Tuesday, January 30, 2007

มา..มา “ดู” ทีวีกันอย่างจริงจังซะที

ผมเองไม่ได้ดูรายการทีวีของไทยมานานแล้ว เหตุเพราะอคติส่วนตัวว่าทีวีไทยไม่มีรายการน่าสนใจอะไรมากไปกว่าเกมส์โชว์และละครน้ำเน่า

การวิจารณ์รายการทีวีไทยแบบไม่ให้โอกาสได้แก้ตัวนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ผิด แต่ผมก็เชื่อว่าทุกวันนี้ ทีวีไทยน่าจะมีรายการที่ดีหรือมีสาระมากขึ้น ถึงแม้ยังจะปักใจเชื่อต่อไปอีกว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากอยู่ก็ตาม

พูดแบบนี้ เปิดโอกาสให้ถกเถียง (หรือถูกด่า) ได้หลายที่ทีเดียว

แรกสุด บางคนคงบอกว่าทีวีไม่ใช่สารานุกรม จะเอาสาระอะไรกันมากมาย ชีวิตยังเครียดไม่พออีกหรือไง อันนี้ผมคงจะไม่เถียง เพราะคงไม่มีใครอยากเปิดทีวี ถ้ามันให้บรรยากาศเหมือนกำลังติวข้อสอบเอนทรานซ์ตลอดเวลา

ยังไงก็ตาม ในประเทศที่คนไทยโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด (ต่อให้นับรวมหนังสือพิมพ์ด้วย) และใช้เวลากับทีวีรองจากทำงานเพียงนิดเดียว สัดส่วนของรายการที่ให้สาระความรู้ดูเหมือนจะน้อยเต็มที

ที่เป็นแบบนี้ เพราะโอกาสของคนไทยในการได้รับรู้ข่าวสารสาระกลับถูกผูกขาดจากความเป็นไปของธุรกิจใครบางคน

ในโลกของความเป็นจริง สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมอย่างน่าเศร้า และเราคงต้องเข้าใจและยอมรับว่ากฎธรรมชาติของโลกธุรกิจกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นไปของสังคมทุกซอกทุกมุม

สิ่งที่เราทำได้เพียงอย่างเดียวในวันนี้ก็คือ สวดมนต์วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ช่วยดลใจนายกสักคนให้เปิดช่องสาระสักช่องเหมือนอย่างช่อง ARTE ลูกครึ่งเยอรมัน-ฝรั่งเศสที่ถือว่าจิตวิญญาณของช่องคือการให้ความรู้กับคนดู

หรือว่าเราอาจจะต้องไปพึ่งเวทมนต์คาถา ขอให้หมอผีชุบชีวิตไอทีวี ที่ตั้งขึ้นด้วนเจตนารมณ์คล้ายกันนี้ ให้คืนชีพขึ้นมาใหม่จากตายสนิท ก็อาจจะเข้าที

จะว่าไปแล้ว ย้อนกลับมาที่ทางเลือกระหว่าง “สาระ” และ “บันเทิง” ถ้าจะคิดไปให้ลึกซึ้งกว่านั้น คำถามอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “อะไร” แต่น่าจะเป็น “อย่างไร” มากกว่า

เพราะถ้าเราเชื่อว่ารายการทีวีสามารถให้ความรู้คู่ความบันเทิงได้ เราคงจะกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ

ถ้าใครเชื่อไปแล้วว่า ความรู้ไม่สามารถไปคู่กับความบันเทิงได้ ก็ต้องขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ (จะถูกหาว่าอิงอำนาจเก่ามั้ยเนี่ย) อันนี้ต้องขอยืมคำว่า Edutainment มาใช้ รัฐมนตรีท่านใดจะเอาไปใช้เป็นสโลแกนก็คงไม่ว่า เพราะผมก็ยืมเขามาอีกที

เลยต้องกลับมาไล่เรียงตัวไปตั้งแต่รัฐบาล เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารสถานี ไปจนถึงผู้ผลิตรายการว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับทีวีอย่างไร และอยากจะให้อะไรกับคนดู

ตั้งคำถามแบบนี้เสี่ยงที่จะต้องเจอกับคำตอบที่น่าเศร้า แต่ถ้าอยากจะทำให้คนไทยในวันหน้ามีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็คงจะต้องลองไปฝากคนเหล่านี้คิดดู

เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกทัศน์หรือมุมมองและวิธีคิดที่มีต่อโลกมีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของเราอย่างลึกซึ้ง และมันกำหนดเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนอย่างสำคัญยิ่งยวด

ในเมื่อโทรทัศน์มีส่วนในการสร้างโลกทัศน์สำหรับคนไทยอย่างมาก ก็ต้องขอให้มา “ดู” ทีวีไทยกันให้ดีๆ

อันที่จริง คำว่า “ดู” ทีวีในที่นี้ก็มีนัยที่สอง นอกจากนัยแรกที่ชี้ชวนให้มาดูเข้าไปข้างในหรือเบื้องหลังทีวี
นั่นก็คือ การดูทีวีบนผิวหน้าของมัน

เราอาจยึดเอาภาษิตไทยที่ว่า “ดูละคร ย้อนดูตัว” มาปรับใช้ได้ในแง่มุมหนึ่ง เพราะเมื่อดูทีวีไทยแล้ว ก็ได้เห็นภาพจำลองของความเป็นไทยอยู่ในหลายลักษณะ

อันที่เด่นชัดและขอยกตัวอย่างแบบรวดรัด ก็คือ การเซ็นเซอร์แบบทำภาพเบรอบนวัตถุแสลงตา อย่างเช่น อาวุธ บุหรี่ ภาพโป๊ ฯลฯ

สำหรับผม นี่คือภาพสะท้อนความเป็น “ไทย” ที่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่อยากจะเห็นได้ ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ และการปิดนั้นก็ไม่ได้ทำให้มันหายไป แต่กลับยิ่งเน้นความมีอยู่ของมัน

สำหรับผม มันยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงสิ่งที่เห็น และไม่รู้ว่าคืออะไร (อยากจะพูดถึงเรื่องเซ็นเซอร์ให้ละเอียดรอบด้านกว่านี้ ในโอกาสต่อไป)

