Thursday, June 28, 2007

ผมตกหลุมรักวัลยา !


นี่ไม่ใช่คำสารภาพรักผ่านบล็อกของผมหรอกครับ

ผมไม่ได้กำลังขอความรักจากผู้หญิงที่ชื่อ “วัลยา” แน่นอน เพราะ “วัลยา” เป็นเพียงผู้หญิงในจินตนาการของผม เธอคือตัวละครจากนิยาย “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เขียนขึ้นในปี ๒๔๙๕

ผมยอมรับว่าโคตรเชยเลยที่เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อ ๕๕ ปีให้หลัง ยิ่งเมื่อมาค้นพบด้วยตัวเองว่านิยายเรื่องนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน และคงจะไม่มีทางให้อภัยตัวเองเป็นอันขาด หากได้ค้นพบนิยายเรื่องนี้เอาเมื่อตัวเองก้าวเข้าสู่วัยโรยรา

เพราะ “ความรักของวัลยา” เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับคบเพลิงแห่งอุดมคติที่กำลังจะมอดและแห้งเหือด มันสามารถเพาะเมล็ดและกล้าของความหวัง รวมทั้งเติมพลังสร้างสรรค์สังคม หากคุณมีฐานรากที่อุดมสมบูรณ์เป็นทุนเดิม

มันจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นนิยายสำหรับคนหนุ่มสาว

ขณะเดียวกัน มันก็สามารถตบหน้าคุณฉาดใหญ่ และทำให้คุณกลับมาทบทวนทัศนคติของตัวเองแบบ ๓๖๐ องศา จึงอาจจะสายเกินไป ถ้าหากคุณเพิ่งได้สำรวจและเรียนรู้ในบั้นปลายของชีวิต ว่าคุณยังไม่ได้เปิดประตูและหน้าต่างทางความคิดของตนเอง ที่จะสามารถเปิดไปสู่เส้นทางใหม่ๆ อีกหลายบาน

เสนีย์ เสาวพงศ์ ลวงและเล่นกับคนอ่านอย่างได้ผล เมื่อแทบจะทุกคนต้องสะดุดกับชื่อหนังสือที่ค่อนข้างหวาน ที่สามารถตีความไปว่า นี่ก็คงเป็นนิยายรักๆใคร่ๆ ประโลมโลกอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความรักอันร้อนรุ่มและกินใจของวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะเมื่อมีฉากหลังเป็นเมืองที่สุดแสนจะโรแมนติกอย่างปารีส

กับดักนี้ ค่อยๆ เปิดเผยตัวเองออกมาทีละเล็กละน้อย เมื่อเราได้เดินทางผ่านหน้ากระดาษและตัวอักษรที่ทรงพลังของผู้เขียน และถูกเย้ยหยันอย่างสุภาพและเป็นทางการโดยผู้เขียนเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายบนหน้าสุดท้ายก่อนจะจบนิยาย

“ความรักของวัลยา” จึงไม่ใช่เรื่องรักของหญิงนักเรียนนอกที่มีชื่อเดียวกัน หากแต่เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งจากหลากหลายมุมของชีวิตนักเรียนไทยในต่างประเทศหนึ่งคน ซึ่งมีนิยามของความรักและมุมมองต่อชีวิตที่น่าสนใจ และถือว่ามีคุณค่าและหาได้ยากในสังคมสมัยใหม่

วัลยา คือ ตัวละครในแบบอุดมคติ ที่มีอยู่จริงแต่หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย เธอจึงเป็นความหวังไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราทุกคนต่างถวิลหา ทั้งในเมื่อวาน วันนี้และพรุ่งนี้

เธอได้ให้บทเรียนที่สำคัญกับเพื่อนหรือคนที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดเธอ รวมทั้งผู้อ่านว่าพลังที่บริสุทธิ์ของผู้ที่เชื่อในอุดมคตินั้น ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้ีีนจากความไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก และอุดมการณ์นั้นก็ไม่ใช่คุณสมบัติของคนทีตัดขาดจากความเป็นจริงอย่างที่เข้าใจกัน

วัลยายังได้สอนพวกเราอีกว่า แท้จริงแล้ว ผู้ที่เชื่อและเดินตามอุดมคติของตนคือผู้ที่เข้าใจว่าการเอาชนะคุณค่าที่ครอบงำสังคมนั้น สามารถประนีประนอมกับการยอมรับข้อจำกัดหรือความต่ำต้อยของปัจเจก แต่การทำเช่นนั้นได้ ต้องเอาชนะทิฏฐิมานะของตนเอง ซึ่งยากมากเพราะต้องแลกมาด้วยความพ่ายแพ้ที่ถูกตัดสินโดยสังคม

ความจริงแล้ว เธอจึงเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ในตัวของเราหลายๆ คน แต่มักถูกตัวเราเองปฏิเสธ เก็บกดและทำลายไป เพราะความอ่อนแอและการยอมจำนนต่อพลังของความเชื่อที่ครอบงำสังคม

เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้ถ่ายทอดความคิดที่ก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อ เมื่อมองจากสมัยที่หนังสือเรื่องนี้ได้ปรากฏตัว ถึงแม้ว่าการอ่านนิยายเรื่องนี้ในอีกครึ่งศตวรรษให้หลัง จะทำให้มองเห็นความเหลื่อมล้ำและแตกต่างทางด้านสำนวนภาษาของยุคสมัย และอาจทำให้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยชินอยู่บ้าง

แต่ต้องยอมรับว่านิยายเรื่องนี้คือผลงานที่ทรงคุณค่า มีความเป็นสากลและอมตะ รวมทั้งทันสมัยในแง่ของความคิดที่พยายามเสนอ โดยเฉพาะคุณค่าและอุดมคติเกี่ยวกับสิทธิสตรี บทบาทของปัญญาชนกับสังคมไทย และความจริงของสังคมเมืองและชนบท ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ !

