Friday, March 30, 2007

โรงเรียนโบบูร์ก วันพฤหัสบดี

เมื่อวานนี้ ผมได้เรียนวิชา “สังคมวิทยาสำหรับผู้สนใจ” จาก “โรงเรียนโบบูร์ก วันพฤหัสฯ” ครับ

ที่เดียวกันนี้แหละ เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักแนวคิดปรัชญา จากปากของนักคิดชื่อก้องโลกอย่างฌาร์ค ดาร์ริดา (Jacques Derrida)!

บทเรียนในวิชาสังคมวิทยาที่ได้รับเมื่อวานนี้ ก็พิเศษไม่แพ้กัน เพราะสอนโดยนักสังคมวิทยานามอุโฆษ ปิแอร์ บูร์ดิเออ (Pierre Bourdieu) ...

ไม่ต้องอิจฉาครับ คนเราทำบุญมาไม่เท่ากัน แล้วก็ไม่ได้โม้ด้วย เพราะผมมีพยานรู้เห็น (เป็นใจ) ไม่ได้เข้าเรียนคนเดียว ส่วนใครที่พอมีความรู้เกี่ยวกับแวดวงนักปรัชญาหรือนักคิดของฝรั่งเศส จะต้องหาว่าผม ถ้าไม่ฝันก็เพี้ยนไปแล้ว เพราะนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ทั้งคู่ต่างก็จากโลกไปตั้งแต่ปี 2004 และ 2002 ตามลำดับ

จริงครับ ทั้งคู่ได้จากโลกที่วุ่นวายนี้ไปพักผ่อน ณ ที่ที่ท่านทั้งสองชอบแล้ว (ที่ผมค่อนข้างมั่นใจ เพราะเชื่อว่าทั้งสองคน ได้แสดงบทบาทเชิงรุกของปัญญาชนต่อสังคมและได้ทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าไว้ให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างประเมินค่าไม่ได้ทีเดียว)

แต่ผมไม่ได้โกหกจริงๆ เพราะห้องเรียนที่ผมว่าคือ โรงหนัง mk2 สาขา beaubourg (ตั้งอยู่บนถนนชื่อเดียวกันนี้) ซึ่งผมก็ได้พบและเรียนรู้จากครูทั้งสองผ่านทางจอเงิน เอ้ย... จอภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดสารคดีเกี่ยวกับนักวิชาการทั้งสองเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

และที่เรียกว่า “โรงเรียนโบบูร์ก วันพฤหัสฯ” นั้นก็เพราะสารคดีทั้งสองเรื่องนี้ ฉายให้ชมรอบเดียวต่อสัปดาห์ เฉพาะในรอบเช้า ของวันพฤหัสบดีเท่านั้น

ไม่ได้ถือโชคถือลางอะไรหรอกครับ โรงภาพยนตร์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ Place Beaubourg (ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยของปารีส หรือศูนย์จอร์จ ปอมปิดูแห่งนี้) ฉายหนังจำนวนหลายสิบเรื่องต่อสัปดาห์ สำหรับเรื่องที่อยู่ในโปรแกรมฉายปกติ ทางโรงก็จะฉายตลอดทั้งวันทุกวันเหมือนกับโรงอื่นๆ ทั่วไป ส่วนหนังหรือสารคดีที่มีความพิเศษ (เช่น มีคุณค่าในเชิงศิลปะหรือวิชาการ หรือจัดอยู่ในโอกาสพิเศษ) ก็จะถูกจัดลงโปรแกรมแบบ “ของดีมีน้อย” คือส่วนใหญ่จะฉายอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น เรียกได้ว่า พวกขาจร หรือพวกดูหนังไม่ทำการบ้าน ไม่มีโอกาสได้ดูหรอกครับ เรียกว่าต้องตั้งใจมาดูกันจริงๆ

แต่อาจจะด้วยความที่โรงฯ นี้ตั้งเผชิญหน้ากับพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของปารีส (ที่แค่ตัวอาคารเองก็เรียกว่ามีความล้ำสมัยและสวยงามแปลกตา) อย่างที่ว่า จะให้ฉายหนังพื้นๆ จำพวกฮอลิวูดเหมือนโรงหนังทั่วๆ ไป ก็คงจะดูผิดที่ผิดทางไปหน่อย ในโปรแกรมฉายปกติ เขาก็เลยคัดหนังที่อาร์ตหรือไม่ใช่หนังตลาดมาเป็นส่วนใหญ่

เล่าเกี่ยวกับโรงหนังมาตั้งนาน จนลืมอาจารย์ทั้งสองคนไปเลย ยังไงก็ตาม ถ้าจะพูดถึงแกทั้งสองจริงๆ คงไม่มีเวลาและพื้นที่อย่างเพียงพอ เพราะเรซูเม่ทั้งคู่ยาวเป็นหางว่าวครับ เอาแค่ผลงานสำคัญของทั้งสองคน ก็คงต้องเขียนกันเป็นวัน

ถ้าเอาแบบเนื้อๆ ไม่เอาเส้น น้ำแกง ตับ หัวใจ ถั่วงอก ฯลฯ แล้วละก็ ครูฌาร์ค (หาญกล้าเรียกแบบสนิท) เป็นผู้วางรากฐานของแนวคิดทางปรัชญาที่เรียกว่า “ดีคอนสตรัคชั่น” หรือ Deconstructionism ส่วนครูปิแอร์ (คนนี้ก็ซี้กัน..เค้าสองคนนะ ผมไม่เกี่ยว) ก็เป็นคนเสนอและทำให้แนวคิดเกี่ยวกับ “ทุนทางสังคม” และ “ทุนวัฒนธรรม” เป็นรูปเป็นร่าง และเป็นที่เข้าใจกันในวงกว้าง จนกลายเป็นคำฮิตที่ข้าราชการและนักการเมืองไทย ชอบเอาไปใช้ (แต่ไม่รู้ความหมาย)ไง

พูดอย่างนี้ จะหาว่าสรุปเหมารวมเกินไปก็ได้ เพราะทั้งคู่แกทำอะไรอีกเยอะ ใครอยากรู้ ก็ไปหาอ่านเอานะ เพราะที่นี่ไม่ใช่เอ็นไซโกปิเดียหรือวิกิพีเดีย

เออ ลืมบอกไป ทั้งคู่เป็นเพื่อนนักเรียนเกือบจะร่วมรุ่นที่จบจากสถาบันผลิตปัญญาชนชั้นนำของฝรั่งเศสที่เรียกว่า Ecole normale supérieure ด้วย คงไม่ต้องบอกว่าโรงเรียนนี้เค้ามีผลผลิตคุณภาพชั้นยอดแค่ไหน เพราะนักคิดฝรั่งเศสทุกคนที่มีชื่อเสียงและโลกเค้ายกย่องให้เป็น “ป๋า” นั้น ต่างก็ผ่านที่นี่มาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ซารตร์ (1924) ฟูโก (1946) บูร์ดิเออ (1951) และดาร์ริดา (1952) ซึ่งปีข้างท้ายคือปีที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นปีที่รับเข้า

โอว....อย่างนี้กระทรวงศึกษาธิการบ้านเราต้องส่งคนมาดูงานอย่างเร่งด่วนซะแล้ว

สำหรับใครที่สนใจ และไม่ได้มีถิ่นฐานพำนักหรือไม่ได้พลัดถิ่นฐานมาอยู่ปารีส ก็อาจจะไปหาดูดีวีดีของสารคดีในตอนของดาร์ริดาได้ (ในชื่อ Derrida ออกฉายปี 2003 ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ) มีบรรยายอังกฤษ เพราะสารคดีนี้สร้างโดยผู้สร้างที่มาจากโลก anglo-saxon เห็นว่ามีขายทาง อเมซอนดอทคอม ลองดูรายละเอียดได้ใน http://www.derridathemovie.com/

สำหรับสารคดีอีกเรื่องชื่อ La sociologie est un sport de combat ซึ่งเป็นการตามถ่ายบูร์ดิเออตามสถานที่ต่างๆ ที่แกไปอบรม ประชุมหรือร่วมในวงถกเถียง ภายในช่วงเวลาสามปีนั้น ถ่ายทำโดยนักข่าวสารคดีชื่อ Pierre Carles ในปี 2000 (ใช้ภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด) ไม่แน่ใจว่าจะหาตามท้องตลาดได้มั้ย

ยังไงก็ตาม ทั้งสองวิชายังคงเปิดสอนที่โรงเรียนโบบูร์ก วันพฤหัสฯ ต่อไป ใครสนใจก็ลองไปนั่งเรียนดูละกัน

สำหรับผมแล้ว การได้สัมผัสความเป็นปุถุชนของดาร์ริดาและบูร์ดิเออ ซึ่งปกติแล้ว เราทำได้แค่เพียงสัมผัสภูมิปัญญาของพวกเขาผ่านทางตัวอักษร ทำให้ผมมองเห็นด้านที่เป็น “คน” ของพวกเขามากขึ้น สิ่งที่แปลกก็คือ ความเป็น “คน” ที่ว่านี้ ไม่ได้บั่นทอนภาพของความยิ่งใหญ่ที่ใครต่อใครสร้างให้แก่เขาเลย กลับยิ่งขับเน้นภาพของความเป็นปราชญ์และอัฉริยบุคคล ที่ดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับเรา หรืออาจสวนทางและร่วมบาทวิถีเดียวกันได้ (ใครจะรู้..)

