Thursday, May 24, 2007

ถึงไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ก็ขอไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ผมคิดว่าคนที่อยู่ในต่างประเทศ คงไม่มีโอกาสใช้สิทธิ์ออกเสียงเพื่อลงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ (ถ้าผิดก็ต้องขออภัย) ถ้าไม่มีสิทธิ์นี้จริงๆ ก็รู้สึกเสียดาย และรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าไม่ยุติธรรมมาก เพราะผมเองก็ได้ร่วมแบ่งปันความสลดอาลัย คับข้องใจ หงุดหงิด ฯลฯ ต่อการจากไปของรธน.๔๐ การอุบัติของเหตุการณ์รัฐประหาร การวิบัติของการเมืองการปกครองไทย จนกระทั่งมาถึงการเกิดร่างรธน.นี้ ไม่แพ้และอาจจะมากกว่าหลายคนที่ประเทศไทย แต่นี่ก็ไม่ใช่ประเด็น

การแสดงความรู้สึกต่อ "ร่างรธน." นี้คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่แสดงความเห็นกับมันซิ ยากกว่าหลายขุม

จะออกความเห็นต่อร่างรธน.ได้อย่างดี ต้องอ่านตัวร่างฯ นี้ ลองเปรียบเทียบกับฉบับอื่น(โดยเฉพาะฉบับ ๔๐) ฟังความเห็นจากนักวิชาการ และอ่านร่างฯ อีกรอบ เปรียบเทียบกับฉบับอื่นอีกครั้ง ฟังความเห็นนักวิชาการอีก และทำซ้ำกระบวนการเหล่านี้อย่างไม่ย่อท้อ

ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับตาสีตาสา ทั้งที่ "หาเช้ากินค่ำและหาค่ำกินเช้า" และดูออกจะ "หาเหาใส่หัว" มากกว่า

แต่เรื่องที่ยากกว่าการทำความเข้าใจ และออกความเห็นต่อร่างฯ ก็คือ การปฏิเสธอย่างสง่างาม

ถึงจะรู้สึกว่าไม่อยากรับมันตั้งแต่ได้ยินชื่อ ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่า "ผมไม่รับ" ถ้าหากยังไม่ได้ลงมือทำ ตามกระบวนการที่ว่ามาข้างบน ยิ่งจะป่าวประกาศให้คนมากกว่า ๑ คนขึ้นไปรู้ ว่าเราไม่อยากรับแล้วละก็ ก็ยิ่งไม่ควรไปใหญ่ ถ้าเราไม่รู้จักมันจริงๆ

ปฏิเสธเฉยๆ จึงไม่พอซะแล้ว เพราะมันดู "ราคาถูก" เกินไปในสังคมที่รัฐฯ และกลไกของรัฐฯ พยายามตั้งตนเป็นศัตรูกับ "ผู้ไม่รับร่างรธน."

ยิ่งกว่านั้นก็จะถูกตั้งข้อหา "กบฏขายชาติ" ได้แบบไม่มีสิทธิ์ตั้งทนาย ถ้าเป็นทนายอยู่แล้ว ก็จะยิ่งไปกันใหญ่

แต่...แต่ผมได้เห็นมากับตาตัวเอง ผู้ที่สามารถ "ปฏิเสธร่าง รธน. ได้อย่างสง่างาม"

"สง่า" เพราะปฏิเสธได้น่าฟัง ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ได้อย่างน่ายกย่อง และ "งาม" เพราะพวกเขาทำตามกิจและหน้าที่ที่ควรของตนรวมทั้ง "งาม" เพราะเหมาะสมแก่เวลาและแก่โอกาส

ลองไปอ่าน"แถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง” โดยเครือข่ายนักวิชาการทั่วประเทศ ที่นำโดยนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงพร้อมกันในหลายจุดของประเทศ