เมืองปารีส สถานที่สำคัญและข้อคิดเชิงสังคมและประวัติศาสตร์ของปารีส ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถูกนำมาใช้เป็นสปริงบอร์ดทางความคิดได้อย่างลงตัวและลึกซึ้ง

นี่คือผลงานที่นักเรียนไทยในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในฝรั่งเศส) รวมทั้งคนไทยที่รักการเปลี่ยนแปลงทุกคนต้องอ่าน

ขอแสดงความรำลึกถึงคุณูปการทางความคิดของเสนีย์ เสาวพงศ์

ขยายความ
เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ มีผลงานทางด้านวรรณกรรมมากมาย ภายใต้นามปากกาที่หลายหลายเช่น โบ้ บางบ่อ. สุจริต พรหมจรรยา และวัลยา ศิลปวัลลภ เป็นต้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด ผ่านการเสนอผลงานอันทรงคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ตลอด ๖๐ ปีของการทำงาน ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี ๒๕๓๓ และได้รับรางวัลนักเขียนอมตะ จากมูลนิธิอมตะ ในปี ๒๕๔๘

Saturday, June 23, 2007

นรกแท้ๆ




จะว่าไปแล้ว การเมืองไทยเริ่มเดินทางเข้าสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ นับตั้งแต่การประกาศยุบสภา “อย่างไร้ศักดิ์ศรี” ของอดีตนายกทักษิณ (อันเป็นผลจากความไม่พอใจของสังคมต่อกรณีขายหุ้นเทมาเสก)

ถึงแม้ว่าเราเคยพูดถึง “ทางตัน” ของการเมืองไทยในช่วงหลังยุบสภาฯ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดกับสังคมไทยวันนี้ เลวร้ายยิ่งกว่าและเป็นเหมือน “ฝันร้ายที่เป็นจริง” สำหรับคนไทยทุกคน เพราะรัฐบาลคมช. กำลังทำให้ประเทศไทยถลำลึกเข้าสู่เส้นทางห้วงเหว “อเวจี” ทั้งในทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ

ในทางการเมือง เรียกว่านับตั้งแต่ยุค “เผด็จการฆ่านักศึกษา” เป็นต้นมาแล้ว ไม่เคยมียุคใดที่ปรากฏการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

การลิดรอนสิทธิเสรีภาพโดยคมช. และรัฐบาลรักษาการณ์นี้ เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดเห็นของประชาชน, การเซ็นเซอร์ข่าวและข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือมาจากฝ่ายตรงข้าม เพื่อไม่ให้ประชาชนรับรู้และตัดสินใจ, การเซ็นเซอร์หนังสือ บทความวิชาการ บทความแสดงความเห็น และอื่นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์และประณามการกระทำของคมช. และรัฐบาล ฯลฯ

ถึงแม้การปกครองภายใต้ระบอบทักษิณนั้น จะเลวร้ายอย่างถึงขีดสุดในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน (และถึงแม้เขาจะยังคงลอยนวลจากการกระทำดังกล่าว) แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เราก็ยังสามารถแยกแยะตัวร้ายหรือคนร้ายได้ชัดเจนกว่ามาก ไม่ใช่ตัวร้ายที่แฝงมาในบทพระเอกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

หลักฐานที่ชัดเจนมาก ซึ่งสะท้อนความรุนแรงของปัญหานี้คือ สถาบันหลักๆ ที่เราหวังพึ่งจะให้เป็นกระบอกเสียงและกลไกตรวจสอบในสังคมต่างพร้อมใจกันเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะอำนาจของกระบอกปืน

ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน อย่างทีวีหรือหนังสือพิมพ์ หรือสถาบันที่ควรจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างมหาวิทยาลัย

ในขณะที่หนังสือพิมพ์บางฉบับ (อย่างผู้จัดการ) นั้นได้ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิที่ครอบงำและชี้นำสังคมไปในทางที่ตัวเองต้องการ บางฉบับฉกฉวยโอกาสโดยการหากินกับความเชื่องมงายของประชาชน และซ้ำเติมให้สังคมมอมเมายิ่งขึ้นไป ที่เหลือนั้นเสนอข่าวแต่เพียงด้านเดียว

ส่วนในด้านของมหาวิทยาลัย ล่าสุด มีข่าวการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ โดยผู้บริหารคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เข้าข่าย “ปิดปากและรังแกนักวิชาการ” เพียงเพราะท่านเขียนหนังสือวิจารณ์คณะรัฐประหารชื่อ A coup for a rich

ข้อมูลจากสำนักข่าวประชาไท ซึ่งได้รับการติดต่อจากอาจารย์ใจโดยตรง ระบุว่าหนังสือดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้วางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ (ในขณะที่หาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) รวมทั้งเกิดกรณีที่สามารถเรียกได้ว่าผู้บริหารคุกคามอาจารย์

