Saturday, January 06, 2007

เอ้า ทุกคน! ท่องพร้อมกัน “ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ...”

นิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุด (๖-๑๒ มกราคม ๒๐๐๗) ให้ความสำคัญกับข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยพอสมควร โดยลงบทความเต็มหน้า ๒ เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงเทพฯ ในวันส่งท้ายปีและเหตุการณ์ตลาดหุ้นตกอย่างรุนแรงเมื่อไม่กี่วันก่อนคริสมาส อันเป็นผลโดยตรงจากมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินจากต่างประเทศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ในสังคมโลกาภิวัฒน์ของวันนี้ การเมืองและเศรษฐกิจคือประเด็นที่คนอื่นจับตามองเราเป็นพิเศษ

การพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจจึงถูกทำให้ซับซ้อน เพราะ“สิ่งที่ควรจะเป็น” ในสายตาของเราและในสายตาของคนอื่นนั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันและ/หรืออาจจะไม่สามารถไปด้วยกันได้

นอกจากนั้น เราเองก็ยังไม่ชัดเจนกับสิ่งที่เราต้องการจะเป็นหรือทิศทางในอนาคต หนักข้อขึ้นไป เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อะไรคือสิ่งที่เรากำลังเป็นหรือกำลังทำ (ลืมไปได้เลย กับคำถามว่า “อย่างไร”)

จึงต้องกลับมาที่คำถามพื้นฐานว่า “เรากำลังเป็นอะไร” ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าเรามองเห็นความชัดเจนในรูปแบบของระบบเศรษฐกิจมากกว่าระบบการเมือง เพราะระบบเศรษฐกิจของไทยมีการพัฒนาในแนวทางของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาโดยตลอด จึงขอหยิบประเด็นทางการเมืองขึ้นมาพูดถึงในที่นี้ (นอกจากนี้ วิกฤตทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ประเด็นเกี่ยวกับการเมืองมีลำดับความสำคัญสูงขึ้น)

อาจจะต้องแปลงคำถามนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยใช้ประโยคว่า “ระบบการเมืองของไทยคือระบบใด” (ผู้เขียนขอจำกัดขอบเขตของการพิจารณาจนกระทั่งวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หรือก่อนที่คณะปฏิวัติจะทำการยึดอำนาจ)

แน่นอน แม้แต่เด็กประถมก็สามารถตอบได้ เพราะแบบเรียนวิชา สปช. (ถ้าวันนี้ ยังมีวิชานี้อยู่) ก็มีระบุไว้ว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข...

โอเค เรามาเริ่มต้นจากสิ่งที่มี คือคำว่า “ประชาธิปไตย” ละกัน

แค่เริ่มต้น ก็เริ่มมองเห็นปัญหาแล้ว เพราะเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตยแตกต่างกันไป (ซึ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการทำงานและประสิทธิภาพ) อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในประเทศตะวันตก ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบระบบนี้ก็ยังไม่เป็นหนึ่งเดียว แม้กระทั่ง ความหมายในพจนานุกรมกับความหมายจากโลกแห่งความเป็นจริงก็ต่างกัน

ถึงแม้นักวิชาการหลายคน มักจะนิยามประชาธิปไตยจากสิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นคุณค่าที่พึงปรารถนา เช่น ระบบที่มีการโอนถ่ายอำนาจอย่างสงบเรียบร้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่หัวใจสำคัญ เราอาจสรุปความของประชาธิปไตยว่าเป็น “รูปแบบการปกครองที่ประชาชนมีโอกาสอย่างมีนัยสำคัญในการเข้าร่วมกระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะ” โดยมีวิธีการหรือรูปแบบได้หลายวิธีการ

นักคิดอย่าง Noam Chomsky ยอมรับว่าแม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาเอง กลไกการทำงานจริงของประชาธิปไตย ก็ไม่ได้เป็นไปตามนิยามข้างต้น โดยเขามักจะเปรียบเทียบว่า ประชาธิปไตยในอเมริกานั้น มีลักษณะคล้ายกับบรรษัทขนาดใหญ่ ที่มีการสั่งการจากบนลงล่างและโครงสร้างที่เอื้อให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว (1)

ตามความเห็นของ Chomsky ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน มักจะถูกเรียกโดยใช้คำว่า rabble ซึ่งหมายถึง สามัญชน ฝูงชนที่วุ่นวายหรือชนชั้นต่ำ ซึ่งในปัจจุบัน มักจะถูกแทนด้วย “ignorant and meddlesome outsiders” ซึ่งแปลว่าคนนอกที่โง่และวุ่นวาย (2)