ร่วมกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง


ปฏิรูปการเมืองเป็นคำตอบที่สังคมไทยร่วมกันค้นพบกว่า 10 ปีมาแล้ว เพื่อตอบปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทยในหลายด้าน ส่วนหนึ่งของคำตอบเชิงสถาบันคือรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สังคมไทยมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา โดยอาศัยกระบวนการร่างที่มุ่งจะฟังเสียงประชาชนมาแต่แรก จึงจัดให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.ขึ้น อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อผลักดันข้อเสนอของตนเข้าไปในรัฐธรรมนูญ

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" จึงมีความพยายามจะเสนอการปฏิรูปการเมืองในเชิงสถาบันไว้หลายประการ และได้มีโอกาสใช้งานจริงเกือบ 10 ปี ทำให้สังคมเห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้าการรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 สังคมไทยเห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขข้ออ่อนของรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน

แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายพัฒนาการทางการเมืองโดยหลักนิติธรรมลงไป และบัดนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อำนาจเผด็จการหลังรัฐประหาร ก็กำลังได้รับการเสนอเพื่อการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้สังคมไทยหันกลับไปสู่การเมืองยุคเก่า ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำให้สังคมไทยอ่อนแอจนไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศของเราได้ และแน่นอนว่าทำให้การปฏิรูปการเมืองโดยผ่านกระบวนการร่วมกันของสังคมไทยต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิง บุคคลและองค์กรที่ลงนามข้างล่างนี้จึงขอเสนอแก่สังคมไทยว่า เราควรร่วมมือกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยผ่านการลงประชามติหากมีการจัดขึ้นในภายหน้า

ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า พลังที่ผลักดันให้การปฏิรูปการเมืองสัมฤทธิ์ผลได้นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือพลังทางสังคมและพลังที่เกิดจากการจัดระบบการเมืองที่ตรวจสอบได้, ต้องรับผิด, และอยู่ในความควบคุมและถ่วงดุลของอำนาจที่หลากหลายและเป็นอิสระต่อกันพอสมควร แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้กลับสวนกระแสของพลังปฏิรูปการเมืองดังกล่าวนี้ แม้ดูเหมือนมีการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ซึ่งเท่ากับเพิ่มพลังของสังคมในการตรวจสอบและควบคุมถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ หากทว่าประสบการณ์ที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มาเกือบ 10 ปี พบว่าสิทธิเสรีภาพเหล่านี้มีแต่บนกระดาษ ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันในด้านปฏิบัติได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ, การมีสื่อที่เป็นของประชาชน, การรวมกลุ่มเพื่อการต่อรอง, หลักประกันสวัสดิการพื้นฐาน ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ปฏิรูปการเมืองต้องหมายถึงสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นจริงในทางปฏิบัติ มิฉะนั้นสังคมจะมีพลังกำกับควบคุมให้ระบบการเมืองดำเนินไปอย่างถูกทำนองคลองธรรมได้อย่างไร

ในด้านระบบการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ไว้วางใจประชาชนเจ้าของประเทศ จึงริบสิทธิเลือกตั้งองค์กรทางการเมืองไปจากประชาชน พร้อมกันกับทำให้ระบบการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ยึดโยงกับพลังทางสังคม แต่ไปผูกติดกับระบบราชการ ระบบเลือกตั้งมุ่งแต่จะไม่ให้เกิดพรรคใหญ่โดยไม่สนใจว่าจะทำลายความเป็นตัวแทนประชาชนของนักการเมืองลงไปมากสักเพียงใด การใช้อำนาจอธิปไตยก็เต็มไปด้วยความสับสน เพราะมีการก้าวก่ายอำนาจกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ใช้อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัตินักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะอ่อนแอจนไม่สามารถริเริ่มนโยบายใหม่ใดๆ ได้ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบของระบบราชการเสียก่อน จึงสมกับที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับขุนนางที่มุ่งจะรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับขึ้นมาใหม่