แน่นอนนี่ไม่ใช่กรณีแรกของศูนย์หนังสือจุฬาฯ เพราะศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็ปฏิเสธจะวางขายวารสารฟ้าเดียวกันมาตั้งแต่ฉบับที่ ๑๒ “สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย” หรือที่รู้จักกันในนามฉบับ “ปกโค้ก” แล้ว ด้วยเหตุผลอะไรก็คงจะพอเดากันได้

สถานะและศักดิ์ศรีของศูนย์หนังสือจุฬาฯ นั้น จึงไม่ต่างจากร้านหนังสือเอกชนทั่วไป ที่ “ผู้ประกอบการ” มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดและเห็นเป็นเรื่องแกว่งเท้าหาเสี้ยนที่จะทำอะไรให้ระคายเคืองอำนาจเผด็จการของรัฐ

อย่างเช่นข่าวล่าสุด ที่ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ (มีสาขา ๒๓๓ แห่งทั่วประเทศ) ปฏิเสธที่จะวางขายวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับที่ ๑๘ ‘ก้าวต่อไปของสังคมไทย’ โดยอ้างว่า “มีเนื้อหาไม่เหมาะสม”

หากการเซ็นเซอร์นี้เกิดกับธุรกิจเอกชน ก็คงเป็นเรื่องพอเข้าใจได้ แต่การเซ็นเซอร์โดยศูนย์หนังสือของสถาบันการศึกษาที่อ้างตนเป็น “สถาบันอันสูงส่ง” นั้น สังคมก็สมควรตั้งคำถามกับผู้บริหารฯ

ยังไงก็ตาม สิ่งที่น่าสลดใจยิ่งไปกว่าก็คือ สังคมก็พึงพอใจหรือไม่เห็นเป็นเรื่องผิดอะไรต่อการเซ็นเซอร์ตัวเองในลักษณะนี้ !!

ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่สนับสนุน (หรืออย่างน้อยก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ) ที่เซ็นเซอร์หนังสืออย่างฟ้าเดียวกัน เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่า “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” นั้นจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น โดยอ้างเหตุผลที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า “ชาวบ้านที่ไม่มีความรู้อีกเยอะที่อ่านก็อาจจะเชื่อ!” (ผู้เขียนจะหยิบปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาคุยกันในโอกาสต่อไป)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ใจ และที่เกิดในศูนย์หนังสือจุฬาฯ นั้นสะท้อนว่าการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมืองรุนแรงอย่างถึงขีดสุด เพราะลุกลามเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ควรจะเป็นปราการสุดท้ายที่คุ้มครองผู้ใช้ปัญญาและรักความเป็นธรรมจากอำนาจมืดและกระบอกปืน

ถึงแม้จะไม่น่าแปลกใจนักที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรั้วจามจุรีสีชมพู เพราะภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และภาพลักษณ์ของสถาบันนั้นก็ไม่เคยสลัดหลุดออกจากผลประโยชน์ ชนชั้นนำและอำนาจ (ผู้เขียนเองก็จบจากสถาบัน “อันทรงเกียรติ” นี้) แต่ก็คงไม่ยุติธรรมนักที่จะเหมาประณามผู้บริหารทุกคนของจุฬาฯ เพราะเชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่หลายท่านที่มีจิตสำนึกต่อสังคมและละอายต่อการก้มหัวให้กับอำนาจมืด โดยเฉพาะท่านที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านระบอบเผด็จการทหารนี้อย่างเปิดเผย

พวกขี้ขลาดที่สวมหน้ากากนักวิชาการหรือนักประชาธิปไตยจอมปลอม ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการ (โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการ) ที่สยบยอมและปิดปากเงียบเมื่อความอยุติธรรมเกิดขึ้นตำตาหรือใต้จมูกตัวเองต่างหากที่ควรจะถูกกระชากหน้ากากและประณามให้สังคมรู้ว่า เป็นพวกมองเห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม

ยังไงก็ตาม หลายคนที่มีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย (และพยายามเสนอหน้าให้เห็นตามข่าวอยู่ทั่วไปนั้น) อาจไม่รู้ตัวว่าเข้ากลุ่มนี้ เพราะไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นผิดหรือเลวร้าย

เนื่องจากคนเหล่านี้ก็ดูถูกคนส่วนใหญ่ของประเทศว่าโง่กว่าตน รวมทั้งสำคัญตนผิดว่าเป็นผู้มีคุณธรรม (สูงกว่าคนอื่น) และมีความชอบธรรมที่จะฟาดฟันศัตรูให้ย่อยยับลงได้ ในนามของความถูกต้อง

ซึ่งคนกลุ่มนี้เอง จะต้องมีส่วนรับผิดชอบโดยตรง ที่ทำให้ความคิดเรื่อง “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” กลายเป็นอคติที่ครอบงำสังคมไทย

ถ้าหากเรายังคงปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและบารมี (ไม่ใช่นิติรัฐ) และผู้มีอำนาจคือ ผู้สามารถผูกขาดการกำหนดกฎของเกมส์ของสังคมอยู่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียวอย่างที่เป็นอยู่นี้ เราก็คงจะไม่สามารถหลุดออกจากขุมนรก หรือวงจรอุบาทว์นี้ไปได้

ยิ่งกดหรือปิดกั้นการแสดงออกประชาชนมากเท่าใด วันใดที่สิ่งเหล่านี้ระเบิดออกมา รับรองว่า “นรกแตก” แน่นอน

Wednesday, June 20, 2007

การต่อสู้ทางความคิดในประเด็นบัญญัติ “ศาสนาประจำชาติ”

เรื่องการบัญญัติให้ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่นั้น เป็นประเด็นที่หลายคนคงได้ติดตามอยู่ห่างๆ รวมทั้งคงจะทำให้นึกกันไปถึงอีกหลายเรื่อง เช่น กระแสจตุคามฯ, ปัญหาความรุนแรงทางภาคใต้, การลงประชามติร่างรธน. ฯลฯ

ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ อยู่ในขั้นตอนที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) กำลังพิจารณาแปรญัตติร่าง รธน. มาตราต่างๆ สำหรับมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบัญญัติ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” หรือมาตรา ๒ นั้น ปรากฏว่าสสร. บางท่านขอให้ข้ามการพิจารณาออกไปก่อน ด้วยเหตุผลของความอ่อนไหวของเรื่องนี้ จึงยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ ในกระบวนการร่างรธน.

