Thursday, December 06, 2007

ในความมืดย่อมสามารถหาแสงสว่างได้

ข่าวการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งของนักเคลื่อนไหวหญิงคนหนึ่ง ในวันที่ 6 ธันวาคม 2550 คงจะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจอะไรนักจากสื่อและประชาชนในวงกว้าง และคงจะเป็นเหมือนบรรดาข่าวส่วนใหญ่ที่เราฟังผ่านไปโดยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ และลืมเลือนไปในชั่วข้ามคืน

แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเครือข่ายเคลื่อนไหวภาคประชาชน และชาวบ้านที่ได้มีโอกาสรู้จักคลุกคลีกับเธอนั้น ข่าวเดียวกันนี้ นำความสะเทือนขวัญและอาลัยอย่างสุดซึ้งมาให้

ผมเองไม่ได้รู้จักคุณ “วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” เป็นการส่วนตัว แถมยังไม่ได้อยู่ในแวดวงของนักเคลื่อนไหวหรือนักต่อสู้ภาคประชาชน แต่ในฐานะ มนุษย์คนนึง การได้รับทราบข่าวการจากไป พร้อมกับได้รับรู้เส้นทางการต่อสู้ของเธอ โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านบันทึกจากปาฐกถาที่เธอได้กล่าวไว้ในงานของมูลนิธิโกมล คีมทองเมื่อปี 2540 นั้น ต้องขอสารภาพว่า น้ำตามันซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว

ผมรู้สึกราวกับได้สูญเสียบุคคลที่เคารพรักที่สุดคนนึงไป !

การได้รับรู้ “การดำรงอยู่” และ "ตัวตน" ของคุณวนิดานั้น ทำให้ผมเกิดคำถามกับตนเองว่า “ไม่น่ายินดีหรือ ที่ได้รับรู้ว่าในโลกของการแก่งแย่งชิงดี และการเอารัดเอาเปรียบอย่างโหดร้ายนั้น ยังมีมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่เพื่อ “ผู้อื่น” อย่างแท้จริง เพราะ “ผู้อื่น” ในที่นี้ ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งคนรู้จัก หรือผู้มีถิ่นฐานเดียวกันกับเธอ?”

ไม่น่ายินดีหรือ ที่ยังมีบุคคลซึ่ง “ยอมตนเป็นอิฐก้อนแรก” ในสังคมสมัยนี้? (อย่างที่คุณโกมล คีมทองเองเคยตัดพ้อไว้)

จึงไม่น่าโศรกสลดเป็นคูณทวีหรือ ที่ได้รับรู้การจากไปก่อนวัยอันควรของบุคคลเยี่ยงนี้? (ด้วยโรคซึ่งเป็นเสมือนผลสะท้อนการเจ็บป่วยของสังคมสมัยใหม่)

ผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าวของหลายๆ ท่าน (รวมทั้ง อาจารย์ ส. ศิวรักษ์) ที่กล่าวว่าปาฐกถาของคุณวนิดาคือปาฐกฯ ที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง ผมคิดว่าเนื้อความของปาฐกฯ นี้คือการตีแผ่ความยากจนในสังคมไทย ซึ่งสามารถทำได้ลึกซึ้ง จริงใจและคมคายที่สุดเท่าที่เคยรับรู้หรือรับฟังจากที่ใด

หากความละอายที่ได้เกิดขึ้นในสามัญสำนึกของผม จากการได้รับรู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดจากโครงสร้างสังคมและการพัฒนาที่ล้มเหลว จะมีความดีงามอยู่บ้าง ผมขอมอบคุณงามความดีนี้เป็นบุญเพื่อร่วมส่งให้ดวงวิญญาณของคุณวนิดาไปพักในสถานที่ที่สุขสงบ ที่ซึ่งปราศจากการเอารัดเอาเปรียบและความทุกข์ยาก และที่ซึ่งปกครองด้วยความเท่าเทียมและมนุษยธรรม ในภพหน้าชาติหน้าเทอญ....

Tuesday, October 09, 2007

Che



วันนี้ 9 ตุลาคม 2550 ครบรอบ 40 ปีของการจากไปของเช (Che) หรือ Ernesto Che Guevara ผู้กลายเป็นตำนานของการต่อสู้และปฏิวัติ สัญลักษณ์สำคัญของแนวคิดสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ และตัวแทนของการกบฏ

เชเป็นชาวอาร์เจนตินาโดยกำเนิด ต่อมากลายเป็นคิวบาโดยการต่อสู้ และสิ้นลมหายใจ รวมทั้งฝังร่างในดินแดนสุดท้ายคือ โบลิเวีย โดยอุดมการณ์

เขา มีอาชีพเป็นหมอโดยการศึกษา นักเดินทาง ช่างภาพและนักผจญภัยโดยหัวใจ และเป็นนักต่อสู้โดยจิตวิญญาณ

...........................

ครบรอบ 40 ปีของการตาย วันนี้ ไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนของฝรั่งเศสไม่เขียนถึงเขา Le Monde ลงบทสัมภาษณ์ลูกสาวของเช (เกิดในปี 1960) ที่ยังคงเหยียบย่ำอยู่บนรอยเท้าและอยู่ภายใต้เงาของผีนักต่อสู้ที่โลกหยิบยื่นความเป็นตำนานให้

หลายวันก่อน ARTE เสนอสารคดีหลายตอนต่อกันเกี่ยวกับชีวิตและการต่อสู้ของเช รวมทั้ง “วาระสุดท้าย” ของเขา เหตุการณ์ที่เป็นพิธีกรรมสำคัญ ซึ่งสร้างความเป็นอมตะให้กับเช

ถูกสังหารในปี 1967 ศพของเชหายไปอย่างไร้ร่องรอยและเป็นปริศนา เพียง 1 วันหลังจากการแถลงข่าวการตายและการเปิดเผยภาพศพของเชต่อโลก

30 ปีต่อมา จากข้อมูลของรัฐบาลและอดีตทหารโบลิเวีย กระดูกของเขา (พร้อมผู้ร่วมอุดมการณ์) ถูกค้นพบในเมืองเล็กๆ ชื่อ Villegrande ของโบลิเวีย

ในสภาพที่ถูกทำให้กลายเป็นนักบุญ (กองทัพโบลิเวียตัดมือของเช ก่อนนำศพไปฝัง เพื่อเก็บรอยนิ้วมือเป็นหลักฐานยืนยันว่าศพนั้นคือเชตัวจริง....ชาวบ้านในหมู่บ้าน Villegrande บนบานขอสิ่งที่ตนปรารถนาเช่น ขอฝนจากเช)

.......................

จวบจนกระทั่งวันนี้ คำถามสำคัญคือ อุดมการณ์แบบสังคมนิยมแบบสุดขั้วอย่างคอมมิวนิสต์ ยังคงใช้ได้อีกหรือไม่ ??

(เรื่องตลกก็คือ ภาพของเชถูกนำไปสร้างกำไรในแบบทุนนิยมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลายสกรีนเสื้อ หมวก ที่เขี่ยบุหรี่ ฯลฯ)

ลองนึกย้อนมองภาพเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ยังคงไม่จางไปจากความทรงจำ ....การทุบกำแพงเบอร์ลินและการรวมเยอรมันตะวันตกและตะวันออก (1989) การล่มสลายของสหภาพโซเวียต (1991) การเปิดตลาดและเข้าร่วมองค์การการค้าโลกของจีน (2001)....

เหล่านี้ล้วนทำให้เห็นว่าประชากรของโลกโอบรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการเมืองเสรีประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือไม่

แต่นี่ไม่ใช่การบอกว่าโมเดลของทุนนิยมและเสรีประชาธิปไตยมีเพียงโฉมหน้าเดียว... จีนกับรัสเซียเองเป็นภาพแทนหรือหุ่นจำลองที่ชัดเจนที่สุด ในโลกโลกาภิวัตน์วันนี้

แต่คงต้องถามต่อว่าทุนนิยมและ/หรือประชาธิปไตยของใคร?
.......

ความรุดหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์กระชับแน่นของเวลาและสถานที่ (Harvey 1990) สร้างความท้าทายและตั้งคำถามใหม่กับโลกและผู้อยู่อาศัย

เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งทางวัตถุและจิตใจ เมื่อความไร้ระเบียบคือระเบียบชุดใหม่ของโลก (ชัยรัตน์ 2549) และปัญหาการก่อการร้ายและการเผชิญหน้าระหว่างวัฒนธรรมและความเชื่อถึงจุดขีดสุด

ในฐานะปัจเจกเอง เราก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาสังคมรูปแบบใหม่ ที่แม้กระทั่งพ่อแม่เราก็ไม่เคยพบเจอในช่วงชีวิต ยังไม่นับรวมโรคชนิดใหม่ที่ยังไม่มีวิธีรักษาและเกิดขึ้นทุกวัน

โลกเองก็กำลังเปิดเผยบาดแผลและร่างกายอันบอบช้ำ ที่เกิดจากการถูกขูดรีดอย่างเยือกเย็นและยาวนาน (เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและขาดทรัพยากรทางด้านเชื่อเพลิง) ให้เราเห็น

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่โลกวันนี้ กระหายจะได้พบเจอ “ศาสดาพยากรณ์” ในฐานะผู้นำจิตวิญญาณของตน

เชเอง ก็เป็นหนึ่งในศาสดาที่เราหลายคนโหยหา.....

Monday, August 27, 2007

การเมืองหลังประชามติ อย่าให้กลายเป็นประชายุติ

ร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับปี 2550 ได้ผ่านการรับรองโดยการลงประชามติ ด้วยคะแนน 14,727,407 เสียงต่อ 10,747,310 เสียงหรือคิดเป็นร้อยละ 57.81 ต่อ 32.19 ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ (คือเย็นวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2550) ในหลวงได้ทรงลงพระปรมาภิไธยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นที่แน่นอนว่าคนไทยทุกคนได้รธน. ฉบับที่ 18 มาใช้ ไม่ว่าจะได้ไปรับ/ไม่รับ หรือแม้กระทั่งได้ไปใช้สิทธิครั้งนี้หรือไม่ก็ตาม

นี่อาจจะไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์ว่ารธน. 2550 ซึ่งถือเป็นผลผลิตของการรัฐประหาร (i) (ถึงแม้จะผ่านการรับรองจากกระบวนการที่คล้ายคลึงกับประชาธิปไตยทางตรงก็ตาม) มีความเป็นประชาธิปไตยแค่ไหน หรือมีการจัดสรรโครงสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างไร เพราะมันได้ผ่านการรับรองและกลายเป็นรธน. ใหม่ของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย

และคงไม่ต้องเสียเวลาฝันกลางวันว่าประเทศไทยได้กฎหมายสูงสุดกลับคืนมาแล้ว เพราะประสบการณ์อันใหม่สดได้สอนให้เรารู้ว่ารธน.ของไทยไร้ความศักดิ์สิทธิ์โดยสิ้นเชิง (ตราบเท่าที่ความชอบธรรมทางการเมืองสามารถเกิดจากอำนาจและกำลัง แทนที่จะเป็นหลักการนิติรัฐ) เนื่องจากรธน. ของไทยมีอายุโดยเฉลี่ยเพียงฉบับละ 4 ปี 5 เดือน กฎหมายทั่วไปกลับมีอายุยาวนานกว่าและหลายฉบับกลับใช้มาตั้งแต่ก่อนปี 2500 จนถึงปัจจุบัน

คงจะต้องยกคำกล่าวของรศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ที่อ้างอิงงานของศ. ดร. เสน่ห์ จามริก เกี่ยวกับรธน.ของประเทศไทยที่ว่า “...รัฐธรรมนูญคือผลรวมของบรรดากฎหมายทั้งหลายที่ใช้อยู่ในอาณาจักรหรือประเทศ มองอีกด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญกลายเป็นอัตชีวประวัติของสัมพันธภาพทางอำนาจ” (การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ, 2529:24) และเสริมอย่างลึกซึ้งว่า “...ลักษณะเด่นของรธน.ไทยอยู่ที่การสะท้อนความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงของอำนาจการเมืองชนชั้นนำเป็นหลัก รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดในการกำกับการปกครองให้ดำเนินไปได้อย่างสงบสันติ ในทางกฎหมาย รัฐธรรมก็เป็นเพียงผลรวม ไม่ใช่ที่มา...”

....

จากนี้ไป ความสำคัญจะต้องมุ่งไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ !

ทำไมต้องมุ่งความสนใจไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเป็นการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสำคัญอย่างสูงอย่างที่เป็นอยู่ภายหลังประชามติ ผู้เขียนเห็นว่ามีเหตุผลง่ายๆ และเด่นชัดหลายประการคือ ประการแรก ข้อบกพร่องหลายประการของรธน. 2550 นี้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งต่อสายตาของผู้ที่คัดค้านรธน. ก่อนการลงประชามติ และต่อสายตาของผู้ที่มีส่วนในขั้นตอนการร่างเองด้วย (ii) ถึงขนาดที่ประเด็นเรื่องการแก้ไข รธน.ฉบับนี้ในภายหลัง หากผ่านการลงประชามติแล้ว กลายเป็นความเข้าใจสาธารณะ (และอาจมองว่ากลายเป็นเงื่อนไขโดยนัยอันหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนไปลงประชามติเพื่อรับรธน.นี้ก็ได้)

สาเหตุสำคัญที่กลุ่มเคลื่อนไหวและภาคประชาชนจำเป็นจะต้องมุ่งมั่นมากขึ้นเพื่อผลักดันการแก้ไขรธน.นี้ต่อไปในอนาคตมาจากสัญญาณที่เริ่มบ่งบอกให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ในอำนาจทั้งในส่วนของ คมช. รัฐบาลและชุดของสภาร่างฯ นั้นต่างไม่มีความจริงใจและไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขรธน. อย่างแท้จริงภายหลังจากรธน.นี้ผ่านการรับรองและถูกนำมาใช้ (iii)

ประการต่อมา กลไกเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งนั้นเกิดจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรธน.ใหม่และกฏหมายประกอบที่จะประกาศใช้อยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ (ไม่ว่าวันนี้เราจะใช้รธน.ฉบับปี 2550 หรือ 2540 นั่นคือไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาอย่างไร) ในขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีความเห็นพ้องต้องกันในสังคม และเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยและพฤติกรรมของผู้อยู่ในอำนาจแล้ว ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการกดดันจากภาคสังคมและประชาชน

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวกดดันเพื่อแก้ไขรธน. นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากกระแสของการปฏิรูปการเมืองยังไม่เบ่งบานเต็มที่ อย่างเช่นที่เคยเกิดภายหลังปี 2535 และนำไปสู่การร่างรธน.ฉบับปี 2540 ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะต้องมีเป็นอันดับแรกคือ ความเข้าใจของสังคมว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เท่ากับการปฏิรูปการเมือง” จะต้องเกิดขึ้นก่อน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังปรากฏภายหลังการลงประชามติ กลับสะท้อนภาพและบรรยากาศของสังคมที่ตรงกันข้ามกับบรรยากาศหลังปี 2535 กล่าวคือ บรรยากาศทางการเมืองส่อเค้าการกลับมาของการผูกขาดทางการเมืองจากนักการเมืองรุ่นเก่าและนักเลือกตั้งหน้าเดิมๆ ในขณะที่ความสนใจทางการเมืองของประชาชนค่อยๆ เลือนไป

ผู้เขียนเองเกรงว่าภายหลังจากการทำประชามติ ปรากฏการณ์เลือนหรือลดทอนลงไปของความสนใจทางการเมืองของประชาชน ซึ่งหมายถึงความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ลดลงไปด้วยนั้นอาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากทัศนคติของคนส่วนใหญ่ที่มีก่อนหน้าไปลงประชามติในทำนองว่า “เมื่อรธน.ผ่านและเกิดการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้”

หรือพูดอีกอย่างว่า ชัยชนะของฝ่ายเสียงข้างมากในประชามติ อาจจะนำไปสู่ปรากฏการณ์ “ประชายุติ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทัศนคติหรือความเข้าใจในทำนองว่า “เมื่อเกิดการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะเดินไป” สะท้อนให้เห็นว่าเรามักมอง “ประชาธิปไตย” ในฐานะผลสำเร็จหรือเป้าหมาย (iv) ซึ่งมักถูกนำไปผูกโยงกับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเพียง “พิธีกรรม” หรือวิธีการที่พื้นฐานที่สุดในการใช้สิทธิทางประชาธิปไตย จะว่าไปแล้ว วิธีคิดแบบนี้เอง ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ขึ้น เพราะภายหลังการเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถือว่าหมดหน้าที่ จึงปล่อยให้รัฐบาลทักษิณ 1 และ2 มีอิสระเต็มที่ในการบริหารประเทศตามใจชอบ จนทำให้เกิดความเสียหายและกลายเป็นข้ออ้างให้ทหารเข้ายึดอำนาจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ประการสุดท้าย ซึ่งก็เชื่อมโยงกับประเด็นของชัยชนะของเสียงข้างมากหรือฝ่ายรับรธน. นั้น ก็คือ “การตีความ 10 ล้านเสียง” หรือเสียงของผู้ไม่รับรัฐธรรมนูญ

เป็นที่น่าสนใจมากว่า จำนวนเสียงของผู้ไม่รับรธน.ในการลงประชามตินั้นมากถึงขนาดทำให้ฝ่ายที่รณรงค์เพื่อคว่ำรธน.ฉบับนี้เองยังต้องฉงนสงสัย นักวิชาการในกลุ่มคัดค้านรธน. ก็ยังยอมรับว่าการรณรงค์ไม่รับรธน. จากกลุ่มของนักวิชาการอิสระและกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่มากนัก (v) ดังนั้น การอธิบายหรือตีความนัยทางการเมือง หรือแม้กระทั่งนัยทางเศรษฐกิจในการตัดสินใจของประชาชนที่ไม่รับ รธน. ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของพื้นที่นั้นจึงมีความสำคัญมาก (เช่น ผลการลงประชามติของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, พื้นที่ภายใต้กฎอัยการศึก, พื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนอย่างรุนแรง ฯลฯ) เพราะผลการลงประชามติครั้งนี้ทำให้เราตระหนักว่าสังคมไทยไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของ “คนไทย” ในความหมายกว้างเลยแม้แต่น้อย (vi) เนื่องจากไม่มีทั้งวิธีคิด ข้อมูลและการวิเคราะห์เป็นฐานในการอธิบาย และความรู้สึกนึกคิดในทางการเมืองของประชาชนที่รับรู้กันผ่านสื่อกระแสหลักนั้นก็มักจะเป็นเพียงตัวแทนของความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนชั้นกลางในเมืองที่สามารถเข้าถึงสื่อได้มากกว่าเท่านั้น

