ยินว่ามีการเรียกร้องให้นับคะแนนกันอีกรอบ

อีกข่าวนึงที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก แต่น่านำมาวิเคราะห์ก็คือ กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ที่จะถูกนำมาใช้ในฝรั่งเศส (หลังจากที่หลายประเทศในยุโรป ก็ใช้กันไปแล้ว เช่น อิตาลี หรือไอร์แลนด์ที่ห้ามทั้งในร้านอาหารและผับ เป็นต้น)

การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายตาของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ (ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ) ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลนำกฎหมายนี้มาใช้ ก็มักไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น

คราวนี้ลองมาคิดกันดูเล่นๆ ว่าถ้าหากวันนึง รัฐบาลออกมาประกาศห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะและที่ส่วนบุคคล หรือพูดง่ายๆว่า ทำให้การสูบบุหรี่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้น?

ประเด็นนี้น่าขบคิดอย่างมาก เพราะในขณะที่รัฐบาลสามารถห้ามคนทำลายสุขภาพผู้อื่นได้ (และทุกคนเห็นเป็นเรื่องดี) ทำไมการที่รัฐจะห้ามคนทำร้ายสุขภาพตัวเอง จะทำไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลจะต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาลหากมีประชาชนจำนวนมากเจ็บป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองหรือมะเร็งในปอด อีกทั้งประเทศจะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพทางการผลิต เมื่อแรงงานจำนวนมาก นอนป่วยอยู่บนเตียง

คำถามเชิง normative ที่สำคัญยิ่งคือ ขอบเขตของการแทรกแซงของรัฐที่เหมาะสมนั้นอยู่ตรงไหน?? เนื่องจากการแทรกแซงของรัฐที่มากเกินไป มักจะล่วงล้ำเสรีภาพส่วนบุคคลอยู่เสมอ

ประเด็นที่กำลังพูดถึงนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการเลือกหรือเส้นแบ่งระหว่างการตัดสินใจของรัฐและการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากกับนักเศรษฐศาสตร์แนว liberal หรือที่เราเรียกว่าพวก Libertarian

เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าไม่มีใครรู้ดีไปกว่าแต่ละตัวบุคคลเอง ในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด จึงควรปล่อยให้หน้าที่การตัดสินใจตกอยู่กับปัจเจกบุคคลให้มากที่สุด

เรียกว่า ปล่อยให้มือที่มองไม่เห็นทำงานแล้วจะดีเอง

อย่างไรก็ตาม วิธีคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่สำคัญ (และเป็นที่ถกเถียง) ว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีเหตุมีผล และมีแบบแผน หรือเรียกว่า rationality

ซึ่งอาจทำให้หลายคนเถียงคอเป็นเอ็นว่ามนุษย์นี่แหละตัวดี ชอบทำอะไรที่ไม่สมเหตุผล ยกตัวอย่างการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือกิจกรรมผาดโผนท้าความตายต่างๆ

ศาสตราจารย์ Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 2005 เป็นคนหนึ่งที่รู้จักธรรมชาติการตัดสินใจของมนุษย์ดี เค้ากล่าวว่า คนเรามักจะต้องประสบกับสถานการณ์ที่คุ้นเคยของการเผชิญหน้าระหว่างตัวตนที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ตัวตนที่ต้องการตามใจตัวเองซึ่งกำลังต่อสู้กับตัวตนที่ต้องการจัดระเบียบให้กับชีวิต

ในตัวเราเกือบทุกคนจึงมีด้านมืดด้วยกันทั้งนั้น ที่มักจะปล่อยปละละเลย ผลัดวันประกันพรุ่ง ใช้จ่ายเกินตัว (ทั้งๆ ที่เพิ่งซื้อไปอาทิตย์ก่อน แต่อดใจไม่อยู่) หรือหนักไปกว่านั้น ก็พาตัวเองไปเสพติดอะไรสักอย่าง

เมื่อเห็นว่าเราไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับตน รัฐจึงก้าวเข้ามาช่วยตัดสินใจแทนในเรื่องที่เห็นว่าสำคัญ เช่น บังคับให้ทุกคนต้องลงทะเบียนในระบบสวัสดิการสังคมตั้งแต่เริ่มทำงาน เป็นต้น

เราจึงเห็นตัวอย่างของการแทรกแซงลักษณะนี้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และนักวิชาการก็ให้นิยามรัฐบาลในลักษณะนี้ว่าเป็นแบบ Paternalism

Wednesday, April 05, 2006

แสงสว่างปลายอุโมงค์

อังคารที่ 4 เมษายน 2549

20.30 น. เวลาประเทศไทย นายกฯ รักษาการณ์ทักษิณ ชินวัตร ประกาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยหน้า และจะรักษาการณ์ไปจนกระทั่งรัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งเสร็จสิ้น.....