ในทางคู่ขนาน กลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกตนเองว่า “องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย” และกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายสนับสนุนกลุ่มหนึ่ง พยายามกดดันสสร.ฯ เพื่อให้บรรจุข้อความว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในร่าง รธน. ก่อนนำออกให้ลงประชามติ โดยพระภิกษุกลุ่มดังกล่าวได้ทำการอดข้าวประท้วงมาแล้วเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน และประกาศว่าจะกดดันรุนแรงขึ้น โดยกระทำสิ่งที่เรียกว่า “อหิงสธรรมขั้นอุกฤษ” ซึ่งถูกขยายความว่า “เป็นการปฏิบัติ เพื่ออุทิศต่อพระรัตนตรัยตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”! (i)

ถึงแม้ว่าอนาคตของร่างรธน. ฉบับนี้จะมีความเปราะบาง ทั้งจากเงื่อนไขของผลการลงประชามติและจากเงื่อนไขอื่น เช่น หากมีการปฏิวัติซ้ำ หรือหากถูกแทนที่ด้วยร่างรธน.ฉบับใหม่กว่า ภายหลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล (หากการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้น) แต่ดูเหมือนประเด็น “ศาสนาพุทธประจำชาติ” นี้ จะก่อให้เกิดวิวาทะที่ก้าวข้ามบริบทของปัญหาการเมือง และแสดงตนให้เห็นว่าไม่เป็นเพียงกระแสที่ลดความแรงลงไปเช่นกระแสอื่น

ส่วนหนึ่งอาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ซึ่งประกอบด้วยทั้งสงฆ์และฆราวาสนั้น ต่างมีจุดร่วมกันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ มองเห็น “ความจริง” ของสังคมว่าอาจถึงเวลาที่ต้องสังคายนาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย!

หากเราดึงตนเองออกจากอารมณ์และอคติที่มีต่อฝ่ายที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแล้ว อาจเห็นว่าวิวาทะระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งพยายามนำเหตุและผลของตนมาต่อสู้คัดง้างกันนั้น สะท้อนชุดของเหตุผลที่ดูเหมือนเป็นคนละชุด แต่แท้จริงแล้ว ชุดของเหตุผลทั้งสองนั้นอยู่บนฐานของความเชื่อและความกลัวที่ไม่ต่างกันนัก นั่นคือ ต่างเชื่อว่าสังคมกำลังเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมจริยธรรม และตระหนักดีถึงความอ่อนแอและถดถอยของศาสนาพุทธในแง่ของศรัทธาและการเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะ เมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับอิทธิพลและพื้นที่ของความเชื่อหรือลัทธิอื่นในสังคมไทย

ฝ่ายสนับสนุนนั้น อ้างถึง “ความจำเป็น” ที่ต้องบัญญัติ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ไว้ในรธน. เนื่องจากเหตุผลสำคัญ ๓ ประการคือ (ก) ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของปัจเจก (โดยเฉพาะบรรดานักการเมือง) และของสังคม (ข) อันตรายหรือภัยคุกคามจากศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่น ที่เข้ามายึดพื้นที่ในสังคมไทย โดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาดและกลยุทธ์อื่นๆ (ii) (ค) โอกาสในการสถาปนาศาสนาพุทธให้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง อย่างที่บูรพกษัตริย์ทั้งหลายทรงพยายามกระทำมาตั้งแต่อดีตกาล

ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านนั้น (ง) เลือกที่จะตั้งคำถามกับพุทธศาสนาแบบไสยศาสตร์ที่ยึดครองตำแหน่งสำคัญในสังคมไทย และเสนอแนะให้จัดการกับปัญหาที่รากเหง้า นอกจากนี้ (จ) หวั่นเกรงว่าการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งความรุนแรงและการเผชิญหน้าระหว่างศาสนา ซึ่งจะไปซ้ำเติมปัญหาภาคใต้ สุดท้าย (ฉ) มองไม่เห็นความจำเป็นของการกระทำดังกล่าวและพยายามชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของรัฐและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

อาจกล่าวได้ว่า เหตุผลประการสำคัญที่สุดของฝ่ายสนับสนุนน่าจะเป็นความเกรงกลัวว่าพุทธศาสนาในประเทศไทย จะประสบกับภาวะวิกฤตศรัทธา โดยเป็นผลมาจากการคุกคามและแผ่ขยายอิทธิพลของศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่น (หรือข้อ (ข) ข้างต้น) ในขณะที่เหตุผลเรื่องความเสื่อมโทรมของจิตใจคน รวมทั้งโอกาสในการสถาปนาพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น เป็นเพียงเหตุผลแวดล้อมประกอบ ซึ่งเหตุผลสองประการหลังนี้ ก็ถูกโต้แย้งและหักล้างโดยเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ดังจะกล่าวต่อไป

