Wednesday, February 28, 2007

ข้ามากับพระ

วันนี้ ๒๘ กุมภาพันธ์ วันสุดท้ายของเดือนที่สั้นที่สุดของปี

เป็นเรื่องน่าขัน ที่เราต่างจมอยู่กับความเป็นเรื่องสมมุติของโลกใบนี้จนไม่มีเวลาให้กับตัวเราเอง จะว่าไป วันเดือนปี ล้วนเป็นอีกหนึ่งสิ่งสมมุติในโลกแห่งเรื่องสมมุติ ที่ความเป็นสิ่งสมมุตินั้นสำคัญกว่าความไม่สมมุติอย่างร้ายกาจ

ที่ขึ้นต้นแบบนี้ อย่าเพิ่งงงกันไป ส่วนนึงและส่วนใหญ่ เป็นเพราะความเบื่อหน่ายในชีวิตพอประทัง ที่ไม่รู้เป็นอะไรไปในช่วงนี้ จับต้องอะไรเข้าก็มีอันจะต้องสูญสลายพังทลายย่อยยับไปกับมือ

เริ่มตั้งแต่มีเหตุให้ต้องเสียเงินไปหลายพัน เพราะความสัพเพร่าเรื่องเงินและบัตรเอทีเอ็ม สองสามวันก่อนเดินทางกลับมาจากเมืองไทย

ต่อมา นั่งพิมพ์งานอยู่ดีๆ ไฟก็ดับวูบลง สาเหตุเพราะสายไฟที่เดินเข้ามาในห้อง ส่วนที่ต่อกับฟิวส์ (ที่ยังเป็นรุ่นโบราณ ชนิดแทบหาซื้อไม่ได้อีกในท้องตลาด) ดันละลายจากความร้อน ด้วยความที่มันถึงอายุขัย ประกอบกับเงื่อนไขชูโรงอย่างปริมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าเกินจำเป็นในจุดที่นั่งทำงาน ก็เลยถึงคราวต้องเปลี่ยนกันทั้งแผง

วันนี้ก็เกิดเรื่องให้เผลอไผลทำเครื่องชงกาแฟสุดถนอมพิการไปคามือ โอย... น้ำตาเล็ด

สงสัยต้องไปสะเดาะเคราะห์ซะหน่อยแล้ว!

พอคิดถึงเรื่องโชคลางดวงชะตาราศีขึ้นมาแบบนี้ทีไร ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนไทยเราถึงผูกพันกับเรื่องดวงชะตา โหราศาสตร์และไสยศาสตร์แบบไข้ไส้เข้ากระดูกเพียงนี้ ประมาณว่าเสียเงินหรือเจ็บตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ต้องเข้าวัดทำบุญสะเดาะเคราะห์กันไปในบัดดล

แล้วถ้าใครอยู่เมืองไทยหรือได้ตามข่าวกันอยู่เป็นกิจวัตร ก็คงจะได้ยินข่าวพาดหัวเมื่อไม่กี่วันก่อนเกี่ยวกับเหรียญ “จตุคามรามเทพ” และความขลังของเหรียญกับความขมังเวทย์ของเจ้าของอย่าง “ขุนพันฯ” มือปราบอันเลื่องชื่อที่เพิ่งถึงแก่กรรมไป

ผมเองมีความรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของมือปราบนามอุโฆษท่านนี้เท่ากับศูนย์ ได้ยินมาก็แต่เพียงคำเล่าลือว่าในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่และได้รับราชการในอาชีพมือปราบนั้น ได้อาศัยความเชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์ปราบปรามและกำราบเสือสิงห์กระทิงแรดมานักต่อนัก จนเป็นที่เลื่องลือและยกย่องบูชาของชาวบ้านร้านตลาดทั้งใกล้ไกล ทั่วแคว้นแดนสยามเลยว่างั้นเถอะ