ไม่ต้องพูดถึงคำอธิบายของนักการเมือง ผู้อยู่ในอำนาจหรือแม้กระทั่งนักวิชาการบางราย ที่ตื้นเขิน ขาดการอ้างอิงกับสถิติและเป็นเพียงความเห็นที่เต็มไปด้วยอคติ ซึ่งพยายามสรุปว่าจำนวนเสียงไม่รับรธน. ที่กระจุกตัวในภาคเหนือและภาคอีสานนั้น เป็นเพียงภาพสะท้อนของผู้จงรักภักดีในกลุ่มอำนาจเก่าหรือเป็นผลสำเร็จจากการซื้อเสียงของนักการเมืองฝั่งตรงข้าม ซึ่งคำอธิบายแบบนี้ก็ข้ามไม่พ้นหลุมที่เราจมอยู่มานาน ที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับ “ผีอำนาจเก่า” ที่ตามหลอกหลอนสังคมไทยถึงแม้เจ้าตัวจะไม่อยู่ในประเทศแล้วก็ตาม และผู้เขียนเห็นว่าภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารจนกระทั่งถึงวันลงประชามตินั้น ความกลัวผีตนนี้มีความรุนแรงถึงขั้นครอบงำสังคมไทยอย่างหนัก จนทำให้คนในเมืองจำนวนไม่น้อยก็ไปลงประชามติรับรธน. เพื่อหวังจะกำจัดผีอำนาจเก่าที่พูดถึงนี้

ถ้าหากสังคมไทยยังคงหนีไม่พ้นความกลัวนี้ มันก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไป และเป็นที่แน่นอนว่า ภายหลังประชามติ การเมืองจะเข้าสู่ยุค “ประชายุติ” และยุคการผูกขาดของนักการเมืองหน้าเก๊าเก่า... เข้าตำราผีซ้ำด้ำพลอยเลยละครับ

Note

i. ดูการวิเคราะห์รธน. 8 ฉบับที่เป็นผลผลิตจากรัฐประหารในอดีคได้จาก จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เอกสารประกอบการปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ้งภากรณ์ 9 มีนาคม 2550
ii. ปาฐกถาในหัวข้อ “ฐานะและบทบาททางประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตยไทย” ในรายการเสวนา “แลไปข้างหน้า สังคม-การเมืองไทยหลังลงประชามติ 19 สิงหา” จัดโดยเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร และกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
iii. นายจรัญ ภักดีธนากุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งฝ่ายสนับสนุนรธน. 50 ท่านอื่นที่เข้าร่วมการดีเบตรับ/ไม่รับร่างรธน. เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 เคยกล่าวยอมรับอย่างเปิดเผยถึงข้อบกพร่องของรธน. ฉบับนี้ พร้อมทั้งถึงกับเสนอแนวทางการแก้ไขรธน. โดยอ้างอิงวิธีการของการร่างรธน. ฉบับ 40
iv. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การให้สัมภาษณ์ภายหลังรู้ผลการลงประชามติ ของนต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว่า “รัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้ง่ายๆ และขณะนี้ รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่กลับมาเรียกร้องให้แก้ไข ซึ่งมองว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่ได้มองว่าประชาชนจะได้อะไร”
iv. นั่นหมายความว่า ภายในระบอบ “ประชาธิปไตย” ในความหมายของกระบวนการ (process) หรือวิธีการ (means ไม่ใช่ end) ประชาชนมีหน้าที่ไม่จบสิ้นในการตรวจสอบรัฐบาลและผู้แทนของตน (ในขณะเดียวกัน ก็มีสิทธิในการใช้บุคคลเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงและเครื่องมือเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้น) และต้องทำประกอบกับองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
v. ดูบทสัมภาษณ์ รศ. ดร. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ใน สัมภาษณ์ ‘อรรถจักร สัตยานุรักษ์ : ความหมายของเสียง 10 ล้านเสียง “วันนี้คนจนมีสำนึกของชนชั้น” ! ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9332&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
vi. ผู้เขียนเห็นว่าบทความที่อธิบายปรากฏการณ์ 10 ล้านเสียงได้อย่างดีนั้น คืองานของ ศรายุธ ตั้งประเสริฐ ที่พยายามอธิบายวิธีคิดของชาวมุกดาหาร ดู คนอีสาน : เราถูกทำให้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงประชามติ ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9334&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

Thursday, August 09, 2007

จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวไทย จากนักเรียนไทยในต่างประเทศ

เรื่องคัดค้านการลงประชามติ 2550
ด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหาร ยืนยันหลักการรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน


ตามที่คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และจัดให้มีการลงประชามติรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 สิงหาคม เครือข่ายนักเรียนไทยในต่างประเทศขอสนับสนุนการลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอยู่ใต้วุฒิสภา อำนาจจากการเลือกตั้งอยู่ใต้อำนาจที่มาจากการแต่งตั้ง สถาบันตุลาการแทรกแซงสถาบันนิติบัญญัติ ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างระบบราชการ-องค์กรอิสระ-ข้าราชการการเมืองถูกทำลาย พรรคการเมืองอยู่ในสภาพเบี้ยหัวแตก จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำลายความเข้มแข็งของประชาธิปไตยรัฐสภาและดุลยภาพของระบบการเมืองทั้งหมด ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทย

2. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ไม่ได้กำเนิดจากความต้องการของประชาชนชาวไทย แต่เกิดจากการรัฐประหาร และยกร่างโดยสภาที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งตามอำเภอใจ ซ้ำกระบวนการร่างก็เป็นไปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหาร และเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 รับรองให้การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ถูกกฎหมาย ถึงแม้จะเกิดขึ้นหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อยู่ในฐานะกฎหมายสูงสุดแท้และแฝงด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้รัฐประหาร 19 กันยายน ถูกกฎหมาย ทั้งที่การล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ผิดทั้งกฎหมายอาญาและผิดรัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับใช้ในขณะนั้น จึงเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทำลายหลักการปกครองโดยกฎหมาย (rule of law) แต่สถาปนาการปกครองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหยิบมือเดียว (rule by arbitrary law)

4. กระบวนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เกิดขึ้นท่ามกลางการประกาศใช้กฎอัยการศึกในหลายจังหวัด ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นทางการเมืองได้โดยอิสระ ขณะที่กลับมีการใช้รัฐบาล-ทหาร-ข้าราชการ-กลไกรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง จึงเป็นการลงประชามติที่ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีทางส่งผลให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่วางอยู่บนเจตจำนงร่วมกันของประชาชนชาวไทยทั้งหมด แต่ทำให้ประชาชนเป็นเพียง “ตรายาง” เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญที่กำเนิดโดยคณะรัฐประหาร และยกร่างโดยคนหยิบมือเดียว

5. กระบวนการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองของคนไทยในต่างประเทศ เพราะไม่รับรองให้พวกเขามีสิทธิลงประชามติเยี่ยงพลเมืองที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มีแต่หน้าที่ยอมรับสภาพบังคับของร่างรัฐธรรมนูญนี้


ผู้ประสานงานเครือข่ายนักเรียนไทยในต่างประเทศ
1. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์, Ph.D. Candidate, University of Hawaii at Manoa, ประเทศสหรัฐอเมริกา
2. เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร, Ph.D. Candidate, University of Paris II - Panthéon-Assas, ประเทศฝรั่งเศส
3. วันรัก สุวรรณวัฒนา, Ph.D. Candidate, University of Paris IV- Sorbonne, ประเทศฝรั่งเศส
4. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์, Ph.D. Candidate, University of Paris X - Nanterre, ประเทศฝรั่งเศส
5. ภูมินทร์ บุตรอินทร์, Ph.D. Candidate, University of Paris II - Panthéon-Assas, ประเทศฝรั่งเศส
6. สาวตรี สุขศรี, Ph.D. Candidate, University of Constance, ประเทศเยอรมนี
7. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ, Student, University of Munich, ประเทศเยอรมนี
8. ปริยกร ปุสวิโร , Ph.D. Candidate, Department of Computer Science, University of Bremen, ประเทศเยอรมนี

สนใจลงชื่อร่วมคัดค้านการลงประชามติ 2550 ด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหารยืนยันหลักการรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน คลิกไปที่ http://www.biolawcom.de/petition

Friday, July 20, 2007

จะไปให้ไกลถึง... สุดแดน


ตามที่ระบุเอาไว้ที่ปก หนังสือ “จะไปให้ไกลถึงไหนกัน” คือ ความเรียงและเรื่องราวว่าด้วยการเดินทาง ของสุดแดน วิสุทธิลักษณ์*

สุดแดน เดินทางไกลสมชื่อของตัว เพราะจารึกการเดินทางของเขา บอกให้รู้ว่าเขาไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่สุโขทัย เวียตนาม ฮ่องกง อินเดีย เนปาล ทิเบต จอร์แดน ตุรกี... จนกระทั่งเปรู

ยังไงก็ตาม การเดินทางของเขาไม่ได้เป็นเส้นตรง ไม่ว่าจะมองจากมิติของเวลาหรือสถานที่

เขามักเชื้อเชิญให้ผู้อ่านติดสอยห้อยตามเขาเดินทางผ่านมิติที่ 3 ด้วยพาหนะคือ “ความคิดคำนึง” และ “การใึคร่ครวญ” ที่เป็นแบบฉบับและมีอานุภาพ ซึ่งแทบจะทุกครั้ง ต้องยอมรับว่าเราก็ถูกดึงเข้าร่วมขบวน “การเดินทางของความคิด” อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

และบ่อยครั้ง เราเองก็ติดค้างอยู่ในพื้นที่ที่ทับซ้อนระหว่างมิติเวลาและมิติของความคิด ...อย่างพออกพอใจ


เมื่อมนุษย์จ้องมองวันเวลา


หลายครั้ง การคิดคำนึงถึง “เวลา” ในขณะเดินทางของสุดแดน ย้ำเตือนว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป เขายังแสดงให้เห็นอีกว่า เราอาจดึงตัวเองออกจากกฎธรรมชาติของเวลา และเติบโตขึ้นได้แม้ขณะเดินทางถอยหลัง

ยังไงก็ตาม เขาก็ไม่ลืมที่จะเตือนให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของมนุษย์ รวมทั้ง ความโหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวของสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”


ความฝันใต้รองเท้า


สุดแดนคือนักฝันตัวยง และการเดินทางสำหรับเขา คือการสานฝัน ตรวจตราฝัน ปลุกตัวเองจากฝัน รวมทั้งตามหาฝันใหม่ๆ

ความฝันสำหรับเขา หลุดจากกฎเกณฑ์ของการแบ่งโลกจินตนาการและโลกของความจริง มันจึงไร้ขีดจำกัด และมีชีวิตของมันเอง ฝันจึงสามารถเติบโตหรือเจ็บป่วยได้

สำหรับเขาแล้ว ความฝันอาจเป็นเหมือนอวัยวะอันหนึ่ง ...


พบ พลบ และการจากลา


แน่นอน การเดินทางเน้นย้ำภาพของการพบและการพลัดพรากมากขึ้นกว่าการอยู่ติดถิ่น แต่การเดินทางทำให้สุดแดนไปไกลกว่าการพบและลาจากผู้คนหรือสถานที่

เขามักตั้งคำถามกับ “การมาถึงและจากไปของเวลา” “การรอคอย” รวมทั้ง “สิทธิในการเผชิญกับการมาถึง” ที่เหลื่อมล้ำกัน อันเกิดจากน้ำมือมนุษย์

นอกจากการเดินทางซึ่งนำไปสู่การพบ ลาจาก รวมทั้งการรอคอยที่แสนทรมานแล้ว การแสวงหาและการสำรวจยังเป็นสิ่งที่ครอบงำความคิดของเขา

ในฐานะนักมานุษยวิทยา เขาชี้ให้เห็นถึง “เสน่ห์”ของการค้นหา และ “ความลุ่มหลง” ของเขาต่อการสำรวจ ยังไงก็ตาม เราได้เรียนรู้จากสุดแดนว่า สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการสำรวจ คือการยึดครอง รวมทั้งภาพสะท้อนของมันนั่นคือการปลดปล่อย

ไม่ว่าจะเป็นการยึดครองหรือปลอดปล่อยให้เป็นอิสระทางกายภาพ ความคิดหรือความรู้สึก


ที่อยู่ของความโศรกเศร้า


สิ่งหนึ่งที่อาจเรียกว่าเป็นอภิสิทธิ์ของผู้เดินทาง คือการได้สวมบทของแขกและผู้สังเกตการณ์ ในฐานะผู้สังเกต เรามักมองเห็น (และได้ยิน) อะไรต่ออะไรชัดเจนกว่าผู้อยู่อาศัยจนเคยชิน

อภิสิทธิ์นี้ทำให้เราสามารถเข้าถึง “เหตุผล” ได้ดีกว่าก็จริง แต่มันก็ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันเราจากการถูกกระทบของความรู้สึกเลย

ในฐานะแขกและผู้ไปเยือน หลายต่อหลายครั้ง สุดแดนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ขาข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนฐานที่มั่นคงของเหตุผล แต่อีกข้างกลับก้าวถลำเข้าไปในหล่มของอารมณและความรู้สึก

"เมื่อเหตุผลเงียบ หัวใจก็เริ่มพูด"


กลางทางของชีวิต

สุดแดนมักจะเปรียบเทียบวิธีคิดเรื่องจุดเริ่มต้นและที่หมายของการเดินทางกับชีวิต แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด คือ สอนเราว่าระหว่างทางนั้นคือส่วนที่อาจจะสำคัญที่สุด และเรามักจะหลงลืม

เช่นเดียวกับสุดแดน ที่การเดินทางภายนอกมักนำเขาไปสู่การเดินทางและสำรวจ “ภายใน” เราต้องเผชิญกับคำถามเชิงปรัชญามากมาย ทั้งเรื่องการเกิด การตาย การสืบทอด ตัวตนและความเป็นอื่น ...

สุดท้ายแล้ว การเดินทางร่วมกับเขา ทำให้เรากลับมาสู่จุดเริ่มต้น ที่พบว่าเราไม่เป็นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว


จะไปให้ไกลถึงไหนกัน


ในขณะเดินทางอยู่กลางถนนของชีวิต เราเองไม่ต่างจากสุดแดน ที่เคยเผชิญกับความสงสัย หวาดหวั่นและลังเลใจต่อการเดินทางข้างหน้า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมยังไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้

ได้แต่บอกกับตัวเองว่า "อย่างน้อยก็โชคดีที่เส้นทางของเราได้มาตัดกัน"


ขอบคุณความคิดและความสวยงามจากหนังสือ ของพี่สุดแดน (เดียว)

-------------------------------------------------------------------------------
* ทำงานเขียนบทสารคดีโทรทัศน์ อาทิ โลกสลับสี และโลกสีน้ำเงิน ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบัน กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส มีผลงานหนังสือ 2 เล่ม คือ จะไปให้ไกลถึงไหนกัน และไกลตา ใกล้ใจ และบทความเผยแพร่ตามวารสารและนิตยสารจำนวนไม่น้อย

Wednesday, July 11, 2007

หนัง (สือ (การ์ตูน)), ความรัก, ชีวิต, และการเมือง ๓ (ตอนจบ)









๓.
หนังที่ผมได้มีโอกาสดูในระยะหลัง และคิดว่าควรค่าแก่การถูกหยิบมาพูดถึงในที่นี้ มีด้วยกัน ๓ เรื่องคือ le scaphandre et le papillon (ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ) (2007), Persepolis (2007) และ The Bubble (2007)

เรื่องแรกนั้น หลายคนรู้จักดี เพราะเคยเป็นหนังสือขายดี ที่เขียนจากชีวิตจริงของอดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการของนิตยสาร Elle ที่ใครๆ เรียกว่า Jean-Do - ชองโด (มาจากชื่อ Jean-Dominique Bauby) ซึ่งวันนึงเกิดอาการช็อกฉับพลันและกลายเป็นอัมพาทไปทั้งตัว ทำให้ไม่สามารถขยับอวัยวะอะไรได้เลย นอกจากตาข้างเดียว (รวมทั้งพูดไม่ได้)

ท่ามกลางความทุกข์ทรมานจากอาการป่วยและความไม่สามารถสื่อสาร นายชองโดพบว่าสองสิ่งในร่างกายของเขายังทำงานได้ดี นั่นคือ สมองและดวงตา เขายังพบอีกว่า ความทรงจำและจินตนาการของเขานั้น คือสิ่งมีค่าที่สุดที่ช่วยค้ำยันตัวตนอันเปราะบางของเขาที่ยังพอเหลืออยู่ไม่ให้ล้มครืนลงมา เขาจึงตัดสินใจใช้ดวงตา “เขียน” บันทึกความทรงจำและความรู้สึกขึ้น ด้วยความช่วยเหลืออย่างดีของเหล่าพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา นายชองโดตายก่อนที่บันทึกจะได้รับการตีพิมพ์ไม่นาน

ได้ข่าวว่าหนังสือชุดประดาน้ำฯ เป็นหนังสือขายดีเล่มนึงในเมืองไทย ที่แปลมานานแล้ว โดยอ. วัลยา วิวัฒน์ศร

หนังเรื่องนี้สร้างโดยผู้กำกับอเมริกัน Julien Schnabel ที่ต้องการเคารพและคงความดั้งเดิมของวรรณกรรม ที่สร้างจากเรื่องจริงให้มากที่สุด จึงใช้นักแสดงฝรั่งเศสทั้งหมด ปรากฎว่าผู้กำกับได้รับรางวัลการกำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด ต้องยอมรับว่าทำได้ยอดเยี่ยม งดงามและกินใจมาก ผมเองได้เข้าใจความรู้สึกของการใส่ชุดประดาน้ำและการเป็นผีเสื้อจากการการนำเสนอที่น่าสนใจของผู้กำกับนี้เอง หวังว่าจะเข้าฉายที่เมืองไทยในอนาคต

เรื่องที่สองและสามนั้นแตกต่างออกไป เพราะมีการเมืองเป็นฉากหลังของเรื่อง ในขณะที่หนังทั้ง ๒ เรื่องไม่ใช่หนังการเมือง แต่เป็นหนังที่พูดถึง “ชีวิต” และ “ความรัก” ทั้งคู่ต่างกันก็ตรงที่ Persepolis คือ บันทึกการเดินทางและการเติบโตของ Marjane Satrapi หญิงสาวเชื้อสายอิหร่านที่มีตัวตนอยู่จริง (และเป็นผู้สร้างหรือผู้เล่าเองด้วย) The Bubble นั้นเป็นจำลอง “ชีวิตจริง” ในคราบของเรื่องแต่งและตัวละครสมมุติ ที่ใช้ความรัก โดยเฉพาะความรักแบบต้องห้ามระหว่างชายรักร่วมเพศเป็นหัวใจของการดำเนินเรื่อง