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายคัดค้าน ซึ่งในบริบทของวิวาทะนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงธรรมชาติของการเป็นฝ่ายปฏิกริยา (คือพยายามมาโดยตลอดในการสะท้อนกลับ เพื่อหักล้างเหตุผลของฝ่ายแรกที่ดูไม่มีน้ำหนัก) ก็เกรงกลัวว่าการบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้น หากทำสำเร็จ จะยิ่งเป็นการเชิดชูพุทธศาสนาแบบไสย์หรือพุทธพาณิชย์ ซึ่งเป็นพุทธปลอมนั้น ให้ฝังรากลงในสังคม อย่างที่ไม่มีทางจะเยียวยารักษาในภายหลังได้

จึงอาจกล่าวได้ว่า โดยเนื้อแท้แล้ว การต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดนี้ก็สะท้อนความกลัวของทั้งสองกลุ่มที่ไม่แตกต่างกันนัก นั่นคือ กลัวการครอบงำของลัทธิความเชื่ออื่นที่ไม่ไช่ความเชื่อหลักที่ตนศรัทธา กล่าวคือ ขณะที่ฝ่ายแรกอาจจะต้องการสถาปนาพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทให้แน่นแฟ้นอย่างถาวร ฝ่ายหลังนั้นต้องการให้สังคมตาสว่างและหลุดพ้นจากความเชื่องมงายในไสยศาสตร์และพุทธพาณิชย์ที่ครอบงำสังคมไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่าถึงแม้เหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากศาสนาหรือลัทธิอื่นนี้ จะเป็นเหตุผลสำคัญที่รบกวนจิตใจของฝ่ายสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุดมคติแบบอนุรักษ์นิยม (และอยู่ในตำแหน่งที่สามารถผลักดันกฎหมายได้!) แต่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับอันตรายและภัยคุกคามจากศาสนาและลัทธิอื่นนั้น ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเปิดเผยและชัดเจนนัก เพราะอาจก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างรุนแรง ฝ่ายนี้จึงเลือกที่จะหยิบยกหรืออ้างอิงเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม (ข้อ (ค) ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) ที่คลุมเครือและยากที่จะหักล้าง เพราะอ้างอิงถึงบทบาทและพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ที่ทรงเคยทำนุบำรุงศาสนาและเคยแสดงให้เห็นว่า “ศาสนาพุทธคือศาสนาประจำชาติไทย” โดยพฤตินัย

ซึ่งประเด็นนี้เอง ดังที่ได้เกริ่นในข้างต้นแล้วว่า เป็นเพียงเหตุผลแวดล้อมของฝ่ายสนับสนุนและถูกหักล้างโดยง่ายจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งสามารถชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่กำลังพูดถึงนั้น ตนก็สามารถตีความไปในอีกทางหนึ่งได้ว่าผู้ปกครองหรือกษัตริย์หลายพระองค์ในอดีตก็ทรงระมัดระวังอย่างมากในการอุปถัมภ์พุทธศาสนาโดยไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าได้ทรงไปลดทอนหรือกีดกันเสรีภาพในการเผยแผ่และนับถือศาสนาอื่น นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาประจำชาติไทย “โดยพฤตินัย” อยู่แล้วนั้น ก็ถูกนำมาใช้โต้แย้งอย่างได้ผลเช่นเดียวกัน

ประเด็นของการพยายาม “เล่น” กับสิ่งที่ดิ้นได้และลื่นไหลไปตามการตีความนี้ ปรากฏชัดเจนในความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสองกลุ่มต่อคำถามที่ว่า “การบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้นจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนาหรือไม่” เพราะในขณะที่ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าการกำหนดศาสนาประจำชาติไว้ในรธน. นั้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความรุนแรงทางภาคใต้ที่กำลังดำเนินอยู่ อีกฝั่งหนึ่ง กลับหักล้างว่าการกระทำดังกล่าว จะยิ่งนำพาความสงบมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว เพราะศาสนาพุทธมีลักษณะสำคัญของการเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ (iii)

หากจะพิจารณาอย่างลึกซึ้งในมุมมองทางด้านอุดมคติแล้ว ตรรกะของฝ่ายสนับสนุนที่ว่าการบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จะช่วยเยียวยารักษาความเจ็บป่วยของสังคมหรือความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมของคนในสังคมได้สำเร็จ ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า รัฐไทยและองคาพยพของรัฐจะสามารถทำหน้าที่กลไกของการบังคับใช้ ตรวจสอบและลงโทษอย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจะสามารถกำหนดกรอบของพฤติกรรมของคนในสังคมให้เป็นไปในแบบที่ควรจะเป็น ตามอุดมคติความเชื่อที่สะท้อนพระธรรมวินัย และในทางปฏิบัติ รัฐจะถูกกำหนดกรอบจากรธน. ให้ตรากฎหมายลูกออกบังคับใช้ในเรื่องการสนับสนุนและส่งเสริมพุทธศาสนาอย่างจริงจัง มากกว่าที่เคยเป็นมา