อยากให้คนไทย “ดู” ทีวีกันอย่างจริงจังจริงๆ ซะที

Monday, January 22, 2007

อับเบ้ ปิแอร์ : ชายผู้สามารถเปลี่ยนโลกด้วยความดี






22 มกราคม 2550
ฝรั่งเศสไว้อาลัยแด่การจากไปของบุคคลซึ่งเป็น “ที่รักยิ่งของชาวฝรั่งเศส”

คำยกย่องนี้ มีความหมายลึกซึ้งเกินขอบเขตของ “ความนิยมหรือความรักอย่างหยาบ” ที่เรารู้จักมากนัก เพราะชายที่ได้รับการขนามนามว่า อับเบ้ ปิแอร์ (L’Abbé Prierre) ผู้นี้ สามารถกำหัวใจคนทั้งฝรั่งเศส ด้วยการทำให้ “ความดี” กลายเป็น “รูปธรรม” ที่จับต้องได้

นี่ไม่เป็นเพียงการสูญเสียครั้งสำคัญของคนฝรั่งเศสเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

*****

ชายผู้นี้ใช้เวลาทั้งชีวิตต่อสู้กับความอยุติธรรมในหลากหลายรูปแบบ !

เขาเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อให้ที่หลบซ่อนและหลบหนีกับชาวยิวที่กำลังหนีการตามล่าจากแกสตาโป และเข้าร่วมในขบวนการต่อต้านนาซี ซึ่งเค้ากลายเป็นบุคคลสำคัญของขบวนการในเวลาต่อมา

ชายผู้นี้คือ นักบวชคาทอลิคที่เรียกร้องให้ศาสนาคริสต์ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ !

เขาเสนอให้พระสามารถแต่งงานได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้สตรีสามารถเป็นนักบวช นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นขัดแย้งอย่างเปิดเผยกับความคิดกระแสหลักของศาสนจักร (หรือของสันตะปาปาทั้งสองท่าน) ที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาของโลก โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันและประเด็นการห้ามใช้ถุงยางอนามัย

ชายผู้นี้ คือมนุษย์ผู้ไม่สามารถปิดปากเงียบและนิ่งดูดายต่อความอยุติธรรมและความแตกต่างระหว่างมนุษย์

เขาคือผู้ประกาศ เพื่อเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศสตื่นขึ้นจากการนิ่งเฉยและเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังต่อสู้กับภัยหนาว หลังจากพบศพสองแม่ลูกหนาวตายของบนถนน Boulevard de Sébastopol ในเวลาตีสามของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1954 (ซึ่งในปีนั้น อุณหภูมิลดลงไปจนถึง -15 องศาเซลเซียส)

คำเรียกร้อง ผ่านทางรายการวิทยุของสถานีลุกซอมบูก (Luxambourg หรือช่อง RTL ในปัจจุบัน)ได้ทำให้อับเบ้ ปิแอร์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเวลาต่อไปและคำเรียกร้องดังกล่าวได้กลายเป็นคำประกาศที่ถูกจารึกในความทรงจำของคนฝรั่งเศสจนกระทั่งปัจจุบัน

ชายผู้นี้ คือคนที่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของสังคม โดยสร้างเครื่องจักรที่มีชีวิตจิตใจ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยฟันเฟืองที่สามารถคิดและรู้สึก นั่นคือ การรวมตัวของกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนด้วยสามัญสำนึกและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์

คำประกาศของอับเบ้ ปิแอร์ทำให้เกิดความตื่นตัวและการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างทันทีทันใดในฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังถือเป็นต้นกำเนิดของสมาคม Emmaüs ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เร่ร่อนไร้ที่อยู่ในฝรั่งเศส รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการก่อตั้งสมาคมการกุศลอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

อับเบ้ ปิแอร์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เพื่อผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและผู้อพยพที่ไร้สถานภาพทางกฎหมายและสังคม จนกระทั่งปัจจุบัน

นับว่าคุณูปการณ์ของอับเบ้ ปิแอร์ต่อสังคมฝรั่งเศสนั้นมากมายเกินกว่าจะนำมากล่าวจนจบสิ้นได้

*****

อับเบ้ ปิแอร์ หรือชื่อจริง อองรี กรูแอส (Henri Grouès) เกิดวันที่ 5 สิงหาคม 1912 ที่เมืองลียง ในครอบครัวที่มีฐานะและเคร่งศาสนา ต่อมาเมื่ออายุ 16 ได้เริ่มมีความคิดที่จะบวชและได้บวชเป็นพระในนิกายกาปูแซง (Capucins) เมื่ออายุ 19 โดยได้รับสมญานามว่า ฟิลิป หลังจากนั้น ได้มีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้านนาซีในช่วงสงครามโลก ภายหลังสงครามยุติ ได้ก้าวเข้าสู่วงการเมืองซึ่งได้รับการเลือกเป็นผู้แทนของ Meurthe-et-Moselle ใน Lorraine รวมทั้งได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เน้นประชาธิปไตย ซึ่งในช่วงนี้ได้พบและร่วมงานกับอัลแบร์ กามูท์

ผู้สนใจประวัติอย่างละเอียดของอับเบ้ ปิแอร์สามารถศึกษาได้จากเว็บของวิกีพีเดีย รวมทั้งบทความอื่นๆ ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะได้รับการเผยแพร่มากขึ้นตามลำดับทางสื่อต่างๆ

ขอไว้อาลัยแด่การจากไปของอับเบ้ ปิแอร์ ชายผู้มีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

Wednesday, January 17, 2007

รอยต่อของยุคสมัย

ได้อ่านบทความของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากเว็บของ “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ เรื่อง เมื่อถวัติ ฤทธิเดช เข้าเฝ้าขอขมาพระปกเกล้า แล้วอยากจะนำมาถ่ายทอดต่อ เผื่อว่าผู้ที่สนใจจะติดตามไปอ่านประกอบความรู้

ในบทความดังกล่าว อาจารย์สมศักดิ์ได้พยายามค้นคว้าหาหลักฐานยืนยันต้นตอของเรื่องเล่าเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีอาญาโดยสามัญชน คือ นายถวัติ ฤทธิเดช ผู้นำกรรมกร-รถราง ต่อพระเจ้าแผ่นดิน (รัชกาลที่ ๗) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเรื่องเล่ากึ่งตำนานที่ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งโดยบรรดานักกฎหมาย