สำหรับคนฝรั่งเศสที่ได้ชมสารคดีนี้ ผมเชื่อว่า เส้นแบ่งระหว่างพรมแดนของ “ความรู้” และ “ชีวิตในท้องถนน” นั้นพร่ามัวลงไปอย่างไม่ทันรู้ตัว

ขณะที่ความเข้าใจว่า “ความรู้ไม่ได้มีแต่ในตำราเรียน” นั้นได้กลายเป็นความจริงของโลกอินเตอร์เนต หรือโลกโลกานุวัติ สารคดีทั้งสองเรื่องนี้ (รวมทั้งวิธีคิดของเจ้าของโรงหนัง) กลับฉายภาพของความจริงที่ “จริงยิ่งกว่า” ว่า “เราเข้าถึงความรู้ได้ทุกหนแห่ง” แม้กระทั่งในสถานที่ที่คนไทยคิดว่าเป็นแหล่งบันเทิง

ในขณะที่โรงเรียนในประเทศไทย ยังล้มเหลวในการผลิตความรู้และผู้มีความรู้ สังคมฝรั่งเศสให้บทเรียนที่น่าสนใจว่าสถานที่นอกโรงเรียนของเขา กลับทำหน้าที่ส่งต่อความรู้และเชื่อมโยงโลกของปัญญาชนกับโลกของปุถุชนได้อย่างไม่เคอะเขิน

โรงเรียนโบบูร์กจึงเป็นแค่สาขาหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งความรู้ ที่เปิดทำการเที่ยงวันยันเที่ยงวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ แบบไม่ต้องง้อภารโรงกันเหมือนมหาวิทยาลัยเที่ยงวันของไทย

Saturday, March 24, 2007

50 ปีอียู

ในวันที่ 25 มีนาคมที่จะถึงนี้ สหภาพยุโรปจะมีอายุครบ 50 ปี ถ้าเทียบอายุขัยกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแล้ว เราอาจเรียกเธอว่า “คุณน้าหรือคุณป้าอียู” ได้ ด้วยความเชื่อส่วนตัวของผมว่าตำแหน่ง “ป้า” น่าจะฟังดูใจดีกว่า จึงขออนุญาตเรียกเธอว่า “คุณป้าอียู” (แต่ขอให้ระวัง อย่าเพี้ยนไปเป็น “อีคุณป้ายู” หรืออย่างอื่น)

ด้วยเทคโนโลยีโบท็อกและศัลยกรรมพลาสติกทั้งหลายในปัจจุบัน ถึงคุณป้าอียูจะปาเข้าไป 50 แต่เธอก็ยังฮอต (เป็นที่นิยม) เพราะเธอแผ่ขยายอาณาเขตกว้างขวางออกไปไม่เว้นแต่ละปี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณป้าก็เพิ่งเปิดรับสมาชิกอันดับที่ 26 และ 27 คือ โรมาเนียและบุลกาเรีย

ความจริง เธอก็ไม่ได้ใช้ชื่อ “อียู” หรือ “สหภาพยุโรป” มาตั้งแต่เกิดหรอก และเธอก็ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตา ในแบบที่เรามาเพิ่งรู้จักเธอเมื่อประมาณไม่ถึง 10 ปีนี้ด้วย

แรกเริ่มเดิมที เมื่อผู้นำจาก 6 ประเทศคือ ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก อิตาลี ลักแซมเบิร์ก เนเธอแลนด์ และเบลเยี่ยม มาร่วมกันลงชื่อใน Treaty of Rome ที่ห้องโถงใหญ่ในพิพิทธภัณฑ์ Capitoline ของโรมนั้น เค้าให้ชื่อคุณป้าว่า “ชุมชนเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community)” หรือ อีอีซี (EEC) ก่อนที่จะวิวัฒน์ไปเป็น ตลาดร่วมยุโรปและสหภาพยุโรปในเวลาต่อมา

ในเวลานั้น เหตุที่เบบี๋อีอีซีมีสมาชิกน้อย เพียงกระจุกเดียวในภูมิภาค ส่วนนึงก็เพราะเค้าไม่อยากคบหากับพวกที่ไม่ใช่เดโมคราซีนั่นเอง ประเทศฟาสซิสอย่างสเปนและโปรตุเกส ก็เข้ามาเป็นสมาชิกในตอนหลัง (1986) ส่วนอังกฤษเองก็ยังลังเลเพราะเห็นว่ากลุ่ม 6 ชาตินี้มีประเด็นทางการเมืองแอบแฝง

หลายคนคงไม่เคยได้ยินว่า สองปีหลังจากเกิด Treaty of Rome นั้น อีก 7 ประเทศ (ออสเตรีย อังกฤษ เดนมาร์ค นอรเวย์ โปรตุเกส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์) ยังรวมหัวกันก่อตั้งองค์กรการค้าเสรียุโรป - European Free-Trade Association (EFTA) เพื่อแข่งกับอีอีซีด้วยซ้ำ (รักกันดี มาตั้งนานนมแล้ว ว่ามั้ย)

ยังไงก็ตาม ความสำเร็จของอีอีซีและตลาดร่วมยุโรป โดยเฉพาะจากการเติบโตของกระเป๋าสตางค์ของเยอรมันและฝรั่งเศสช่วงสามทศวรรษหลังสงคราม ทำให้หลายประเทศในยุโรปต่อคิวกันเข้าเป็นสมาชิก จนกลายเป็นอียู อย่างที่เรารู้จัก (ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2004 คือเปิดรับประเทศยุโรปตะวันตกอีก 10 ประเทศ) ก็ว่าได้

อังกฤษเองพยายามเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 1961 แต่ถูกนายพลเดอโกลออกเสียงคัดค้าน (veto) ถึงหลายคราว จนในที่สุดก็ได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างสมใจนึกบางลำภูในปี 1973 พร้อมเดนมาร์คและไอร์แลนด์ ปัจจุบันนี้ อังกฤษและเดนมาร์คก็ยังอยู่นอกยูโรโซน คือไม่ได้ร่วมใช้เงินสกุลยูโรเช่นเดียวกับประเทศอื่น

เปิดทีวีเช้านี้ ได้ยินพูดถึงงานฉลอง 50 ปีที่จะจัดขึ้นในเบอร์ลิน (พอดี ผู้นำเยอรมันอยู่ในวาระดำรงตำแหน่ง EU presidency ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามประเทศสมาชิก) และการสัมภาษณ์วัยรุ่นจากหลายชาติเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอนาคตของคุณป้าอียู

ไม่นานมานี้ นักการเมืองระดับอียูหลายคนออกมาตัดพ้อว่า คุณป้าอียูไม่เป็นที่รักของชาวอียูอีกต่อไป ส่วนนึงเป็นเพราะภาพฝันในวันเก่า ที่วันวานยังหวานอยู่ เพราะอียูได้สร้างความเจริญทางสังคม เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ให้กับประชากรอียูนั้น ดูเหมือนจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

อาจเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ (ในยุโรปตะวันตก) มีระดับการพัฒนาทางสังคมที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ภัยจากการเมืองภายในที่จะทำให้เกิดสงครามอย่างในยุค 50 นั้นก็คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกต่อไป บทบาทของอียูวันนี้ จึงจำกัดอยู่ในเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านมากขึ้นทุกที เช่น สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม

ยิ่งไปกว่านั้น การชะงักงันทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจอย่างเยอรมันหรือฝรั่งเศส (ที่เป็นแกนของกลุ่มยูโรโซน ทั้งที่ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจในยุโรปอย่างอังกฤษ เดนมาร์คและสวีเดน ล้วนอยู่นอกยูโรโซน) ก็ดูเหมือนจะฉุดให้คุณป้าอียูเชื่องช้าลง และดูเหมือนจะอ้วนและแก่เร็วขึ้นมากเมื่อย่างใกล้เข้า 50