ซึ่งจุดนี้เอง ทำให้เกิดข้อโต้แย้งจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย ที่พยายามอธิบายถึงจุดบอดของตรรกะนี้ โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดของรัฐและเครื่องมือของรัฐ รวมทั้งของกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยหยิบยกตัวอย่างความล้มเหลวของรัฐในการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานขึ้นมาเปรียบเทียบให้เห็นได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเหตุผลของฝ่ายคัดค้าน จะดูมีน้ำหนักเพียงใด แต่ล้วนเป็นชุดเหตุผลที่ดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อหักล้างเหตุผลของกลุ่มแรกโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดก็เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป เพราะยืนอยู่บนฐานของตรรกะที่ปฏิเสธความเชื่อที่ครอบงำสังคมอยู่ทั้งสิ้น

ความพยายามของนักวิชาการบางท่านที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า “การนำพุทธศาสนาไปผูกติดกับรัฐอย่างที่กำลังทำนั้น อาจเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก” (vi) ก็ถูกวิจารณ์กลับว่าเป็นการนำทฤษฎีการเมืองการปกครองตะวันตก (คือการแบ่งแยกระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร) มาใช้อย่างผิดที่ผิดทางกับบริบทของเมืองไทย และก็เข้าตำราเดียวกับที่นักวิชาการสายรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในบ้านเราถูกวิจารณ์ว่าตัดขาดจาก “ความเป็นจริง” (ซึ่งหมายถึง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”) เมื่อพยายามอธิบายการเมืองไทยด้วยตรรกะของประชาธิปไตยแบบตะวันตก

ในประเด็นหลังสุดนี้ ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องความสามารถในการอธิบาย “ความจริง” ของวิธีคิดหรือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งนั้น (เช่นเราจะสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธกับรัฐไทย โดยเริ่มต้นจากความรู้แบบตะวันตกได้หรือไม่?) ในบริบทของสังคมไทย ก็กลับกลายเป็นเรื่องของการเลือกใช้วิธีคิดหรือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่ “จริงกว่า” วิธีคิดหรือทฤษฎีอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ในประเด็น “พุทธศาสนาประจำชาติ” นี้ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เพราะหัวใจของปัญหาไม่ได้เป็น “เรื่อง” ของวิธีคิดหรือทฤษฎีมากไปกว่าเป็น “เรื่อง” ของ “ความจริง” หรือสิ่งที่เรากำลังพยายามเข้าไปอธิบาย

ความพยายามทัดทานการบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน รธน. ของฝ่ายคัดค้านนี้จึงเป็นสิ่งที่ยากจะสำเร็จ เพราะฝ่ายคัดค้านเองไม่ได้ตระหนักว่าพวกตนกำลังใช้วิธีคิดที่ “จริงน้อยกว่า” ในสายตาของสังคม ที่ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดอีกแบบ (ที่จริงกว่า) มิหนำซ้ำ ยังกำลังเข้าไปยุ่งกับสิ่งที่เป็น “ความจริงสูงสุด”

สุดท้ายแล้ว นอกจาก “ความจริง” ที่เป็นแก่นแท้ นั่นคือเรื่องของ “อนัตตา” แล้ว ความจริงใดจะเป็นความจริงอื่นได้ ก็เป็นเรื่องของสังคมและ “อำนาจ” จะตัดสินทั้งสิ้น เพราะคำอธิบายหรือวิธีคิดไหนที่เป็น “อภิมหาอรรกถาธิบาย” (v) หรือวิธีคิดที่ครอบงำสังคมอยู่นั่นแหละ ที่สามารถปฏิเสธคำอธิบายอื่นๆ ได้อย่างชอบธรรม



อ้างอิง
(i) ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ และอ่านประกอบ “องค์กรชาวพุทธนับพันชุมนุมกดดัน ส.ส.ร.บรรจุพุทธศาสนาใน รธน.”, “พระสงฆ์ปะทะเจ้าหน้าที่ หลังพยายามบุกเข้าสภา”, ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ และ “แกนนำสงฆ์ชุมนุมยืดเยื้อ กดดัน สสร. บัญญัติพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ” ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๐
(ii) รายการคมชัดลึก “พุทธศาสนา ในรัฐธรรมนูญ ๕๐” วันที่๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ ทาง http://www.nationchannel.com
(iii) ดูงานเขียนเกี่ยวกับศาสนาประจำชาติของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) เช่น เมื่อประชาธิปไตยที่ไม่ประสีประสา มาเจอปัญหาศาสนาประจำชาติ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้แสดงความเห็นไว้เด่นชัดว่าสนับสนุนหรือคัดค้านการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่งานเขียนของท่านถูกอ้างอิงเสมอจากฝ่ายสนับสนุนแนวคิดนี้
(iv) พระพุทธศาสนาที่ไม่ผูกติดกับรัฐ (Buddhism without State) โดย ชาญณรงค์ บุญหนุน ภาควิชาปรัชญา
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐
(v) POSTMODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ, ไชยันต์ ไชยพร ๒๕๕๐

Thursday, June 14, 2007

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” หลังยุคทักษิณ

ความสอดคล้องของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” กับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เนื่องจากเหตุผลที่สำคัญสองประการ

ประการแรก หลังจากที่คณะรัฐประหาร ซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)” ได้เข้ายึดอำนาจ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และได้จัดตั้งคณะรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อเข้าบริหารประเทศ นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้การบริหารของอดีตนายกฯ ทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่านโยบายเศรษฐกิจแบบ “ทักษิโณมิคส์” ก็ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องจากรัฐบาลรักษาการณ์ จากนักวิชาการและข้าราชการสายอนุรักษ์นิยมที่มีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้นภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร

เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้นักวิชาการจำนวนไม่น้อย ทั้งที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายตรวจสอบ และที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยและเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน จะได้วิพากษ์การดำเนินนโยบายทางสังคมและเศรษฐกิจใน “ระบอบทักษิณ” มาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ก็ทำให้เกิดผลในวงจำกัดและไม่มีอานุภาพเท่ากับที่นักวิชาการและข้าราชการสายอนุรักษ์นิยมทำในยุคหลังทักษิณ (นอกจากนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ ในยุคก่อน ๑๙ กันยายนนั้น นักวิชาการและข้าราชการกลุ่มหลังนี้ได้แสดงจุดยืนและบทบาทต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ต่อสาธารณะมากน้อยเพียงใด)

ประการที่สอง ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในยุคหลังทักษิณ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้เพิ่มความสำคัญขึ้นในสังคมไทยอย่างฉับพลัน จริงอยู่ว่า ถึงแม้นักวิชาการ หน่วยงานราชการและเอกชนจะให้ความสนใจและพูดถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกิดจากกระแสพระราชดำรัสของในหลวง ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ (ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐) มาโดยตลอด แต่ภายหลังยุคทักษิณ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “อุดมคติแบบทางเลือก” มาเป็นแนวทางหลักที่รัฐบาลและบุคคลในตำแหน่งสำคัญของประเทศนำไปขยายผลในวงกว้าง จนก่อให้เกิดข้อถกเถียงและคำถามสำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม อย่างที่พบเห็นในสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ความสำคัญและบทบาทของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ได้เพิ่มทวีคูณขึ้นตามพระราชบารมีและพระราชอำนาจของพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากภาพความจงรักภักดีและ “กระแสเสื้อเหลือง” ที่ถึงขีดสุด ภายหลังวันที่ ๑๙ กันยายน หรือภายหลังยุคทักษิณนั่นเอง

กระแสเศรษฐกิจพอเพียงจึงเกิดขึ้นบนยอดคลื่นของกระแสเสื้อเหลือง จนคำว่า “พอเพียง” กลายเป็นคำยอดนิยมติดปากในสังคมไทย ที่ได้ยินได้ฟังกันจน “เกินพอ” นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย แม้กระทั่งในบริบทของบริโภคนิยมก็ตาม

ความจริงแล้ว ข้อถกเถียงเกี่ยวกับตัวเนื้อหาและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นมานานในหมู่นักวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์ แต่ประเด็นนี้ เพิ่งกลายเป็นบทสนทนาในวงกว้างของสังคม เนื่องจากเหตุผลสองประการข้างต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งจากปรากฏการณ์นี้ก็คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง” กลับได้รับการตีความไปในทางต่างๆ อย่างหลากหลายและไร้บทสรุป ซึ่งยิ่งนานวัน ก็ยิ่งสร้างความสับสนให้กับทุกคนมากขึ้น ยิ่งเมื่อถูกนำไปวางเทียบเคียงกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างถึงที่สุด เพราะสิ่งที่รัฐบาลไทยทุกสมัยทำมาตลอด (ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕) ก็คือการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่กระแสทุนนิยมอย่างไม่มีทางหันหลังกลับ

จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่หลายคนจะพยายามสรุปความของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปในแบบกว้างๆ และกลางๆ ว่า นี่คือแนวทางของการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทนั่นเอง เพราะนี่ดูเหมือนจะเป็นเพียงนิยามอันเดียวของเศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่พอจะนำมาใช้ได้กับเศรษฐกิจไทยในวันนี้ โดยประชาชนไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแบบสุดขั้วและไม่ต้องเลือกเส้นทางใหม่ในการดำเนินชีวิต

ถ้าหากจะมองหาระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง” แล้วละก็ หลายคนทราบดีว่าเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะใกล้เคียงกับ “เศรษฐกิจแบบพอยังชีพ” มากที่สุด แต่ถ้าหากเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ คือตัวแทนของเศรษฐกิจพอเพียงแบบที่เราต้องการจะไปให้ถึงแล้วละก็ การประกาศเลือกแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาลนั้น หมายถึงงานใหญ่ที่รอรัฐบาลอยู่ข้างหน้า และนั่นหมายถึงการปฏิรูปทางด้านโครงสร้างอย่างสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเขียนเป็นแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาในระยะยาว

เพราะจิตวิญญาณของการดำเนินชีวิตในเศรษฐกิจแบบพอยังชีพนั่นคือ “ชุมชนและผลผลิตเพื่อยังชีพในครัวเรือน”

ลองหันมาถามตัวเองก่อนเถอะว่า “นานแค่ไหนแล้ว ที่ภาคเกษตรกรรมตายจากประเทศไทยไป และนานแค่ไหนแล้ว ที่ กำไรกลายเป็นตัวตั้งของการผลิตและเป้าหมายของการดำเนินชีวิต ของทั้งเมืองและชนบทไทย?”