Marjane เลือกถ่ายทอดชีวิตของตนในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนลายเส้นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนหน้าที่จะนำมาดัดแปลงและสร้างเป็นหนังการ์ตูนอนิเมชั่นในชื่อเดียวกัน ร่วมกับเพื่อนผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Vincent Paronnaud

ปัจจุบัน หนังสือการ์ตูนลายเส้นได้รับการขนานนามว่า “ศิลปะแขนงที่ ๙” ผมคิดเอาเองว่าเพราะเป็นการผสมผสานศิลปะ ๒ แขนงคือหนังสือและภาพยนตร์เข้าด้วยกัน (ประเด็นนี้น่าสนใจ และน่าจะนำมาพูดคุยกันต่อในอนาคต)

Persepolis เล่าชีวิตและมุมมองตั้งแต่วัยเด็กของ Marjane ที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางของเตหรานในช่วงปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงการปกครองอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นในปลายทศวรรษ 70 เธอเองเติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเผชิญหน้าระหว่าง ๒ แนวคิด คือ อนุรักษ์นิยมและความคิดแบบก้าวหน้า (หมายถึงสังคมนิยมในบริบทนี้)

ด้วยความเป็น “หัวก้าวหน้า” ของสมาชิกครอบครัวแทบจะทุกคน ทำให้ Marjane เอง เติบโตขึ้นพร้อมกับความท้าทายที่รุนแรงกว่าเด็กสาวทั่วไป เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภายใน ซึ่งเป็นบททดสอบตามธรรมชาติของช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอยังต้องค้นหาและค้นพบตัวตนของเธอเอง ที่สามารถประนีประนอมจิตวิญญาณเสรีกับระบอบเผด็จการกดขี่ ที่ในสังคมอิสลามนั้นถือว่าหญิงต้องแบบรับหนักกว่าชายเป็นสองเท่า

หนังสามารถใช้พลังของการ์ตูนได้อย่างยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดความบริสุทธิ์และไร้ขีดจำกัดของจินตนาการวัยเด็ก รวมทั้งความงดงามของความรักระหว่าง Marjane กับครอบครัว โดยเฉพาะคุณยายของเธอที่ถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะสอนให้เธอเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นอย่างสง่างาม ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง”

ความงดงามของความรักและความเป็นปราชญ์ของยายนี้เองที่ทำให้ชีวิตท่ามกลาง “สงครามกลางเมือง” ของ Marjane ถูกถ่ายทอดให้เราเห็นอย่างสวยงามและมีอารมณ์ขัน

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้กลับมานึกถึงการเมืองไทยไม่น้อย ถึงแม้ปัญหาในบ้านเรายังไม่รุนแรงอย่างอิหร่านในขณะนั้น แต่ความต้องการเสรีภาพทางความคิดและทางการแสดงออกที่รับรู้และรู้สึกจากหนัง ก็ทำให้รู้สึกหวงแหนและเห็นคุณค่าของเสรีภาพในวันที่มันถูกลิดรอนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในบ้านเรา

ตัวหนัง Persepolis เองก็ได้รับรางวัล Prix du Jury ex-aequo จากคานส์ในปีล่าสุดเช่นกัน

เรื่องสุดท้ายคือ The Bubble หนังรักระหว่างเกย์ชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่มีฉากหลังเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนา (ตามที่เราเห็นในข่าวแทบทุกวัน) ฟังเท่านี้ก็คงจะรู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้เล่นกับของร้อนตั้งไม่รู้กี่เรื่อง แต่ก็น่าแปลกใจว่าพอดูจบกลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ต่างจากหนังรัก “ปกติ” เรื่องอื่นๆ คือ พูดถึงความรักและชีวิต

(หรือความรักเป็นสิ่งสากลที่สุด ที่มนุษย์จะไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อใดก็รู้สึกร่วมกันได้?)

จะต่างกันก็ตรงที่อุปสรรคขวางทางรักคราวนี้ ไม่ใช่แค่พ่อตาหรือแม่สามีหัวดื้อ และไม่ใช่เส้นแบ่งความรวยความจนหรือม่านประเพณีธรรมดาๆ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งที่มีอายุเป็นร้อยปี

จะดู The Bubble ให้สนุก ต้องยอมปลดเปลื้องและวางกรอบและฝาครอบความคิดความเชื่อลงก่อนเข้าห้องฉาย ไม่อย่างนั้น ก็คงทนนั่งดูฉากรักแบบส่วนตัวระหว่างชายอกสามศอกที่ไม่หน่อมแน้มสองคนที่มีให้เห็นประปราย สลับกับการดำเนินเรื่องที่เสนอประเด็นปัญหาทางการเมืองไม่ไหว

ยังไงก็ตาม สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ ชีวิตรักยากและซับซ้อนขึ้นอีกมากสำหรับชาวยิวอิสราเอลและอิสลามปาเลสไตน์ เพราะความรัก ชีวิตและการเมือง นั้นนอกจากแยกจากกันไม่ได้แล้ว ยังส่งผลกระทบและสร้างข้อจำกัดให้กันและกันอย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ทั้ง ๓ สิ่งจะผูกพันและสัมพันธ์กันมากอย่างที่เรารู้สึกจากหนัง แต่มันก็ไม่เคยถูกตอกย้ำได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมขนาดนี้ ยิ่งในบริบทของสังคมที่เราอยู่ ซึ่งหลายคนก็ยังเชื่อว่าความรัก ชีวิตและการเมืองเป็นดินแดนเอกเทศที่สามารถแยกออกจากกัน (ไม่อย่างงั้น คนที่สนใจการเมืองก็จะไม่ถูกจัดประเภทเป็นคนกลุ่มหนึ่งไป)

การนำเสนอปัญหาความรักระหว่างชายยิวและอิสลามที่พบกัน (ตรงด่านตรวจของทหารและกลับมาเจอกันอีกครั้ง) ในเมือง Tel Aviv นี้ นอกจากทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างความรัก ความเชื่อ การดำเนินชีวิตและการเมืองแล้ว ยังทำให้เห็นว่ามิตรภาพระหว่างคนนั้น มีความสำคัญมากต่อการดำเนินชีวิตในระดับปัจเจกหรือคนๆ นึง

หนังเรื่องนี้กำกับโดย Eyton Fox (ที่ติดตามครอบครัวไปใช้ชีวิตในอิสราเอลตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ) และเคยสร้างชื่อจากหนังเรื่อง Tu marcheras sur l’eau หนังได้รับรางวัลหลายรางวัลจากเทศกาลต่างๆ ส่วนประกอบที่ผมชอบมากที่สุดในหนังคือ ตัวละครหลักตัวเดียวที่ไม่ได้เป็นโฮโม ซึ่งเป็นตัวละครหญิงที่น่ารักและเป็นธรรมชาติมาก (เป็นเรื่องตลก ที่กลับประทับใจตัวละครที่ไม่ใช่โฮโมคนเดียวในหนังรักของโฮโม)

ไม่รู้ทำไม แต่ดูเรื่อง The Bubble แล้วทำให้นึกถึงที่มาร์ค ทเวนเคยกล่าวไว้ว่า Truth is stranger than fiction

หนัง (สือ (การ์ตูน)), ความรัก, ชีวิต, และการเมือง ๒ (ต่อ)








๒.

คนไทยหลายคนอาจขัดเคืองและสงสัยว่าภาพยนตร์ถูกเรียกว่าศิลปะแขนงหนึ่งได้อย่างไร?

ประการแรก เราคงต้องแยกให้ออกจากกันระหว่างสิ่งที่เป็น “อุตสาหกรรมภาพยนตร์”และ “ภาพยนตร์” ที่หมายถึงศิลปะของการเล่าเรื่อง ประการต่อมา ที่เราอาจจะไม่เคยชินนักกับการเรียกมันว่าศิลปะ เพราะเราเองเคยชินกับผลผลิตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือหนังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขาย (คือเพื่อรายได้หรือกำไรเป็นสำคัญ) ที่มักต้องประนีประนอมกับการเอาใจตลาด รวมทั้งกองเซ็นเซอร์

หรือพูดให้สั้นแต่เข้าใจยาก หนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตัวของมันเอง (หรือเพื่อสนองตัณหาผู้สร้างเอง) ถ้าไม่เข้าใจ ให้นึกถึงความคิดใกล้เคียงในการอธิบายงานศิลปะที่มีความเป็นนามธรรมสูงว่าเป็นการทำงานศิลปะเพื่อศิลปะ

นอกจากนี้ หนังในความเข้าใจของคนไทยมักหมายถึงความบันเทิง (คือดูแล้วต้องไม่เครียด ไม่งง) ทัศนคติในแบบนี้ที่ครอบงำคนส่วนใหญ่ก็ย้อนกลับไปกำหนดรูปแบบและเนื้อหาของหนังไทยเอง ทำให้หนังไทยเองจำเป็นจะต้องเป็นความบันเทิง เพื่อความอยู่รอด (แต่ไม่ได้หมายความว่าความบันเทิงกับความเป็นศิลปะจะแยกจากกันเด็ดขาด) ยังไงก็ตาม การที่หลายคนไม่เชื่อว่าหนังเป็นศิลปะ ก็ไม่ได้ทำลายความจริงที่ว่าภาพยนตร์คือศาสตร์แขนงหนึ่งของศิลปะ

เมื่อภาพยนตร์สามารถเป็นศิลปะ มันก็ทำหน้าที่รับใช้ผู้ชมและผู้สร้างได้มากกว่าให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว มันสามารถถูกใช้ให้ความรู้ เป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหา/ความต้องการ เผยแพร่ความคิด อุดมคติ ระบายความรู้สึกและนึกคิด หรือแม้กระทั่งเป็นงานวิจัย

เช่นหนังของผู้กำกับฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อย คืองานวิจัยสังคมชั้นดี เช่นงานของ Jean-Luc Godard ซึ่งได้เห็นในสารคดีว่าเคยส่งสคริปหนังที่เขียนเสร็จไปให้นักสังคมวิทยาอย่าง Pierre Bourdieu ขณะยังมีชีวิตอยู่ได้วิจารณ์ หรืองานของ Claude Lelouche ที่ ๒ เรื่องที่แล้ว คือ Entre adults (2007) และ Nos amis les terriens (2007) ก็ถามคำถามพื้นฐานเดียวกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงแบบชีวิตคู่ (ในกรณีของวงการหนังไทย เราก็มีอภิชาตพงศ์)

เห็นได้ชัดว่าโจทย์ในการทำหนังของผู้สร้าง สะท้อนความพยายามตั้งคำถามเพื่ออธิบายและเข้าใจสังคม (หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวมนุษย์) หรือหากไม่สามารถพบคำอธิบายได้ ก็เพื่อให้เกิดคำถามมากขึ้นและลึกซึ้งขึ้น ทั้งที่ผู้กำกับเหล่านี้อาจทำไปโดยไม่ได้ตระหนักรู้ตัว เพราะเพียงต้องการ “จับ” ภาพของสังคมที่ตนรู้สึกว่ากำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อ “ฉาย” ให้คนเห็น แต่ขั้นตอนและกระบวนการในการสร้าง กลับกลายเป็นการลงพื้นที่สำรวจ และตัวหนังเองก็กลายเป็นผลงานวิจัยสังคมและมนุษย์ที่ลึกซึ้ง

นอกเหนือไปจากภาพยนตร์แบบที่ว่ามานี้ ที่เกือบจะสองขาเหยียบเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเรื่องที่แต่งขึ้น (fiction) และตัวละครสมมติ (ที่ถอดแบบและจำลองตัวละครที่มีอยู่จริงในสังคม) เทคนิคของภาพยนตร์ในวันนี้ ถูกนำไปใช้ในการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยตรงมากขึ้น ทั้งที่ยังคงความงามของการเล่าและดำเนินเรื่องแบบภาพยนตร์ (แต่ผู้ชมรู้ว่าสร้างจากเรื่องและตัวละครจริง) และแบบที่ใช้วิธีการแบบสารคดี

หนัง (สือ (การ์ตูน)), ความรัก, ชีวิต, และการเมือง






๑.
หนังสือและภาพยนตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องแต่งหรือถ่ายทอดมาจากชีวิตของคนที่มีตัวตนอยู่จริง

ในแง่ของการเสพย์ ทั้งหนังสือและภาพยนตร์มีความแตกต่างกันมาก เพราะโดยปกติ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสพหนังสือคนเดียว ขณะที่ภาพยนตร์ถูกสร้างขึ้นมาให้เสพเป็นหมู่คณะ และเสน่ห์ของมันก็มาจาก “พิธีกรรม” ดูหนัง ที่จะว่าไป ก็คือข้อจำกัดที่ถูกสร้าง ทั้งในด้านเวลาและสถานที่ ที่เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูพร้อมๆ กับคนอื่น ในสถานที่และเวลาที่ถูกจัดขึ้นเท่านั้น (กรณีของโฮมเธียเตอร์และหนังแผ่น คงจะไม่เข้าข่าย และทำให้มันขาดเสน่ห์และบรรยากาศไปอย่างเห็นได้ชัด)

จึงเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกและน่าสนใจในตัวของมันเอง ที่หนังสือ ซึ่งถูกออกแบบให้บริโภคโดยปัจเจก (ทีละคนหรืออย่างมากก็สอง ส่วนกรณีเล่านิทานให้เด็กเป็นกลุ่มฟัง เป็นกรณีพิเศษ) สามารถสร้างอิทธิพลทางความคิดในระดับสังคมได้ลึกซึ้งและรุนแรงกว่าภาพยนตร์ ที่สามารถดูพร้อมๆ กันเป็นหลักสิบหรือหลักร้อย และอาจจะเป็นพัน ถ้านับรวมจำนวนคนดูในแต่ละโรงที่ฉายในช่วงเวลาเดียวกัน

(เป็นเรื่องของจินตนาการหรือ? ทั้งที่ภาพยนตร์สามารถ เสนอภาพที่จับต้องได้มากกว่า?)

แน่นอน หนังสือมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์มาก แต่หนังสือก็มีลักษณะลึกลับน่าสนใจ ไม่แพ้ที่ภาพยนตร์มีเช่นกัน เพราะหัวใจของหนังสือเองกลับไม่ได้อยู่ที่ “ตัวของหนังสือ” หรือแผ่นกระดาษที่นำมาเย็บรวมติดกัน หากแต่เป็น “ตัวหนังสือ” ที่ถูกนำมาเรียงกัน และร้อยเข้าเป็นองค์เดียวที่มีความต่อเนื่อง หรือจะว่าไป หนังสือก็เป็นแค่สื่อ พาหะหรือพาหนะ ที่บรรทุกสิ่งนามธรรมไว้บนหลัง

ถึงแม้ว่าคนไม่น้อยจะหลงใหลเสน่ห์ของ “ความเป็นหนังสือ” และชื่นชมกลิ่นรสของการอ่านจากหนังสือมากกว่าการอ่านจากจอคอมพิวเตอร์หรืออะไรใหม่กว่านั้น และถึงแม้จะมีคนคลั่งไคล้ศิลปะของการเข้าเล่มหรือการทำให้เป็นหนังสือ (เช่นผู้กำกับเป็นเอก) แต่ในที่สุด เราก็ไม่ได้และไม่เคยยกย่องผู้สร้างหนังสือ เฉกเช่นเดียวกับที่เรายกย่องผู้เขียนหนังสือ

ยังไงก็ตาม หนังสือในความหมายกว้างหรือวรรณกรรมที่ถูกจัดให้เป็นประเภทหนึ่งของศิลปะ ก็แยกไม่ออกจากตัวของหนังสือหรือรูปแบบของมัน รวมทั้งมันยังมีสถานะทางด้านความงามและคุณค่าเหนือกว่าภาพยนตร์หรือหนัง ที่ถึงแม้จะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปะประเภทที่ ๗ (le septième art) ในปัจจุบัน

เพราะโลกยอมรับหนังสือในฐานะสัญลักษณ์ของปัญญาและความรู้อย่างเป็นเอกฉันท์ ขณะที่เอกภาพของความเห็นแบบนี้ต่อภาพยนตร์ในฐานะงานศิลปะหรือต่อการสร้างหนังในฐานะศาสตร์หนึ่งยังห่างไกลจากวันที่เราจะเรียกว่า “ได้วางเสาเข็ม” มากนัก

Thursday, June 28, 2007

ผมตกหลุมรักวัลยา !