ภาพลักษณ์ของคุณป้า จึงย่ำแย่และถดถอยลงไป โดยเฉพาะในประเทศผู้ให้กำเนิด Treaty of Rome ทั้ง 6 เอง ตัวอย่างที่ชัดเจนของความไม่ไว้วางใจอียู เห็นได้จากผลการลงประชามติไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรปผ่านในฝรั่งเศสและเนเธอแลนด์ ซึ่งทำให้การเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภายในเพื่อแข่งขันในตลาดโลกของอียูต้องหยุดอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ความที่สหภาพยุโรปมีความเทอะทะ ทำให้การผ่านกฎหมายหลายๆ ฉบับเป็นเรื่องยาก รวมทั้ง นโยบายที่จะรีฟอร์มอียูเอง ก็เจอกับปัญหาทางการเมือง เพราะการเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดในระยะแรก และนักการเมืองอียูรู้ดีว่า พวกเขาอาจจะไม่ได้มีโอกาสอยู่นานถึงวันที่การปฏิรูปหลายๆ อย่างให้ดอกออกผล

นายกฯ ของลักแซมเบิร์ก ถึงกับสารภาพว่า “พวกเราทุกคน (ข้าราชการและนักการเมืองอียู) รู้ว่าจะต้องทำอะไร แต่เราแค่ไม่รู้ว่าจะทำให้ได้รับเลือกกลับมาได้ยังไงหลังจากพวกเราทำมันไปแล้ว”

อนาคตของคุณป้าจึงน่าเป็นห่วง และน่าสนใจไปในคราวเดียวกัน

หัวใจของปัญหาก็คือ ประชาชนหลายประเทศ เอาการเมืองภายในและของอียูมาผสมปนเปเป็นเรื่องเดียวกัน ความยากลำบากจึงไปตกกับผู้บริหารประเทศว่าจะรักษาสมดุลระหว่างนโยบายของตนและของสหภาพได้อย่างไร

วันนี้ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสกำลังยกประเด็นเรื่อง “National identity” ขึ้นมาฟาดฟันกัน เมื่อเปิดไปอีกช่อง วัยรุ่นฝรั่งเศสก็บ่นกับไมค์ของผู้สื่อข่าวว่า “หนูไม่ค่อยชอบหน้าคุณป้าอียู เพราะทำให้ความเป็นฝรั่งเศสลดน้อยลงไปทุกทีทุกที”

Friday, March 23, 2007

จากร่างรัฐธรรมนูญถึงการทำประชามติ

หลายคนอาจจะทราบแล้วว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้แล้วเสร็จ คือผ่านกระบวนการของการร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างฯ, นำออกเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งประชาชน และผ่านการพิจารณาโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะให้ความเห็นชอบ ทั้งฉบับหรือไม่ จึงจะมีการออกเสียงลงประชามติโดยประชาชนเพื่อให้หรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้

นั่นหมายความว่าก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไปถึงขั้นของการลงประชามติ ประชาชนจะมีโอกาสได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จริงๆ เพียงหนึ่งครั้ง ในระหว่างที่นำออกเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นพร้อมๆ กับที่หน่วยงานซึ่งถูกระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ อาทิ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ไปจนถึงสถาบันอุดมศึกษา ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างฉบับนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี การนำออกเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทั้งประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ผูกมัดให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จำเป็นต้องนำความเห็นหรือข้อเสนอที่ได้รับไปพิจารณาแก้ไขแต่อย่างใด

นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเอาซะเลย และประชาชนถูกจำกัดบทบาทให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์มาตั้งแต่ต้น เพราะกระบวนการคัดสรรสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็เกิดจากการกลั่นกรองรายชื่อบุคคลจากส่วนภูมิภาคจำนวน ๒๐๐๐ คนโดยข้าราชการส่วนกลาง (โดยไม่มีเหตุและผลรองรับในเรื่องสัดส่วน ที่มาในแง่ของพื้นที่และสาขาอาชีพ) ซึ่งกลุ่มนี้ถูกกำหนดให้เลือกกันเองเหลือ ๒๐๐ คน (โดยไม่มีการแบ่งแยกสาขาอาชีพหรือไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ เช่นกัน) ก่อนที่จะถูกเลือกโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เหลือเพียง ๑๐๐ คนไปทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อมา ๑๐๐ คนนี้ ทำหน้าที่เลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๕ คนเพื่อไปรวมกับอีกกลุ่มที่ประธาน คมช. เลือกมาโดยตรงอีก ๒๕ คน เป็น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๕ คนนั่นเอง

โดยสรุปแล้ว คณะกรรมาธิการยกร่าง ทั้ง ๓๕ คน ถูกเลือกทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจาก คมช . ทั้งสิ้น นอกจากนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ที่จะไปทำหน้าออกเสียงให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก่อนประชาชนนั้น) ก็มาจากการเลือกของ คมช. อีกนั่นเอง

เมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างของ สสร. ที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๔๐ ทั้งในแง่ของที่มา (ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ไปรวมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ) และความหลากหลายแล้ว (ถึงแม้จะมีข้อจำกัดจากการกำหนดคุณสมบัติของการศึกษาและอายุ) ก็ต้องถือว่า สสร. ชุด ๔๐ นั้นยังหน้าตาดี น่าเชื่อถือและพึ่งพาได้มากกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ นี้อยู่หลายขุม หรืออาจจะเปรียบว่าต่างกันราวฟ้ากับดินก็น่าจะได้

ยังไงก็ตาม อาจไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิเสธการมีอยู่ของบุคคลเหล่านี้ เนื่องจากประชาชนอย่างเราๆ ไม่มีทางเลือกอื่น สิทธิประการเดียวที่ถูกกำหนดให้คือ การแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการออกเสียงลงประชามติ ตามลำดับ

จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่ตลอดมาก็มีกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งในเชิงหลักการและรายละเอียด จนหลายคนออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามี“ขบวนการล้มล้างรัฐธรรมนูญใหม่” เลยทีเดียว

ที่น่ากลัวและอันตรายพอๆ กันคือ ในทางตรงกันข้าม ก็มีการเรียกร้องให้ “รัฐธรรมนูญนี้ต้องผ่าน” ตั้งแต่เรายังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาหรือรายละเอียดข้างใน นอกจากนี้ ยังมีกระแส “เอาทักษิณไม่เอารัฐธรรมนูญ” และ “เอา คมช. ต้องเอารัฐธรรมนูญ” ค่อยๆ แพลมออกมาให้เห็นกัน

การออกเสียงลงประชามติ จึงเสมือนถูกนำไปใช้เป็นการออกเสียงเพื่อรับรอง คมช.ไปโดยปริยาย

สิ่งที่ผู้เขียนไม่อยากจะเห็น แต่เป็นไปได้สูงว่าจะเกิดขึ้นคือ การออกมาให้สัมภาษณ์ของผู้นำฝ่ายทหารหรือรัฐบาลว่า การไปออกเสียงไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการแสดงถึงความไม่รักชาติ (หรืออาจจะไปไกลถึงไม่รักพ่อ) ขนาดนั้นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ในตัวของการออกเสียงลงประชามติเอง ก็มีนักวิชาการออกมาเตือนและแสดงความเห็นกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่เหมาะกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญใหม่เท่าใดนัก เพราะธรรมชาติของการลงประชามตินั้น เหมาะสำหรับการตั้งคำถามให้ตอบ ใช่/ไม่ หรือ เอา/ไม่เอา ที่ต้องการคำตอบเดียว เด็ดขาด เช่น ถามประชาชนว่าต้องการจะแยกรัฐออกเป็นอิสระหรือจะอยู่กับเจ้าอาณานิคมต่อไป เป็นต้น

ทั้งนี้ คำถามว่า “ประชาชนไทยต้องการรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หรือ “ควรจะมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับรูปแบบการลงประชามติมากกว่า กลับถูกตอบโดยกระบอกปืนไปเรียบร้อยแล้ว

การยึดอำนาจจึงนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยปริยาย เราจึงเห็นการร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ มีปัญหาและข้อถกเถียงในเชิงหลักการสูงมาก เพราะความเห็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่เป็นที่ยอมรับตั้งแต่ต้น ความวุ่นวายที่เกิดจากการนำมาตราแทบจะทุกมาตราที่สำคัญมาถกกันใหม่ในหลักการ จึงทำให้คณะกรรมาธิการยกร่างปวดหัว ถึงขนาดประธานออกมาบ่นหน้าไมค์ว่า “รู้อย่างนี้ ใช้วิธีแก้ไขเป็นมาตราเอาจะง่ายกว่าเขียนใหม่หมด”

อย่างไรก็ตาม การนำประชามติมาใช้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ต้องไม่ใช่การให้ออกเสียงว่าเห็นชอบ/ไม่ชอบทั้งฉบับ ซึ่งเท่ากับเป็นการถามแบบมัดมือชกว่าจะเอาหรือไม่เอา ก็ว่ามาในคราวเดียว การให้ลงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ เท่ากับกำหนดให้ประชาชนเลือกโดยถ่วงน้ำหนักในส่วนที่ดีและไม่ดีของมาตราต่างๆ จากสายตาของแต่ละคน กล่าวคือ หากมีส่วนที่ถูกใจมากกว่าไม่ถูกใจ ก็คงจะต้องรับไป