พวกเราดังมีรายนามข้างล่างนี้จึงมีความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำประเทศไทยถอยหลังกลับไปหลายสิบปี อำนาจและสิทธิของประชาชนที่ได้มาด้วยการต่อสู้จนสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อไปนับไม่ถ้วน จะต้องถูกริบไปจนไร้ความหมาย จึงไม่ควรนำมาใช้กำหนดความสัมพันธ์ในรัฐของเรา ควรร่วมมือกันไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ และเรียกร้องให้นำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงสองประเด็นคือ

1) ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน

2) รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่นักการเมืองไม่มีอำนาจเข้ามากำกับควบคุมการแก้ไข แต่ให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

แท้จริงแล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่เป็นเอกสารสมบูรณ์พร้อมและสถิตสถาพรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยกระบวนการทางสังคม นั่นคือเกิดสำนึกใหม่ในสิทธิเสรีภาพบางประการหรือบางมิติ จนทำให้ต้องมีการจัดความสัมพันธ์ในองค์กรทางการเมืองใหม่ สังคมที่เสรีคือเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมือง ไม่มีอำนาจ"บริสุทธิ์"ของทหารหรือการรัฐประหารใดๆ จะทำหน้าที่นี้แทนสังคมเสรีได้ การนำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปการเมืองเดินหน้าต่อไปได้

โดยวิธีนี้เท่านั้นที่จะนำสังคมไทยกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อย และกู้คืนเกียรติภูมิที่สูญเสียไปจากการรัฐประหารกลับมาได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อดังเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีก

พวกเราที่มีชื่อข้างท้ายนี้จึงใคร่ขอให้พี่น้องร่วมมือกันรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติ เพื่อผลักดันให้นำเอา"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"กลับมาแก้ไขปรับปรุง ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยในภายหน้า โดยการใช้สีเขียวตองอ่อนเป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน ท่านอาจติดแถบริบบิ้นสีเขียวตองอ่อนที่พาหนะของท่าน ติดแถบเขียวตองอ่อนกับเครื่องแต่งกาย ใช้แถบข้อมือสีเขียวตองอ่อน ติดธงเขียวตองอ่อน หรือวิธีอื่นใดที่ท่านอาจคิดขึ้นเองเพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ร่วมกันดังกล่าว ทั้งนี้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา พร้อมทั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย



********************************************************************************

ป.ล. ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ขออนุญาตสงวนส่วนของรายชื่อนักวิชาการเอาไว้ ด้วยความเคารพอย่างสูง สามารถอ่านรายชื่อนี้ได้จากเว็บประชาไท

Wednesday, May 23, 2007

เส้นทางที่สาม ของฝรั่งเศส

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้บริหารประเทศอย่างนายกฯ หรือประธานาธิบดีนั้นต้องทำงานหนักแทบไม่มีวันหยุดหรือเวลาพักผ่อน เพราะถ้าหากชาติหรือประเทศจะมีชีวิต มันก็ไม่เคยหลับ รวมทั้งสังคมไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว

การทำงานในตำแหน่งผู้นำ ในประเทศที่การเมืองสามารถสร้างบรรทัดฐานให้ผู้นำต้องเคารพหน้าที่และจริยธรรมการเมือง จึงต้องทุ่มเททั้งเวลาและความสามารถอย่างเต็มที่ เพราะปริมาณและความยากของงานนั้น ไม่ใช่น้อยเลย

อีกทั้งสมมุติฐานที่ซ่อนเร้นสำหรับการยอมรับบุคคลเข้ามาในตำแหน่งแบบนี้ ก็คือ ต้องเป็นคนดี

ผมมั่นใจว่าแม้ในประเทศที่มีระบบการปกครองอื่นหรือแบบใดๆ ก็ตามนอกจากประชาธิปไตย ก็คงไม่มีใครเรียกร้องผู้นำคดโกงหรืออำมหิต ข้อสมมุติฐานนี้จึงไม่น่ามีข้อยกเว้น