นี่ไม่ใช่คำสารภาพรักผ่านบล็อกของผมหรอกครับ

ผมไม่ได้กำลังขอความรักจากผู้หญิงที่ชื่อ “วัลยา” แน่นอน เพราะ “วัลยา” เป็นเพียงผู้หญิงในจินตนาการของผม เธอคือตัวละครจากนิยาย “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เขียนขึ้นในปี ๒๔๙๕

ผมยอมรับว่าโคตรเชยเลยที่เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อ ๕๕ ปีให้หลัง ยิ่งเมื่อมาค้นพบด้วยตัวเองว่านิยายเรื่องนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน และคงจะไม่มีทางให้อภัยตัวเองเป็นอันขาด หากได้ค้นพบนิยายเรื่องนี้เอาเมื่อตัวเองก้าวเข้าสู่วัยโรยรา

เพราะ “ความรักของวัลยา” เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับคบเพลิงแห่งอุดมคติที่กำลังจะมอดและแห้งเหือด มันสามารถเพาะเมล็ดและกล้าของความหวัง รวมทั้งเติมพลังสร้างสรรค์สังคม หากคุณมีฐานรากที่อุดมสมบูรณ์เป็นทุนเดิม

มันจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นนิยายสำหรับคนหนุ่มสาว

ขณะเดียวกัน มันก็สามารถตบหน้าคุณฉาดใหญ่ และทำให้คุณกลับมาทบทวนทัศนคติของตัวเองแบบ ๓๖๐ องศา จึงอาจจะสายเกินไป ถ้าหากคุณเพิ่งได้สำรวจและเรียนรู้ในบั้นปลายของชีวิต ว่าคุณยังไม่ได้เปิดประตูและหน้าต่างทางความคิดของตนเอง ที่จะสามารถเปิดไปสู่เส้นทางใหม่ๆ อีกหลายบาน

เสนีย์ เสาวพงศ์ ลวงและเล่นกับคนอ่านอย่างได้ผล เมื่อแทบจะทุกคนต้องสะดุดกับชื่อหนังสือที่ค่อนข้างหวาน ที่สามารถตีความไปว่า นี่ก็คงเป็นนิยายรักๆใคร่ๆ ประโลมโลกอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความรักอันร้อนรุ่มและกินใจของวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะเมื่อมีฉากหลังเป็นเมืองที่สุดแสนจะโรแมนติกอย่างปารีส

กับดักนี้ ค่อยๆ เปิดเผยตัวเองออกมาทีละเล็กละน้อย เมื่อเราได้เดินทางผ่านหน้ากระดาษและตัวอักษรที่ทรงพลังของผู้เขียน และถูกเย้ยหยันอย่างสุภาพและเป็นทางการโดยผู้เขียนเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายบนหน้าสุดท้ายก่อนจะจบนิยาย

“ความรักของวัลยา” จึงไม่ใช่เรื่องรักของหญิงนักเรียนนอกที่มีชื่อเดียวกัน หากแต่เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งจากหลากหลายมุมของชีวิตนักเรียนไทยในต่างประเทศหนึ่งคน ซึ่งมีนิยามของความรักและมุมมองต่อชีวิตที่น่าสนใจ และถือว่ามีคุณค่าและหาได้ยากในสังคมสมัยใหม่

วัลยา คือ ตัวละครในแบบอุดมคติ ที่มีอยู่จริงแต่หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย เธอจึงเป็นความหวังไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราทุกคนต่างถวิลหา ทั้งในเมื่อวาน วันนี้และพรุ่งนี้

เธอได้ให้บทเรียนที่สำคัญกับเพื่อนหรือคนที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดเธอ รวมทั้งผู้อ่านว่าพลังที่บริสุทธิ์ของผู้ที่เชื่อในอุดมคตินั้น ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้ีีนจากความไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก และอุดมการณ์นั้นก็ไม่ใช่คุณสมบัติของคนทีตัดขาดจากความเป็นจริงอย่างที่เข้าใจกัน

วัลยายังได้สอนพวกเราอีกว่า แท้จริงแล้ว ผู้ที่เชื่อและเดินตามอุดมคติของตนคือผู้ที่เข้าใจว่าการเอาชนะคุณค่าที่ครอบงำสังคมนั้น สามารถประนีประนอมกับการยอมรับข้อจำกัดหรือความต่ำต้อยของปัจเจก แต่การทำเช่นนั้นได้ ต้องเอาชนะทิฏฐิมานะของตนเอง ซึ่งยากมากเพราะต้องแลกมาด้วยความพ่ายแพ้ที่ถูกตัดสินโดยสังคม

ความจริงแล้ว เธอจึงเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ในตัวของเราหลายๆ คน แต่มักถูกตัวเราเองปฏิเสธ เก็บกดและทำลายไป เพราะความอ่อนแอและการยอมจำนนต่อพลังของความเชื่อที่ครอบงำสังคม

เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้ถ่ายทอดความคิดที่ก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อ เมื่อมองจากสมัยที่หนังสือเรื่องนี้ได้ปรากฏตัว ถึงแม้ว่าการอ่านนิยายเรื่องนี้ในอีกครึ่งศตวรรษให้หลัง จะทำให้มองเห็นความเหลื่อมล้ำและแตกต่างทางด้านสำนวนภาษาของยุคสมัย และอาจทำให้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยชินอยู่บ้าง

แต่ต้องยอมรับว่านิยายเรื่องนี้คือผลงานที่ทรงคุณค่า มีความเป็นสากลและอมตะ รวมทั้งทันสมัยในแง่ของความคิดที่พยายามเสนอ โดยเฉพาะคุณค่าและอุดมคติเกี่ยวกับสิทธิสตรี บทบาทของปัญญาชนกับสังคมไทย และความจริงของสังคมเมืองและชนบท ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ !

เมืองปารีส สถานที่สำคัญและข้อคิดเชิงสังคมและประวัติศาสตร์ของปารีส ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถูกนำมาใช้เป็นสปริงบอร์ดทางความคิดได้อย่างลงตัวและลึกซึ้ง

นี่คือผลงานที่นักเรียนไทยในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในฝรั่งเศส) รวมทั้งคนไทยที่รักการเปลี่ยนแปลงทุกคนต้องอ่าน

ขอแสดงความรำลึกถึงคุณูปการทางความคิดของเสนีย์ เสาวพงศ์

ขยายความ
เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ มีผลงานทางด้านวรรณกรรมมากมาย ภายใต้นามปากกาที่หลายหลายเช่น โบ้ บางบ่อ. สุจริต พรหมจรรยา และวัลยา ศิลปวัลลภ เป็นต้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด ผ่านการเสนอผลงานอันทรงคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ตลอด ๖๐ ปีของการทำงาน ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี ๒๕๓๓ และได้รับรางวัลนักเขียนอมตะ จากมูลนิธิอมตะ ในปี ๒๕๔๘

Saturday, June 23, 2007

นรกแท้ๆ




จะว่าไปแล้ว การเมืองไทยเริ่มเดินทางเข้าสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ นับตั้งแต่การประกาศยุบสภา “อย่างไร้ศักดิ์ศรี” ของอดีตนายกทักษิณ (อันเป็นผลจากความไม่พอใจของสังคมต่อกรณีขายหุ้นเทมาเสก)

ถึงแม้ว่าเราเคยพูดถึง “ทางตัน” ของการเมืองไทยในช่วงหลังยุบสภาฯ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดกับสังคมไทยวันนี้ เลวร้ายยิ่งกว่าและเป็นเหมือน “ฝันร้ายที่เป็นจริง” สำหรับคนไทยทุกคน เพราะรัฐบาลคมช. กำลังทำให้ประเทศไทยถลำลึกเข้าสู่เส้นทางห้วงเหว “อเวจี” ทั้งในทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ

ในทางการเมือง เรียกว่านับตั้งแต่ยุค “เผด็จการฆ่านักศึกษา” เป็นต้นมาแล้ว ไม่เคยมียุคใดที่ปรากฏการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

การลิดรอนสิทธิเสรีภาพโดยคมช. และรัฐบาลรักษาการณ์นี้ เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดเห็นของประชาชน, การเซ็นเซอร์ข่าวและข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือมาจากฝ่ายตรงข้าม เพื่อไม่ให้ประชาชนรับรู้และตัดสินใจ, การเซ็นเซอร์หนังสือ บทความวิชาการ บทความแสดงความเห็น และอื่นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์และประณามการกระทำของคมช. และรัฐบาล ฯลฯ

ถึงแม้การปกครองภายใต้ระบอบทักษิณนั้น จะเลวร้ายอย่างถึงขีดสุดในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน (และถึงแม้เขาจะยังคงลอยนวลจากการกระทำดังกล่าว) แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เราก็ยังสามารถแยกแยะตัวร้ายหรือคนร้ายได้ชัดเจนกว่ามาก ไม่ใช่ตัวร้ายที่แฝงมาในบทพระเอกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

หลักฐานที่ชัดเจนมาก ซึ่งสะท้อนความรุนแรงของปัญหานี้คือ สถาบันหลักๆ ที่เราหวังพึ่งจะให้เป็นกระบอกเสียงและกลไกตรวจสอบในสังคมต่างพร้อมใจกันเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะอำนาจของกระบอกปืน

ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน อย่างทีวีหรือหนังสือพิมพ์ หรือสถาบันที่ควรจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างมหาวิทยาลัย

ในขณะที่หนังสือพิมพ์บางฉบับ (อย่างผู้จัดการ) นั้นได้ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิที่ครอบงำและชี้นำสังคมไปในทางที่ตัวเองต้องการ บางฉบับฉกฉวยโอกาสโดยการหากินกับความเชื่องมงายของประชาชน และซ้ำเติมให้สังคมมอมเมายิ่งขึ้นไป ที่เหลือนั้นเสนอข่าวแต่เพียงด้านเดียว

ส่วนในด้านของมหาวิทยาลัย ล่าสุด มีข่าวการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ โดยผู้บริหารคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เข้าข่าย “ปิดปากและรังแกนักวิชาการ” เพียงเพราะท่านเขียนหนังสือวิจารณ์คณะรัฐประหารชื่อ A coup for a rich

ข้อมูลจากสำนักข่าวประชาไท ซึ่งได้รับการติดต่อจากอาจารย์ใจโดยตรง ระบุว่าหนังสือดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้วางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ (ในขณะที่หาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) รวมทั้งเกิดกรณีที่สามารถเรียกได้ว่าผู้บริหารคุกคามอาจารย์

แน่นอนนี่ไม่ใช่กรณีแรกของศูนย์หนังสือจุฬาฯ เพราะศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็ปฏิเสธจะวางขายวารสารฟ้าเดียวกันมาตั้งแต่ฉบับที่ ๑๒ “สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย” หรือที่รู้จักกันในนามฉบับ “ปกโค้ก” แล้ว ด้วยเหตุผลอะไรก็คงจะพอเดากันได้

สถานะและศักดิ์ศรีของศูนย์หนังสือจุฬาฯ นั้น จึงไม่ต่างจากร้านหนังสือเอกชนทั่วไป ที่ “ผู้ประกอบการ” มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดและเห็นเป็นเรื่องแกว่งเท้าหาเสี้ยนที่จะทำอะไรให้ระคายเคืองอำนาจเผด็จการของรัฐ

อย่างเช่นข่าวล่าสุด ที่ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ (มีสาขา ๒๓๓ แห่งทั่วประเทศ) ปฏิเสธที่จะวางขายวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับที่ ๑๘ ‘ก้าวต่อไปของสังคมไทย’ โดยอ้างว่า “มีเนื้อหาไม่เหมาะสม”

หากการเซ็นเซอร์นี้เกิดกับธุรกิจเอกชน ก็คงเป็นเรื่องพอเข้าใจได้ แต่การเซ็นเซอร์โดยศูนย์หนังสือของสถาบันการศึกษาที่อ้างตนเป็น “สถาบันอันสูงส่ง” นั้น สังคมก็สมควรตั้งคำถามกับผู้บริหารฯ

ยังไงก็ตาม สิ่งที่น่าสลดใจยิ่งไปกว่าก็คือ สังคมก็พึงพอใจหรือไม่เห็นเป็นเรื่องผิดอะไรต่อการเซ็นเซอร์ตัวเองในลักษณะนี้ !!

ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่สนับสนุน (หรืออย่างน้อยก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ) ที่เซ็นเซอร์หนังสืออย่างฟ้าเดียวกัน เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่า “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” นั้นจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น โดยอ้างเหตุผลที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า “ชาวบ้านที่ไม่มีความรู้อีกเยอะที่อ่านก็อาจจะเชื่อ!” (ผู้เขียนจะหยิบปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาคุยกันในโอกาสต่อไป)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ใจ และที่เกิดในศูนย์หนังสือจุฬาฯ นั้นสะท้อนว่าการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมืองรุนแรงอย่างถึงขีดสุด เพราะลุกลามเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ควรจะเป็นปราการสุดท้ายที่คุ้มครองผู้ใช้ปัญญาและรักความเป็นธรรมจากอำนาจมืดและกระบอกปืน

ถึงแม้จะไม่น่าแปลกใจนักที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรั้วจามจุรีสีชมพู เพราะภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และภาพลักษณ์ของสถาบันนั้นก็ไม่เคยสลัดหลุดออกจากผลประโยชน์ ชนชั้นนำและอำนาจ (ผู้เขียนเองก็จบจากสถาบัน “อันทรงเกียรติ” นี้) แต่ก็คงไม่ยุติธรรมนักที่จะเหมาประณามผู้บริหารทุกคนของจุฬาฯ เพราะเชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่หลายท่านที่มีจิตสำนึกต่อสังคมและละอายต่อการก้มหัวให้กับอำนาจมืด โดยเฉพาะท่านที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านระบอบเผด็จการทหารนี้อย่างเปิดเผย

พวกขี้ขลาดที่สวมหน้ากากนักวิชาการหรือนักประชาธิปไตยจอมปลอม ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการ (โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการ) ที่สยบยอมและปิดปากเงียบเมื่อความอยุติธรรมเกิดขึ้นตำตาหรือใต้จมูกตัวเองต่างหากที่ควรจะถูกกระชากหน้ากากและประณามให้สังคมรู้ว่า เป็นพวกมองเห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม

ยังไงก็ตาม หลายคนที่มีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย (และพยายามเสนอหน้าให้เห็นตามข่าวอยู่ทั่วไปนั้น) อาจไม่รู้ตัวว่าเข้ากลุ่มนี้ เพราะไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นผิดหรือเลวร้าย

เนื่องจากคนเหล่านี้ก็ดูถูกคนส่วนใหญ่ของประเทศว่าโง่กว่าตน รวมทั้งสำคัญตนผิดว่าเป็นผู้มีคุณธรรม (สูงกว่าคนอื่น) และมีความชอบธรรมที่จะฟาดฟันศัตรูให้ย่อยยับลงได้ ในนามของความถูกต้อง

ซึ่งคนกลุ่มนี้เอง จะต้องมีส่วนรับผิดชอบโดยตรง ที่ทำให้ความคิดเรื่อง “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” กลายเป็นอคติที่ครอบงำสังคมไทย

ถ้าหากเรายังคงปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและบารมี (ไม่ใช่นิติรัฐ) และผู้มีอำนาจคือ ผู้สามารถผูกขาดการกำหนดกฎของเกมส์ของสังคมอยู่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียวอย่างที่เป็นอยู่นี้ เราก็คงจะไม่สามารถหลุดออกจากขุมนรก หรือวงจรอุบาทว์นี้ไปได้

ยิ่งกดหรือปิดกั้นการแสดงออกประชาชนมากเท่าใด วันใดที่สิ่งเหล่านี้ระเบิดออกมา รับรองว่า “นรกแตก” แน่นอน

Wednesday, June 20, 2007

การต่อสู้ทางความคิดในประเด็นบัญญัติ “ศาสนาประจำชาติ”

เรื่องการบัญญัติให้ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่นั้น เป็นประเด็นที่หลายคนคงได้ติดตามอยู่ห่างๆ รวมทั้งคงจะทำให้นึกกันไปถึงอีกหลายเรื่อง เช่น กระแสจตุคามฯ, ปัญหาความรุนแรงทางภาคใต้, การลงประชามติร่างรธน. ฯลฯ

ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ อยู่ในขั้นตอนที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) กำลังพิจารณาแปรญัตติร่าง รธน. มาตราต่างๆ สำหรับมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบัญญัติ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” หรือมาตรา ๒ นั้น ปรากฏว่าสสร. บางท่านขอให้ข้ามการพิจารณาออกไปก่อน ด้วยเหตุผลของความอ่อนไหวของเรื่องนี้ จึงยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ ในกระบวนการร่างรธน.

ในทางคู่ขนาน กลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกตนเองว่า “องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย” และกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายสนับสนุนกลุ่มหนึ่ง พยายามกดดันสสร.ฯ เพื่อให้บรรจุข้อความว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในร่าง รธน. ก่อนนำออกให้ลงประชามติ โดยพระภิกษุกลุ่มดังกล่าวได้ทำการอดข้าวประท้วงมาแล้วเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน และประกาศว่าจะกดดันรุนแรงขึ้น โดยกระทำสิ่งที่เรียกว่า “อหิงสธรรมขั้นอุกฤษ” ซึ่งถูกขยายความว่า “เป็นการปฏิบัติ เพื่ออุทิศต่อพระรัตนตรัยตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”! (i)

ถึงแม้ว่าอนาคตของร่างรธน. ฉบับนี้จะมีความเปราะบาง ทั้งจากเงื่อนไขของผลการลงประชามติและจากเงื่อนไขอื่น เช่น หากมีการปฏิวัติซ้ำ หรือหากถูกแทนที่ด้วยร่างรธน.ฉบับใหม่กว่า ภายหลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล (หากการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้น) แต่ดูเหมือนประเด็น “ศาสนาพุทธประจำชาติ” นี้ จะก่อให้เกิดวิวาทะที่ก้าวข้ามบริบทของปัญหาการเมือง และแสดงตนให้เห็นว่าไม่เป็นเพียงกระแสที่ลดความแรงลงไปเช่นกระแสอื่น

ส่วนหนึ่งอาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ซึ่งประกอบด้วยทั้งสงฆ์และฆราวาสนั้น ต่างมีจุดร่วมกันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ มองเห็น “ความจริง” ของสังคมว่าอาจถึงเวลาที่ต้องสังคายนาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย!