ตัวอย่างของการนำการออกเสียงประชามติไปใช้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฝรั่งเศสนั้น อาทิ ในปี 1962 และ 1969 ที่ประธานาธิบดี ชาร์ล เดอ โกล ถามประชาชนเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นของกติกาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการปฏิรูปวุฒิสภาตามลำดับ

สุดท้าย สิ่งที่ผู้ร่างและผู้อยู่ในอำนาจขณะนี้ควรจะทำ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกอื่น หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดขึ้นมาแก้ไข อย่างที่มีนักวิชาการออกมาเสนอตั้งนานแล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจ “ไม่เอา” ได้ง่ายขึ้น อย่างไม่ต้องรักพี่เสียดายน้อง

นอกจากนี้ ผู้ไปลงประชามติเองก็จะต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยผมเสนอว่า ควรจะใช้หลัก “ถูกใจแบบเอกฉันท์” กล่าวคือ หากพบว่ามีมาตราใดเพียงมาตราเดียวที่ไม่เป็นอย่างที่ต้องการหรือไม่ถูกใจแล้ว ก็ควรจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปทั้งฉบับ การทำเช่นนี้ จะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ในมุมมองของทุกคน รวมทั้งทำให้การตอบคำถาม “ใช่” หรือ “ไม่” นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่

เรียกได้ว่า เราต้องใช้เกณฑ์ที่รัดกุมที่สุดในการตัดสินใจเลือกทั้งฉบับ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่สุด


การทำประชามติ
(๑) ตามพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา
การออกเสียงประชามติ (Plebiscite) คือ การออกเสียงลงมติโดยตรงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม โดยเฉพาะปัญหาการแยกรัฐหรือแยกออกจากสังกัดทางการเมือง ประชาชนที่เกี่ยวข้องอาจจะได้รับสิทธิให้ออกเสียงลงมติว่าจะยังคงสังกัดอยู่กับรัฐเดิม แยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระใหม่ หรือเข้ารวมกับรัฐอื่น
ส่วนเรฟอเรนดัม (Referendum) หมายถึง การให้ประชากรออกเสียงลงคะแนนในปัญหาเกี่ยวกับการร่างกฎหมาย และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว

(๒) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ปี ๒๕๒๕
ประชามติ ๑ ( plebiscite) หมายถึง มติของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่แสดงออกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่ง.
ประชามติ ๒ (referendum) หมายถึง มติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายสำคัญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินในปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ.

Sunday, March 18, 2007

ทำความเข้าใจกับข้อเสนอ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กำลังฟักตัวเป็นรูปเป็นร่างอยู่ภายในอ้อมอกของคณะกรรมการยกร่างฯ นั้น หลายประเด็นเป็นที่สนใจของสาธารณะอย่างยิ่ง ถึงขนาดเล็ดลอดออกมาเป็นข่าวและสร้างกระแสให้เกิดข้อถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงของสื่อและผู้ที่สนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง

หลายประเด็นก่อให้ความวิตกและห่วงใยอย่างสูง เพราะล่วงเข้าไปในพื้นที่อ่อนไหวในสังคม เช่น ความพยายามผลักดันให้มีการระบุอย่างเป็นทางการในรัฐธรรมนูญว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ”ของไทย รวมทั้งให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พุทธมามกะ

หลายประเด็นก่อให้เกิดข้อโต้แย้งที่เคยเกิดขึ้นเรื่อยมาทุกครั้งที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะกระทบกับผลประโยชน์ของนักการเมืองโดยตรง และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและการจัดสรรส่วนเกินทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่น ที่มาของนายกรัฐมนตรี โครงสร้างและที่มาของ ส.ว. และ ส.ส.

ประเด็นเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดการสนทนากันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสาเหตุหลัก (ที่ถูกกล่าวอ้าง) ของการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของเหล่านายพลในวันที่ ๑๙ กันยานั้น คือความล้มเหลวในการบริหารประเทศของนายกฯ ทักษิณ ซึ่งมีภาพเป็นเสมือนตัวแทนของนักการเมืองอาชีพหรือนักเลือกตั้ง อันเป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” ในปี ๒๕๔๐

ข้อเสนอเรื่อง “นายกคนนอก” จึงกลายเป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลในสายตาของสังคมขณะนี้ ยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับวาทกรรม “ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้ง” และวาทกรรม “การเมืองของผู้มีคุณธรรม” แล้ว ข้อเสนอดังกล่าวก็ดูจะมีน้ำหนักขึ้นมาอย่างชัดเจน

ผู้เขียนเห็นว่า การทำความเข้าใจกับข้อถกเถียงในเรื่องที่มาของนายกฯ อย่างถ่องแท้นั้น จำเป็นจะต้องศึกษาถึงการช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจ ในมุมมองของจารีตรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดย อ. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (ดูเอกสารประกอบการปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ครั้งที่ ๑๐ เรื่อง “จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม” โดย ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๐ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ซึ่งมองว่าการเขียนรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกต้องมาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นหนึ่งในกฎกติกาย่อยของจารีต “การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสงวนอำนาจและแบ่งปันในหมู่ชนชั้นปกครอง”

ซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ “ในจำนวนรัฐธรรมนูญ ๑๗ ฉบับที่บังคับใช้ระหว่างปี ๒๔๗๕-๒๕๔๙ มีเพียง ๓ ฉบับที่มีข้อกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ และรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐” (หน้า ๑๐๐)

นอกจากนี้ ข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่งคือ แม้แต่รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง เช่น ฉบับปี ๒๔๘๙ นั้น ก็ไม่มีการกำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง หากแต่รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น ล้วนเป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาที่ฝ่ายประชาชนหรือพลังประชาธิปไตยมีความแข็งแกร่งถึงขีดสุดทั้งสิ้น

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ ซึ่งเป็นฉบับแรกที่มีการกำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งนั้น เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งก่อให้เกิดบรรยากาศของการเมืองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับต่อมาที่มีการกำหนดในลักษณะดังกล่าว คือ ฉบับปี ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้นเป็นผลจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังจากการสิ้นอำนาจของเผด็จการทหารที่นำโดย พล.อ. สุจินดา คราประยูร หรือหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี ๒๕๓๕

ส่วนฉบับสุดท้ายคือ ฉบับปี ๒๕๔๐ ก็ถูกร่างขึ้นท่ามกลางบรรยากาศประชาธิปไตยเบ่งบานถึงขีดสุด จึงไม่น่าแปลกใจว่าการกำหนดให้ผู้นำประเทศจะต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชน โดยผ่านเวทีการเลือกตั้งนั้นถูกตอกย้ำในรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

หากเรายอมรับว่า เหตุการณ์รัฐประหารครั้งล่าสุดนี้คือการกลับมาของกลุ่มอำนาจ “อมาตยาธิปไตย” (ตามคำนิยามของ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์) หรือกลุ่ม “นิยมเจ้า” (ตามแนวคิดของ ดร. ธงชัย วินิจกูล) แล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ง่ายว่า เหตุใดข้อเสนอ “นายกฯ คนนอก” จึงได้กลับมาแข็งแกร่งและมีพลังมากมายเพียงนี้

เพราะการเปิดโอกาสให้นายกฯ สามารถมาจากคนนอก เท่ากับเป็นการเปิดทางลัดให้กับขุนพลข้าราชการประจำ ทั้งพลเรือนและทหาร ให้สามารถเข้ามายึดกุมพื้นที่สำคัญทางการเมืองนี้ โดยไม่ต้องลงไปต่อสู้ในสังเวียนของนักการเมืองอาชีพ ที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและการเงินมาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม หากข้อเสนอ “นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง” คือส่วนประกอบหนึ่งในจารีตการเขียนรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนหรือของกลุ่มพลังประชาธิปไตย เราก็ไม่อาจปฏิเสธว่าข้อเสนอเดียวกันนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญในจารีตการเขียนรัฐธรรมนูญของกลุ่มนักการเมืองอาชีพหรือกลุ่มทุนการเมืองเช่นเดียวกัน

การต่อสู้ในประเด็นที่มาของนายกฯ จึงอาจไม่ง่ายสำหรับกลุ่มทหารและขุนนางข้าราชการที่เสนอให้นายกฯ มาจากคนนอก เพราะกลุ่มนักการเมืองอาชีพหรือทุนการเมืองกลับมีประโยชน์ร่วมกับกลุ่มพลังประชาธิปไตยในเรื่องนี้ หรืออาจเรียกได้ว่ายืนอยู่ในมุมเชือกเดียวกันของสังเวียนก็ได้ สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ กลุ่มอำนาจที่กล่าวมาแล้วทั้ง ๓ นั้น กลุ่มใดจะสามารถยึดโยงหัวใจของพลังที่เรียกตัวเองว่า “พลังบริสุทธิ์” (กลุ่มที่ไม่ได้ตระหนักว่าในโลกของประชาธิปไตยนั้น ทุกคนแม้กระทั่งคนดีก็มีประโยชน์ของตนให้ปกป้องทั้งสิ้น) ได้มากกว่ากัน

