Thursday, June 28, 2007

ผมตกหลุมรักวัลยา !


นี่ไม่ใช่คำสารภาพรักผ่านบล็อกของผมหรอกครับ

ผมไม่ได้กำลังขอความรักจากผู้หญิงที่ชื่อ “วัลยา” แน่นอน เพราะ “วัลยา” เป็นเพียงผู้หญิงในจินตนาการของผม เธอคือตัวละครจากนิยาย “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เขียนขึ้นในปี ๒๔๙๕

ผมยอมรับว่าโคตรเชยเลยที่เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อ ๕๕ ปีให้หลัง ยิ่งเมื่อมาค้นพบด้วยตัวเองว่านิยายเรื่องนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน และคงจะไม่มีทางให้อภัยตัวเองเป็นอันขาด หากได้ค้นพบนิยายเรื่องนี้เอาเมื่อตัวเองก้าวเข้าสู่วัยโรยรา

เพราะ “ความรักของวัลยา” เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับคบเพลิงแห่งอุดมคติที่กำลังจะมอดและแห้งเหือด มันสามารถเพาะเมล็ดและกล้าของความหวัง รวมทั้งเติมพลังสร้างสรรค์สังคม หากคุณมีฐานรากที่อุดมสมบูรณ์เป็นทุนเดิม

มันจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นนิยายสำหรับคนหนุ่มสาว

ขณะเดียวกัน มันก็สามารถตบหน้าคุณฉาดใหญ่ และทำให้คุณกลับมาทบทวนทัศนคติของตัวเองแบบ ๓๖๐ องศา จึงอาจจะสายเกินไป ถ้าหากคุณเพิ่งได้สำรวจและเรียนรู้ในบั้นปลายของชีวิต ว่าคุณยังไม่ได้เปิดประตูและหน้าต่างทางความคิดของตนเอง ที่จะสามารถเปิดไปสู่เส้นทางใหม่ๆ อีกหลายบาน

เสนีย์ เสาวพงศ์ ลวงและเล่นกับคนอ่านอย่างได้ผล เมื่อแทบจะทุกคนต้องสะดุดกับชื่อหนังสือที่ค่อนข้างหวาน ที่สามารถตีความไปว่า นี่ก็คงเป็นนิยายรักๆใคร่ๆ ประโลมโลกอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความรักอันร้อนรุ่มและกินใจของวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะเมื่อมีฉากหลังเป็นเมืองที่สุดแสนจะโรแมนติกอย่างปารีส

กับดักนี้ ค่อยๆ เปิดเผยตัวเองออกมาทีละเล็กละน้อย เมื่อเราได้เดินทางผ่านหน้ากระดาษและตัวอักษรที่ทรงพลังของผู้เขียน และถูกเย้ยหยันอย่างสุภาพและเป็นทางการโดยผู้เขียนเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายบนหน้าสุดท้ายก่อนจะจบนิยาย

“ความรักของวัลยา” จึงไม่ใช่เรื่องรักของหญิงนักเรียนนอกที่มีชื่อเดียวกัน หากแต่เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งจากหลากหลายมุมของชีวิตนักเรียนไทยในต่างประเทศหนึ่งคน ซึ่งมีนิยามของความรักและมุมมองต่อชีวิตที่น่าสนใจ และถือว่ามีคุณค่าและหาได้ยากในสังคมสมัยใหม่

วัลยา คือ ตัวละครในแบบอุดมคติ ที่มีอยู่จริงแต่หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย เธอจึงเป็นความหวังไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราทุกคนต่างถวิลหา ทั้งในเมื่อวาน วันนี้และพรุ่งนี้

เธอได้ให้บทเรียนที่สำคัญกับเพื่อนหรือคนที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดเธอ รวมทั้งผู้อ่านว่าพลังที่บริสุทธิ์ของผู้ที่เชื่อในอุดมคตินั้น ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้ีีนจากความไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก และอุดมการณ์นั้นก็ไม่ใช่คุณสมบัติของคนทีตัดขาดจากความเป็นจริงอย่างที่เข้าใจกัน