หากเราดึงตนเองออกจากอารมณ์และอคติที่มีต่อฝ่ายที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแล้ว อาจเห็นว่าวิวาทะระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งพยายามนำเหตุและผลของตนมาต่อสู้คัดง้างกันนั้น สะท้อนชุดของเหตุผลที่ดูเหมือนเป็นคนละชุด แต่แท้จริงแล้ว ชุดของเหตุผลทั้งสองนั้นอยู่บนฐานของความเชื่อและความกลัวที่ไม่ต่างกันนัก นั่นคือ ต่างเชื่อว่าสังคมกำลังเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมจริยธรรม และตระหนักดีถึงความอ่อนแอและถดถอยของศาสนาพุทธในแง่ของศรัทธาและการเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะ เมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับอิทธิพลและพื้นที่ของความเชื่อหรือลัทธิอื่นในสังคมไทย

ฝ่ายสนับสนุนนั้น อ้างถึง “ความจำเป็น” ที่ต้องบัญญัติ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ไว้ในรธน. เนื่องจากเหตุผลสำคัญ ๓ ประการคือ (ก) ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของปัจเจก (โดยเฉพาะบรรดานักการเมือง) และของสังคม (ข) อันตรายหรือภัยคุกคามจากศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่น ที่เข้ามายึดพื้นที่ในสังคมไทย โดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาดและกลยุทธ์อื่นๆ (ii) (ค) โอกาสในการสถาปนาศาสนาพุทธให้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง อย่างที่บูรพกษัตริย์ทั้งหลายทรงพยายามกระทำมาตั้งแต่อดีตกาล

ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านนั้น (ง) เลือกที่จะตั้งคำถามกับพุทธศาสนาแบบไสยศาสตร์ที่ยึดครองตำแหน่งสำคัญในสังคมไทย และเสนอแนะให้จัดการกับปัญหาที่รากเหง้า นอกจากนี้ (จ) หวั่นเกรงว่าการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งความรุนแรงและการเผชิญหน้าระหว่างศาสนา ซึ่งจะไปซ้ำเติมปัญหาภาคใต้ สุดท้าย (ฉ) มองไม่เห็นความจำเป็นของการกระทำดังกล่าวและพยายามชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของรัฐและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

อาจกล่าวได้ว่า เหตุผลประการสำคัญที่สุดของฝ่ายสนับสนุนน่าจะเป็นความเกรงกลัวว่าพุทธศาสนาในประเทศไทย จะประสบกับภาวะวิกฤตศรัทธา โดยเป็นผลมาจากการคุกคามและแผ่ขยายอิทธิพลของศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่น (หรือข้อ (ข) ข้างต้น) ในขณะที่เหตุผลเรื่องความเสื่อมโทรมของจิตใจคน รวมทั้งโอกาสในการสถาปนาพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น เป็นเพียงเหตุผลแวดล้อมประกอบ ซึ่งเหตุผลสองประการหลังนี้ ก็ถูกโต้แย้งและหักล้างโดยเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ดังจะกล่าวต่อไป

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายคัดค้าน ซึ่งในบริบทของวิวาทะนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงธรรมชาติของการเป็นฝ่ายปฏิกริยา (คือพยายามมาโดยตลอดในการสะท้อนกลับ เพื่อหักล้างเหตุผลของฝ่ายแรกที่ดูไม่มีน้ำหนัก) ก็เกรงกลัวว่าการบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้น หากทำสำเร็จ จะยิ่งเป็นการเชิดชูพุทธศาสนาแบบไสย์หรือพุทธพาณิชย์ ซึ่งเป็นพุทธปลอมนั้น ให้ฝังรากลงในสังคม อย่างที่ไม่มีทางจะเยียวยารักษาในภายหลังได้

จึงอาจกล่าวได้ว่า โดยเนื้อแท้แล้ว การต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดนี้ก็สะท้อนความกลัวของทั้งสองกลุ่มที่ไม่แตกต่างกันนัก นั่นคือ กลัวการครอบงำของลัทธิความเชื่ออื่นที่ไม่ไช่ความเชื่อหลักที่ตนศรัทธา กล่าวคือ ขณะที่ฝ่ายแรกอาจจะต้องการสถาปนาพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทให้แน่นแฟ้นอย่างถาวร ฝ่ายหลังนั้นต้องการให้สังคมตาสว่างและหลุดพ้นจากความเชื่องมงายในไสยศาสตร์และพุทธพาณิชย์ที่ครอบงำสังคมไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่าถึงแม้เหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากศาสนาหรือลัทธิอื่นนี้ จะเป็นเหตุผลสำคัญที่รบกวนจิตใจของฝ่ายสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุดมคติแบบอนุรักษ์นิยม (และอยู่ในตำแหน่งที่สามารถผลักดันกฎหมายได้!) แต่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับอันตรายและภัยคุกคามจากศาสนาและลัทธิอื่นนั้น ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเปิดเผยและชัดเจนนัก เพราะอาจก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างรุนแรง ฝ่ายนี้จึงเลือกที่จะหยิบยกหรืออ้างอิงเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม (ข้อ (ค) ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) ที่คลุมเครือและยากที่จะหักล้าง เพราะอ้างอิงถึงบทบาทและพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ที่ทรงเคยทำนุบำรุงศาสนาและเคยแสดงให้เห็นว่า “ศาสนาพุทธคือศาสนาประจำชาติไทย” โดยพฤตินัย

ซึ่งประเด็นนี้เอง ดังที่ได้เกริ่นในข้างต้นแล้วว่า เป็นเพียงเหตุผลแวดล้อมของฝ่ายสนับสนุนและถูกหักล้างโดยง่ายจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งสามารถชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่กำลังพูดถึงนั้น ตนก็สามารถตีความไปในอีกทางหนึ่งได้ว่าผู้ปกครองหรือกษัตริย์หลายพระองค์ในอดีตก็ทรงระมัดระวังอย่างมากในการอุปถัมภ์พุทธศาสนาโดยไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าได้ทรงไปลดทอนหรือกีดกันเสรีภาพในการเผยแผ่และนับถือศาสนาอื่น นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาประจำชาติไทย “โดยพฤตินัย” อยู่แล้วนั้น ก็ถูกนำมาใช้โต้แย้งอย่างได้ผลเช่นเดียวกัน

ประเด็นของการพยายาม “เล่น” กับสิ่งที่ดิ้นได้และลื่นไหลไปตามการตีความนี้ ปรากฏชัดเจนในความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสองกลุ่มต่อคำถามที่ว่า “การบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้นจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนาหรือไม่” เพราะในขณะที่ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าการกำหนดศาสนาประจำชาติไว้ในรธน. นั้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความรุนแรงทางภาคใต้ที่กำลังดำเนินอยู่ อีกฝั่งหนึ่ง กลับหักล้างว่าการกระทำดังกล่าว จะยิ่งนำพาความสงบมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว เพราะศาสนาพุทธมีลักษณะสำคัญของการเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ (iii)

หากจะพิจารณาอย่างลึกซึ้งในมุมมองทางด้านอุดมคติแล้ว ตรรกะของฝ่ายสนับสนุนที่ว่าการบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จะช่วยเยียวยารักษาความเจ็บป่วยของสังคมหรือความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมของคนในสังคมได้สำเร็จ ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า รัฐไทยและองคาพยพของรัฐจะสามารถทำหน้าที่กลไกของการบังคับใช้ ตรวจสอบและลงโทษอย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจะสามารถกำหนดกรอบของพฤติกรรมของคนในสังคมให้เป็นไปในแบบที่ควรจะเป็น ตามอุดมคติความเชื่อที่สะท้อนพระธรรมวินัย และในทางปฏิบัติ รัฐจะถูกกำหนดกรอบจากรธน. ให้ตรากฎหมายลูกออกบังคับใช้ในเรื่องการสนับสนุนและส่งเสริมพุทธศาสนาอย่างจริงจัง มากกว่าที่เคยเป็นมา

ซึ่งจุดนี้เอง ทำให้เกิดข้อโต้แย้งจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย ที่พยายามอธิบายถึงจุดบอดของตรรกะนี้ โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดของรัฐและเครื่องมือของรัฐ รวมทั้งของกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยหยิบยกตัวอย่างความล้มเหลวของรัฐในการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานขึ้นมาเปรียบเทียบให้เห็นได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเหตุผลของฝ่ายคัดค้าน จะดูมีน้ำหนักเพียงใด แต่ล้วนเป็นชุดเหตุผลที่ดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อหักล้างเหตุผลของกลุ่มแรกโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดก็เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป เพราะยืนอยู่บนฐานของตรรกะที่ปฏิเสธความเชื่อที่ครอบงำสังคมอยู่ทั้งสิ้น

ความพยายามของนักวิชาการบางท่านที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า “การนำพุทธศาสนาไปผูกติดกับรัฐอย่างที่กำลังทำนั้น อาจเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก” (vi) ก็ถูกวิจารณ์กลับว่าเป็นการนำทฤษฎีการเมืองการปกครองตะวันตก (คือการแบ่งแยกระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร) มาใช้อย่างผิดที่ผิดทางกับบริบทของเมืองไทย และก็เข้าตำราเดียวกับที่นักวิชาการสายรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในบ้านเราถูกวิจารณ์ว่าตัดขาดจาก “ความเป็นจริง” (ซึ่งหมายถึง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”) เมื่อพยายามอธิบายการเมืองไทยด้วยตรรกะของประชาธิปไตยแบบตะวันตก

ในประเด็นหลังสุดนี้ ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องความสามารถในการอธิบาย “ความจริง” ของวิธีคิดหรือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งนั้น (เช่นเราจะสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธกับรัฐไทย โดยเริ่มต้นจากความรู้แบบตะวันตกได้หรือไม่?) ในบริบทของสังคมไทย ก็กลับกลายเป็นเรื่องของการเลือกใช้วิธีคิดหรือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่ “จริงกว่า” วิธีคิดหรือทฤษฎีอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ในประเด็น “พุทธศาสนาประจำชาติ” นี้ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เพราะหัวใจของปัญหาไม่ได้เป็น “เรื่อง” ของวิธีคิดหรือทฤษฎีมากไปกว่าเป็น “เรื่อง” ของ “ความจริง” หรือสิ่งที่เรากำลังพยายามเข้าไปอธิบาย

ความพยายามทัดทานการบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน รธน. ของฝ่ายคัดค้านนี้จึงเป็นสิ่งที่ยากจะสำเร็จ เพราะฝ่ายคัดค้านเองไม่ได้ตระหนักว่าพวกตนกำลังใช้วิธีคิดที่ “จริงน้อยกว่า” ในสายตาของสังคม ที่ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดอีกแบบ (ที่จริงกว่า) มิหนำซ้ำ ยังกำลังเข้าไปยุ่งกับสิ่งที่เป็น “ความจริงสูงสุด”

สุดท้ายแล้ว นอกจาก “ความจริง” ที่เป็นแก่นแท้ นั่นคือเรื่องของ “อนัตตา” แล้ว ความจริงใดจะเป็นความจริงอื่นได้ ก็เป็นเรื่องของสังคมและ “อำนาจ” จะตัดสินทั้งสิ้น เพราะคำอธิบายหรือวิธีคิดไหนที่เป็น “อภิมหาอรรกถาธิบาย” (v) หรือวิธีคิดที่ครอบงำสังคมอยู่นั่นแหละ ที่สามารถปฏิเสธคำอธิบายอื่นๆ ได้อย่างชอบธรรม



อ้างอิง
(i) ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ และอ่านประกอบ “องค์กรชาวพุทธนับพันชุมนุมกดดัน ส.ส.ร.บรรจุพุทธศาสนาใน รธน.”, “พระสงฆ์ปะทะเจ้าหน้าที่ หลังพยายามบุกเข้าสภา”, ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ และ “แกนนำสงฆ์ชุมนุมยืดเยื้อ กดดัน สสร. บัญญัติพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ” ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๐
(ii) รายการคมชัดลึก “พุทธศาสนา ในรัฐธรรมนูญ ๕๐” วันที่๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ ทาง http://www.nationchannel.com
(iii) ดูงานเขียนเกี่ยวกับศาสนาประจำชาติของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) เช่น เมื่อประชาธิปไตยที่ไม่ประสีประสา มาเจอปัญหาศาสนาประจำชาติ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้แสดงความเห็นไว้เด่นชัดว่าสนับสนุนหรือคัดค้านการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่งานเขียนของท่านถูกอ้างอิงเสมอจากฝ่ายสนับสนุนแนวคิดนี้
(iv) พระพุทธศาสนาที่ไม่ผูกติดกับรัฐ (Buddhism without State) โดย ชาญณรงค์ บุญหนุน ภาควิชาปรัชญา
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐
(v) POSTMODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ, ไชยันต์ ไชยพร ๒๕๕๐

Thursday, June 14, 2007

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” หลังยุคทักษิณ

ความสอดคล้องของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” กับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เนื่องจากเหตุผลที่สำคัญสองประการ

ประการแรก หลังจากที่คณะรัฐประหาร ซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)” ได้เข้ายึดอำนาจ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และได้จัดตั้งคณะรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อเข้าบริหารประเทศ นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้การบริหารของอดีตนายกฯ ทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่านโยบายเศรษฐกิจแบบ “ทักษิโณมิคส์” ก็ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องจากรัฐบาลรักษาการณ์ จากนักวิชาการและข้าราชการสายอนุรักษ์นิยมที่มีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้นภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร

เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้นักวิชาการจำนวนไม่น้อย ทั้งที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายตรวจสอบ และที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยและเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน จะได้วิพากษ์การดำเนินนโยบายทางสังคมและเศรษฐกิจใน “ระบอบทักษิณ” มาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ก็ทำให้เกิดผลในวงจำกัดและไม่มีอานุภาพเท่ากับที่นักวิชาการและข้าราชการสายอนุรักษ์นิยมทำในยุคหลังทักษิณ (นอกจากนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ ในยุคก่อน ๑๙ กันยายนนั้น นักวิชาการและข้าราชการกลุ่มหลังนี้ได้แสดงจุดยืนและบทบาทต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ต่อสาธารณะมากน้อยเพียงใด)

ประการที่สอง ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในยุคหลังทักษิณ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้เพิ่มความสำคัญขึ้นในสังคมไทยอย่างฉับพลัน จริงอยู่ว่า ถึงแม้นักวิชาการ หน่วยงานราชการและเอกชนจะให้ความสนใจและพูดถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกิดจากกระแสพระราชดำรัสของในหลวง ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ (ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐) มาโดยตลอด แต่ภายหลังยุคทักษิณ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “อุดมคติแบบทางเลือก” มาเป็นแนวทางหลักที่รัฐบาลและบุคคลในตำแหน่งสำคัญของประเทศนำไปขยายผลในวงกว้าง จนก่อให้เกิดข้อถกเถียงและคำถามสำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม อย่างที่พบเห็นในสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ความสำคัญและบทบาทของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ได้เพิ่มทวีคูณขึ้นตามพระราชบารมีและพระราชอำนาจของพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากภาพความจงรักภักดีและ “กระแสเสื้อเหลือง” ที่ถึงขีดสุด ภายหลังวันที่ ๑๙ กันยายน หรือภายหลังยุคทักษิณนั่นเอง

กระแสเศรษฐกิจพอเพียงจึงเกิดขึ้นบนยอดคลื่นของกระแสเสื้อเหลือง จนคำว่า “พอเพียง” กลายเป็นคำยอดนิยมติดปากในสังคมไทย ที่ได้ยินได้ฟังกันจน “เกินพอ” นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย แม้กระทั่งในบริบทของบริโภคนิยมก็ตาม

ความจริงแล้ว ข้อถกเถียงเกี่ยวกับตัวเนื้อหาและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นมานานในหมู่นักวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์ แต่ประเด็นนี้ เพิ่งกลายเป็นบทสนทนาในวงกว้างของสังคม เนื่องจากเหตุผลสองประการข้างต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งจากปรากฏการณ์นี้ก็คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง” กลับได้รับการตีความไปในทางต่างๆ อย่างหลากหลายและไร้บทสรุป ซึ่งยิ่งนานวัน ก็ยิ่งสร้างความสับสนให้กับทุกคนมากขึ้น ยิ่งเมื่อถูกนำไปวางเทียบเคียงกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างถึงที่สุด เพราะสิ่งที่รัฐบาลไทยทุกสมัยทำมาตลอด (ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕) ก็คือการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่กระแสทุนนิยมอย่างไม่มีทางหันหลังกลับ

จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่หลายคนจะพยายามสรุปความของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปในแบบกว้างๆ และกลางๆ ว่า นี่คือแนวทางของการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทนั่นเอง เพราะนี่ดูเหมือนจะเป็นเพียงนิยามอันเดียวของเศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่พอจะนำมาใช้ได้กับเศรษฐกิจไทยในวันนี้ โดยประชาชนไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแบบสุดขั้วและไม่ต้องเลือกเส้นทางใหม่ในการดำเนินชีวิต

ถ้าหากจะมองหาระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง” แล้วละก็ หลายคนทราบดีว่าเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะใกล้เคียงกับ “เศรษฐกิจแบบพอยังชีพ” มากที่สุด แต่ถ้าหากเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ คือตัวแทนของเศรษฐกิจพอเพียงแบบที่เราต้องการจะไปให้ถึงแล้วละก็ การประกาศเลือกแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาลนั้น หมายถึงงานใหญ่ที่รอรัฐบาลอยู่ข้างหน้า และนั่นหมายถึงการปฏิรูปทางด้านโครงสร้างอย่างสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเขียนเป็นแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาในระยะยาว

เพราะจิตวิญญาณของการดำเนินชีวิตในเศรษฐกิจแบบพอยังชีพนั่นคือ “ชุมชนและผลผลิตเพื่อยังชีพในครัวเรือน”

ลองหันมาถามตัวเองก่อนเถอะว่า “นานแค่ไหนแล้ว ที่ภาคเกษตรกรรมตายจากประเทศไทยไป และนานแค่ไหนแล้ว ที่ กำไรกลายเป็นตัวตั้งของการผลิตและเป้าหมายของการดำเนินชีวิต ของทั้งเมืองและชนบทไทย?”

เศรษฐกิจไทยเปิดตัวสู่ระบบทุนนิยมหรือ “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด” เป็นครั้งแรก เมื่อไทยทำสนธิสัญญาเบาริ่ง(i) ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ภายหลังจากสนธิสัญญาฉบับนี้ ระบบเศรษฐกิจไทยขยายการผลิตเพื่อการค้าเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะในภาคกลาง หลังจากที่ระบบเศรษฐกิจเคยพึ่งพาเกษตรกรรมที่ผลิตเพื่อยังชีพแบบพอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ใช่ผลิตเพื่อขาย สำหรับประเทศไทยในพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้ เรามีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างเข้มข้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเศรษฐกิจยังพึ่งพาตลาดภายนอกประเทศอย่างสูง

ถ้าหากหัวใจของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” นั้นเป็นเพียงความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจแล้วละก็ ปรัชญานี้ก็ดูจะเข้าทีและแพร็คติคอล เพราะใช้ได้ดีในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่เรากำลังดำเนินอยู่ อย่างนั้น ผมคิดว่าเก็บเรื่องเศรษฐกิจพอยังชีพ เอาไว้คุยกันหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ก็คงจะดี จะได้ไม่มีใครสับสน...

note
i.ศ.ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ชี้ให้เห็นใน ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย (๒๕๔๕) ว่ามีงานวิจัยร่วมสมัยอย่างน้อย ๓ ชิ้นที่ยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจไทยเริ่มเปิดสู่ระบบทุนนิยมอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังสนธิสัญญาเบาริ่ง นั่นคือ ๑) วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของพระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ ชื่อ “Die Landwirtschaft in Siam” (ประวัติศาสตร์การเกษตรประเทศสยาม), ๒) “การสำรวจเศรษฐกิจชนบทประเทศสยาม, ค.ศ. 1930-1931” (Siam Rural Economic Survey, 1930-1931, 1931) ของศาสตราจารย์ Carle C. Zimmerman, ๓) The Economical Development of Siam During the Last Half Century ของ J. Homan van der Heide ลงพิมพ์ใน Journal of the Siam Society เล่ม 3 ปี1906.

***เขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่ในวารสารออนไลน์ ของสมาคมนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศส เดือนมิถุนายน ๒๕๕๐

Wednesday, June 13, 2007

ไม่มีคำตอบ

จากเหตุการณ์ชุมนุมที่มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านที่ถูกสังหารและข่มขืน ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐
และจากปัญหาความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๗

๑.คำถามต่อรัฐไทย "ผู้ตัดขาดจากความจริง"

การชุมนุมที่ประกอบด้วยคนนอกพื้นที่ ไม่ใช่การชุมนุมที่บริสุทธิ์งั้นหรือ?

เราต้องเป็นผู้ถูกกระทำเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เรียกร้องความเป็นธรรม และสามารถเข้าใจความเจ็บปวดอย่างนั้นหรือ?

การชุมนุมอย่างสงบ เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ไม่สามารถเรียกร้องได้จากการชุมนุมอย่างไม่สงบและโดยการไม่ชุมนุม กลับทำไม่ได้ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น และประกอบด้วยคนนอกพื้นที่

เหตุใดผู้อื่นจึงสามารถเข้ามากำหนดความไม่สามารถในการชุมนุม แต่คนนอกไม่สามารถกำหนดความสามารถในการชุมนุม?