Saturday, March 17, 2007

คณะปฏิรูปกระจับเปียกและรัฐธรรมนูญของนมสาว

“รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในมุมมองของกองทัพ”

นี่คือชื่อของการสัมมนา ที่จัดขึ้นโดยสำนักเลขาธิการ คมช. เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคมที่ผ่านมา ณ จังหวัดชลบุรี

ชื่อการสัมมนานี้ ฟังดูระรื่นหูนัก เพราะประกอบขึ้นด้วยคำและวลีที่เคยชิน ไม่ต่างกับประโยคอย่าง “คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสี ...ช่องสาม” หรือ “ช่องเจ็ดสี ทีวีเพื่อคุณ แท่มแท่ม...แทมแท้มแท่ม”

แต่ถ้าหากจะมองกันให้ลึกซึ้งแล้ว ชื่อการสัมมนาที่ว่า(ถ้าหากจะเป็นการสัมมนาจริงๆ แล้ว) น่าสนใจยิ่ง เพราะมีนัยและเจตจำนงที่ควรค่าแก่การแคะ แกะและถอดให้เห็นเนื้อใน

ตามความเข้าใจของผู้เขียนเอง เราอาจแบ่งประโยคดังกล่าวออกเป็นวลีที่แสดงถึงความคิดย่อยๆ ซึ่งประกอบกันได้ดังนี้

รัฐธรรมนูญ + ที่เหมาะสมกับ + การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรีย์เป็นประมุข + ในมุมมองของกองทัพ

คำว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้นชัดเจนว่าหมายถึงรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกคนรู้จักและเข้าใจว่าคืออะไร ในขณะที่คำขยายอย่าง“ที่เหมาะสม....ในมุมมองของกองทัพ” นั้นเข้ามาทำให้ “รัฐธรรมนูญ” ที่กำลังถูกพูดถึงนี้ มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่งและกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งเพียงฉบับเดียวหรือรูปแบบเดียว ต่างจากรัฐธรรมนูญอื่นๆ ที่รู้จัก

นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะที่ว่า ก็มีความเฉพาะในตัวของมันเองมากขึ้นไปอีกหนึ่งตลบ เมื่อเราพิจารณาวลี “ในมุมมองของกองทัพ” อย่างถี่ถ้วน เพราะ “รัฐธรรมนูญที่เหมาะสม” โดยทั่วไป ไม่เคยอยู่ในบริบทของ “กองทัพ” แต่มักจะอยู่ในบริบทของรัฐ/ผู้ใช้อำนาจรัฐธรรมนูญ หรือประชาชน

หรือถึงแม้ “รัฐธรรมนูญที่เหมาะสม” อาจจะเคยอยู่ในบริบทของ “กองทัพ” หรือเคยอยู่ในความใคร่ครวญของคนในกองทัพ แต่ก็ไม่เคยมีสลักสำคัญถึงขนาดคู่ควรกับการนำมาตัดโฟม ติดข้างฝาเป็นหัวข้อของการสัมมนา

ดังนั้น เราจึงอาจทึกทักได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกนำมาสัมมนากันนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเฉพาะและแตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่เรารู้จักกันทั่วไปอย่างมาก

ยังไงก็ตาม เราไม่สามารถทำความเข้าใจมันโดยตัดออกจากหัวใจ (ที่อยู่ตรงกลางประโยค) คือวลีศักดิ์สิทธิ์ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ได้

เพราะรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม “กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ก็มีความเฉพาะเจาะจงและแตกต่างจาก “รัฐธรรมนูญที่เหมาะสม” ในความหมายกว้าง ถึงแม้จะเติมคำว่า “ในมุมมองของกองทัพ” เข้าไปด้วยแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ผู้อ่านอาจสังเกตได้ว่าผู้เขียนไม่ได้แยกวลี “การปกครองระบอบประชาธิปไตย” กับ “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ออกจากกัน เนื่องจากมันไม่สามารถแยกจากกันได้ โดยเด็ดขาด

การแยกวลีทั้งสองออกจากกันจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า นี่คือการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามตำราทั่วไป กล่าวคือ ระบอบการปกครองที่อำนาจเป็นของและมาจากประชาชน โดยประชาชนใช้อำนาจผ่านกลไกของการปกครอง โดยผ่านพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งกษัตริย์ผู้เป็นประมุขนั้นอยู่ “ภายนอก” การเมือง ในลักษณะของประมุขหรือ “สัญลักษณ์” เท่านั้น

ซึ่งต่างจาก “การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งเป็นวลีเดียว ที่ไม่อาจตัดออกจากกันได้ ดังนั้น เราอาจแทนที่ด้วยสัญลักษณ์อะไรก็ได้ เช่น X จึงกลายเป็น “รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับ X ในมุมมองของกองทัพ"

การแทนที่ด้วยสัญลักษณ์เช่น X อาจทำให้เราสามารถเข้าใจหัวข้อการสัมมนาได้ดีขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะเราจะไม่ติดกับหลุมพรางของภาษา รวมทั้งมายาของคำที่ถูกนำมาประกอบขึ้นโดยปราศจากความหมายเดิมแต่อย่างใด

ดังนั้น ด้วยวิธีคิดเดียวกัน เราอาจย้อนกลับไปเรียกคณะบุคคลที่ทำรัฐประหารว่า คณะปฏิรูป X หรือถ้าหากผู้อ่านไม่คุ้นเคยกับอักษรฝรั่ง ท่านก็อาจแทนที่ด้วยคำอะไรก็ตามที่ท่านเคยชิน อันได้แก่ชื่อเพื่อนสนิทหรือขนมที่ท่านโปรดปราณ เช่น คณะปฏิรูปกระจับเปียก หรือถ้าอยากให้ฟังดูน่าทะนุถนอมก็อาจจะใช้คำว่า คณะปฏิรูปนมสาว เป็นต้น (กระจับเปียกและนมสาวคือชื่อขนมไทยที่หาได้ยากในปัจจุบัน)

ยังไงก็ตาม ลองย้อนกลับมาที่เนื้อหาสาระหรือตัวตนที่แท้จริงของกระจับเปียก เอ้ย X นี้ นอกจากเราต้องเข้าใจว่ามันคือวลีเดียวที่ไม่สามารถแยกจากกันได้แล้ว เราควรทำความเข้าใจลึกลงไปอีกว่าคุณสมบัติความไม่สามารถแยกจากกันได้นั้น มาจากการพึ่งพาและความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้นของวลี “ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย” และ “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

ซึ่งความสัมพันธ์นี้เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะ “มี ๑ ไม่ได้ถ้าขาด ๒” หรือ “มีนมไม่ได้ถ้าขาดสาว” กล่าวคือ จะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ ถ้าขาดพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข ซึ่งก็เป็นลักษณะเฉพาะและเจาะจงที่สำคัญยิ่งอีกประการของการปกครองประเทศไทยในปัจจุบัน

ในเมื่อเราได้รื้อและถอนปราการทางภาษาที่เป็นอุปสรรคแก่ความเข้าใจชื่อของการสัมมนานี้แล้ว เราก็ควรจะเรียกมันใหม่ให้เข้าใจง่ายและสะดวกต่อการสื่อสาร เพื่อสามารถถ่ายทอดต่อไปให้เกิดประโยชน์แก่ผู้จัดการสัมมนาครั้งนี้ โดยเรียกให้ง่ายขึ้นว่านี่คือการสัมมนา “รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับนมสาวในมุมมองของกองทัพ” ก็น่าจะเกิดคุณูปการยิ่งกับคณะผู้จัดไม่มากก็น้อย

Wednesday, March 07, 2007

ไอทีวี (ต่อ)

ค่อนข้างแน่นอนว่า จอภาพไอทีวีจะไม่ดำต่อไป เพราะกรมประชาสัมพันธ์จะเข้าไปดำเนินการต่อทันที

ยังไงก็ตาม คำถามที่สำคัญต่อไปคือ ในเมื่อความเป็นสื่อเสรี โดยไม่ถูกควบคุมจากการเมืองหรือกลไกของรัฐได้จบสิ้นลงแล้ว ประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับการเปิดดำเนินการต่อไปของไอทีวี?

