Tuesday, January 30, 2007

มา..มา “ดู” ทีวีกันอย่างจริงจังซะที

ผมเองไม่ได้ดูรายการทีวีของไทยมานานแล้ว เหตุเพราะอคติส่วนตัวว่าทีวีไทยไม่มีรายการน่าสนใจอะไรมากไปกว่าเกมส์โชว์และละครน้ำเน่า

การวิจารณ์รายการทีวีไทยแบบไม่ให้โอกาสได้แก้ตัวนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ผิด แต่ผมก็เชื่อว่าทุกวันนี้ ทีวีไทยน่าจะมีรายการที่ดีหรือมีสาระมากขึ้น ถึงแม้ยังจะปักใจเชื่อต่อไปอีกว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากอยู่ก็ตาม

พูดแบบนี้ เปิดโอกาสให้ถกเถียง (หรือถูกด่า) ได้หลายที่ทีเดียว

แรกสุด บางคนคงบอกว่าทีวีไม่ใช่สารานุกรม จะเอาสาระอะไรกันมากมาย ชีวิตยังเครียดไม่พออีกหรือไง อันนี้ผมคงจะไม่เถียง เพราะคงไม่มีใครอยากเปิดทีวี ถ้ามันให้บรรยากาศเหมือนกำลังติวข้อสอบเอนทรานซ์ตลอดเวลา

ยังไงก็ตาม ในประเทศที่คนไทยโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด (ต่อให้นับรวมหนังสือพิมพ์ด้วย) และใช้เวลากับทีวีรองจากทำงานเพียงนิดเดียว สัดส่วนของรายการที่ให้สาระความรู้ดูเหมือนจะน้อยเต็มที

ที่เป็นแบบนี้ เพราะโอกาสของคนไทยในการได้รับรู้ข่าวสารสาระกลับถูกผูกขาดจากความเป็นไปของธุรกิจใครบางคน

ในโลกของความเป็นจริง สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมอย่างน่าเศร้า และเราคงต้องเข้าใจและยอมรับว่ากฎธรรมชาติของโลกธุรกิจกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นไปของสังคมทุกซอกทุกมุม

สิ่งที่เราทำได้เพียงอย่างเดียวในวันนี้ก็คือ สวดมนต์วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ช่วยดลใจนายกสักคนให้เปิดช่องสาระสักช่องเหมือนอย่างช่อง ARTE ลูกครึ่งเยอรมัน-ฝรั่งเศสที่ถือว่าจิตวิญญาณของช่องคือการให้ความรู้กับคนดู

หรือว่าเราอาจจะต้องไปพึ่งเวทมนต์คาถา ขอให้หมอผีชุบชีวิตไอทีวี ที่ตั้งขึ้นด้วนเจตนารมณ์คล้ายกันนี้ ให้คืนชีพขึ้นมาใหม่จากตายสนิท ก็อาจจะเข้าที

จะว่าไปแล้ว ย้อนกลับมาที่ทางเลือกระหว่าง “สาระ” และ “บันเทิง” ถ้าจะคิดไปให้ลึกซึ้งกว่านั้น คำถามอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “อะไร” แต่น่าจะเป็น “อย่างไร” มากกว่า

เพราะถ้าเราเชื่อว่ารายการทีวีสามารถให้ความรู้คู่ความบันเทิงได้ เราคงจะกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ

ถ้าใครเชื่อไปแล้วว่า ความรู้ไม่สามารถไปคู่กับความบันเทิงได้ ก็ต้องขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ (จะถูกหาว่าอิงอำนาจเก่ามั้ยเนี่ย) อันนี้ต้องขอยืมคำว่า Edutainment มาใช้ รัฐมนตรีท่านใดจะเอาไปใช้เป็นสโลแกนก็คงไม่ว่า เพราะผมก็ยืมเขามาอีกที

เลยต้องกลับมาไล่เรียงตัวไปตั้งแต่รัฐบาล เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารสถานี ไปจนถึงผู้ผลิตรายการว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับทีวีอย่างไร และอยากจะให้อะไรกับคนดู

ตั้งคำถามแบบนี้เสี่ยงที่จะต้องเจอกับคำตอบที่น่าเศร้า แต่ถ้าอยากจะทำให้คนไทยในวันหน้ามีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็คงจะต้องลองไปฝากคนเหล่านี้คิดดู

เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกทัศน์หรือมุมมองและวิธีคิดที่มีต่อโลกมีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของเราอย่างลึกซึ้ง และมันกำหนดเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนอย่างสำคัญยิ่งยวด

ในเมื่อโทรทัศน์มีส่วนในการสร้างโลกทัศน์สำหรับคนไทยอย่างมาก ก็ต้องขอให้มา “ดู” ทีวีไทยกันให้ดีๆ

อันที่จริง คำว่า “ดู” ทีวีในที่นี้ก็มีนัยที่สอง นอกจากนัยแรกที่ชี้ชวนให้มาดูเข้าไปข้างในหรือเบื้องหลังทีวี
นั่นก็คือ การดูทีวีบนผิวหน้าของมัน

เราอาจยึดเอาภาษิตไทยที่ว่า “ดูละคร ย้อนดูตัว” มาปรับใช้ได้ในแง่มุมหนึ่ง เพราะเมื่อดูทีวีไทยแล้ว ก็ได้เห็นภาพจำลองของความเป็นไทยอยู่ในหลายลักษณะ

อันที่เด่นชัดและขอยกตัวอย่างแบบรวดรัด ก็คือ การเซ็นเซอร์แบบทำภาพเบรอบนวัตถุแสลงตา อย่างเช่น อาวุธ บุหรี่ ภาพโป๊ ฯลฯ

สำหรับผม นี่คือภาพสะท้อนความเป็น “ไทย” ที่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่อยากจะเห็นได้ ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ และการปิดนั้นก็ไม่ได้ทำให้มันหายไป แต่กลับยิ่งเน้นความมีอยู่ของมัน

สำหรับผม มันยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงสิ่งที่เห็น และไม่รู้ว่าคืออะไร (อยากจะพูดถึงเรื่องเซ็นเซอร์ให้ละเอียดรอบด้านกว่านี้ ในโอกาสต่อไป)

อยากให้คนไทย “ดู” ทีวีกันอย่างจริงจังจริงๆ ซะที

2 comments:

Fay said...