เมื่อผู้ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามด้วยหรือไม่??
เมื่อผู้ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม ความยุติธรรมถูกตั้งคำถามด้วยหรือไม่?

หรือเมื่อความยุติธรรมถูกตั้งคำถาม ผู้ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามหรือไม่
แล้วใครจะเป็นผู้ใช้กฎหมายและให้ความยุติธรรม?


๒.คำถามต่อเพื่อนคนไทย "ผู้นิ่งดูดาย"

เมื่อพี่น้องเราถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เรารู้สึกทุกข์ร้อนหรือไม่?
ทำไมคนภาคอื่น โดยเฉพาะคนภาคกลาง จึงนิ่งเฉยดูดาย??

ต้องรออีกนานแค่ไหน ความเดือดร้อนของคนอื่นจึงจะกลายเป็นความเดือดร้อนของตัวเราเอง?
คุณเห็นพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชาติอยู่อีกหรือ???

ความเป็นชาติที่ต่างเทิดทูนกันไปนั้นเพื่อประโยชน์อะไร มันมีตัวตนจริงหรือ???


๓. คำถามต่อตัวเราเอง "ผู้เป็นทาส"

แท้จริงแล้ว เราเองก็มีส่วน(ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) เติมเชื้อไฟให้ปัญหานี้ ???

เราเองไม่ใช่หรือที่ตกเป็นทาสของสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เงินตรา ความขลาด อคติ กิเลส และความเขลา??

มีแต่ทาสเท่านั้นที่ช่วยเหลือกันไม่ได้

Saturday, June 02, 2007

ไม่ให้อภัย





การเซ็นเซอร์ของรัฐบาลเผด็จการที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ด้านหนึ่ง เป็นการแสดงทัศนคติของผู้ปกครองที่นิยมการใช้อำนาจและการควบคุมมากกว่าหลักการนิติธรรม ในอีกด้านหนึ่ง เป็นการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการรับรู้ คิด และแสดงออกทางความคิดเห็น

การกระทำดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าผู้อยู่ในอำนาจปฏิเสธสิทธิในการตัดสินใจและใช้วิจารณญาณของประชาชนในฐานะปัจเจก และของสังคมในฐานะองค์รวม รวมทั้งสถาบันทางสังคมที่เป็นสมาชิก ถือเป็นการทำลายพัฒนาการของสังคม ในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันต่อระบอบที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยและหลักการนิติธรรม

สุดท้าย นี่คือการดูถูกประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างไม่สมควรให้อภัย

ขอประณามการกระทำนี้ ในนามของประชาชนผู้รักเสรีภาพ

Thursday, May 24, 2007

ถึงไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ก็ขอไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ผมคิดว่าคนที่อยู่ในต่างประเทศ คงไม่มีโอกาสใช้สิทธิ์ออกเสียงเพื่อลงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ (ถ้าผิดก็ต้องขออภัย) ถ้าไม่มีสิทธิ์นี้จริงๆ ก็รู้สึกเสียดาย และรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าไม่ยุติธรรมมาก เพราะผมเองก็ได้ร่วมแบ่งปันความสลดอาลัย คับข้องใจ หงุดหงิด ฯลฯ ต่อการจากไปของรธน.๔๐ การอุบัติของเหตุการณ์รัฐประหาร การวิบัติของการเมืองการปกครองไทย จนกระทั่งมาถึงการเกิดร่างรธน.นี้ ไม่แพ้และอาจจะมากกว่าหลายคนที่ประเทศไทย แต่นี่ก็ไม่ใช่ประเด็น

การแสดงความรู้สึกต่อ "ร่างรธน." นี้คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่แสดงความเห็นกับมันซิ ยากกว่าหลายขุม

จะออกความเห็นต่อร่างรธน.ได้อย่างดี ต้องอ่านตัวร่างฯ นี้ ลองเปรียบเทียบกับฉบับอื่น(โดยเฉพาะฉบับ ๔๐) ฟังความเห็นจากนักวิชาการ และอ่านร่างฯ อีกรอบ เปรียบเทียบกับฉบับอื่นอีกครั้ง ฟังความเห็นนักวิชาการอีก และทำซ้ำกระบวนการเหล่านี้อย่างไม่ย่อท้อ

ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับตาสีตาสา ทั้งที่ "หาเช้ากินค่ำและหาค่ำกินเช้า" และดูออกจะ "หาเหาใส่หัว" มากกว่า

แต่เรื่องที่ยากกว่าการทำความเข้าใจ และออกความเห็นต่อร่างฯ ก็คือ การปฏิเสธอย่างสง่างาม

ถึงจะรู้สึกว่าไม่อยากรับมันตั้งแต่ได้ยินชื่อ ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่า "ผมไม่รับ" ถ้าหากยังไม่ได้ลงมือทำ ตามกระบวนการที่ว่ามาข้างบน ยิ่งจะป่าวประกาศให้คนมากกว่า ๑ คนขึ้นไปรู้ ว่าเราไม่อยากรับแล้วละก็ ก็ยิ่งไม่ควรไปใหญ่ ถ้าเราไม่รู้จักมันจริงๆ

ปฏิเสธเฉยๆ จึงไม่พอซะแล้ว เพราะมันดู "ราคาถูก" เกินไปในสังคมที่รัฐฯ และกลไกของรัฐฯ พยายามตั้งตนเป็นศัตรูกับ "ผู้ไม่รับร่างรธน."

ยิ่งกว่านั้นก็จะถูกตั้งข้อหา "กบฏขายชาติ" ได้แบบไม่มีสิทธิ์ตั้งทนาย ถ้าเป็นทนายอยู่แล้ว ก็จะยิ่งไปกันใหญ่

แต่...แต่ผมได้เห็นมากับตาตัวเอง ผู้ที่สามารถ "ปฏิเสธร่าง รธน. ได้อย่างสง่างาม"

"สง่า" เพราะปฏิเสธได้น่าฟัง ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ได้อย่างน่ายกย่อง และ "งาม" เพราะพวกเขาทำตามกิจและหน้าที่ที่ควรของตนรวมทั้ง "งาม" เพราะเหมาะสมแก่เวลาและแก่โอกาส

ลองไปอ่าน"แถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง” โดยเครือข่ายนักวิชาการทั่วประเทศ ที่นำโดยนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงพร้อมกันในหลายจุดของประเทศ



ร่วมกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง


ปฏิรูปการเมืองเป็นคำตอบที่สังคมไทยร่วมกันค้นพบกว่า 10 ปีมาแล้ว เพื่อตอบปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทยในหลายด้าน ส่วนหนึ่งของคำตอบเชิงสถาบันคือรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สังคมไทยมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา โดยอาศัยกระบวนการร่างที่มุ่งจะฟังเสียงประชาชนมาแต่แรก จึงจัดให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.ขึ้น อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อผลักดันข้อเสนอของตนเข้าไปในรัฐธรรมนูญ

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" จึงมีความพยายามจะเสนอการปฏิรูปการเมืองในเชิงสถาบันไว้หลายประการ และได้มีโอกาสใช้งานจริงเกือบ 10 ปี ทำให้สังคมเห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้าการรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 สังคมไทยเห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขข้ออ่อนของรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน

แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายพัฒนาการทางการเมืองโดยหลักนิติธรรมลงไป และบัดนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อำนาจเผด็จการหลังรัฐประหาร ก็กำลังได้รับการเสนอเพื่อการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้สังคมไทยหันกลับไปสู่การเมืองยุคเก่า ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำให้สังคมไทยอ่อนแอจนไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศของเราได้ และแน่นอนว่าทำให้การปฏิรูปการเมืองโดยผ่านกระบวนการร่วมกันของสังคมไทยต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิง บุคคลและองค์กรที่ลงนามข้างล่างนี้จึงขอเสนอแก่สังคมไทยว่า เราควรร่วมมือกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยผ่านการลงประชามติหากมีการจัดขึ้นในภายหน้า

ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า พลังที่ผลักดันให้การปฏิรูปการเมืองสัมฤทธิ์ผลได้นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือพลังทางสังคมและพลังที่เกิดจากการจัดระบบการเมืองที่ตรวจสอบได้, ต้องรับผิด, และอยู่ในความควบคุมและถ่วงดุลของอำนาจที่หลากหลายและเป็นอิสระต่อกันพอสมควร แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้กลับสวนกระแสของพลังปฏิรูปการเมืองดังกล่าวนี้ แม้ดูเหมือนมีการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ซึ่งเท่ากับเพิ่มพลังของสังคมในการตรวจสอบและควบคุมถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ หากทว่าประสบการณ์ที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มาเกือบ 10 ปี พบว่าสิทธิเสรีภาพเหล่านี้มีแต่บนกระดาษ ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันในด้านปฏิบัติได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ, การมีสื่อที่เป็นของประชาชน, การรวมกลุ่มเพื่อการต่อรอง, หลักประกันสวัสดิการพื้นฐาน ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ปฏิรูปการเมืองต้องหมายถึงสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นจริงในทางปฏิบัติ มิฉะนั้นสังคมจะมีพลังกำกับควบคุมให้ระบบการเมืองดำเนินไปอย่างถูกทำนองคลองธรรมได้อย่างไร

ในด้านระบบการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ไว้วางใจประชาชนเจ้าของประเทศ จึงริบสิทธิเลือกตั้งองค์กรทางการเมืองไปจากประชาชน พร้อมกันกับทำให้ระบบการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ยึดโยงกับพลังทางสังคม แต่ไปผูกติดกับระบบราชการ ระบบเลือกตั้งมุ่งแต่จะไม่ให้เกิดพรรคใหญ่โดยไม่สนใจว่าจะทำลายความเป็นตัวแทนประชาชนของนักการเมืองลงไปมากสักเพียงใด การใช้อำนาจอธิปไตยก็เต็มไปด้วยความสับสน เพราะมีการก้าวก่ายอำนาจกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ใช้อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัตินักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะอ่อนแอจนไม่สามารถริเริ่มนโยบายใหม่ใดๆ ได้ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบของระบบราชการเสียก่อน จึงสมกับที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับขุนนางที่มุ่งจะรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับขึ้นมาใหม่

พวกเราดังมีรายนามข้างล่างนี้จึงมีความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำประเทศไทยถอยหลังกลับไปหลายสิบปี อำนาจและสิทธิของประชาชนที่ได้มาด้วยการต่อสู้จนสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อไปนับไม่ถ้วน จะต้องถูกริบไปจนไร้ความหมาย จึงไม่ควรนำมาใช้กำหนดความสัมพันธ์ในรัฐของเรา ควรร่วมมือกันไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ และเรียกร้องให้นำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงสองประเด็นคือ

1) ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน

2) รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่นักการเมืองไม่มีอำนาจเข้ามากำกับควบคุมการแก้ไข แต่ให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

แท้จริงแล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่เป็นเอกสารสมบูรณ์พร้อมและสถิตสถาพรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยกระบวนการทางสังคม นั่นคือเกิดสำนึกใหม่ในสิทธิเสรีภาพบางประการหรือบางมิติ จนทำให้ต้องมีการจัดความสัมพันธ์ในองค์กรทางการเมืองใหม่ สังคมที่เสรีคือเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมือง ไม่มีอำนาจ"บริสุทธิ์"ของทหารหรือการรัฐประหารใดๆ จะทำหน้าที่นี้แทนสังคมเสรีได้ การนำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปการเมืองเดินหน้าต่อไปได้

โดยวิธีนี้เท่านั้นที่จะนำสังคมไทยกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อย และกู้คืนเกียรติภูมิที่สูญเสียไปจากการรัฐประหารกลับมาได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อดังเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีก

พวกเราที่มีชื่อข้างท้ายนี้จึงใคร่ขอให้พี่น้องร่วมมือกันรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติ เพื่อผลักดันให้นำเอา"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"กลับมาแก้ไขปรับปรุง ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยในภายหน้า โดยการใช้สีเขียวตองอ่อนเป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน ท่านอาจติดแถบริบบิ้นสีเขียวตองอ่อนที่พาหนะของท่าน ติดแถบเขียวตองอ่อนกับเครื่องแต่งกาย ใช้แถบข้อมือสีเขียวตองอ่อน ติดธงเขียวตองอ่อน หรือวิธีอื่นใดที่ท่านอาจคิดขึ้นเองเพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ร่วมกันดังกล่าว ทั้งนี้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา พร้อมทั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย



********************************************************************************

ป.ล. ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ขออนุญาตสงวนส่วนของรายชื่อนักวิชาการเอาไว้ ด้วยความเคารพอย่างสูง สามารถอ่านรายชื่อนี้ได้จากเว็บประชาไท

Wednesday, May 23, 2007

เส้นทางที่สาม ของฝรั่งเศส

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้บริหารประเทศอย่างนายกฯ หรือประธานาธิบดีนั้นต้องทำงานหนักแทบไม่มีวันหยุดหรือเวลาพักผ่อน เพราะถ้าหากชาติหรือประเทศจะมีชีวิต มันก็ไม่เคยหลับ รวมทั้งสังคมไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว

การทำงานในตำแหน่งผู้นำ ในประเทศที่การเมืองสามารถสร้างบรรทัดฐานให้ผู้นำต้องเคารพหน้าที่และจริยธรรมการเมือง จึงต้องทุ่มเททั้งเวลาและความสามารถอย่างเต็มที่ เพราะปริมาณและความยากของงานนั้น ไม่ใช่น้อยเลย

อีกทั้งสมมุติฐานที่ซ่อนเร้นสำหรับการยอมรับบุคคลเข้ามาในตำแหน่งแบบนี้ ก็คือ ต้องเป็นคนดี

ผมมั่นใจว่าแม้ในประเทศที่มีระบบการปกครองอื่นหรือแบบใดๆ ก็ตามนอกจากประชาธิปไตย ก็คงไม่มีใครเรียกร้องผู้นำคดโกงหรืออำมหิต ข้อสมมุติฐานนี้จึงไม่น่ามีข้อยกเว้น

แต่ระหว่างความคาดหวังและความเป็นจริงมักมีช่องว่างเสมอ ! เพราะเป็นเรื่องยากที่จะหามนุษย์ปุถุชนที่ทั้งดี มีความสามารถและรักเด็กในตัวคนเดียว

ดังนั้น ไม่ว่าผู้นำคนใดในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอในทุกวันนี้ถึงความสามารถและผลงานในการนำความเจริญมาสู่ประเทศ ต่างก็มีข้อบกพร่องกันทั้งสิ้น และเคยทำผิดพลาดมามากบ้างน้อยมาก

และทุกคนล้วนมีจุดบอดให้ถูกตำหนิติเตียนจากสังคมในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่เสมอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงเหล็ก อย่างนางแทตเชอร์ (Thatcher ดำรงตำแหน่งระหว่าง 1979-1990) อดีตพระเอกหนังอย่างเรแกน (Reagan 1981-1989) รวมทั้งคลินตัน (Clinton 1993-2001), แบลร์ (Blair 1997-2007), มิตเตรอง (Mitterrand 1981-1995) หรือกระทั่งนายพลเดอ โกลล์ (Charles de Gaulle 1958-1969)

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือ บุคคลทั้งหมดที่เอ่ยถึงมา ล้วนทิ้งมรดกหรือผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างที่ยังคงแสดงร่องรอยไว้จนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ความรักและศรัทธาทางการเมืองจากประชาชนต่างหากคือ สิ่งที่แบ่งแยกคนกลุ่มนี้ ออกจากกลุ่มใหญ่ที่เหลือ

ครับ ผมกำลังพูดถึงความรักและความศรัทธาแบบหวือหวา ซ่านาน และเผาผลาญได้ทันที เพราะอาชีพทางการเมืองมีอายุขัยจำกัด

“ของขวัญ” ทางการเมืองนี้ นักการเมืองทุกคนรู้ดีไม่มีแจกฟรีที่ไหน และต้องสร้างและแลกมาด้วย “ความเป็นส่วนตัว” รวมทั้ง “ความเป็นตัวตน” ที่เคยมีและที่มีอยู่เป็นกิจวัตร

แต่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งคนไหนจะเดาใจประชาชน a priori ได้แม่นชนิดจิ้งจกทักหรอกครับ ที่พอจะทำได้ก็คงจะเป็นการทึกทักแบบนักวิชาเกินในลักษณะ a posteriori อย่างที่ผมกำลังทำอยู่ อย่างที่เห็นว่าหนทางของคนเหล่านี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยครับ ยกตัวอย่างนายพลเดอ โกลล์เอง กว่าจะได้อยู่เป็นสุขก็ต้องไปเดินเล่นฝ่าทะเลทรายมาแล้ว (ในช่วงเวลา la traversée du désert ของแกหนะ)

ไหนๆ ก็ทึกทักกันมาแล้วตั้งเยอะ ก็ทึกทักกันต่อไปให้สุดลิ่มทิ่มประตูเลยละกัน เพื่อสร้างทฤษฎี “มัดใจตลาดของผู้นำ” กันแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อประเมินดูแล้ว ต้องบอกว่าทุกคนล้วนแต่ใช้ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้าง “รอยต่อ” บนหน้าประวัติศาสตร์ (ที่มีอย่างน้อยคนละ ๒ รอย คือ ตอนที่เข้ามาและออกไปจากตำแหน่ง)

การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจเป็นฟังก์ชันของสิ่งที่สร้างผู้นำคนนั้นขึ้นมา อันได้แก่ อุดมคติส่วนตัว (ที่ไม่เคยเปลี่ยน) รวมทั้งบุคลิกลักษณะความโดดเด่นและกึ๋นของแต่ละคนนั่นเอง

ลองมาสังเกตและสำรวจตรวจตราคุณสมบัติเหล่านี้ของ ปธน. ฝรั่งเศสคนปัจจุบัน ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งมาหมาดๆ กันดู

ตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง คือตั้งแต่พิธีส่งผ่านอำนาจ สัญญาณที่ชัดที่สุดที่ตีความได้จากท่าที ท่าทางและทีท่าทางการเมืองของคุณซาร์โกซี ก็น่าจะเป็นไปตามคำ “rupture” ที่เขาชอบอ้างถึง

คือ เขาแหกกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ตั้งแต่ protocol ของพิธีการณ์รัฐ ไปจนถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองที่ปธน. ใหม่ทุกคนเคยทำ

เริ่มตั้งแต่โชว์ภาพแฟมิลีแมน ในการนำครอบครัวผสมของตนมาเสนอต่อสาธารณะ ในพิธีการส่งมอบอำนาจและสถาปนาตำแหน่ง ที่ถูกสื่อวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นแบบฉบับอเมริกันจ๋า และเป็นการเอาชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมมาผสมกัน แบบที่ไม่มีใครเคยทำในฝรั่งเศส

ไปจนกระทั่งพฤติกรรมฝ่าแหกวงล้อมของการ์ดทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อไปจับมือกับฝูงชนที่มาสังเกตการณ์พิธีวางพวงมาลาตามสถานที่ต่างๆ แบบที่ไม่มีปธน. คนไหนจะทำได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายขนาดนี้ จนกลายเป็นยี่ห้อประจำตัวและภาพที่ชินตาในข่าวแต่ละวัน

ถ้ายังแรงไม่พอ ก็ต้องไปตีความพิธีฉลองตำแหน่งพิธีแรกที่สวนบูโลญ ที่เขาได้จงใจเลือกสถานที่สัญลักษณ์ของความสูญเสีย ที่เกิดขึ้น ๑ สัปดาห์ก่อนที่ฝรั่งเศสจะถูกปลดปล่อยจากการยึดครองของทหารนาซี อันเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละเลือดเนื้อของ “วัยรุ่นคอมมิวนิสต์” กลุ่มต่อต้าน ๓๕ ชีวิตเพื่อชาติ

ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นพื้นที่ที่สะท้อนอุดมคติแบบสังคมนิยม หรือแบบ “ซ้าย”

นี่เป็นการตอกย้ำ “ภาพของการเปลี่ยนแปลง” อีกครั้ง หลังจากที่พยายามฉีกภาพของนักการเมืองฝ่าย “ขวา” มาตลอดการหาเสียง โดยพยายามสื่อสารผ่านคำกล่าวและท่วงท่าเพื่อแสดงการให้เกียรติในการสัมภาษณ์ และพิธีการณ์สาธารณะหลายต่อหลายครั้ง เพื่อบอกเป็นนัยว่าฮีโร่ในดวงใจของตน (และของคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่) ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญที่มาจากอุดมคติแบบ “ซ้าย” ทั้งนั้น อย่างเช่น ฌอง จอเรส (Jean Jaurès) และจอร์จ เคลมองโซ (Georges Clémenceau)

ถึงแม้ว่าสื่อและพรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่จะวิจารณ์ว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองในการเอาชนะใจฐานเสียงฝั่งซ้ายและเป็นการล้วงลูกเสือออกจากถ้ำเสือ ไม่ต่างจากที่ซาร์โกซีทำกับพรรคขวาจัดมาแล้ว เพื่อชนะการเลือกตั้งในรอบแรก

แต่ผมคิดว่านี่คือ “ข้อความ” สำคัญที่นายซาร์โกซีกำลังสื่อสาร และแสดงให้เห็นชัดว่าเขากำลังเลือก “เส้นทางที่สาม” ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่โทนี แบลร์ เคยทำสำเร็จมาแล้วในอังกฤษ

นั่นคือเส้นทางของการเมืองแบบ social-democrat(e) นั่นเอง!