แต่ระหว่างความคาดหวังและความเป็นจริงมักมีช่องว่างเสมอ ! เพราะเป็นเรื่องยากที่จะหามนุษย์ปุถุชนที่ทั้งดี มีความสามารถและรักเด็กในตัวคนเดียว

ดังนั้น ไม่ว่าผู้นำคนใดในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอในทุกวันนี้ถึงความสามารถและผลงานในการนำความเจริญมาสู่ประเทศ ต่างก็มีข้อบกพร่องกันทั้งสิ้น และเคยทำผิดพลาดมามากบ้างน้อยมาก

และทุกคนล้วนมีจุดบอดให้ถูกตำหนิติเตียนจากสังคมในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่เสมอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงเหล็ก อย่างนางแทตเชอร์ (Thatcher ดำรงตำแหน่งระหว่าง 1979-1990) อดีตพระเอกหนังอย่างเรแกน (Reagan 1981-1989) รวมทั้งคลินตัน (Clinton 1993-2001), แบลร์ (Blair 1997-2007), มิตเตรอง (Mitterrand 1981-1995) หรือกระทั่งนายพลเดอ โกลล์ (Charles de Gaulle 1958-1969)

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือ บุคคลทั้งหมดที่เอ่ยถึงมา ล้วนทิ้งมรดกหรือผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างที่ยังคงแสดงร่องรอยไว้จนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ความรักและศรัทธาทางการเมืองจากประชาชนต่างหากคือ สิ่งที่แบ่งแยกคนกลุ่มนี้ ออกจากกลุ่มใหญ่ที่เหลือ

ครับ ผมกำลังพูดถึงความรักและความศรัทธาแบบหวือหวา ซ่านาน และเผาผลาญได้ทันที เพราะอาชีพทางการเมืองมีอายุขัยจำกัด

“ของขวัญ” ทางการเมืองนี้ นักการเมืองทุกคนรู้ดีไม่มีแจกฟรีที่ไหน และต้องสร้างและแลกมาด้วย “ความเป็นส่วนตัว” รวมทั้ง “ความเป็นตัวตน” ที่เคยมีและที่มีอยู่เป็นกิจวัตร

แต่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งคนไหนจะเดาใจประชาชน a priori ได้แม่นชนิดจิ้งจกทักหรอกครับ ที่พอจะทำได้ก็คงจะเป็นการทึกทักแบบนักวิชาเกินในลักษณะ a posteriori อย่างที่ผมกำลังทำอยู่ อย่างที่เห็นว่าหนทางของคนเหล่านี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยครับ ยกตัวอย่างนายพลเดอ โกลล์เอง กว่าจะได้อยู่เป็นสุขก็ต้องไปเดินเล่นฝ่าทะเลทรายมาแล้ว (ในช่วงเวลา la traversée du désert ของแกหนะ)

ไหนๆ ก็ทึกทักกันมาแล้วตั้งเยอะ ก็ทึกทักกันต่อไปให้สุดลิ่มทิ่มประตูเลยละกัน เพื่อสร้างทฤษฎี “มัดใจตลาดของผู้นำ” กันแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อประเมินดูแล้ว ต้องบอกว่าทุกคนล้วนแต่ใช้ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้าง “รอยต่อ” บนหน้าประวัติศาสตร์ (ที่มีอย่างน้อยคนละ ๒ รอย คือ ตอนที่เข้ามาและออกไปจากตำแหน่ง)

การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจเป็นฟังก์ชันของสิ่งที่สร้างผู้นำคนนั้นขึ้นมา อันได้แก่ อุดมคติส่วนตัว (ที่ไม่เคยเปลี่ยน) รวมทั้งบุคลิกลักษณะความโดดเด่นและกึ๋นของแต่ละคนนั่นเอง

ลองมาสังเกตและสำรวจตรวจตราคุณสมบัติเหล่านี้ของ ปธน. ฝรั่งเศสคนปัจจุบัน ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งมาหมาดๆ กันดู

ตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง คือตั้งแต่พิธีส่งผ่านอำนาจ สัญญาณที่ชัดที่สุดที่ตีความได้จากท่าที ท่าทางและทีท่าทางการเมืองของคุณซาร์โกซี ก็น่าจะเป็นไปตามคำ “rupture” ที่เขาชอบอ้างถึง

คือ เขาแหกกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ตั้งแต่ protocol ของพิธีการณ์รัฐ ไปจนถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองที่ปธน. ใหม่ทุกคนเคยทำ

เริ่มตั้งแต่โชว์ภาพแฟมิลีแมน ในการนำครอบครัวผสมของตนมาเสนอต่อสาธารณะ ในพิธีการส่งมอบอำนาจและสถาปนาตำแหน่ง ที่ถูกสื่อวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นแบบฉบับอเมริกันจ๋า และเป็นการเอาชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมมาผสมกัน แบบที่ไม่มีใครเคยทำในฝรั่งเศส

ไปจนกระทั่งพฤติกรรมฝ่าแหกวงล้อมของการ์ดทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อไปจับมือกับฝูงชนที่มาสังเกตการณ์พิธีวางพวงมาลาตามสถานที่ต่างๆ แบบที่ไม่มีปธน. คนไหนจะทำได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายขนาดนี้ จนกลายเป็นยี่ห้อประจำตัวและภาพที่ชินตาในข่าวแต่ละวัน

ถ้ายังแรงไม่พอ ก็ต้องไปตีความพิธีฉลองตำแหน่งพิธีแรกที่สวนบูโลญ ที่เขาได้จงใจเลือกสถานที่สัญลักษณ์ของความสูญเสีย ที่เกิดขึ้น ๑ สัปดาห์ก่อนที่ฝรั่งเศสจะถูกปลดปล่อยจากการยึดครองของทหารนาซี อันเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละเลือดเนื้อของ “วัยรุ่นคอมมิวนิสต์” กลุ่มต่อต้าน ๓๕ ชีวิตเพื่อชาติ

ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นพื้นที่ที่สะท้อนอุดมคติแบบสังคมนิยม หรือแบบ “ซ้าย”

นี่เป็นการตอกย้ำ “ภาพของการเปลี่ยนแปลง” อีกครั้ง หลังจากที่พยายามฉีกภาพของนักการเมืองฝ่าย “ขวา” มาตลอดการหาเสียง โดยพยายามสื่อสารผ่านคำกล่าวและท่วงท่าเพื่อแสดงการให้เกียรติในการสัมภาษณ์ และพิธีการณ์สาธารณะหลายต่อหลายครั้ง เพื่อบอกเป็นนัยว่าฮีโร่ในดวงใจของตน (และของคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่) ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญที่มาจากอุดมคติแบบ “ซ้าย” ทั้งนั้น อย่างเช่น ฌอง จอเรส (Jean Jaurès) และจอร์จ เคลมองโซ (Georges Clémenceau)

ถึงแม้ว่าสื่อและพรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่จะวิจารณ์ว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองในการเอาชนะใจฐานเสียงฝั่งซ้ายและเป็นการล้วงลูกเสือออกจากถ้ำเสือ ไม่ต่างจากที่ซาร์โกซีทำกับพรรคขวาจัดมาแล้ว เพื่อชนะการเลือกตั้งในรอบแรก

แต่ผมคิดว่านี่คือ “ข้อความ” สำคัญที่นายซาร์โกซีกำลังสื่อสาร และแสดงให้เห็นชัดว่าเขากำลังเลือก “เส้นทางที่สาม” ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่โทนี แบลร์ เคยทำสำเร็จมาแล้วในอังกฤษ

นั่นคือเส้นทางของการเมืองแบบ social-democrat(e) นั่นเอง!