ความไม่พอใจส่วนใหญ่เกิดจากความสงสารต่อชะตากรรมของเหล่าพนักงานไอทีวีที่ถูกลอยแพ เพียงอย่างเดียวหรือไม่? ถ้าหากใช่ ทางออกนี้ก็ไม่เลวร้ายนัก เพราะกรมประชาสัมพันธ์รับปากจะดูแลพนักงานเหล่านี้ ในลักษณะของการทำสัญญาจ้างผลิตรายการ

สำหรับพนักงานไอทีวีเอง ค่าตอบแทนและสภาพการทำงานต้องเปลี่ยนไป จะพอใจหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนความมีประสิทธิภาพของการบริหาร ในมุมของการบริหารงบประมาณรัฐ ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของการแก้ไขปัญหาพนักงานไอทีวีก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

หรือความคับข้องใจส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เห็นด้วยที่รัฐไม่เข้าไปจัดการปัญหาไอทีวี ในลักษณะที่ช่วยให้ไอทีวีสามารถดูแลตัวเองได้ และยังคงรักษาความเป็นสื่อที่อยู่นอกเหนือการจัดการของรัฐอยู่ ?

ถ้าหากใช่ ความพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหาไอทีวี (โดยการมอบหน้าที่ให้กรมประชาสัมพันธ์เข้าไปดำเนินการ) ของนายกฯ และรัฐมนตรี รวมทั้งข้าราชการอาจจะสะท้อนความเข้าใจและการรับรู้ความต้องการของประชาชนที่คลาดเคลื่อน

วันนี้ หลายคนพูดถึงชัยชนะของประชาชน โดยไม่ตระหนักว่าเราต้องแลกมันมาด้วยทีวีที่ดำเนินการโดยรัฐอีกช่อง และไม่มีใครตั้งคำถามว่าผู้บริหารใหม่ของไอทีวีจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับและมีส่วนในการกลั่นกรองเนื้อหาอย่างไร

นอกจากนี้ การอุ้มพนักงานไอทีวีด้วยเหตุผลทางสังคมนั้นคงไม่ผิดอะไรมากนัก แต่คงจะต้องทบทวนถึงความสมเหตุผล (ทั้งในเชิงหลักการและความคุ้มทางธุรกิจ) ของการเพิ่มภาระของรัฐในการเข้าไปดูแลทีวีเพิ่มอีกหนึ่งช่อง รวมทั้งต้องเข้าไปจัดการกับหนี้สินของไอทีวีต่อเอกชนอื่น ส่วนคำถามที่แฝงอยู่จึงเป็นเรื่องของวิธีเข้าไปจัดการกับปัญหาของไอทีวีต่อไป เช่น สถานะของไอทีวีในอนาคตจะเป็นอย่างไร รัฐจะถือโอกาสนี้วางรากฐานสำหรับการปรับเปลี่ยนสถานีทีไอทีวีไปเป็นสื่อสาธารณะเต็มตัวต่อไป หรือมีทางเลือกอื่นเช่น เปิดประมูลให้กับเอกชนรายใหม่เข้ามาบริหาร โดยมีเงื่อนไข (ที่ดูจะเป็นแรงจูงใจมากกว่า) เกี่ยวกับการจ้างพนักงานเดิมในระยะแรกนั้นหรือไม่

แต่วันนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะพึงพอใจอยู่กับแค่ประโยคที่ว่า “ไอทีวีจอไม่มืดอีกต่อไป”

ผมเองเป็นแฟนไอทีวีตั้งแต่บริหารโดยทีมข่าวจากเนชั่นและมองเห็นความแตกต่างในแง่คุณภาพของเนื้อหาและวิธีการนำเสนอที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบัน และไอทีวีก็พยายามอย่างหนักก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างความรับรู้กับผู้ชมว่าตนแตกต่างจากทีวีช่องอื่น (ถ้าอยากจะทำ เพราะมีช่วงที่ละเลยต่อสิ่งเหล่านี้ไปนานพอสมควร จนกระทั่งมีข่าวจะถูกปิดออกมา)

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าเราให้ความสนใจกับปัญหาของไอทีวีช้าเกินไป ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงในไอทีวีและปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งเค้าให้เห็นก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน (ดูได้จากบทความที่ผมเขียนข้างต้น) ต้องบอกว่า ผมเองรู้สึกผิดหวังที่สังคมไทยอ่อนปวกเปียก และคนไทยเฉื่อยแฉะต่อปัญหาในสังคมต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับการเมือง

เมื่อคราวที่ได้กลับไปเมืองไทยเดือนก่อน ได้พบกับเพื่อนหลายคนที่มีหน้าที่การงานดี มีการศึกษาดี แต่หลังจากได้พูดคุยก็ทำให้เข้าใจว่าทำไมสังคมเราอ่อนปวกเปียกขนาดนี้ ในเมื่อคนเหล่านี้ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมแม้แต่น้อย เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง

Tuesday, March 06, 2007

บทความพิเศษ

อวสานของไอทีวี :
จากสื่อทางเลือกสู่ทางเลือกของสื่อ


กำลังจะปิดฉากลงสำหรับตำนานของไอทีวี ทีวีเสรีของไทยที่มีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕

ซึ่งต้องถือว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นผลผลิตของเจตนารมณ์บริสุทธิ์ของสังคม ที่ต้องการสร้างสถานีโทรทัศน์อิสระที่มุ่งเน้นการเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาและไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมืองอย่างแท้จริง

การปิดตัวลงเกิดจากมติของคณะรัฐมนตรี ที่สั่งให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีสามารถดำเนินการออกอากาศจนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันนี้ (๖ มีนาคม) และหลังจากผ่านพ้นเที่ยงคืนนี้ไป ไอทีวีจะต้องหยุดดำเนินกิจการเพื่อรอขั้นตอนตามกฎหมาย สำหรับการยึดและโอนถ่ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ให้กับหน่วยงานที่เป็นเจ้าหนี้ต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการผิดสัญญาของไอทีวี ที่ติดค้างชำระค่าสัมปทานและดอกเบี้ยต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นเจ้าของสัมปทาน อันเป็นผลให้ไอทีวีต้องตกอยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้น และเป็นเหตุให้เกิดการดำเนินการดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ถึงแม้ในทางคู่ขนานนั้น ตัวแทนพนักงานไอทีวีจะได้เข้ายื่นคำร้องขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉินพิเศษจากศาลปกครองกลางและขอความคุ้มครองให้ไอทีวีสามารถดำเนินการออกอากาศต่อไปชั่วคราวได้ (ยังคงรอคอยคำตอบ) แต่การยุติการออกอากาศในเที่ยงคืนวันนี้ก็เป็นจุดจบในเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญของเจตนารมณ์สื่อเสรีของไทย ไม่ว่าไอทีวีจะสามารถกลับมาออกอากาศใหม่อีกครั้งในอนาคตหรือไม่ก็ตาม

เหตุการณ์นี้จึงเท่ากับเป็นการบอกกับสังคมว่า สื่อเสรี “ที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร” นั้น คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย! และทุนนั้นมีอานุภาพเหนืออุดมคติทั้งปวง !

จะว่าไปแล้ว เรื่องราวการต่อสู้ของไอทีวีบนทางสองแพร่งระหว่างอุดมการณ์สื่ออิสระกับความอยู่รอดทางธุรกิจนั้น ดำเนินมาโดยตลอดตั้งแต่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีได้เริ่มออกอากาศครั้งแรกในเดือนมกราคม ๒๕๓๙

โดยมีชนวนของจุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งแรกคือ ความขัดแย้งระหว่างบอร์ดชุดใหญ่ที่มาจากฝั่งของธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ใหญ่ในขณะนั้น กับทีมบริหารและทีมข่าว (ที่ในขณะนั้นส่วนใหญ่มาจากเครือเนชั่นและถือเป็นผู้บุกเบิกและสร้างชื่อเสียงให้กับไอทีวีในยุคแรก ซึ่งนำโดยสุทธิชัย หยุ่น) ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา

การเข้าแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหารและทีมข่าวจากคณะกรรมการบริษัทหรือบอร์ดชุดใหญ่ โดยการเข้ามาล้วงลูกของประกิต ประทีปะเสน (อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์) ในฐานะประธานกรรมการคนใหม่ของไอทีวีในช่วงปี ๒๕๔๒ นั้น
มาจากไทยพาณิชย์เห็นว่าไอทีวีที่เริ่มจะสร้างแบรนด์ของตนได้เข้มแข็งในตลาดนั้น น่าจะมีอนาคตที่สดใสในทางธุรกิจแทนที่จะต้องประสบกับภาวะขาดทุนอย่างที่เป็นอยู่ จึงเริ่มปฏิบัติการปฏิรูปไอทีวีโดยปรับผังรายการใหม่ที่เน้นรายการด้านบันเทิงเพื่อเพิ่มรายได้ และปรับโครงสร้างภายในโดยยุบบอร์ดบริหารและรวมศูนย์อำนาจไปไว้ที่คณะกรรมการบริษัทหรือบอร์ดใหญ่ทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งขั้นแตกหักระหว่างทีมข่าวกับคณะกรรมการ จนทำให้ทีมข่าวของเนชั่นลาออกยกชุดไปเพื่อจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเนชั่นแชนแนล

นับว่าการเข้ามากุมอำนาจเบ็ดเสร็จของธนาคารไทยพาณิชย์นั้น คือจุดเริ่มต้นของจุดจบของเจตนารมณ์ไอทีวีนั่นเอง !