แม้กระทั่งในบทความของคุณวิษณุและบวรศักดิ์ก็อ้างถึงเหตุการณ์นี้ว่า “เป็นสาเหตุให้เกิดการกำหนดข้อความมาตรฐานในรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่ว่า ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมศักดิ์ค้นพบว่าข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์นั้นไม่สอดคล้องและคลาดเคลื่อนจากความเข้าใจทั่วไปของนักกฎหมายดังกล่าว

เนื่องจากการฟ้องร้องจริงๆ ไม่เคยเกิดขึ้น (ถึงแม้จะมีความพยายามร่างคำฟ้องร้องและการแถลงผ่านสื่อ) และการณ์ก็ยุติเมื่อนายถวัติ ฤทธิเดช ทำพิธีกล่าวคำขอขมาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่จังหวัดสงขลา

หลักฐานสำคัญที่อาจารย์สมศักดิ์นำมาประกอบในบทความนี้ คือ รายงานการเข้าเฝ้าขอขมาพระปกเกล้าของถวัติ ฤทธิเดช จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน ที่ลงติดต่อกันถึง ๓ วัน คือระหว่างวันที่ ๒๗ ถึง ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยถอดความมาจากการสัมภาษณ์นายถวัติ ประกอบกับการเล่าเสริมโดยหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร หรือ "ท่านวรรณ" ผู้ทรงเป็นเจ้าของประชาชาติและทรงอยู่ในการเข้าเฝ้าของถวัติด้วย

ผมเห็นว่ารายงานที่อาจารย์สมศักดิ์นำมาเผยแพร่นั้น ไม่สามารถถูกตัดตอนมาเพียงบางส่วนในที่นี้ได้ เพราะจะทำให้เกิดการตีความที่คลาดเคลื่อน รวมทั้งลดทอนใจความสำคัญบางส่วนไป แต่จะขอหยิบยกแง่มุมที่คิดว่าสำคัญซึ่งได้รับจากบทความและรายงานดังกล่าวมาพูดถึง

ประการแรก เราคงรู้สึกประหลาดใจปนช็อคกับความคิดเรื่องการฟ้องร้องทางกฎหมายโดยสามัญชนต่อพระเจ้าแผ่นดินที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เนื่องจากเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในบริบททางสังคม (จารีตและกฎหมาย) ปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญคงมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมไทยในขณะนั้นเพิ่งก้าวเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านของระบบการปกครอง (จากสมบูรณายาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย แบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ทำให้แนวความคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ยังใหม่มากสำหรับทั้งรัฐบาลผู้ใช้กฎหมายและประชาชน (และยังคงเป็นจริง จนกระทั่งปัจจุบัน)

นอกจากนี้ เราอาจมองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงช่วงเวลาอันยากลำบากสำหรับสถาบันสูงสุดในสังคมไทย ที่ยังคงมีความทรงจำอันใหม่สดจากภาพการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ในยุโรปและรัสเซีย (ซึ่งถูกเน้น ด้วยภัยคุกคามจากอิทธิพลที่กำลังแผ่ขยายอยู่รอบๆ ของระบอบคอมมิวนิสต์)

นายถวัติ ทูลกับรัชกาลที่ ๗ ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า ตนนั้นได้กระทำการดังกล่าวไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กล่าวคือ นายถวัติเห็นว่าภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่พระองค์ทรงอยู่ภายใต้กฎหมายเฉกเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งหลายนั้น ตามหลักเหตุและผลของตน เมื่อพระองค์ทรงกระทำละเมิดชื่อเสียงของเค้า เค้าก็น่าจะสามารถฟ้องร้องเอาผิดทางอาญากับพระองค์ได้

พระองค์ทรงตรัสว่าราษฎร์จะฟ้องร้องเอาผิดกับในหลวงไม่ได้ และทรงยกตัวอย่างว่าแม้ประธานาธิบดีในระบบสาธารณรัฐนั้น ก็ไม่อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาได้

ประการต่อมา ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากการนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อขอบเขตของพระราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน เนื่องจากสังคมเลือกที่จะรักษาโครงสร้างเดิมบางประการที่ผูกพันเหนียวแน่นกับสังคมไทย (จนทำให้การเมืองไทยในปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตยแบบไทยที่มีเอกลักษณ์และอุปสรรคเฉพาะตัว)

ในประเด็นของการหาทางออก โดยใช้วิถีทางแบบไทย แทนที่จะรื้อร้างและหันไปพึ่งโครงสร้างใหม่จากตะวันตกนั้น เห็นได้จากการลงเอยด้วย “พิธีกล่าวคำขอขมา” ต่อพระเจ้าแผ่นดินและขอพระราชทานอภัยโทษ (ซึ่งมีงานวิจัยบางชิ้นอ้างถึงพิธีขอขมาในทำนองเดียวกันของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ต่อรัชกาลที่ ๗ เมื่อได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงในจดหมายของคณะราษฎร์เพื่อขอให้ทรงพระราชทานประชาธิปไตย)

ส่วนที่มีความสำคัญในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวันฉบับนี้ คือบทสนทนาตอบโต้ระหว่างรัชกาลที่ ๗ กับนายถวัติ ที่อาจสะท้อนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับราษฎร์สามัญชน ที่เราสามารถมองเห็นความคลุมเครือ ซึ่งเป็นผลมาจากการผสมระหว่างแนวคิดเดิมแบบเจ้าชีวิต-ข้าชีวิตกับอิทธิผลของแนวคิดใหม่จากตะวันตกในเรื่องสิทธิ เสรีภาพและเสมอภาคระหว่างบุคคล ที่ถูกครอบลงมาจากระบอบประชาธิปไตย

หนึ่งในคุณค่าของบทความดังกล่าวนี้ ก็คือ ทำให้เรามองเห็นความสับสนของโครงสร้างสังคมใหม่ ที่จัดรุปแบบความสัมพันธ์และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลระดับต่างๆ ในรัฐอย่างคลุมเครือ

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่ได้จากบทความและรายงานที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นหลักฐานเท่านั้น

Sunday, January 14, 2007

Réflexion sur “เสียงของความเงียบ”

(แรงบันดาลใจจาก “เสียงของความเงียบ” « le silence bruissant » ใน http://faywanrug.unblog.fr/ )