“เส้นทางที่สาม” คือแนวนโยบายการเมืองที่ผสมระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “นโยบายสังคมที่เป็นธรรม” ที่ปัจจุบันกลายเป็นธงรบของพรรคแรงงานใหม่หรือ New Labour ที่นำโดยกอร์ดอน บราวด์ สหายและทายาททางการเมืองของแบลร์

ทั้งนี้ ทฤษฎีเกี่ยวกับแนวนโยบายการเมืองแบบ “เส้นทางที่สาม” ในอังกฤษนั้น ได้รับการเสนอจนเป็นที่ยอมรับโดยนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงแอนโทนี กิดเด้น (Anthony Giddens)

ภายในสัปดาห์แรกของการทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดี สิ่งที่สนับสนุน “ความเชื่อ” ของผมในเรื่อง “เส้นทางที่สาม” ที่นายซาร์โกซีเลือกเดิน ก็คือ การแต่งตั้งนายแบร์นาร์ด คูชแนร์ (Bernard Kouchner ) อดีตหมออาสาที่เคยทำงานด้านมนุษยธรรมในที่ต่างๆ เช่นโคโซโว รวมทั้งเคยเป็นข้าราชการระดับสูงในยูเอ็น และเป็นอดีตรมว.ต่างประเทศ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้ง แต่คราวนี้ในฐานะ “รมว. ซ้ายในรัฐบาลขวา”

รวมทั้งการแต่งตั้งนักเศรษฐศาสตร์สายสังคมนิยม อดีตประธานของเอ็มมาอูซ (สมาคมเพื่อคนตกทุกข์ที่ริเริ่มโดยนักบุญอับเบ้ ปิแอร์) อย่างคุณมาร์แตง ฮีร์ช (Martin Hirsch) เป็นกรรมการระดับสูงที่มีภารกิจแก้ไขปัญหาความยากจนโดยตรง และขึ้นตรงกับนายกฯ

นายคูชเนอร์นี่เอง ที่ได้เขียนในจดหมายอธิบายสาเหตุของการรับตำแหน่ง (เพื่อไขข้อข้องใจของสังคม ทางนสพ. Le Monde) ว่าตนนั้นเชื่อในอุดมคติทางการเมืองแบบซ้าย-กลางที่เรียกว่า social-democrat(e)

และที่สำคัญคือ สัญลักษณ์ที่ถูกเน้นแล้วเน้นอีกตลอดการทำงานในสัปดาห์แรกของนายซาร์โกซี นั่นคือ การจัดประชุมหารือกับตัวแทนของสหภาพแรงงานและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการทำงานสัปดาห์แรกของปธน.คนไหน

ซึ่งเป็นการเสนอภาพอย่างตรงไปตรงมาว่านายซาร์โกซีคือ ปธน. ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ แบบเคียงบ่าเคียงไหล่ ชนิดที่พรรคสังคมนิยมจะต้องอายเลยทีเดียว

Monday, May 14, 2007

ช่วยด้วย สื่อแทรกแซงผม

ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปเป็นเวลาเกือบเดือน (แต่ไม่ได้ห่างหายจากการอ่านและการคิด) ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์และปรากฏการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบรรยากาศโค้งสุดท้ายของการหาเสียงของผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส (ซึ่งก่อให้เกิด “ดีเบต” ในประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย) และผลของการเลือกตั้ง ที่ตัวของมันเองก็น่าหยิบมาคิดและพูดถึง, การประท้วงและพยายามปิดมหาวิทยาลัยของเด็กฝรั่งเศส อันเป็นผลจากผลการเลือกตั้งนี้แหละ, การตั้งพรรคใหม่ (โดยเปลี่ยนชื่อพรรค) ของนายบายีฮู, หรือข่าวลอร์ มาโนดู นักว่ายน้ำหญิงแชมป์โลกของฝรั่งเศส ประกาศตัดความสัมพันธ์ (ทางอาชีพ) กับลูกาส์ ครูฝึกประจำตัว ไปทำการฝึกที่ตูริน เพื่อให้ได้อยู่ใกล้แฟนหนุ่มนักว่ายน้ำชาวอิตาเลียนมากขึ้นฯลฯ