และภายใต้การบริหารของไทยพาณิชย์นั้น ได้ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง ที่มีนัยสำคัญต่อจิตวิญญาณสื่ออิสระของตัวไอทีวีเอง กล่าวคือ ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๓ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชวน หลีกภัยได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานไอทีวี เพื่อให้นิติบุคคลสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่กำหนดให้นิติบุคคลถือหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ รายรายละไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ! !

นอกจากนี้ ไทยพาณิชย์ยังดึงเอาชินคอร์ปเข้ามาถือหุ้นในไอทีวี โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นในตอนนั้น ๓๙ เปอร์เซ็นต์ โดยไทยพาณิชย์ได้ทำการแปลงหนี้เป็นทุนเหลือสัดส่วนการถือหุ้น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ และสิทธิในการบริหารงานทั้งหมดเป็นของชินคอร์ป

และการเข้ามาของชินคอร์ปก็ถือเป็นการสังหารสถานีโทรทัศน์อิสระแห่งนี้แบบจัดพิธีศพให้เสร็จไปในตัวในคราวเดียว ! !

ชินคอร์ปได้บริหารงานไอทีวีโดยทำการผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องในไอทีวีหลายครั้ง ตั้งแต่นำไอทีวีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เปลี่ยนทีมข่าวและทีมผู้บริหารหลายชุด จนกระทั้งร้องขอให้อนุญาโตตุลาการลดค่าสัมปทานที่ไอทีวีต้องจ่ายให้รัฐจากปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียงปีละ ๒๓๐ ล้านบาท และปรับสัดส่วนเนื้อหาระหว่างข่าวสารและสาระ กับรายการบันเทิง จาก ๗๐ : ๓๐ เป็น ๕๐ : ๕๐

ซึ่งน่าแปลกอย่างยิ่งที่อนุญาโตตุลาการก็ได้เห็นชอบตามคำขอดังกล่าวของชินคอร์ป ซึ่งต่อมาภายหลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้คัดค้านคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวและได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด จนทำให้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยในเดือนพฤษภาคม ปีที่ผ่านมาให้คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่อนุญาตให้ลดค่าสัมปทานของไอทีวีลงนั้นเป็นโมฆะ และให้ไอทีวีปรับผังรายการกลับไปเป็นสัดส่วน ๗๐ : ๓๐ ตามเดิม

จนทำให้ไอทีวีตกอยู่ในสภาพลูกหนี้ค้างชำระของรัฐ อย่างที่เราได้เห็นในวันนี้

อนาคตของไอทีวีจะเป็นอย่างไรนั้น ยังถือว่าคลุมเครืออยู่มาก โดยหลักการ กรมประชาสัมพันธ์จะเข้าไปดูแลการบริหารจัดการหลังจากนี้ โดยเปลี่ยนชื่อสถานีใหม่เป็น “ทีไอทีวี” และใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เป็นสถานที่ดำเนินการชั่วคราว ในระหว่างที่รอสำนักงานกฤษฎีกาตีความเพิ่มเติมในส่วนของการปฏิบัติ เพื่อรับช่วงงานและการโอนถ่ายอุปกรณ์จากไอทีวีไปยังสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกรมประชาสัมพันธ์อีกทอดหนึ่ง

ซึ่งในระหว่างที่รอการดำเนินการในขั้นตอนเหล่านี้ บรรดาพนักงานของไอทีวี (ซึ่งไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของใหม่หรือกรมประชาสัมพันธ์) ก็คงจะต้องดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐ รวมทั้งขอความเห็นใจจากสังคมต่อไป

ยังไงก็ตาม จากการมองปรากฎการณ์ ๒ เรื่องคือการออกมากล่าวคำขอโทษของนายกฯ ต่อพนักงานไอทีวี ในกรณีที่ตนไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ตามที่เคยให้สัญญาไว้ และจากคำแถลงอย่างชัดเจนของคุณหญิงทิพาวดี ที่ดูแลด้านกรมประชาสัมพันธ์ (ซึ่งทั้งสองคนก็ได้เน้นย้ำเรื่องการ “ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” แบบแผ่นเสียงตกร่องนั้น) ทำให้เห็นว่าการเข้าไปแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของไอทีวีและพนักงานเป็นเรื่องยาก และดูเหมือนจะสายเกินไปแล้ว

หากจะพิจารณาจากมุมมองของอำนาจและสถานะของรัฐบาลนี้ ที่มาจากการฉีก “รัฐธรรมนูญ” และ “กฎหมาย” รวมทั้งมาจากการสถาปนาตัวเองบนพื้นฐานของ “สถานการณ์พิเศษ” ที่ไม่ปกติแล้ว การกล่าวว่าจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด “ตามกฏหมาย” กับไอทีวี ก็ดูเป็นเรื่องน่าขันและขัดแย้งในตัวเอง นอกจากนี้ การไม่เปิดโอกาสหรือพื้นที่ให้กับเหตุผลพิเศษ เช่นการธำรงรักษาเจตนารมณ์หรืออุดมคติของสื่ออิสระ ที่ได้มาจากการต่อสู้เสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนกับอำนาจเผด็จการนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นการเลือกใช้กฎหมายปกติในภาวะที่ไม่ปกติ อย่างขาดสติสิ้นดี

ยังไงก็ตาม นี่อาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไอทีวี เพราะวิญญาณสื่ออิสระนั้นได้ถูกกระทำย่ำยีไปเป็นเวลานานแล้ว นานซะจนอาจจะไปเกิดใหม่อีกหลายรอบด้วยซ้ำ ส่วนสิ่งที่เห็นนั้นก็อาจจะเป็นเพียงร่างทรงที่กล่าวอ้างจิตวิญญาณของสื่อเสรี เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจเท่านั้นเอง

ลองใช้เท้าคิดเรื่องรัฐประหาร

วันที่ประเทศไทยเกิดรัฐประหาร (๑๙ กันยายน ๒๕๔๙) น้อยคนจะเชื่อว่าเหตุการณ์เชยๆ แบบนี้จะสามารถเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย และไม่คิดว่าทหารคนไหนจะยังมีหน้าทำเรื่องเชยๆ แบบนี้ขึ้นอีก

หลังเหตุการณ์ใหม่ๆ จึงเกิดสูญญากาศ (ในสมอง) เพราะความงงงวยและอึ้งกิมกี่ แบบเปิดตำราไม่ถูก เชื่อมั้ยว่า ผมได้เห็นพี่ๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ในแวดวงวิชาการหลายคนตกอยู่ในอาการที่เรียกว่า “ไปไม่เป็น”

เพราะไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะชอบหรือเกลียดทหารกันแน่ (ถึงแม้ทีวีที่ถูกควบคุมโดยทหารตอนนั้น จะพยายามเสนอภาพ “เด็กมอบดอกไม้ให้ทหาร” อย่างไม่ย่อท้อ จนเราเคลิบเคลิ้มไปไม่น้อยก็ตาม)

ผมเองหมดค่ากาแฟและเหล้าไปไม่น้อย เพื่อต่อสู้กับภาพดอกไม้ปลายปืนและภาพหางเครื่องลายพรางในสมอง รวมทั้งเพื่อแลกกับโอกาสในการพบปะและถามไถ่อาการบวกความรู้สึกของพี่ๆ เพื่อนๆ พร้อมถือโอกาสในการลับสมองจากการแบกบาลร่วมกัน

แต่รอยหยักในสมองที่มีอยู่อย่างไม่พอเพียงกลับไม่ได้ช่วยให้เกิดองค์ความรู้ใหม่อะไรมากนัก ซ้ำยังทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนจากความรู้เดิม จึงได้หันไปลงทุนนำเข้าสินค้าทดแทนคือ อ่านจากงานวิชาการและบทความที่เขียนขึ้นเพื่อวิเคราะห์การเมืองหลังเหตุการณ์รัฐประหารโดยตรง ที่หาได้ตามร้านขายยาและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยพยายามผลิตและเสนอคำอธิบายสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น บ้างก็ทำได้อย่างดี น่ายกย่อง บ้างก็ทำได้อย่างไม่ละอายใจ... ถ้าหากจะให้แบ่งกลุ่มนักวิชาการโดยอิงจากเนื้อหาหรือคำอธิบายที่ถูกเสนอแล้ว ก็คงแบ่งง่ายๆ เป็นกลุ่มใหญ่ ๒ กลุ่ม

คือ กลุ่มที่เห็นด้วยและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร

โดยกลุ่มที่เห็นด้วยนั้น เกือบทั้งหมดอยู่บนฐานของวิธีคิดแบบ “second best” กล่าวคือ ในเมื่อวิถีทางแบบประชาธิปไตย (ไทย) นั้นไม่เปิดโอกาสให้กับทางออกที่เหมาะสม นี่ก็คือทางเลือกสุดท้าย ที่ดีที่สุดและ/หรือที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