เป็นเรื่องน่าแปลก และอาจจะดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง ที่เรามักจะรู้สึกหรือสัมผัส “ความมีตัวตน” ของตัวเราเองเมื่อเราอยู่คนเดียว

ที่พูดอย่างนั้นก็เพราะเราไม่อาจจะเกิดคำถามต่อความมีตัวตนของเรา (ในที่นี้ หมายถึงตัวฉัน) ถ้าหากไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคนอื่น หรือพูดอีกอย่างก็คือ เราไม่อาจคิดคำนึงถึงความเป็น “ข้างใน” ได้ ถ้าหากไม่มีสิ่งที่อยู่ “ข้างนอก”

ยังไงก็ตาม มันอาจไม่ขัดแย้งกันอย่างที่ว่ามาก็ได้ เพราะเรามักรู้สึกถึงตัวตนของเรา เมื่อเราประสบกับ “ความขาดหายไป” ของสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งอาจถูกแทนที่ด้วยสิ่งไม่มีชีวิต (ที่เราไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย) ที่เคยอยู่ข้างนอก แต่กลับคุกคามเข้ามาภายในอาณาเขตของ “ข้างใน”

อย่างที่เฟย์ยกตัวอย่างงานของ Sartre ว่า "...ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอ่านหนังสือ เก้าอี้ ผ้าม่าน ฯลฯ ทุกสิ่งเหล่านี้ “ดำเนินชีวิต” ของมันต่อไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเรา โดยที่ไม่สนใจเรา “มันมีชีวิตของมัน”"

เมื่อพูดถึง "ความขาดหายไป" ของสิ่งมีชีวิตอื่น บ่อยครั้ง มันนำมาซึ่ง "ความเหงา" หรือ "การใคร่ครวญที่มากเกินไป" ที่มักทำให้เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวเรา

ความเหงาอาจจะเป็นความรู้สึกขาดหายไปของคนอื่น ของเพื่อนหรือคนที่เคยอยู่ใกล้ชิด ซึ่งอาจจะสะท้อนความต้องการที่จะแบ่งปัน หรือในมุมตรงกันข้ามคือความต้องการที่จะแก่งแย่งก็เป็นได้

เมื่อไม่สามารถแบ่งปันหรือแก่งแย่ง (เพราะไม่มีใครให้แบ่งปันหรือแก่งแย่ง) จึงแสดงอาการหรือสัญญาณออกมา

ในขณะที่ความใคร่ครวญที่มากเกินไป ซึ่งมักจะเป็นการโจมตีของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้นก็มักทำให้เราเกิด “วิกฤตของความมีตัวตน” ได้เสมอ

เพราะ “ความคิด” นั้นคือความมีตัวตนในระดับที่ลึกซึ้งที่สุด ที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ ตาม cogito, ergo sum หรือ je pense donc je suis ของ Descartes (Les Principes de la philosophie, article 7)

Descartes กล่าวว่าในขณะที่เราสงสัย เรารู้ว่าเรามีตัวตนอยู่จริง เพราะมีความสงสัยและมีใครบางคนที่กำลังทำการสงสัย หรือ « tandis que je doute, je sais que j'existe, car s'il y a un doute, c'est qu'il y a nécessairement quelqu'un qui est là pour douter »

จึงเป็นไปได้ว่า “ความเงียบภายนอก” ที่มักเกิดขึ้นขณะอยู่คนเดียว ได้ทำให้ “เสียงภายในหัว” ของเราดังขึ้น จนเรารู้สึกถึง “ความเงียบที่มีเสียง” ของเฟย์นั่นเอง

Friday, January 12, 2007

เด็ก ผู้ใหญ่และการเมือง

๑. เด็กกับการเมือง

๑. ๑
เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติประจำปีนี้ เด็กจากทั่วประเทศได้มารวมตัวกันเพื่อร่าง “คำขวัญวันเด็ก ประจำปี” เพื่อมอบให้กับผู้ใหญ่ทั้งหลาย โดยมีนายกฯ รัฐมนตรีเป็นตัวแทน ซึ่งตัวแทนของเด็กๆ กล่าวว่าคำขวัญนี้คือสิ่งที่เด็กทั่วประเทศต้องการ รวมทั้งเป็นแนวทางที่เด็กต้องการให้ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อตนตลอดปีที่จะถึงนี้

๑. ๒
สื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ถือโอกาสวันเด็กแห่งชาติปีนี้ สัมภาษณ์นายกฯ และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำ ถึงสิ่งที่พวกท่านอยากจะทำให้กับเด็กในปีนี้ โดยนักข่าวบางรายยังสอบถามนายกรัฐมนตรีถึง “นโยบายแห่งชาติสำหรับเด็ก” ซึ่งจะเป็นของขวัญสำหรับเด็กทุกคน

สถานีโทรทัศน์ช่องห้า เจ็ดและสิบเอ็ดถึงกับจัดรายการพิเศษโดยงดออกอากาศรายการเกมส์โชว์หนึ่งวัน เพื่อเผยแพร่สารคดีพิเศษ ที่สอบถามบุคคลสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละท่านอยากเป็นเมื่อวัยเด็กและความยากลำบากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหรือช่วงวัยรุ่นที่แต่ละคนผ่านมาได้

๒. เด็กและผู้ใหญ่

๒. ๑
นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาเนื่องในโอกาสวันเด็กแก่ข้าราชการผู้ใหญ่จากทุกกระทรวง โดยมีใจความสำคัญเพื่อกำชับให้ข้าราชการมอบของขวัญในวันเด็กให้กับบุตรหลานของตนโดยการใช้เวลาสุดสัปดาห์นี้กับครอบครัว โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะงดเว้นกิจกรรมของกองทัพในปีนี้ แต่มุ่งเน้นกิจกรรมด้านวัฒนธรรมแทน โดยขอให้พิพิทธภัณฑ์และห้องสมุดทุกแห่งเปิดให้เข้าฟรี ตลอด ๒๔ ชั่วโมงในวันเสาร์นี้ พร้อมทั้งจัดเตรียมห้องสมุดเคลื่อนที่ทั่วประเทศ โดยได้รับความอนุเคราะห์บุคลากรและรถขนาดใหญ่จากทั้งสี่เหล่าทัพ