ในฟากของประเทศไทย (ที่ไม่ค่อยได้ติดตามอย่างใกล้ชิด) นอกจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญรายวันอันเกิดจากสถานการณ์ไม่สงบในภาคใต้ ที่มีผู้เสียชีวิตมากและถี่จนกลายเป็นเรื่องปกติและน่าเบื่อหน่าย (ในความหมายของการสูญเสียความสนใจ) แล้ว ก็มีข่าวระเบิดในวันฉัตรมงคล ที่ตู้โทรศัพท์บริเวณตรงข้ามพระราชวังสวนจิตรฯ, การเคลื่อนไหวและกระแสเรียกร้องให้นายกฯ สุรยุทธ์ลาออก, กระแสที่ค่อยๆ ซาลงของการเรียกร้องให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ, การถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงพูนสุข ในเวลาตี ๒ ของวันที่ ๑๒ (๒ ชั่วโมงถัดจากวันปรีดี คือวันที่ ๑๑ พฤษภาคม), การประชุมเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ที่กรุงเทพฯ และการปิดไฟเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดพลังงาน, ข่าวการสลายม็อบในสวนปาล์มฯ ที่ดูน่าจะมีประเด็นน่าสนใจ (แต่ข่าวถูกเสนอเหมือนกับไม่มีประเด็นน่าสนใจ จึงไม่ได้ติดตาม) ฯลฯ

นี่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนหนึ่งในบรรดาเหตุการณ์ที่ได้มีโอกาสผ่านหูหรือผ่านตา และยังติดอยู่ในใจ

ยังมีข่าวที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในโลกอีก เช่น ประท้วงรอบที่หนึ่ง สอง สาม ในตุรกี, โทนี แบลร์ อำลาอาชีพการเมือง (ก่อนหน้านั้น ได้สร้างกระแสเล็กๆ จากการกล่าวแสดงความยินดีกับปธน. ฝรั่งเศสคนใหม่ด้วยภาษาฝรั่งเศส บนเว็บของตน) ฯลฯ

ไหนยังเหตุการณ์ที่ไม่น่าสนใจ (สำหรับตัวเราแต่น่าสนใจสำหรับคนอื่น) และ/หรือที่ไม่น่าสนใจกับใครทั้งนั้น (แต่มีสลักสำคัญ) รวมทั้งที่เกิดขึ้นเฉยๆ (แต่มีผลกระทบ) อีกมากมาย ......

เรียกได้ว่า แค่เขียนหัวข้อข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก ในความรับรู้ของเรา โดยไม่ต้องเสียเวลากับรายละเอียด ก็กินพื้นที่ของหน่วยความจำไปหลายเม็กฯ แล้ว (คิดแล้วก็อยากขอบคุณไมโครซอฟ แอปเปิ้ล และผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของเอ็มพีสามและอะไรก็ตาม ที่ถูกนำมาใช้แทนกระดาษในการบันทึกและเก็บข้อมูล)

ไม่ว่าใครจะทำปิดหูปิดตาหรือปิดสวิทช์ความรู้สึกรู้สาเอาไว้ โลกก็ไม่แยแสแม้แต่น้อยกับความไม่อนาทรร้อนใจนี้ เพราะโลกหมุนทุกๆ ขณะ และหมุนจนกว่าจะถึงวันหมดอายุของมัน

และใครบางคนก็แอบสังเกตเห็นวันหมดอายุใต้กระป๋องโลกแล้วด้วย เลยพยายามหากระป๋องใหม่ (ที่น่าจะใส่คนและสัมภาระของคนต่อจากโลกกระป๋องเก่าได้) กันให้จ้าละหวั่น