คำอธิบายของสมาชิกในกลุ่มนี้จึงเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่ยินดีต่อการจากไปของรัฐบาลทักษิณ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม (อาจสะท้อนอุดมคติหรือทัศนคติทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายและการทำงานของรัฐบาลทักษิณ หรืออาจจะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือการเมืองที่ขัดแย้งก็ตาม)

ซึ่งกลุ่มนี้ อาจครอบคลุมสาขาย่อยคือ (๑) กลุ่มที่มุ่งสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหาร โดยใช้ เงื่อนไขพิเศษหรือ “สถานการณ์พิเศษ” เป็นปัจจัยสนับสนุน และ (๒) กลุ่มที่อ้างว่าไม่ว่ารัฐประหารจะดีหรือไม่ก็ตาม มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จำเป็นต่อไปข้างหน้าคือการช่วยกันทำความสะอาดกวาดบ้านเพื่ออนาคตต่อไป

กลุ่มที่ประกาศตัวว่าเห็นด้วยกับรัฐประหาร ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมนี้ มีแนวโน้มจะเรียกตัวเองให้ดูดีว่า “พวกแพรกมาติสต์ (pragmatist) ” หรือพวกที่หาทางออกอย่างสมเหตุสมผล ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์หรืออุดมคติที่แปลกแยกจากความเป็นจริง

โดยไม่ลืมที่จะบอกว่าตนมองเห็นคุณค่าของประชาธิปไตยและเข้าใจกลไกการทำงานของระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน พวกตนก็เข้าใจ “ความเป็นจริง” ของประชาธิปไตยแบบไทย หรือแบบ “วัฒนธรรมไทย” (ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เข้าใจ) อย่างลึกซึ้ง

การยอมลดทอนทิฐิมานะให้กับทางออกเฉพาะหน้า ในสถานการณ์พิเศษนี้ จึงเป็นการกลืนน้ำลายเพื่อชาติ

ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารนั้น อาจแบ่งออกเป็น ๒ พวกคือ

(๑) พวกที่สูญเสียฐานที่มั่นทางอำนาจจากการทำรัฐประหารและ/หรือกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์นโยบายของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งอาจครอบคลุมถึงประชาชนที่เคยได้รับอานิสงค์จากนโยบายแบบหว่านพืชหวังผลก็ได้ กับ

(๒) กลุ่มนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการของการทำรัฐประหาร โดยกลุ่มนี้มีจุดร่วมที่สำคัญคือ พยายามสร้างทฤษฎีการเมืองจากฐานของความคิดแบบวิพากษ์สถาบันการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และองคมนตรี

นักวิชาการกลุ่มนี้ คือพวกที่พยายามชี้ให้สังคมมองเห็นอิทธิพลของสถาบันการเมืองที่เพิ่งสถาปนาตนเองอย่างแข็งแรงและชัดเจนจากเหตุการณ์รัฐประหารครั้งนี้ ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีวาทกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือประกอบการทำรัฐประหาร เช่น วาทกรรมการเมืองใสสะอาดหรือการเมืองของผู้มีคุณธรรม เป็นต้น

กลุ่มหลังสุดนี้ คือกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด เพราะพยายามเสนอทฤษฎีและคำอธิบายอย่างเป็นระบบ โดยส่วนตัวผมเห็นว่า มีบทความหลายชิ้นที่สามารถเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการทำความเข้าใจการเมืองไทย ที่สามารถอธิบายการแบ่งสันอำนาจในเวทีการเมืองไทย ทั้งหน้าฉากและหลังฉาก ในมิติที่กว้างและลึกซึ้งมากขึ้น อย่างเช่น งานของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง “ข้ามไม่พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง ๑๔ ตุลาฯ” เป็นต้น

Friday, March 02, 2007

Breaking (up) News

ในสังคมที่มีพลวัตรสูงถึงสูงมากอย่างสังคมไทย ซึ่งถือว่ามีการเปิดรับของดี-ของเสียจากทุกทิศทุกทาง รวมทั้งมีกิจกรรมการหมุนเวียนของอนุมูลอิสระและไม่อิสระแบบ 24/7 นั้น เราต้องอัพเดทข้อมูลข่าวสารกันตลอดเวลา

เพราะสื่อไทยสนใจทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้

บ่อยครั้ง เราจึงตกตะลึงกับความร่ำรวยข่าวสารจากต่างประเทศของสื่อไทย ที่ทำให้คนไทยรู้กระทั่งข่าวบางข่าวที่แม้เราคนไทยที่อยู่ในประเทศนั้นๆ เองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

และเป็นเรื่องน่าทึ่งอีกที่คนไทย รู้ทิศทางความผันผวนของดัชนีนิกเคอิและดาวน์โจนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา รู้ว่าลิเวอร์พูลอยู่ที่อันดับไหนของตาราง รวมทั้งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฉนวนกาซาและอิรัก แต่ไม่ยักรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศตัวเอง !

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราเองก็มีแค่สองตากับสองหูที่ไม่สามารถทำงานแยกกันได้ แถมยังต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อเตรียมตัวไปหลับบนรถเมล์เพราะที่ทำงานอยู่ไกล แล้วไหนจะต้องติดบนรถขากลับอีกสองชั่วโมง เอาเวลาที่เหลือไปดูข่าวสำคัญอย่างข่าวในพระราชสำนักและข่าวบันเทิงก็หมดแล้ว น่าเห็นใจ..

อย่างว่า ดาราคู่ไหนเตียงหัก นางเอกคนไหนคลอดลูกก่อนกำหนด (ถึงจะอุตส่าห์ปลอมตัวไปคลอดในถิ่นทุรกันดารไกลผู้คนแล้ว) ไฮโซคนไหนแอบไปควงกับใครหรือออกวีซีดีลับใหม่เมื่อไหร่ แม้กระทั่ง เมียน้อยใครมีภาพหลุดที่ไหน คนไทยไม่เคยพลาด เพราะเราถือคติว่า “ถ้าหากเรารู้ เราจะตามไปดู”

แต่ถามว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ชื่ออะไร กลัวใจเหมือนกันว่าส่วนใหญ่จะหลุด "สรยุทธ สุทัศนจินดา" ออกมา...

คิดไปคิดมาหลายตลบ ผมก็มาลงเอยที่ข้อสรุปว่า คงจะเป็นความผิดพลาดของครูวิชาสังคมเป็นแน่ที่ผลิตนักเรียนคุณภาพชนิดถอดแบบกันมา ประเภทที่เห็นความสำคัญของละครช่องเจ็ดตอนจบมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปล่อยให้รายการวิทยุไทยมีการพูดถึงหนังอย่างตำนานสมเด็จพระนเศวรมากกว่าเนื้อหาของเศรษฐกิจพอเพียง!

แต่อย่าเพิ่งหมดความหวังกับสังคมไทยครับ เพราะรัฐบาล คมช. หรือย่อมาจาก "คืนอำนาจให้มึง พวกกูก็ชวด (ซิครับ)" ชุดนี้เปี่ยมไปด้วยผู้มีประสบการณ์ ชะรอยว่าถ้าบริหารประเทศได้เข้าตา ก็จะฝากความไว้วางใจให้บริหารกันต่อไปอีกสักสองสามสมัย จะติดก็เรื่องเล็กน้อยอย่างย้ายสภาไปไว้ที่บ้านบางแค เพราะกลัวว่าพวกแกจะลากสังขารณ์กันไม่ไหว

ล่าสุดนี่ก็เห็นว่ามีโครงการใหญ่ เพื่อยกระดับจิตใจและสติปัญญาคนไทย ซึ่งจะมีผลพลอยได้คือแก้ปัญหาภาคใต้ไปในตัว นั่นคือโครงการ“เปิดเพลงปลุกใจเพื่อความเป็นไทย วันละ ๖ เวลา” ที่ทุ่มเทงบประมาณกันแบบน่าดู

ที่ต้องเป็น ๖ เวลา เพราะคนไทยมุสลิมทำละหมาดกันถึงวันละ ๕ ครั้ง การจะเอาชนะใจคนไทย ทั้งพุทธและอิสลามได้นั้น ก็เลยต้องกล่อมเกลากันด้วยเพลงปลุกใจเสือป่า เอ้ย เพลงปลุกความเป็นไทยถึง ๖ ครั้ง คือเพิ่มช่วงเวลาระหว่างที่คนไทยหลับเข้าไปอีกหนึ่งเวลา

นับว่าเป็นนโยบายที่สร้างสรรค์และจรรโลงใจไม่น้อย ต้องขอบคุณท่านนายกฯ กับชาวคณะเอาไว้ล่วงหน้า ที่มีโครงการดีๆ อย่างนี้ให้กับคนไทย