บทความถูกใจมากๆค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่เรียกว่า "บีบคั้น"หัวใจและความคิดเฟย์มานานแล้ว คือ เรื่องการนำเสนอและเรื่องที่นำเสนอของทีวีไทย (How and what)

อยู่ที่ฝรั่งเศสนี่ เฟย์ดูช่อง ARTE เยอะที่สุด เพราะนอกจากจะได้สาระความรู้ แล้วยังสนุกและบันเทิงอีกด้วย และที่สำคัญ ช่องนี้นำเสนอไม่ใช่แต่เพียงความรู้ในสาขาเดียว แต่หลากหลายมากเหลือเกิน

ยิ่งดูยิ่งอยากรู้ ยิ่งอยากมีความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สนใจไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม

ผู้บริหารช่องต่างๆของทีวีไทย คงจะตระหนักได้แหล่ะ ถึงความสำคัญของตัวเองต่อสังคม ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่คงมีน้อยมาก ที่จะเอาความรับผิดชอบนั้นมาคิด และมาลงมือทำให้เป็นรูปเป็นร่าง หรืออาจเป็นเพราะพวกเยาเหล่านั้น ไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างพอ ที่มองไปข้างหน้า ที่วางแผนเพื่อสังคมในอนาคต

แล้วผู้บริหารรัฐล่ะ? แล้วผู้สื่อข่าวหรือนักนสพ.ล่ะ? มีวิสัยทัศน์ไหมน้า เข้าใจบทบาทของตัวเองและของโลกสื่อสารมากน้อยเพียงใด

การ"สร้าง"นักข่าว นักจัดรายการ ... การสร้างคนที่จะมาอยู่เบื้องหลังจอของประเทศเรา"ขาด"อะไรไปเหรอ จึงทำให้รายการของเรามัน"ด้อย"ได้ขนาดนี้

คนดู คงไม่ต้องพูดถึง บทบาทที่มีน้อยเหลือเกิน เป็นเพียงผู้เสพ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง เพราะหมดหน้าที่ไปแล้ว ณ วินาทีที่รายการฉายเสร็จ

มองข่าวของฝรั่งเศสที่เป็นข่าวที่มาจากการทำวิจัยค้นคว้าของนักข่าวจริงๆ แล้วมองข่าวไทย... การนำเสนอและเนื้อหาต่างกันจริงๆ

ยิ่งมองภาพเศร้าสยดสยองที่ไม่ควรเอามาฉายในข่าวแล้ว ยิ่งถามตัวเองว่าคนพวกนี้มีวิจารณญาณและเข้าใจอำนาจของภาพเหล่านี้ และผลกระทบของมันต่อเด็กและต่อสังคมมากแค่ไหน


เฮ้ออออออ.....................
(ขอเฮ้อดังๆอีกซักหลายหน)

pngse said...

ผมได้อ่านบทความของคุณเกรียงศักดิ์ และ comment ของคุณเฟย์แล้ว อยากให้คุณกลับมาพูดให้คน "ดู" โทรทัศน์ที่เมืองไทยได้ฟัง ตอนนี้คนดูทีนี่นับวันยิ่ง passive มากขึ้น ชอบดูรายการที่ใส่ความคิดมาให้ ประเมินสถานการณ์ให้โดยที่คนเองไม่ต้องไปขวนขวายหรือศึกษาข้อมูลจากแหล่งอื่น ทันทีที่ได้ฟัง ก็เชื่อ และนำไปเผยแพร่ต่อเหมือนกันเป็นความรู้ของตัวเอง
ยิ่งแย่ตรงที่สื่อโทรทัศน์ทุกวันนี้ประกาศตนเข้าข้างฝ่ายในฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในประเทศที่ดู แล้วเชื่อ และเลือกสร้างกลุ่มก้อนที่มีความคิดเหมือนกับผู้นำทางความคิดที่ปรากฏในโทรทัศน์
ดังนั้น ผมเห็นว่าไม่ว่าด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการเมือง สื่อมวลชนควรตระหนักในหน้าที่ จรรยาบรรณ และจริยธรรมของตนเองมากกว่าที่เป็นไปอยู่ ณ เวลานี้ นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้ว สื่อยังแข่งขันกันทำ Rating มากกว่าทำรายการ หรือผลิตข้อมูลทีมีประสิทธิภาพสำหรับคนดู โดยเอาความต้องการเพื่อการพัฒนาของประชาชน เป็นตัวตั้ง
เห็นด้วยกันทั้งสองท่านเลยนะครับ คำถามคือ "How" จะกระตุ้นให้คนดูโทรทัศน์ในเชิงลึกได้อย่างไร แทนการดูและเชื่อตามสิ่งที่ปรากฏบนจอสี่เหลี่ยมเท่านั่น

พงษ์ วิเศษสังข์