พูดถึงข่าวมาตั้งยืดยาว ก็อดคิดถึงสื่อ (ในความหมายขององค์กรและผู้จ้างคนออกไปหาวัตถุดิบมาป้อนใส่ไมค์และหน้าจอมอนิเตอร์) ไม่ได้ เพราะสื่อคือผู้ตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรจะรู้ ทั้งตัดสินใจโดยทางอ้อม คือตัดสินใจจ้างคนที่จะมาเลือกอีกที และตัดสินใจทางตรง คือเป็นกระบะที่เทเอาสมองมากองรวม เพื่อคิดว่าจะเอาอะไรมาขาย

ที่อยากพูดถึงคือ ความเข้าใจโดยทั่วไปของเราว่า “สื่อในประเทศประชาธิปไตย ในยุคนี้ คือเครื่องมือคานอำนาจรัฐ แต่สื่อไม่เข้มแข็งนัก เพราะถูกแทรกแซงจากการเมืองได้บ่อยครั้ง”

ความเข้าใจหรือความเชื่อนี้ ฝังรากแก้วและรากฝอยในสมองของเราอย่างเหนียวแน่น แบบที่เรียกว่ากลายเป็นสถาบันหนึ่งเลยก็ว่าได้ นักคิดคนหนึ่ง (โนอัม ชอมสกี้) ได้ตั้งคำถามอย่างเฉียบคมว่า ความเชื่อเหล่านี้ เป็นผลมาจากความพยายามของสื่อเองที่ทำให้เราเชื่ออย่างนั้นหรือไม่?

ชอมสกี้เองได้ชี้ทางสว่างเอาไว้ในบทความและหนังสือหลายเล่ม โดยชี้ให้เราเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความลึกลับดำมืดของอำนาจและสถาบันของอำนาจในสังคมอเมริกัน อย่างเช่นรัฐบาลและสื่อ โดยชอมสกี้ บอกว่าความคิดของทุกคนที่ว่าลูกค้าของสื่อ (สิ่งพิมพ์ สถานีวิทยุหรือโทรทัศน์) ก็คือผู้อ่าน ผู้บริโภคหรือพวกเราทุกคนนั้น จริงๆ แล้วผิดถนัด

เพราะลูกค้าของสื่อจริงๆ แล้วคือองค์กรธุรกิจต่างหาก และตัวเราเองกลับเป็นเพียงสินค้าที่สื่อเสนอขายให้กับองค์กรธุรกิจเหล่านั้น โดยที่เราไม่รู้ตัว!

สื่อที่ร่ำรวย จึงไม่ใช่สื่อที่ขายทุกอย่างให้กับทุกคน แต่ขายเฉพาะบางเรื่องให้กับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนมีเงินกลุ่มเล็ก (และสื่อที่กำลังจะไปไม่รอด มักจะลดยอดการผลิตและเล็งเป้าใหม่ เพื่อหากลุ่มลุกค้าที่แคบลง แต่อยู่สูงขึ้น)

เพราะคนมีเงินและอำนาจกลุ่มนี้แหละ คือสินค้าชั้นดี ที่สื่อจะสามารถวางโชว์ในตู้อย่างสมราคา เพื่อล่อตาล่อใจลูกค้ารายใหญ่อย่างธุรกิจอุตสาหกรรมและธุรกิจการเงินต่างๆ ให้มาใช้บริการลงโฆษณากันในระยะยาว

โดยที่คนอ่านหรือคนเสพ กลับนึกลำพองใจไปกันเองว่า ตัวเองคือพระราชาที่มีคนนำอาหารอันโอชะมาใส่พานถวาย ทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองคืออาหารจานน่าหม่ำซะเอง นอกจากนั้น สื่ออีกนั่นแหละที่เป็นผู้ทรงอิทธิพล และกำหนด “วาระ” ของสังคม ให้เหล่านักวิชาการและนักการเมือง-ข้าราชการมานั่งถกกันหน้าดำหน้าแดง โดยที่หลงคิดไปว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม

แล้วอย่างนี้จะพูดอย่างเต็มปากว่า “รัฐแทรกแซงสื่อ” ได้ยังไง