ที่พอจะปะติดปะต่อได้เองจากข่าวก็คือ มีคนไปร่วมในงานศพของท่านอย่างล้นหลาม ประมาณว่าเกือบทั้งหมดแห่ไปเพื่อขอรับเหรียญที่ท่านปลุกเสกเอามาบูชาเป็นศรีแก่ตัวและเพื่อคุ้มครองภัย

ช่วงก่อนหน้านี้จึงมีข่าวหมอดูชื่อดัง ดาราและไฮโซเรียงหน้ากันออกมาประกาศความเชื่อต่อเหรียญนี้ รวมทั้งข่าวตามหน้าหนึ่งเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์และการสำแดงปาฏิหาริย์ของเหรียญที่ว่า โดยเฉพาะกับผู้ลบหลู่

นี่เป็นแค่เรื่องเดียวที่ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้เท่านั้น ยังไม่ต้องคิดกันต่อไปว่าในหน้าหนังสือพิมพ์บ้านเรา จะมีข่าวประมาณเดียวกันนี้ให้เห็นมากน้อยสักแค่ไหน

ไม่เชื่อลองนึกกันไปถึงข่าวตัวประหลาด ๒ หาง วัวประหลาด ๕ ขาที่ชาวบ้านแห่กันไปบูชาหรือกระทั่งข่าวชาวบ้านแห่ขอหวยตามโคนต้นไม้นั้นต้นไม้นี้ ก็มีให้เห็นกันตามไทยรัฐ เดลินิวส์ เกือบจะไม่เว้นแต่ละวัน

ที่น่าคิดไปอีกก็คือ โดยสามัญสำนึกของเราๆ ท่านๆ แล้ว ความน่าเชื่อของเรื่องบางเรื่องมันมีมากพอๆ กับความไม่น่าเชื่อของมันเลยทีเดียว!

หมายความว่า บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถปฏิเสธเรื่องราวปาฏิหาริย์ลี้ลับแบบมิติพิศวงพวกนี้ได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้แล้ว ลึกๆ เราเองก็ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ว่า มันรู้สึกสบายใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้ที่ได้เชื่อในเรื่องพวกนี้ จริงมั้ย?

แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และตรรกะวิธีคิดแบบฝรั่งนั่นเอง ที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนภายใน จนลมปราณชักจะแตกซ่านแบบเป็นๆ หายๆ (ก็เลยใช้มาตลอด) เมื่อเราโตพอและกล้าพอที่จะตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง

ยังไงเสีย ก็เถียงไม่ได้ว่า ไสยศาสตร์นั้นซึมลึกเข้าไปในวิถีชีวิตและความเชื่อแบบไทย ชนิดที่แยกกันไม่ออกทีเดียว

นอกจากนี้ ผมเองเชื่อว่า พุทธศาสนาแบบลัทธิหรือแบบที่เน้นความเชื่อทางไสยศาสตร์นั้นผูกพันกับความเป็นอยู่และความนึกคิดของคนไทยอย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและช้านาน เรียกว่าชนิดไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันเลยอีกด้วย

จำได้ว่า เมื่อสมัยเด็กๆ ที่ยังได้เดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกันแบบพร้อมหน้าครอบครัวนั้น ทุกทีที่ผ่านไปจังหวัดใด ก็จะได้ยินเรื่องเล่าจากปากของพ่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์และชื่อเสียงของหลวงพ่อวัดต่างๆ พร้อมตบท้ายด้วยเกร็ดเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังมีชื่อของแต่ละพระคุณเจ้า พร้อมสรรพคุณที่ต่างมีดีมีเด่นกันไปคนละทาง เช่น ช่วยให้หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้ายิงไม่ออก ฯลฯ

อิทธิพลของศาสนาพุทธแบบไสยนี่เอง ที่มีส่วนไม่น้อยในการหล่อหลอมค่านิยมและโลกทัศน์ของคนไทย ซึ่งด้วยธรรมชาติของความเชื่อแบบนี้เอง ที่เป็นแรงส่งให้พุทธศาสนาแผ่ขยายอิทธิพลไปครองใจชาวบ้านอย่างไม่มีเงื่อนไข