เศรษฐกิจไทยเปิดตัวสู่ระบบทุนนิยมหรือ “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด” เป็นครั้งแรก เมื่อไทยทำสนธิสัญญาเบาริ่ง(i) ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ภายหลังจากสนธิสัญญาฉบับนี้ ระบบเศรษฐกิจไทยขยายการผลิตเพื่อการค้าเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะในภาคกลาง หลังจากที่ระบบเศรษฐกิจเคยพึ่งพาเกษตรกรรมที่ผลิตเพื่อยังชีพแบบพอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ใช่ผลิตเพื่อขาย สำหรับประเทศไทยในพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้ เรามีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างเข้มข้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเศรษฐกิจยังพึ่งพาตลาดภายนอกประเทศอย่างสูง

ถ้าหากหัวใจของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” นั้นเป็นเพียงความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจแล้วละก็ ปรัชญานี้ก็ดูจะเข้าทีและแพร็คติคอล เพราะใช้ได้ดีในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่เรากำลังดำเนินอยู่ อย่างนั้น ผมคิดว่าเก็บเรื่องเศรษฐกิจพอยังชีพ เอาไว้คุยกันหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ก็คงจะดี จะได้ไม่มีใครสับสน...

note
i.ศ.ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ชี้ให้เห็นใน ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย (๒๕๔๕) ว่ามีงานวิจัยร่วมสมัยอย่างน้อย ๓ ชิ้นที่ยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจไทยเริ่มเปิดสู่ระบบทุนนิยมอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังสนธิสัญญาเบาริ่ง นั่นคือ ๑) วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของพระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ ชื่อ “Die Landwirtschaft in Siam” (ประวัติศาสตร์การเกษตรประเทศสยาม), ๒) “การสำรวจเศรษฐกิจชนบทประเทศสยาม, ค.ศ. 1930-1931” (Siam Rural Economic Survey, 1930-1931, 1931) ของศาสตราจารย์ Carle C. Zimmerman, ๓) The Economical Development of Siam During the Last Half Century ของ J. Homan van der Heide ลงพิมพ์ใน Journal of the Siam Society เล่ม 3 ปี1906.

***เขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่ในวารสารออนไลน์ ของสมาคมนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศส เดือนมิถุนายน ๒๕๕๐

Wednesday, June 13, 2007

ไม่มีคำตอบ

จากเหตุการณ์ชุมนุมที่มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านที่ถูกสังหารและข่มขืน ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐
และจากปัญหาความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๗

๑.คำถามต่อรัฐไทย "ผู้ตัดขาดจากความจริง"

การชุมนุมที่ประกอบด้วยคนนอกพื้นที่ ไม่ใช่การชุมนุมที่บริสุทธิ์งั้นหรือ?

เราต้องเป็นผู้ถูกกระทำเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เรียกร้องความเป็นธรรม และสามารถเข้าใจความเจ็บปวดอย่างนั้นหรือ?

การชุมนุมอย่างสงบ เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ไม่สามารถเรียกร้องได้จากการชุมนุมอย่างไม่สงบและโดยการไม่ชุมนุม กลับทำไม่ได้ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น และประกอบด้วยคนนอกพื้นที่

เหตุใดผู้อื่นจึงสามารถเข้ามากำหนดความไม่สามารถในการชุมนุม แต่คนนอกไม่สามารถกำหนดความสามารถในการชุมนุม?

เมื่อผู้ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามด้วยหรือไม่??
เมื่อผู้ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม ความยุติธรรมถูกตั้งคำถามด้วยหรือไม่?

หรือเมื่อความยุติธรรมถูกตั้งคำถาม ผู้ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามหรือไม่
แล้วใครจะเป็นผู้ใช้กฎหมายและให้ความยุติธรรม?


๒.คำถามต่อเพื่อนคนไทย "ผู้นิ่งดูดาย"

เมื่อพี่น้องเราถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เรารู้สึกทุกข์ร้อนหรือไม่?
ทำไมคนภาคอื่น โดยเฉพาะคนภาคกลาง จึงนิ่งเฉยดูดาย??

ต้องรออีกนานแค่ไหน ความเดือดร้อนของคนอื่นจึงจะกลายเป็นความเดือดร้อนของตัวเราเอง?
คุณเห็นพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชาติอยู่อีกหรือ???

ความเป็นชาติที่ต่างเทิดทูนกันไปนั้นเพื่อประโยชน์อะไร มันมีตัวตนจริงหรือ???


๓. คำถามต่อตัวเราเอง "ผู้เป็นทาส"

แท้จริงแล้ว เราเองก็มีส่วน(ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) เติมเชื้อไฟให้ปัญหานี้ ???

เราเองไม่ใช่หรือที่ตกเป็นทาสของสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เงินตรา ความขลาด อคติ กิเลส และความเขลา??

มีแต่ทาสเท่านั้นที่ช่วยเหลือกันไม่ได้

Saturday, June 02, 2007

ไม่ให้อภัย





การเซ็นเซอร์ของรัฐบาลเผด็จการที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ด้านหนึ่ง เป็นการแสดงทัศนคติของผู้ปกครองที่นิยมการใช้อำนาจและการควบคุมมากกว่าหลักการนิติธรรม ในอีกด้านหนึ่ง เป็นการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการรับรู้ คิด และแสดงออกทางความคิดเห็น

การกระทำดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าผู้อยู่ในอำนาจปฏิเสธสิทธิในการตัดสินใจและใช้วิจารณญาณของประชาชนในฐานะปัจเจก และของสังคมในฐานะองค์รวม รวมทั้งสถาบันทางสังคมที่เป็นสมาชิก ถือเป็นการทำลายพัฒนาการของสังคม ในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันต่อระบอบที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยและหลักการนิติธรรม

สุดท้าย นี่คือการดูถูกประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างไม่สมควรให้อภัย

ขอประณามการกระทำนี้ ในนามของประชาชนผู้รักเสรีภาพ