เขาจึงเชื่อว่า ประชาชนมักจะถูกกันออกจากวงจรของอำนาจและการตัดสินใจ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างการผูกขาดของอำนาจ โดยประชาชนจะมีบทบาทเป็นครั้งคราว โดยผ่านการออกเสียงลงคะแนน ในฐานะของ "ผู้ชม" แทนที่จะเป็น "ผู้มีส่วนร่วม"

บทเรียนจากประเทศที่อ้างว่าตนคือต้นแบบของประชาธิปไตยก็คือ การมีประชาธิปไตยเพียงบนหน้ากระดาษก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ได้ทำลายคุณค่าของประชาธิปไตยลงไป เพราะเราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง แต่เป็นกระบวนการไปสู่สิ่งที่เราต้องการ ดังนั้น หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ กลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญไม่ให้เกิดการผูกขาดของอำนาจ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง

เมื่อเราเข้าใจคำนี้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ลองกลับมามองระบอบการปกครองของเราเองดู ผมเชื่อว่า เราจะไม่สามารถรู้จักตัวตนของเราเองได้ ถ้าหากเราไม่สามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงโครงสร้างการใช้อำนาจทางการเมืองในสังคมไทย

ลองถามตัวเองว่าเราสามารถอธิบายโครงสร้างอำนาจของการเมืองไทยได้หรือไม่ ??? เพราะอะไร ??

เราไม่สามารถอธิบายได้เพราะเราไม่สามารถ (บางอย่างไม่สามารถถูกอธิบายได้)หรือเราไม่สามารถ (เพราะไม่มีความรู้เพียงพอ)

สุดท้ายแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าขัน ที่คนอื่นสามารถอธิบายสิ่งที่เราเป็นได้ดีกว่าเรา รวมทั้งเราอาจจะต้องหงุดหงิดใจกับคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่รู้จักเราจริงแต่คิดว่ารู้จัก (และพยายามเอาประเทศไทยไปใส่ในกรอบวิธีคิดแบบของเขา)อย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้

เมื่อใดที่เราสามารถอธิบายกลไกการทำงานของระบบการเมืองของเราเองได้ การบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็คงไม่สำคัญมากนัก จริงหรือไม่

อ้างอิง
(1) Chomsky (1994a), Defective Democracy, Secrets, Lies and Democracy
(2) Chomsky (1994b), Reflections on Democracy, Keeping the Rabble in Line

1 comment:

noka said...

เมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ เช่นเดียวกับคนที่ไม่อยู่เมืองไทย อาจจะไม่ได้มองถึงสิ่งลึกๆที่ถูกปลูกฝังมาในสามัญสำนึกของคนไทย (รุ่นเก่าทีเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมือง) ว่าเราไม่ได้มีการปกครองที่เป็นสากลเหมือนที่อื่นทีเดียว

เรารู้และเรียนมาตลอดช่วงชีวิตของเราว่า เราปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมี King เป็นพระประมุข
ท่านเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนไทย
แต่ทำไมการปกครองของเราถึงไม่ได้ไปไหนไกล ประชาธิปไตยอยู่ดีๆก็มีปฏิวัติให้ตื่นเต้นเล่น ตั้งกฎระเบียบแบบตามใจ(คณะ ณ ขณะนั้น) อีกละ

เป็นไปได้หรือไม่ที่คนไทยนั้นคุ้นเคยกับการที่จะถูกบอกว่าต้องทำอะไรมากกว่าที่จะคิดทำอะไรอันเนื่องมาจากรากฐานการปกครองแบบเก่า (ความจริงก็เปลี่ยนการปกครองมาเกินกว่า 60 ปีแล้ว และก็เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนพอควรแล้ว) จะว่าดีก็ดีเพราะไม่ทะเลาะฆ่าแกงกันแบบที่เห็นประเทศอื่นเป็น แต่ก็ฉุดให้ประเทศชะงักงันเพราะได้รับผลกระทบมากมาย

คงต้องรออีกซักหน่อยกว่าตวามคิดแบบสากลจะเข้าถึงจิตใจของผู้บริหารประเทศว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นมาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้คิดเอง มากกว่าที่จะถุกทำให้คิดอย่างที่เป็นอยู่