จึงอดตั้งคำถาม (แบบบาปรึเปล่าไม่ทราบ) ว่า เงินบริจาคของวัดต่างๆ นั้นจะมีสักเท่าใดที่มาจากความศรัทธาของศาสนิกชนที่จะทะนุบำรุงศาสนาจริงๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต่างก็รับความเป็นเปลือกของพุทธส่วนนี้ไปอย่างสบายใจ เพราะมันช่วยให้ตอบคำถามหลายๆ เรื่องในชีวิตที่ตอบไม่ได้ในโรงเรียนหรือสถานที่ราชการ

ความเชื่องมงายที่เราเห็นว่าเป็นอาการของโรคนั้น จึงอาจถูกมองว่าเป็นยารักษาในตัวของมันเองก็ได้ หากแต่ไอ้ตัวยาที่ว่านี้มันไม่ได้เป็นยาสารพัดนึกอย่างที่เข้าใจกัน

เพราะโรคบางโรคไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ และไม่สามารถรักษาตัวของมันได้เอง อย่างเช่นตัวอย่างของโรคจน หรือโรคพิษการเมือง....

2 comments:

noka said...

เชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นถึงขนาดต้องไปสะเดาะเคราะห์นั้น คงเพราะความกังวลที่มีเรื่องต้องเสียเงินแบบไม่น่าจะเสีย ซึ่งบางทีก็เกิดกับใครต่อใครให้กังขาว่าทำไมมันถึงเกิดแบบต่อเนื่องอย่างที่เรียกว่ามาเป็นชุดให้เกิดความเซ็งขึ้นมาได้

ความเชื่อเรื่องโชคลางของขลังของคนไทยถ้าลองดูๆแล้ว ก็มักจะมาจากเรื่องของความอยาก อยากมี อยากเป็น อยากให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้เกิดปาฏิหารย์ประมาณว่าตื่นขึ้นมาในวันรุ่งก็ขอให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ชีวิตจะได้ไม่ต้องลำบาก ทำไมจึงคิดกันเช่นนั้น

เพราะในโลกของความเป็นจริงนั้นบางทีก็ออกจะโหดร้ายอยู่ การได้ฝันว่าจะร่ำรวยโดยไม่ต้องลำบากลำบนทำงานให้เหนื่อยยากจึงเป็นแรงกระตุ้นให้เราเชื่อในเรื่องของสิ่งที่เหนือจริงโดยไม่คำนึงถึงว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร

แล้วทำไมจึงเกิดกับคนไทยเท่านั้นหรือเปล่า คงจะไม่ใช่เพราะโลกตะวันตกหรือส่วนอื่นๆของโลกก็มีเรื่องพวกนี้เหมือนกัน เพียงแต่วิธีการต่างกัน ของใครของมัน คนเราบางทีก็หาทางออกแปลกๆ พิศดารแบบนึกไม่ถึงเหมือนกัน

บุญชิตฯ said...

แต่รู้สึกแปลกๆไหมว่า
ช่วงไหนที่โชคร้าย มักจะโชคร้ายติดต่อกัน
และมักจะเป็นเรื่องใกล้เคียงกัน
เช่น เสียของ หรือเสียมิตร

เคยพยายามคิดแบบวิทยาศาสตร์ ว่าจริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติในชีวิต แต่เรากำลังใจตก ก็เลยไปโหกัสกับมันอย่างนั้นเอง ทำให้เหมือนกับเจอเรื่องร้ายๆตามมาไม่หยุดหย่อน

แต่บางเรื่องก็ต้องยอมรับว่า คิดปลอบใจตัวเองแบบนั้นไม่ได้
เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ แบบต้องยอมรับว่า
มันเป็นเรื่องร้ายที่ไม่ว่าจะเกิดช่วงไหนก็ไม่น่าเกิด
และแปลกที่มันมาเกิดติดต่อกัน

มันก็แปลกดีเหมือนกัน