นอกจากนี้ นายกฯ ได้เสริมว่า ตนได้ประสานขอความร่วมมือไปยังภาคเอกชน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และสถานบริการให้ปิดบริการในวันเสาร์และอาทิตย์เพื่อให้พนักงานได้ใช้เวลากับบุตรหลานของตนและเพื่อส่งเสริมให้แต่ละครอบครัวทำกิจกรรมในบ้าน โดยมีความสุขอย่างพอเพียงในสุดสัปดาห์นี้

๒. ๒
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของเด็ก แจกรางวัลครอบครัวดีเด่นให้กับผู้ปกครองและเด็กที่เป็นตัวอย่างที่ดีในฐานะครอบครัวอบอุ่น รวมทั้งร่วมกับกรมพัฒนาครู กระทรวงศึกษาธิการมอบรางวัลครูดีเด่นประจำปี โดยวัดผลจากความเห็นของผู้ปกครองและเด็ก รวมทั้งจากผลการเรียนของนักเรียนในความดูแลของครู

ทั้งนี้ เจ้ากระทรวงทั้งสองได้ร่วมหารือถึงการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อร่างกฎกระทรวงยกเลิกวันครู วันพ่อและวันแม่และรวมเป็นวันเดียว โดยใช้วันเด็กเป็นตัวแทน

๓. ผู้ใหญ่กับการเมือง

หลายคนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นทั้งหมดในข้างต้นนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับสังคมไทย ข้อความข่าวทั้งหมดจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่เชื่อในความสำคัญของเด็กอย่างจริงใจและไม่ตัดเด็กออกจากวงจรของการพัฒนา โดยเริ่มต้นจากการหยุดถามเด็กว่าอยากจะเป็นอะไร แต่ถามตนเองว่าจะทำอะไรให้กับเด็กและเริ่มจากการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยผู้ใหญ่ โดยผ่านกระบวนการทางการเมือง

วันเด็ก ๒๕๕๐

Tuesday, January 09, 2007

Blog-tag กับเรื่อง “ผมและคนอื่น”

หลังจากถูก blog-tag จาก neo-humanism ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผมต้องแนะนำบล็อกต่อไปอีก ๕ บล็อกพร้อมกับพูดถึงตัวเองอีก ๕ ข้อ

คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อถ้าหากจะบอกว่าผมเองเป็นคนที่รู้จัก Blog น้อยมาก

แต่ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เพราะ “รู้จัก” ในความหมายของผมนั้น มันมากกว่าแค่เคยได้ยินหรือเคยผ่านตา แต่ครอบคลุมถึงการรู้ว่าเนื้อหาของบล็อกนั้นเป็นอย่างไรและสามารถบอกได้ว่าเจ้าของบล็อกนั้นมีพื้นฐานความคิดและความเชื่ออย่างไร จากการคลุกคลีผ่านตัวอักษร

เหตุมาจากความจริงที่ว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกสบายใจที่จะท่องเว็บไซต์มากกว่าท่องไปในโลกของบล็อก

เพราะในขณะที่เว็บไซต์คือแหล่งรวมข้อมูล ข่าวสารของเรื่องต่างๆ ซึ่งมีลักษณะของความไม่เป็นส่วนตัว (impersonality) การเข้าไปในพื้นที่ของบล็อกนั้น เป็นการก้าวเข้าไปในอาณาเขตส่วนบุคคลของคนอื่น เพราะเจ้าของบล็อกมักจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมทั้ง ความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว

เราจึงเสมือนกำลังก้าวเข้าไปยืนข้างๆ เขาในชีวิตประจำวันหรือเลวร้ายกว่านั้น กำลังก้าวเข้าไปยืนในหัว (สมอง) ของเขา

ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในบล็อกกับบุคคลที่ ๑ (ผู้เล่าเรื่อง) ซึ่งเปิดสู่ผู้อ่านและเปิดประตูให้กับการสร้างความสัมพันธ์แบบบุคคลที่ ๑ และบุคคลที่ ๒ คือผู้เล่าและผู้ถูกเล่าแบบตัวต่อตัวนั้น คือความเป็นส่วนตัวที่กำลังพูดถึง

ถึงแม้จะไม่มีความสมมาตรระหว่างผู้เล่าและผู้อ่าน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้เล่า (ที่กำลังเปลือยเปล่าล่อนจ้อนอยู่ตรงหน้า) ผู้อ่านยังสามารถเลือกที่จะปกปิด identity และความคิดเห็นของตนได้

และถึงแม้การพบกันจะไม่ได้เป็นไปในลักษณะการเผชิญหน้า (face to face) แต่เป็นการไปนั่งอยู่ข้างๆ เขา (ตามที่นักปรัชญาอย่าง Levinas* ได้เคยอธิบายไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่น) แต่ความกลัวที่จะเข้าไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์แบบนี้ ทำให้ผมหวั่นๆ ที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับบล็อกเกอร์อื่น โดยเฉพาะบล็อกเกอร์มืออาชีพ

ผมอาจจะวิตกจริตเกินเหตุ แต่ประสบการณ์ช็อกหลายต่อหลายครั้งที่ได้รับจากการอ่านเพียงเว็บบอร์ด (แค่ผ่านตา) ในอดีตก็ทำให้ผมเข็ดขยาดและไม่อยากจะต้องรู้สึกวิงเวียนกับการรุกรานของความเป็นคนอื่นที่มากเกินไป

อาการวิงเวียนนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อผมได้ก้าวเข้าไปในความสัมพันธ์ส่วนตัวก่อนที่จะทำความรู้จักแบบผิวเผิน หรือพูดง่ายๆ ว่าเมื่อเรากระโดดข้ามก้าวแรกของความสัมพันธ์ (คือระดับผิวเผิน)ไปสู่ระดับที่ลึกซึ้งกว่า จึงมีโอกาสที่จะเกิดอาการสำลักความคุ้นเคย (ในกรณีที่เรารู้จักคนๆ นั้นอยู่แล้ว การได้รู้จักมากขึ้นจากการรับรู้ความคิดหรือกิจวัตรกลับส่งผลตรงกันข้าม)

และในทำนองเดียวกัน ผมก็กลัวที่จะรื้อถอนป้อมปราการที่ขวางกั้นอาณาเขตส่วนตัวกับดินแดนสาธารณะ

โดนสรุป การแนะนำบล็อกเพียง ๕ บล็อกจึงเปรียบเสมือนเป็นงานช้าง !
...