วัลยายังได้สอนพวกเราอีกว่า แท้จริงแล้ว ผู้ที่เชื่อและเดินตามอุดมคติของตนคือผู้ที่เข้าใจว่าการเอาชนะคุณค่าที่ครอบงำสังคมนั้น สามารถประนีประนอมกับการยอมรับข้อจำกัดหรือความต่ำต้อยของปัจเจก แต่การทำเช่นนั้นได้ ต้องเอาชนะทิฏฐิมานะของตนเอง ซึ่งยากมากเพราะต้องแลกมาด้วยความพ่ายแพ้ที่ถูกตัดสินโดยสังคม

ความจริงแล้ว เธอจึงเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ในตัวของเราหลายๆ คน แต่มักถูกตัวเราเองปฏิเสธ เก็บกดและทำลายไป เพราะความอ่อนแอและการยอมจำนนต่อพลังของความเชื่อที่ครอบงำสังคม

เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้ถ่ายทอดความคิดที่ก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อ เมื่อมองจากสมัยที่หนังสือเรื่องนี้ได้ปรากฏตัว ถึงแม้ว่าการอ่านนิยายเรื่องนี้ในอีกครึ่งศตวรรษให้หลัง จะทำให้มองเห็นความเหลื่อมล้ำและแตกต่างทางด้านสำนวนภาษาของยุคสมัย และอาจทำให้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยชินอยู่บ้าง

แต่ต้องยอมรับว่านิยายเรื่องนี้คือผลงานที่ทรงคุณค่า มีความเป็นสากลและอมตะ รวมทั้งทันสมัยในแง่ของความคิดที่พยายามเสนอ โดยเฉพาะคุณค่าและอุดมคติเกี่ยวกับสิทธิสตรี บทบาทของปัญญาชนกับสังคมไทย และความจริงของสังคมเมืองและชนบท ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ !

เมืองปารีส สถานที่สำคัญและข้อคิดเชิงสังคมและประวัติศาสตร์ของปารีส ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถูกนำมาใช้เป็นสปริงบอร์ดทางความคิดได้อย่างลงตัวและลึกซึ้ง

นี่คือผลงานที่นักเรียนไทยในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในฝรั่งเศส) รวมทั้งคนไทยที่รักการเปลี่ยนแปลงทุกคนต้องอ่าน

ขอแสดงความรำลึกถึงคุณูปการทางความคิดของเสนีย์ เสาวพงศ์

ขยายความ
เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ มีผลงานทางด้านวรรณกรรมมากมาย ภายใต้นามปากกาที่หลายหลายเช่น โบ้ บางบ่อ. สุจริต พรหมจรรยา และวัลยา ศิลปวัลลภ เป็นต้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด ผ่านการเสนอผลงานอันทรงคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ตลอด ๖๐ ปีของการทำงาน ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี ๒๕๓๓ และได้รับรางวัลนักเขียนอมตะ จากมูลนิธิอมตะ ในปี ๒๕๔๘

1 comment:

ขอแจม said...

เมื่อนิยายนอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ยังแฝงสาระไว้ด้วย ก็นับว่าดีมาก อุดมคติ เรื่องดีที่เป็นไปได้ยาก ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น Ideal(ist)

ยากเพราะ ปัจจัยเสริมภายนอกอาจจะไม่อำนวย แต่ปัจจัยภายในที่สำคัญยิ่งกว่า -- ความมุ่งมั่น-- มันมักจะหล่นหายไปกับวันเวลา เผลอๆจำไม่ได้ว่าเคยฝันไว้อย่างไรบ้าง

แค่อย่าท้อหากมีฝัน และมีความมุ่งมั่น ซักวันสิ่งที่อยากทำก็คงอยู่แค่เอื้อม ไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้แต่ถ้าทำให้คนอ่านชืนมื่นมีกำลังใจขึ้นมาได้ก็นับว่าคนเขียน เขียนได้ดีทีเดียว