“เส้นทางที่สาม” คือแนวนโยบายการเมืองที่ผสมระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “นโยบายสังคมที่เป็นธรรม” ที่ปัจจุบันกลายเป็นธงรบของพรรคแรงงานใหม่หรือ New Labour ที่นำโดยกอร์ดอน บราวด์ สหายและทายาททางการเมืองของแบลร์

ทั้งนี้ ทฤษฎีเกี่ยวกับแนวนโยบายการเมืองแบบ “เส้นทางที่สาม” ในอังกฤษนั้น ได้รับการเสนอจนเป็นที่ยอมรับโดยนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงแอนโทนี กิดเด้น (Anthony Giddens)

ภายในสัปดาห์แรกของการทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดี สิ่งที่สนับสนุน “ความเชื่อ” ของผมในเรื่อง “เส้นทางที่สาม” ที่นายซาร์โกซีเลือกเดิน ก็คือ การแต่งตั้งนายแบร์นาร์ด คูชแนร์ (Bernard Kouchner ) อดีตหมออาสาที่เคยทำงานด้านมนุษยธรรมในที่ต่างๆ เช่นโคโซโว รวมทั้งเคยเป็นข้าราชการระดับสูงในยูเอ็น และเป็นอดีตรมว.ต่างประเทศ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้ง แต่คราวนี้ในฐานะ “รมว. ซ้ายในรัฐบาลขวา”

รวมทั้งการแต่งตั้งนักเศรษฐศาสตร์สายสังคมนิยม อดีตประธานของเอ็มมาอูซ (สมาคมเพื่อคนตกทุกข์ที่ริเริ่มโดยนักบุญอับเบ้ ปิแอร์) อย่างคุณมาร์แตง ฮีร์ช (Martin Hirsch) เป็นกรรมการระดับสูงที่มีภารกิจแก้ไขปัญหาความยากจนโดยตรง และขึ้นตรงกับนายกฯ

นายคูชเนอร์นี่เอง ที่ได้เขียนในจดหมายอธิบายสาเหตุของการรับตำแหน่ง (เพื่อไขข้อข้องใจของสังคม ทางนสพ. Le Monde) ว่าตนนั้นเชื่อในอุดมคติทางการเมืองแบบซ้าย-กลางที่เรียกว่า social-democrat(e)

และที่สำคัญคือ สัญลักษณ์ที่ถูกเน้นแล้วเน้นอีกตลอดการทำงานในสัปดาห์แรกของนายซาร์โกซี นั่นคือ การจัดประชุมหารือกับตัวแทนของสหภาพแรงงานและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการทำงานสัปดาห์แรกของปธน.คนไหน

ซึ่งเป็นการเสนอภาพอย่างตรงไปตรงมาว่านายซาร์โกซีคือ ปธน. ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ แบบเคียงบ่าเคียงไหล่ ชนิดที่พรรคสังคมนิยมจะต้องอายเลยทีเดียว

Monday, May 14, 2007

ช่วยด้วย สื่อแทรกแซงผม

ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปเป็นเวลาเกือบเดือน (แต่ไม่ได้ห่างหายจากการอ่านและการคิด) ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์และปรากฏการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบรรยากาศโค้งสุดท้ายของการหาเสียงของผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส (ซึ่งก่อให้เกิด “ดีเบต” ในประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย) และผลของการเลือกตั้ง ที่ตัวของมันเองก็น่าหยิบมาคิดและพูดถึง, การประท้วงและพยายามปิดมหาวิทยาลัยของเด็กฝรั่งเศส อันเป็นผลจากผลการเลือกตั้งนี้แหละ, การตั้งพรรคใหม่ (โดยเปลี่ยนชื่อพรรค) ของนายบายีฮู, หรือข่าวลอร์ มาโนดู นักว่ายน้ำหญิงแชมป์โลกของฝรั่งเศส ประกาศตัดความสัมพันธ์ (ทางอาชีพ) กับลูกาส์ ครูฝึกประจำตัว ไปทำการฝึกที่ตูริน เพื่อให้ได้อยู่ใกล้แฟนหนุ่มนักว่ายน้ำชาวอิตาเลียนมากขึ้นฯลฯ

ในฟากของประเทศไทย (ที่ไม่ค่อยได้ติดตามอย่างใกล้ชิด) นอกจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญรายวันอันเกิดจากสถานการณ์ไม่สงบในภาคใต้ ที่มีผู้เสียชีวิตมากและถี่จนกลายเป็นเรื่องปกติและน่าเบื่อหน่าย (ในความหมายของการสูญเสียความสนใจ) แล้ว ก็มีข่าวระเบิดในวันฉัตรมงคล ที่ตู้โทรศัพท์บริเวณตรงข้ามพระราชวังสวนจิตรฯ, การเคลื่อนไหวและกระแสเรียกร้องให้นายกฯ สุรยุทธ์ลาออก, กระแสที่ค่อยๆ ซาลงของการเรียกร้องให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ, การถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงพูนสุข ในเวลาตี ๒ ของวันที่ ๑๒ (๒ ชั่วโมงถัดจากวันปรีดี คือวันที่ ๑๑ พฤษภาคม), การประชุมเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ที่กรุงเทพฯ และการปิดไฟเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดพลังงาน, ข่าวการสลายม็อบในสวนปาล์มฯ ที่ดูน่าจะมีประเด็นน่าสนใจ (แต่ข่าวถูกเสนอเหมือนกับไม่มีประเด็นน่าสนใจ จึงไม่ได้ติดตาม) ฯลฯ

นี่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนหนึ่งในบรรดาเหตุการณ์ที่ได้มีโอกาสผ่านหูหรือผ่านตา และยังติดอยู่ในใจ

ยังมีข่าวที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในโลกอีก เช่น ประท้วงรอบที่หนึ่ง สอง สาม ในตุรกี, โทนี แบลร์ อำลาอาชีพการเมือง (ก่อนหน้านั้น ได้สร้างกระแสเล็กๆ จากการกล่าวแสดงความยินดีกับปธน. ฝรั่งเศสคนใหม่ด้วยภาษาฝรั่งเศส บนเว็บของตน) ฯลฯ

ไหนยังเหตุการณ์ที่ไม่น่าสนใจ (สำหรับตัวเราแต่น่าสนใจสำหรับคนอื่น) และ/หรือที่ไม่น่าสนใจกับใครทั้งนั้น (แต่มีสลักสำคัญ) รวมทั้งที่เกิดขึ้นเฉยๆ (แต่มีผลกระทบ) อีกมากมาย ......

เรียกได้ว่า แค่เขียนหัวข้อข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก ในความรับรู้ของเรา โดยไม่ต้องเสียเวลากับรายละเอียด ก็กินพื้นที่ของหน่วยความจำไปหลายเม็กฯ แล้ว (คิดแล้วก็อยากขอบคุณไมโครซอฟ แอปเปิ้ล และผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของเอ็มพีสามและอะไรก็ตาม ที่ถูกนำมาใช้แทนกระดาษในการบันทึกและเก็บข้อมูล)

ไม่ว่าใครจะทำปิดหูปิดตาหรือปิดสวิทช์ความรู้สึกรู้สาเอาไว้ โลกก็ไม่แยแสแม้แต่น้อยกับความไม่อนาทรร้อนใจนี้ เพราะโลกหมุนทุกๆ ขณะ และหมุนจนกว่าจะถึงวันหมดอายุของมัน

และใครบางคนก็แอบสังเกตเห็นวันหมดอายุใต้กระป๋องโลกแล้วด้วย เลยพยายามหากระป๋องใหม่ (ที่น่าจะใส่คนและสัมภาระของคนต่อจากโลกกระป๋องเก่าได้) กันให้จ้าละหวั่น

พูดถึงข่าวมาตั้งยืดยาว ก็อดคิดถึงสื่อ (ในความหมายขององค์กรและผู้จ้างคนออกไปหาวัตถุดิบมาป้อนใส่ไมค์และหน้าจอมอนิเตอร์) ไม่ได้ เพราะสื่อคือผู้ตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรจะรู้ ทั้งตัดสินใจโดยทางอ้อม คือตัดสินใจจ้างคนที่จะมาเลือกอีกที และตัดสินใจทางตรง คือเป็นกระบะที่เทเอาสมองมากองรวม เพื่อคิดว่าจะเอาอะไรมาขาย

ที่อยากพูดถึงคือ ความเข้าใจโดยทั่วไปของเราว่า “สื่อในประเทศประชาธิปไตย ในยุคนี้ คือเครื่องมือคานอำนาจรัฐ แต่สื่อไม่เข้มแข็งนัก เพราะถูกแทรกแซงจากการเมืองได้บ่อยครั้ง”

ความเข้าใจหรือความเชื่อนี้ ฝังรากแก้วและรากฝอยในสมองของเราอย่างเหนียวแน่น แบบที่เรียกว่ากลายเป็นสถาบันหนึ่งเลยก็ว่าได้ นักคิดคนหนึ่ง (โนอัม ชอมสกี้) ได้ตั้งคำถามอย่างเฉียบคมว่า ความเชื่อเหล่านี้ เป็นผลมาจากความพยายามของสื่อเองที่ทำให้เราเชื่ออย่างนั้นหรือไม่?

ชอมสกี้เองได้ชี้ทางสว่างเอาไว้ในบทความและหนังสือหลายเล่ม โดยชี้ให้เราเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความลึกลับดำมืดของอำนาจและสถาบันของอำนาจในสังคมอเมริกัน อย่างเช่นรัฐบาลและสื่อ โดยชอมสกี้ บอกว่าความคิดของทุกคนที่ว่าลูกค้าของสื่อ (สิ่งพิมพ์ สถานีวิทยุหรือโทรทัศน์) ก็คือผู้อ่าน ผู้บริโภคหรือพวกเราทุกคนนั้น จริงๆ แล้วผิดถนัด

เพราะลูกค้าของสื่อจริงๆ แล้วคือองค์กรธุรกิจต่างหาก และตัวเราเองกลับเป็นเพียงสินค้าที่สื่อเสนอขายให้กับองค์กรธุรกิจเหล่านั้น โดยที่เราไม่รู้ตัว!

สื่อที่ร่ำรวย จึงไม่ใช่สื่อที่ขายทุกอย่างให้กับทุกคน แต่ขายเฉพาะบางเรื่องให้กับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนมีเงินกลุ่มเล็ก (และสื่อที่กำลังจะไปไม่รอด มักจะลดยอดการผลิตและเล็งเป้าใหม่ เพื่อหากลุ่มลุกค้าที่แคบลง แต่อยู่สูงขึ้น)

เพราะคนมีเงินและอำนาจกลุ่มนี้แหละ คือสินค้าชั้นดี ที่สื่อจะสามารถวางโชว์ในตู้อย่างสมราคา เพื่อล่อตาล่อใจลูกค้ารายใหญ่อย่างธุรกิจอุตสาหกรรมและธุรกิจการเงินต่างๆ ให้มาใช้บริการลงโฆษณากันในระยะยาว

โดยที่คนอ่านหรือคนเสพ กลับนึกลำพองใจไปกันเองว่า ตัวเองคือพระราชาที่มีคนนำอาหารอันโอชะมาใส่พานถวาย ทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองคืออาหารจานน่าหม่ำซะเอง นอกจากนั้น สื่ออีกนั่นแหละที่เป็นผู้ทรงอิทธิพล และกำหนด “วาระ” ของสังคม ให้เหล่านักวิชาการและนักการเมือง-ข้าราชการมานั่งถกกันหน้าดำหน้าแดง โดยที่หลงคิดไปว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม

แล้วอย่างนี้จะพูดอย่างเต็มปากว่า “รัฐแทรกแซงสื่อ” ได้ยังไง

Wednesday, April 18, 2007

การเซ็นเซอร์ รัฐไทยและดอน กิโยเต้

ในยุคอินเตอร์เน็ต ข้อความเดินทางจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งในชั่วคลิก อีกทั้งเราสามารถเผยแพร่ข้อมูลหรือข่าวสารอย่างไร้ขอบเขต

อานุภาพของอินเตอร์เน็ตในเรื่องความเร็วและความกว้างไกล ด้วยต้นทุนต่ำนี่เอง ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและกลายเป็นดาบสองคม

ในด้านหนึ่งของเหรียญ คนที่ใฝ่รู้สามารถค้นคว้าหาความรู้ หรือไขข้อสงสัยในเรื่องต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อินเตอร์เน็ตสร้างชุมชนที่ยากจะกีดกันสมาชิกใหม่ หรือแทบเป็นไปไม่ได้ในการตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก

แง่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก คือความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏบนเว็บไซต์มักดูน่าเชื่อถือ และดูจะกลายเป็นความรู้ใหม่ไปซะหมด

ความรวดเร็ว สะดวกและทันสมัยในการสื่อสาร จึงทำให้ความใหม่และสดหรือการอัพเดท รวมทั้งการจัดวางอย่างน่าสนใจ เข้ามาแทนที่ความละเอียดถี่ถ้วนและถูกต้อง และกลายเป็นจุดสนใจ รวมทั้งกลายเป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินความน่าเชื่อถือของข้อมูล มากกว่าตัวเนื้อหาจริงๆ ของมัน

เพราะโลกวันนี้ ตัดสินที่ใครรู้ก่อนและเร็วกว่ากัน เป็นอันดับแรก

ยังไงก็ดี มีเพียงผู้ที่ไม่เข้าใจการทำงานของเทคโนโลยีและคนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่า “ทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ตเป็นความจริง” หรือเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

จากสมมุติฐานดังกล่าว ผมเองเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศ ในโลกนี้ (ถ้าไม่นับกรณีสุดขั้วอย่างประเทศเผด็จการและคอมมิวนิสต์) เซ็นเซอร์สิ่งที่ปรากฏบนอินเตอร์เน็ตหรือบล็อกเว็บไซต์ ถึงแม้อาจจะมีความพยายามควบคุมหรือจัดการกับข้อมูลโดยผ่านทั้งกลไกการตรวจสอบและกลไกตลาดก็ตาม

และเชื่ออีกว่า เป็นเพราะรัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่เข้าใจดีถึงอานุภาพของโลกาภิวัตน์ทางข้อมูล รวมทั้งความไร้เหตุผลของการกระทำดังกล่าว

เพราะการปิดเว็บไซต์ก็อุปมาได้เช่นเดียวกับความพยายามเอานิ้วไปอุดรูรั่วของน้ำที่มีอยู่นับร้อย เรียกว่ายิ่งอุดก็ยิ่งเหนื่อย และต่อให้ใช้นิ้วครบ ก็ไม่สามารถหยุดน้ำที่รั่วได้ มีแต่จะทำให้มันไหลออกรูอื่นเร็วขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เรารู้ดีว่ารัฐหรือรัฐชาติในยุคปัจจุบันนั้นยังไม่สูญเสียความสามารถในการควบคุมภายในอาณาเขตของตนไปซะทีเดียว หรือว่าเส้นพรมแดนยังไม่ไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิงในยุคโลกาภิวัฒน์

ความพยายามปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ในสายตารัฐ จึงแก้ปัญหาได้ในระดับเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น
เช่นตัวอย่างของการบล็อกเซิฟเวอร์ของโปรแกรมแคมฟร็อก

ทั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงส่วนที่อยู่นอกพรมแดนธรรมชาติหรือพรมแดนสมมุติ (คือรัฐ) แบบเก่านั้น ที่รัฐในยุคใหม่ต้องสูญเสียความสามารถในการควบคุมไป ในยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern)

ความลักลั่นทางข้อมูลและการรับรู้ จึงปรากฏให้เห็น เช่นในกรณีที่คนไทยในต่างแดนสามารถดูซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวปฏิวัติในเมืองไทย แต่คนไทยในประเทศไทยไม่สามารถรับสัญญาณได้

ที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก คือ การปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ในเร็วๆนี้ ซึ่งทุกกรณีเกี่ยวโยงไปถึงกรณีหมิ่นฯ สถาบันพระมหากษัตริย์