หลังจากความพยายามใช้ search engine ให้เกิดประโยชน์ แต่ไม่เป็นผลนักเพราะผมไม่ได้รู้จักบล็อกที่หาเจอจริงๆเลย ยังไงก็ตาม ผมกลับค้นพบข้อเท็จจริงจากการวิจัยย่อยๆ นี้ว่า “โลกของบล็อกกลมและแคบกว่าที่คิดมาก”

ในบรรดาบล็อกที่เราสามารถเรียกได้ว่าแอ็กทีฟอยู่นั้น มีบล็อกเกอร์กลุ่มหนึ่งที่เป็นแกนกลางและถูกลิ้งค์โดยบล็อกอื่นๆ แทบจะเกือบทุกบล็อก ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบงูกินหาง

หรือนี่สอดคล้องกับที่มีคนพูดว่า คนเราทุกคนมีคนอย่างน้อย ๖ คนที่รู้จักร่วมกัน เหมือนเป็นสายโซ่แห่งความสัมพันธ์ เป็นไปได้ แต่ผมขอเรียกบล็อกกลุ่มนี้ว่ากระแสหลักของบล็อกเกอร์น่าจะเหมาะ

มองจากความนิยม นี่อาจจะสะท้อนคุณภาพในแง่ของเนื้อหาหรือสไตล์การเขียน หรืออาจจะเป็นความซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เขียน ??

นอกเรื่องมาซะนาน ถ่วงเวลาได้อีกซักนิด เรื่องที่จะ tag นั้นเอาไว้คราวหน้าละกัน รออีกซักนิด อย่างน้อยก็คงจะมีบล็อกเกอร์ใหม่เกิดซักราย


*Emmanuel Levinas (1906-1995) นักปรัชญาฝรั่งเศส ที่สนใจอย่างมากเกี่ยวกับ “คนอื่น” และความสัมพันธ์ระหว่างเราและคนอื่น

Monday, January 08, 2007

ทั้งหมดแถวตรง…. ขวาหัน....

เป็นโอกาสที่ดีที่จะพูดคุยกันถึงเรื่อง “กฎ” ในโอกาสที่สังคมไทยกำลังวุ่นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดี รัฐธรรมนูญก็คือ กฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศซึ่งถือว่าเป็นกรอบหรือ “กฎ” สำหรับสังคม

อย่างที่ได้เคยเขียนถึงแนวคิดของการกำหนดกฎไปแล้วครั้งหนึ่ง ในบทความ The rules of the game เมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงขอหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอย่างละเอียดอีกครั้ง

คำว่า “กฎ” ในที่นี้ แตกต่างจากสิ่งที่เราเรียกว่า “คำสั่ง” หรือ “ระเบียบ” ตรงที่ กฎหรือกฎเกณฑ์ที่กำลังพูดถึง คือ กรอบกว้างๆ ที่กำหนดพฤติกรรมในระดับของการตัดสินใจหรือระดับการวางแผน โดยระบุเพียงเป้าหมายแต่ไม่ได้ชี้ชัดลงไปถึงวิธีการของการกระทำ

ในขณะที่ คำสั่งหรือระเบียบนั้น ระบุชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องกระทำและห้ามกระทำ โดยลงลึกไปถึงสถานการณ์หรือกรณีปลีกย่อย เพื่ออุดช่องโหว่ที่จะเปิดโอกาสที่เกิดการฝ่าฝืน

พูดอีกอย่างก็คือ กฎในความหมายที่ใช้กับรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเสมือนเข็มทิศและคู่มือการใช้งานและมีนัยของการสร้างและการมองไปในอนาคต ในขณะที่คำสั่งหรือระเบียบมีนัยของ “การป้องกัน” และการควบคุมสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีความ “ชั่วคราว” แฝงอยู่อย่างมาก เพราะสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

นิยามของกฎและระเบียบในข้างต้น จึงทำให้เราเข้าใจตรงกันว่า ตัวอย่างของกฎจราจรนั้นคือระเบียบในความหมายที่กำลังพูดถึงและคำว่า “กฎ” ที่ใช้จนเคยชินนั้น อาจจะทำให้ความเข้าใจถึงกฎในความหมายของการสร้างและการมองไปในอนาคตนั้น เข้าถึงได้ยากในความเข้าใจแบบผิวเผิน

นอกจากนี้ มีแนวคิดของความตกลงปลงใจระหว่างทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการสร้างกฎ ในขณะที่ระเบียบหรือคำสั่งนั้น สะท้อนแนวคิดของการกำกับหรือกำหนดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง

คำสั่งหรือระเบียบจึงใช้ได้อย่างดีกับวิธีการควบคุมคนหมู่มาก เช่น การออกคำสั่งและควบคุมกำลังทหาร

ความแตกต่างของตัวกฎและระเบียบที่ว่าไปทั้งหมดนี้ ได้กลับมากำหนดวิธีการและเวลาของการสร้างกฎและการสร้างระเบียบ (หรือการออกคำสั่ง) คือ บอกว่าจะสร้างอย่างไรและเมื่อใด

ในแนวคิดของกฎและเกมส์นั้น เราจึงควรกำหนดกฎเกณฑ์ให้เสร็จก่อนที่จะเริ่มเล่ม เพราะการสร้างกฎนั้น มีส่วนสำคัญในการกำหนดเป้าหมายขององค์รวม จึงกำหนดทางเลือกซึ่งก่อให้เกิดการเอื้อหรือลดทอนประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมจึงอาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรมได้

เมื่อเปรียบเทียบกับคำสั่งหรือระเบียบ ซึ่งอยู่ในตรรกของการควบคุม และละเลยคุณค่าของความเท่าเทียม แต่อ้างอิงแนวคิดของลำดับชั้น (hierarchy) นั้น จึงถูกสร้างและสร้างใหม่เมื่อใดก็ได้ โดยไม่ถูกตั้งคำถาม

ย้อนกลับมาที่การเมืองไทย ในขณะที่เรากำลังจะร่างรัฐธรรมนูญหรือสร้างกฎเพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายของสังคม ที่เราต้องการให้เป็นในอนาคต