ท่ามกลางความรู้สึกฉงน สงสัย ดีใจ ประหลาดใจ โล่งใจ ฯลฯ ของหลายคนที่เฝ้าดูการแถลงเฉพาะกิจ ได้ปรากฏคำถามตามมาถึงที่มาของการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะกะทันหัน เด็ดเดี่ยวและเกินความคาดหมายครั้งนี้

ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวนายกฯ ทักษิณเอง ว่าอะไรคือสาเหตุของการตัดสินใจสำคัญนี้

แต่สิ่งที่เรารู้สึกได้ก็คือ นายทักษิณคนนี้ แตกต่างจากนายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ดื้อดึงดันมาตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่เกิดวิกฤตทางการเมือง หรือแม้แต่ในการให้สัมภาษณ์เพียงหนึ่งวันก่อนหน้าทางรายการกรองสถานการณ์ ก็ดูจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ดี นี่คือ แสงสว่างปลายอุโมงค์ของการเมืองไทย (หรือจะเรียกว่า ของประเทศไทยก็ว่าได้)ที่ส่องมาให้เห็นแวบแรก

เพราะตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ นับตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ การประกาศยุบสภา การคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งของ 3 พรรคฝ่ายค้าน และการปิดล้อมสำนักงานของ นสพ. เครือเนชั่น ผู้จัดการ และมติชน ฯลฯ ล้วนแต่นำการเมืองไทยเดินเข้าสู่ทางตัน และปิดล็อคอย่างถาวร จากผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน

นอกจากเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดหักเหสำคัญ ที่เปิดทางให้เรามองเห็นทางออกที่มืดมนมาเป็นเวลานานแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบความจริงใจของกลุ่มพันธมิตร และพรรคฝ่ายค้านต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

เพราะก้าวต่อไปหลังจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าทุกฝ่ายพร้อมจะฉกฉวยโอกาสนี้ และหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมปฏิรูปการเมืองหรือไม่ หรือยังคงยึดติดกับเพียงเป้าหมายในการทำลายล้มล้างระบอบทักษิณ และการเล่นเกมส์ทางการเมือง

จริงอยู่ เราอาจไม่สามารถเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความสำเร็จ หากมองจากเป้าหมายของความพยายามสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในแง่จริยธรรมและกรณีประโยชน์ทับซ้อน โดยใช้กรณีของอดีตนายกฯเป็นบทเรียน

แต่หากมองย้อนกลับไป เราคงสามารถภูมิใจได้ในระดับหนึ่งถึงความสำเร็จของการสร้างความตื่นตัวให้กับการเมืองภาคประชาชน และการทำลายปราการที่ปิดกั้นครอบงำสื่อเป็นเวลาหลายปี

ในขณะเดียวกัน เราคงต้องตระหนักว่าช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมา ได้สอนอะไรหลายอย่างให้กับพวกเรา เช่นเดียวกับการส่องกระจกเงาสะท้อนการเมืองไทย เพราะผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานี้ เป็นบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองภาคประชาชนของไทย ยังคงต้องพัฒนาอีกหลายก้าว นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการจะเห็นการพัฒนาในการเมืองภาคประชาขนคงต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการรับรู้ข่าวสารก็ยังไม่ทั่วถึงกันในแต่ละพื้นที่

เราอาจถือว่าช่วงเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา เป็นเพียงช่วงของการทดลองใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดกฎหมายที่สะท้อนและสอดรับกับความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง เพราะหากไตร่ตรองให้ดีแล้ว เราได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของกฏหมายและการบังคับใช้หลายประการจากช่วงเวลาที่ผ่านมา

Saturday, April 01, 2006

ข้อสอบโรงเรียนการเมือง

จริยธรรมทางการเมืองคืออะไร?

............................
........................
....................
.................
..............
...........
.......
....

ไม่ผิดครับ ข้างบนคือกระดาษคำตอบของนายทักษิณ รวมทั้งของนักการเมืองอีกหลายคนของพรรคไทยรักไทย

ถ้าเป็นข้อสอบเข้าโรงเรียนการเมืองจริง มีหวังตกตั้งแต่สอบข้อเขียน แต่โชคยังช่วยครับ ที่โรงเรียนการเมืองไทย วัดนักเรียนจากข้อสอบความถนัดเท่านั้น