อย่างที่กล่าวมาแล้ว การเซ็นเซอร์ซึ่งเคยทำหน้าที่ “ปิด” ได้ดีในอดีต ขาดพลังในการปิดกั้นและควบคุมลงไปอย่างมาก (ซ้ำยังทำให้เกิดผลในทางตรงข้ามในหลายๆ กรณี) แต่การเซ็นเซอร์ในกรณีของการหมิ่นฯ ก็ยังเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จึงน่าสนใจไม่น้อยในการนำมาใคร่ครวญ

ที่น่าสนใจ คือ การเซ็นเซอร์นี้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง อาจจะเป็นเพราะในทัศนคติหรือความเข้าใจของคนทั่วไปในสังคมไทย การเซ็นเซอร์ในกรณีนี้ไม่ได้มีนัยแบบควบคุมหรือปิดกั้น (ตามความหมายของการปิดกั้นเสรีภาพ) แต่หากเป็นการป้องกันหรือ (ปราบ) ปรามเพื่อไม่ให้ทำในสิ่งอันไม่ควร

จึงไม่มีใครห่วงใยกับเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ของผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์เหล่านี้นัก

อย่างไรก็ตาม การเซ็นเซอร์อาจจะนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า ข้อมูลที่ถูกสกัดกั้นนั้นเป็น “ข้อมูลที่ไม่บังควร (แต่เป็นจริง)” หรือ “ข้อมูลที่บิดเบือน” กันแน่

ถ้าหากรัฐยอมรับว่าพลเมืองของตนมีคุณภาพ (รวมทั้งมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ) และยอมรับในหลักการเรื่องเสรีภาพแล้ว การตัดสินถูกหรือผิดจึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้รับสารหรือผู้รับข้อมูล แทนที่จะเป็นใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

การตัดสินใจแทนโดยรัฐ จึงเข้าข่ายดูถูกประชาชน รวมทั้งสะท้อนวิธีคิดแบบ “รัฐผู้เป็นเจ้านาย” หรือ “ประชาชนยังโง่” หรือแม้กระทั่งสะท้อนความเป็น “ระบอบที่แตะต้องไม่ได้”

ซึ่งถ้าหากสังคมยังอยู่ในวิธีคิดแบบหลังนี้ การสกัดกั้นสิ่งอันไม่อันควรหรือไม่พึงประสงค์ก็คงจะเป็นเรื่องยอมรับได้ ไปโดยปริยาย

ไม่ว่าจะมีกฎหมายในเรื่อง lèse majesté ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ควรจะถูกตั้งคำถามควรจะเป็นวิธีการจัดการกับปัญหาแบบหน้ามืดตามัวของรัฐ ในลักษณะที่ไม่ต่างกับดอน กิโยเต้ประดาบกับกังหันลม

สุดท้าย สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการเซ็นเซอร์โดยกลไกรัฐ นั้นคือการเซ็นเซอร์กันเองโดยประชาชน

ผมได้เห็นคนจำนวนไม่น้อย ถูกข้อหา “หนักแผ่นดิน” หรือ “เนรคุณชาติ” เพียงเพราะตั้งคำถามกับวิธีการจัดการของรัฐในลักษณะดังกล่าว

กรณีล่าสุดคือ การออกมาตั้งคำถามอย่างกล้าหาญในฐานะนักวิชาการของเพื่อนรุ่นน้องคนนึงเกี่ยวกับการห้ามวิพากวิจารณ์ประธานองคมนตรี ก็ไม่พ้นข้อหานี้จากผู้อ่านเช่นกัน

ผมเองถือว่าเป็นความอ่อนด้อยทางปัญญาและความงมงายส่วนบุคคล ที่ต้องโยนความผิดให้กับระบบการศึกษา และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์กันเองในลักษณะนี้ขึ้น

ถ้าหากเราไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวิธีคิดแบบ “นาย-บ่าว” หรือ “เจ้า-ไพร่” ซึ่งรัฐหรือผู้ปกครองทำหน้าที่ด้วยความเมตตา กรุณาและถือเป็นบุญคุณ (โดยปฏิเสธวิธีคิดแบบโครงสร้างและหน้าที่แล้ว) เราก็คงจะไม่สามารถพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในประเทศไทยได้เลย

อีกทั้งคงต้องยอมถูกตราหน้าว่า “เพิ่งออกจากป่า” จากพวกฝรั่งต่อไป

Monday, April 16, 2007

คิดเรื่องร้อนตอนสาดน้ำ

"โลกร้อน" เป็นประเด็นที่ร้อนในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เพราะข้อมูลและสถิติทางวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นว่าสภาวะโลกร้อนกำลังเข้าขั้นวิกฤต และถึงเวลาที่ต้องทำอะไรซักอย่างกับปัญหานี้

ที่บอกว่า "เป็นประเด็นร้อนในประเทศอุตสาหกรรม" นั้น ก็เพื่อเลี่ยงไม่ใช้คำว่า "ประเทศพัฒนาแล้ว" ซึ่งเป็นการสะท้อนว่ามีอีกกลุ่มคือ "ประเทศกำลังพัฒนา" เพื่อไม่ให้ถูกข้อหาเอนเอียงหรือมีอคติตามอย่าง "ฝรั่ง"

ยังไงก็ตาม หากใช้เกณฑ์ด้าน "ความตระหนัก" แล้ว ก็อาจใช้การแบ่งแบบ "พัฒนา-กำลังพัฒนา" ได้ โดยประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นจะต้องตกอยู่ในกลุ่มหลัง

เพราะความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมในบ้านเรานั้น ช่างล้าหลังและเข้าขั้น "ด้อยพัฒนา" เสียด้วยซ้ำ

เป็นเรื่องน่าตกใจที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับปัญหานี้ เหตุผลสำคัญอาจจะเป็นเพราะสื่อไม่ค่อยพูดถึง รวมทั้งรัฐบาลดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เอาซะเลย

อีกส่วนนึง ถึงอากาศจะร้อนขึ้น ร้อนขึ้น ทุกวันในประเทศไทย แต่พี่น้องชาวไทย คงจะชินกับอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปีในช่วงชีวิต จนลืมคิดไปว่านี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ "ผิดธรรมชาติ"

ทำไมสื่อและรัฐบาลจึงไม่ได้ให้ความสนใจ? เป็นคำถามที่น่าสนใจ และอยากให้ลองคิดกันเล่นๆ

ปัญหาความไม่ใส่ใจ อาจอธิบายในเชิงสังคมและวัฒนธรรมได้พอสมควร เพราะในประเทศที่ไม่ได้ตั้งอยู่บริเวณศูนย์สูตรเหมือนประเทศไทย อย่างประเทศในทวีปยุโรปหรืออเมริกา ปรากฎการณ์ "ผิดธรรมชาติ" แสดงให้เห็นชัดเจนจากภาวะอากาศร้อน-เย็นที่กลับตาลปัตร นอกเหนือจากความแตกต่างของอากาศในแต่ละฤดูกาลและภายในฤดูกาลที่ชัดเจนอยู่แล้วและทำให้พวกเขาต้องใส่ใจกับภูมิอากาศตลอดเวลา

ส่วนในทางการเมือง โดยธรรมชาติของตัวปัญหา ปัญหาสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องไม่คุ้มทุนและเป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระดับ collective ต้องอาศัยความสนใจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถทำให้เห็นผลในระยะสั้น จึงไม่น่าแปลกที่นักการเมืองไม่ชอบพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม

แต่ในสังคมที่ประชาชนให้ความสนใจกับการเมือง และนักวิชาการมีบทบาทสูงในการชี้นำสังคม ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมได้รับการสะท้อนมากกว่าสังคมที่ประชาชนตัดขาดจากการเมือง

ยังไงก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีมิติที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้นไปอีก เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคมและการเมืองในหลายระดับ

ผมคงไม่มีวิธีอธิบายประโยคที่ผ่านมาได้ดีเท่ากับการนำบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเขียนในเรื่องนี้เอาไว้เร็วๆ นี้ มาให้อ่านและคิดตามกัน

----------------------------------------------------------------------------------
การเมืองกับอนาคตสิ่งแวดล้อม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2550

ผมอยู่ในเมืองที่ถูกประกาศเป็นเขตวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมด้วยเหตุที่หมอกควันปกคลุมทั่วหุบเขา เพราะอากาศกดให้นิ่งแน่อยู่อย่างนั้น

หมอกควันนั้นมาจากไหน? เท่าที่จับความได้ เขาว่ามาจากไฟไหม้ป่าในประเทศไทย, ลาว, และพม่า มีการรณรงค์ในเมืองของผม ให้ชาวบ้านเลิกกำจัดขยะด้วยการเผา และถึงขนาดต่อต้านการขายหมูกระทะซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมือง

ก็จริงนะครับว่า ในบรรยากาศที่ถือว่าวิกฤตเช่นนี้ทำให้เกิดควันน้อยลงน่าจะดีแน่ เพราะมันลอยไม่พ้นแอ่งนี้ไปได้ แม้เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ แต่เราไม่มีตัวเลขแน่นอนว่าหมอกควันที่ปกคลุมเมืองนี้มาจากไฟป่าสักกี่เปอร์เซ็นต์, เผาขยะกี่เปอร์เซ็นต์, หมูกระทะกี่เปอร์เซ็นต์, ครัวเรือนอีกกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ผมอยากรู้มากที่สุดก็คือ ที่มาจากไอเสียรถยนต์กี่เปอร์เซ็นต์ และในเขตเมืองซึ่งสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุด เกิดจากการที่ตึกสูงดักเอาหมอกควันไว้อีกกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ผมอยากรู้ก็เพราะในบรรดามาตรการต่างๆ ที่เสนอแนะกันในช่วงนี้ไม่เห็นมีมาตรการอะไร ที่กระทบต่อชีวิตของคนมีกะตังค์เลยสักอย่าง นอกจากให้อยู่ในบ้าน (คงในห้องแอร์และฟอกอากาศ) ทำไมเฉพาะคนจนๆ คนชายขอบเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านซึ่งขจัดขยะ ในสภาพที่ขาดแคลนแรงงานได้ถูกที่สุดด้วยการเผา หรือชาวเขาซึ่งเป็นแพะให้แก่การทำลายป่าแทนนายทุน และข้าราชการทุจริตตลอดมา

แล้วสักวันหนึ่งข้างหน้าอากาศร้อนอบอ้าวก็จะพยุงให้หมอกควันเหล่านี้ลอยพ้นๆ หุบเขาของเราไปเสียที โดยไม่มีใครวางแผนสำหรับอากาศกดในช่วงหน้าแล้งของปีต่อไปอีก ไม่ว่าระบบขจัดขยะใหม่ที่เป็นไปได้แก่ชาวบ้าน, การขนส่งสาธารณะที่ต้องปรับปรุงเพื่อลดปริมาณของรถยนต์บนท้องถนน, การจัดการป่าที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น, หรืออะไรอื่นที่จะช่วยลดวิกฤตลง

เงื่อนไขอันแรกที่ขาดไม่ได้ในทุกสังคม ซึ่งต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมคือ ความเป็นธรรมในสังคม ตราบเท่าที่เมืองไทยไม่สามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นได้ ก็จะมีคนเล็กคนน้อยที่จะถูกชี้นิ้วว่า เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมตลอดไป และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องคิดแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกับที่ผมเผชิญวิกฤตจากหมอกควัน ผู้เลี้ยงปลากะชังในเขตติดต่อระหว่างอ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ก็ประสบความหายนะเป็นครั้งที่สองในรอบปี ปลากะชังที่เลี้ยงไว้ตายไม่เหลือ เพราะออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างกะทันหัน แต่ละรายลงทุนตั้งแต่ 500,000-2,000,000 บาท หลายรายคงเป็นเงินกู้เพราะเพิ่งประสบหายนะจากน้ำท่วมมาหยกๆ

อะไรคือเหตุที่ทำให้น้ำขาดออกซิเจนกะทันหัน เหตุนั้นไม่เป็นธรรมชาติแน่ แต่ล่วงมาหลายวันแล้ว หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้ระดมกำลังที่จะค้นหาสาเหตุให้ได้ ชาวบ้านเชื่อว่าโรงงานผงชูรสแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสีย ซึ่งมีสารเคมีบางชนิดผสมอยู่ลงมา ชาวบ้านพยายามจะเข้าไปดูภายในโรงงานแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนหน่วยราชการไม่ได้มีความพยายามจะทำอย่างเดียวกัน และกว่าจะเข้าไปสำรวจโรงงาน ก็จะไม่มีพยานหลักฐานอะไรหลงเหลือให้ศึกษาวิเคราะห์อีกแล้ว

เงื่อนไขประการที่สองซึ่งขาดไม่ได้ในสังคมที่ต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมก็คือ ต้องมีข้าราชการที่สุจริต และเป็นกลาง (integrity) และมีฝีมือในหน้าที่การงาน (competent) เพื่อทำให้เกิดรายงานวิเคราะห์ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม ที่เที่ยงธรรม, รอบด้าน, และบ่งบอกให้เห็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน

ข้าราชการไทยเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ก็จะเห็นได้จากกรณีทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนทั่วประเทศ

กรณีเหมืองคลิตี้ ข้าราชการเป็นผู้อนุมัติการทำเหมืองด้วยเทคโนโลยีที่อันตรายเช่นนั้นเอง เช่นอนุมัติให้กักตะกอนดินด้วยเขื่อน ซึ่งพิสูจน์มาหลายแห่งทั่วโลกแล้วว่าไม่ได้ผล เนื่องจากนายทุนย่อมไม่เพิ่มต้นทุน ด้วยการสร้างเขื่อนที่แข็งแรงทนทานเกินอายุสัมปทาน

ครั้นเกิดภัยพิบัติขึ้น ผู้รับเคราะห์คือคนชายขอบที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคมอยู่แล้ว (ความเป็นธรรมในสังคม) ราชการก็ไม่เคยระบุอย่างชัดเจนว่า สารตะกั่วที่ปนเปื้อนในน้ำเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่ แม้แต่มาตรการเยียวยาผู้เสียหายก็เกิดขึ้นได้เพราะคำพิพากษา ไม่ใช่มาตรการของราชการโดยตรง

กรณีแคดเมียมที่จังหวัดตากก็ทำนองเดียวกัน

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะกับเหยื่อหลายสิบราย

กรณีควันพิษที่มาบตาพุด ฯลฯ

เราหากรรมการที่เที่ยงธรรมไม่ได้ เพราะราชการปฏิเสธหรือไม่มีกึ๋นจะเป็นกรรมการที่เที่ยงธรรมได้

ผลที่สุด ธุรกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะของคนที่มีเส้นสายทางการเมือง ก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมซึ่งตัวก่อขึ้นเลย

กรณีที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีรายงานในสื่อประปราย แต่แทบไม่มีกรณีใดที่สื่อลงทุน เข้าไปเจาะเรื่องราวอย่างละเอียด สาธารณชนผู้รับสื่อให้ความสนใจอย่างผิวเผินกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลตัว และไม่มีสำนึกว่า ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมนั้น สัมพันธ์เชื่อมโยงกันกับทุกส่วนของระบบนิเวศ เช่นในระยะยาวสารตะกั่วที่ปนเปื้อนลำห้วยที่คลิตี้ ย่อมซึมลงสู่อ่างเก็บน้ำ และแม่น้ำแม่กลองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แคดเมียมในข้าวและพืชเกษตรอื่นๆ ย่อมแทรกเข้ามาในตลาดอาหารบ้างเป็นธรรมดา ปลาในอ่าวไทยที่ได้รับสารพิษ (บางคนว่าคือปรอท) จากโรงงานแถบมาบตาพุดจะถูกเจี๋ยนแล้ววางบนโต๊ะอาหาร ฯลฯ

เงื่อนไขอย่างที่สามซึ่งสังคมที่ต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องมีก็คือ สาธารณชนที่มีสำนึกในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะสื่อ และจะให้ผลตามมาซึ่งการจัดองค์กรด้านผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมบังคับทุน

เงื่อนไขทั้งสามอย่างคือ ความเป็นธรรมในสังคม, ข้าราชการที่สุจริตเที่ยงธรรมและมีความสามารถ, และสำนึกของสาธารณชนล้วนอ่อนแอในสังคมไทย

ดังนั้น ธุรกิจย่อมลดต้นทุนการผลิตหรือแสวงกำไรเพิ่มขึ้น ด้วยการก่อภัยพิบัติทั้งในระยะสั้น และระยะยาวแก่สิ่งแวดล้อมต่อไป เพราะธุรกิจรู้ดีว่าตัวจะไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อและแก่สังคม ในกรณีร้ายแรงจริง รัฐบาลก็จะนำเงินภาษีเข้ามาเยียวยาเหยื่อ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว

ท่ามกลางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่แข็งแรงนัก เรายังขาดเงื่อนไขที่จะทำให้กฎหมายเหล่านั้นมีผลใช้บังคับได้จริง ในทางตรงกันข้าม หากเงื่อนไขทั้งสามเข้มแข็งขึ้นในสังคมไทย การก่อภัยพิบัติแก่สิ่งแวดล้อมกลับเป็นต้นทุนอันหนักแก่ผู้ทำธุรกิจ จะไม่มีใครทำเหมืองตะกั่วอย่างสะเพร่า เพราะจะทำให้ขาดทุนยับเยิน ไม่มีใครทำเหมืองอะลูมิเนียม โดยไม่ระวังการรั่วไหลของแคดเมียม เพราะจะทำให้กำไรหดหายไปแทบหมด และผู้บริหารอาจถูกผู้ถือหุ้นใหญ่ปลด เช่นเดียวกับผงชูรส, โรงกลั่นน้ำมัน, และอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษอื่นๆ

แม้แต่การทำเหมืองโพแทชที่ต้องระมัดระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ เพราะอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างหนักได้ ก็อาจเป็นวิธีขุดโพแทชวิธีอื่น

ประสบการณ์จากประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจอาจปรับตัวเพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยไม่ขาดทุน ยังทำกำไรเหมือนเดิม หรือในบางกรณีมากกว่าเดิมอีกด้วย หากสังคมนั้นมีเงื่อนไขทั้งสามพร้อมมูล

อนาคตของสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยนั้นน่าเป็นห่วง ไม่ใช่เพียงเพราะพื้นที่ป่าลดลง, น้ำจืดลดลง, น้ำท่วมบ่อย, ภัยแล้งบ่อย, ฯลฯ เท่านั้น แต่เพราะเมืองไทยไม่มีเงื่อนไขทั้งสามอย่าง ซ้ำไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลปัจจุบันหรืออนาคตจะกล้ารับความเสี่ยงทางการเมือง ในการสร้างให้เกิดเงื่อนไขทั้งสามขึ้นในอนาคตอันใกล้
--------------------------------------------------------------------------------