เรากลับมองเห็นความเลวร้ายตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อคนที่จะมาทำหน้าที่กำหนดกฎนั้น มาจากตรรกของการออกคำสั่งและระเบียบ รวมทั้ง เราเองมองไม่เห็นความงดงามเลยในขั้นตอนของการสรรหาบุคคลเหล่านี้ จากข่าวความวุ่นวายในการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกกันเอง

เมื่อผู้ที่จะมาเขียนกฎไม่เห็นความสำคัญของกฏ (และที่เลวร้ายพอกัน พวกเขาสะท้อนวิธีคิดว่าผลสำเร็จนั้นสร้างความชอบทำให้กับวิธีการหรือขั้นตอน) คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากหุ่นเชิดที่ถูกสั่งหันซ้ายหันขวา ที่ไร้จิตวิญญาณและความคิด

ด้วยประการทั้งปวง การร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้จึงไร้ความชอบธรรมและขัดต่อหลักการของสัญญาประชาคม

ก็คงไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าจะมีใครอ้างเหตุล้มกระดานเกมส์นี้อีกในอนาคต

Saturday, January 06, 2007

เอ้า ทุกคน! ท่องพร้อมกัน “ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ...”

นิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุด (๖-๑๒ มกราคม ๒๐๐๗) ให้ความสำคัญกับข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยพอสมควร โดยลงบทความเต็มหน้า ๒ เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงเทพฯ ในวันส่งท้ายปีและเหตุการณ์ตลาดหุ้นตกอย่างรุนแรงเมื่อไม่กี่วันก่อนคริสมาส อันเป็นผลโดยตรงจากมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินจากต่างประเทศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ในสังคมโลกาภิวัฒน์ของวันนี้ การเมืองและเศรษฐกิจคือประเด็นที่คนอื่นจับตามองเราเป็นพิเศษ

การพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจจึงถูกทำให้ซับซ้อน เพราะ“สิ่งที่ควรจะเป็น” ในสายตาของเราและในสายตาของคนอื่นนั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันและ/หรืออาจจะไม่สามารถไปด้วยกันได้

นอกจากนั้น เราเองก็ยังไม่ชัดเจนกับสิ่งที่เราต้องการจะเป็นหรือทิศทางในอนาคต หนักข้อขึ้นไป เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อะไรคือสิ่งที่เรากำลังเป็นหรือกำลังทำ (ลืมไปได้เลย กับคำถามว่า “อย่างไร”)

จึงต้องกลับมาที่คำถามพื้นฐานว่า “เรากำลังเป็นอะไร” ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าเรามองเห็นความชัดเจนในรูปแบบของระบบเศรษฐกิจมากกว่าระบบการเมือง เพราะระบบเศรษฐกิจของไทยมีการพัฒนาในแนวทางของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาโดยตลอด จึงขอหยิบประเด็นทางการเมืองขึ้นมาพูดถึงในที่นี้ (นอกจากนี้ วิกฤตทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ประเด็นเกี่ยวกับการเมืองมีลำดับความสำคัญสูงขึ้น)

อาจจะต้องแปลงคำถามนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยใช้ประโยคว่า “ระบบการเมืองของไทยคือระบบใด” (ผู้เขียนขอจำกัดขอบเขตของการพิจารณาจนกระทั่งวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หรือก่อนที่คณะปฏิวัติจะทำการยึดอำนาจ)

แน่นอน แม้แต่เด็กประถมก็สามารถตอบได้ เพราะแบบเรียนวิชา สปช. (ถ้าวันนี้ ยังมีวิชานี้อยู่) ก็มีระบุไว้ว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข...

โอเค เรามาเริ่มต้นจากสิ่งที่มี คือคำว่า “ประชาธิปไตย” ละกัน

แค่เริ่มต้น ก็เริ่มมองเห็นปัญหาแล้ว เพราะเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตยแตกต่างกันไป (ซึ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการทำงานและประสิทธิภาพ) อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในประเทศตะวันตก ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบระบบนี้ก็ยังไม่เป็นหนึ่งเดียว แม้กระทั่ง ความหมายในพจนานุกรมกับความหมายจากโลกแห่งความเป็นจริงก็ต่างกัน

ถึงแม้นักวิชาการหลายคน มักจะนิยามประชาธิปไตยจากสิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นคุณค่าที่พึงปรารถนา เช่น ระบบที่มีการโอนถ่ายอำนาจอย่างสงบเรียบร้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่หัวใจสำคัญ เราอาจสรุปความของประชาธิปไตยว่าเป็น “รูปแบบการปกครองที่ประชาชนมีโอกาสอย่างมีนัยสำคัญในการเข้าร่วมกระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะ” โดยมีวิธีการหรือรูปแบบได้หลายวิธีการ

นักคิดอย่าง Noam Chomsky ยอมรับว่าแม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาเอง กลไกการทำงานจริงของประชาธิปไตย ก็ไม่ได้เป็นไปตามนิยามข้างต้น โดยเขามักจะเปรียบเทียบว่า ประชาธิปไตยในอเมริกานั้น มีลักษณะคล้ายกับบรรษัทขนาดใหญ่ ที่มีการสั่งการจากบนลงล่างและโครงสร้างที่เอื้อให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว (1)

ตามความเห็นของ Chomsky ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน มักจะถูกเรียกโดยใช้คำว่า rabble ซึ่งหมายถึง สามัญชน ฝูงชนที่วุ่นวายหรือชนชั้นต่ำ ซึ่งในปัจจุบัน มักจะถูกแทนด้วย “ignorant and meddlesome outsiders” ซึ่งแปลว่าคนนอกที่โง่และวุ่นวาย (2)

เขาจึงเชื่อว่า ประชาชนมักจะถูกกันออกจากวงจรของอำนาจและการตัดสินใจ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างการผูกขาดของอำนาจ โดยประชาชนจะมีบทบาทเป็นครั้งคราว โดยผ่านการออกเสียงลงคะแนน ในฐานะของ "ผู้ชม" แทนที่จะเป็น "ผู้มีส่วนร่วม"

บทเรียนจากประเทศที่อ้างว่าตนคือต้นแบบของประชาธิปไตยก็คือ การมีประชาธิปไตยเพียงบนหน้ากระดาษก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ได้ทำลายคุณค่าของประชาธิปไตยลงไป เพราะเราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง แต่เป็นกระบวนการไปสู่สิ่งที่เราต้องการ ดังนั้น หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ กลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญไม่ให้เกิดการผูกขาดของอำนาจ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง

เมื่อเราเข้าใจคำนี้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ลองกลับมามองระบอบการปกครองของเราเองดู ผมเชื่อว่า เราจะไม่สามารถรู้จักตัวตนของเราเองได้ ถ้าหากเราไม่สามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงโครงสร้างการใช้อำนาจทางการเมืองในสังคมไทย

ลองถามตัวเองว่าเราสามารถอธิบายโครงสร้างอำนาจของการเมืองไทยได้หรือไม่ ??? เพราะอะไร ??

เราไม่สามารถอธิบายได้เพราะเราไม่สามารถ (บางอย่างไม่สามารถถูกอธิบายได้)หรือเราไม่สามารถ (เพราะไม่มีความรู้เพียงพอ)

สุดท้ายแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าขัน ที่คนอื่นสามารถอธิบายสิ่งที่เราเป็นได้ดีกว่าเรา รวมทั้งเราอาจจะต้องหงุดหงิดใจกับคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่รู้จักเราจริงแต่คิดว่ารู้จัก (และพยายามเอาประเทศไทยไปใส่ในกรอบวิธีคิดแบบของเขา)อย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้

เมื่อใดที่เราสามารถอธิบายกลไกการทำงานของระบบการเมืองของเราเองได้ การบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็คงไม่สำคัญมากนัก จริงหรือไม่

อ้างอิง
(1) Chomsky (1994a), Defective Democracy, Secrets, Lies and Democracy
(2) Chomsky (1994b), Reflections on Democracy, Keeping the Rabble in Line

Monday, January 01, 2007

การเมือง เรื่องของ (พวก) กู

จะว่าไป เราส่งท้ายปี ๒๕๔๙ และต้อนรับปี ๒๕๕๐ กันอย่างน่าเศร้า ด้วยข่าวเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นประมาณเวลาสิบแปดนาฬิกาในประเทศไทย

ไม่ว่ากลุ่มบุคคลนี้จะมีมูลเหตุจูงใจอะไรอยู่เบื้องหลังการกระทำอันเลวร้ายนี้ ผมเห็นว่าผลแห่งการกระทำในขั้นต้นก็เพียงพอที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนาอันเลวร้ายของพวกเขา ซึ่งสมควรที่จะได้รับการประณามอย่างทันท่วงทีและสาสมเช่นกัน

เป็นเรื่องน่าละอายอย่างมาก ที่ได้รับรู้ว่าในสังคมไทยมีบุคคลที่ไร้ซึ่งมโนธรรมและความคิดเช่นนี้อยู่ด้วย

แน่นอน การกระทำนี้หวังผลทางการเมือง และพุ่งเป้าหมายสำคัญไปที่รัฐ โดยมีพลเมือง เจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐเป็นเหยื่อ เมื่อพิจารณาจาก “กาละ” และ “เทศะ” ของเหตุการณ์นี้แล้ว นี่คือการกระทำที่อุกอาจ และต้องการทำลายความสงบในวงกว้างและในเชิงลึก

“กว้าง” เพราะเหตุการณ์ถูกวางแผนให้เกิดขึ้นในทุกมุมของกรุงเทพฯ ศูนย์กลางการปกครอง นอกจากนี้ ยัง “กว้าง” ในแง่ของขอบเขตของผลกระทบและข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก

“ลึก” เพราะกาละ ที่ว่า คือ ช่วงเวลาที่สังคมโดยรวม (ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นสังคมโลก) เห็นว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ช่วงเวลาของความสุข

นี่คือช่วงเวลาที่คนทั่วโลกร่วมกันยินดีและเป็นประจักษ์พยานต่อปรากฏการณ์สำคัญ นั่นคือ การมีชีวิตอยู่รอดผ่านพ้นข้อจำกัดสำคัญของการดำรงอยู่ นั่นคือ “เวลา” หรือ “สภาวะของการแก่” ของสิ่งมีชีวิตและของโลก หรือในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ คือ "การก้าวไปข้างหน้า" นั่นเอง

จึง “ลึก” ในแง่ของความรู้สึก โดยเฉพาะของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง นั่นคือญาติและผู้ใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือ บุคคลกลุ่มนี้กำลังคุกคามสิทธิที่พื้นฐานที่สุด นั่นคือ “สิทธิของการมีความสุข” ทั้งในระดับบุคคลและสังคม

เมื่อคณะปฏิวัติ ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาและได้แต่งตั้งคณะรัฐบาลรักษาการณ์นี้ขึ้นมาปกครองประเทศ ประชาชนทุกคนถูกตบหน้าอย่างแรง เพราะคณะปฏิวัติได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

ไม่ต่างอะไรกับการบอกกันซึ่งหน้าว่า “การเมืองคือเรื่องของพวกกู” โดยการดึงอำนาจออกจากมือประชาชนมาเก็บไว้ในมือตน

ประชาชนถูกตัดขาดจากกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองทุกระดับ และการกระทำอันน่าเศร้าคือ การออกแบบขั้นตอนของกระบวนการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะปฏิวัติ (ไม่ว่าจะใช้ชื่อใดก็ได้) เป็นกลไลสำคัญกลไกเดียว (การมีสิทธิออกเสียงในประชามติในขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐธรรมนูญร่างเสร็จแล้วนั้น ถือว่าไม่ต่างอะไรกับการมัดมือชกให้ต้องเลือกรัฐธรรมนูญนี้)

วันนี้ คนกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิด ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “การเมือง เรื่องของกูเหมือนกัน” โดยส่งข้อความไปที่ผู้ผูกขาดอำนาจในตอนนี้โดยตรง

เพราะเราอาจตีความการท้าทายอำนาจรัฐ ว่าเป็นความพยายามนำไปสู่การต่อรองทางการเมือง

ในสภาวะที่ประชาชนถูกตัดขาดจากการเมืองอย่างเช่นเวลานี้ เราก็เป็นได้แค่เพียงเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ

ในที่สุด เราก็กลับมาค้นพบว่าทุกคนเป็นเพียงหมากของเกมส์การเมืองแบบเก่าๆ โดยไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่ารู้สึกเสียใจและโศรกเศร้า

ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงวันที่ เราเองมีสิทธิตะโกนกลับไปว่า “การเมือง ก็เรื่องของพวกกูเหมือนกัน”