Thursday, November 06, 2008

ทุนนิยมต้านทุนนิยม

หมายเหตุ: ขออนุญาตเอาบทความของตัวเองที่ลงในกรุงเทพธุรกิจในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่านฯ" เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนมาให้อ่าน
==========================================================

วิกฤติภาคการเงินของสหรัฐ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วในขณะนี้ อาจกำลังเตือนพวกเราอีกครั้งถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

ความเปราะบางนี้ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ เราต่างตระหนักดีว่าวิกฤติเป็นคุณสมบัติภายในของระบบ หรือจะเรียกว่าเป็นธรรมชาติของทุนนิยมก็อาจจะไม่ผิด อย่างที่โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เคยกล่าวว่า ทุนนิยมดำรงอยู่และเติบโตได้ เพราะมีลักษณะทำลายเพื่อสร้างใหม่ ตามที่เขาใช้คำว่า "creative destruction" เมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นตามหลังการชะงักงัน และหดตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะเป็นวัฏจักร

อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจของโลกเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้การติดต่อสื่อสารและรับรู้ข่าวสารระหว่างแต่ละมุมโลกในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้เรามักจะพูดถึงระบบทุนนิยมกันในแบบเอกพจน์ ราวกับว่าทุนนิยมมีความเป็นหนึ่งเดียว และมีเพียงแบบจำลองเดียว ในความเป็นจริง ระบบทุนนิยมมีพลวัต ความหลากหลายและความเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ ทุนนิยมโมเดลต่างๆ ย่อมเปิดตัวเองต่อความเสี่ยงและวิกฤติเศรษฐกิจในลักษณะและระดับความรุนแรงที่ต่างกัน

ในทางทฤษฎี เราสามารถพิจารณาพลวัตของทุนนิยม โดยใช้มุมมองที่แตกต่างกันสองมุม คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร์และมุมมองเชิงสถาบัน โดย มุมมองเชิงประวัติศาสตร์พิจารณาระบบทุนนิยมในฐานะผลผลิตของวิวัฒนาการในระยะยาว การมองระบบทุนนิยมแบบนี้ ทำให้เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศต่างกันเพียงเพราะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาที่ต่างกันเท่านั้น อาทิเช่น ทุนนิยมแบบไทยต่างจากทุนนิยมของไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือกระทั่งสหรัฐ เพราะอยู่ในขั้นของการพัฒนาที่ต่ำกว่าและมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับและรูปแบบเดียวกันในอนาคต การพิจารณาพลวัตของทุนนิยมในลักษณะนี้ อยู่บนความเชื่อที่ว่ามีรูปแบบของทุนนิยมที่เป็นสากล มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นรูปแบบที่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ จะพัฒนาไปสู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่มองว่าความแตกต่างหลากหลาย และความเฉพาะเจาะจงในระดับท้องถิ่นเป็นเพียงลักษณะปลีกย่อยเท่านั้น

ส่วนมุมมองที่สอง คือ มุมมองเชิงสถาบันเปรียบเทียบ เชื่อว่าความแตกต่างในแต่ละสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและความหลากหลายที่ปรากฏให้เห็นเป็นผลจากการประนีประนอมเชิงสถาบัน หรือดุลยภาพทางสังคมและการเมืองในแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ เศรษฐกิจในยุโรปภาคพื้นทวีปที่มีระบบสวัสดิการสังคมดี เป็นผลมาจากลักษณะเชิงสถาบันที่อนุญาตให้มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งและตลาดแรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายแรงงานมากกว่านายจ้าง เป็นต้น

หรือในทางกลับกัน รูปแบบการระดมทุนจากตลาดหุ้นแทนที่จะเป็นระบบธนาคารของโมเดลอเมริกัน ทำให้เกิดการแข่งขันสูงระหว่างธุรกิจและธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดมาก ดังนั้น ลักษณะของตลาดแรงงานในโมเดลนี้ จึงจำเป็นต้องมีความคล่องตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็ว ความหลากหลายในระบบทุนนิยม จึงเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วน ซึ่งเรียกว่า Institutional Complementarities ผมขอใช้คำว่า "ความสอดคล้องเติมเต็มกันระหว่างสถาบัน"

มุมมองอย่างหลังนี้ เป็นมุมมองที่เกิดขึ้นไม่นาน และได้รับความสนใจจากนักวิชาการจำนวนมากขึ้น หลังจากที่มุมมองเชิงประวัติศาสตร์เคยมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดประเด็นการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะหลังจากความสำเร็จของรูปแบบการผลิต และการจัดการในโรงงานแบบฟอร์ดดิสม์ (Fordism-ที่ตั้งชื่อตามนายเฮนรี ฟอร์ด Henry Ford เจ้าของธุรกิจรถยนต์ฟอร์ด) หรือที่รู้จักกันดีในรูปแบบการผลิตแบบสายพาน สามารถเข้าแทนที่รูปแบบการผลิตแบบเทเลอร์ลิสม์ (Taylorism) ที่เคยมีอิทธิพลในยุโรปตะวันตก จนทำให้นักวิชาการต่างเชื่อว่าโมเดลของทุนนิยมทั่วโลก มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนเข้ามาเป็นแบบจำลองเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาความหลากหลายของทุนนิยมก็มีความหลากหลาย และไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน เมื่อนักวิจัยต่างให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีส่วนกำหนดโครงสร้าง และการทำงานของระบบเศรษฐกิจต่างกันไป โดยงานวิจัยในระยะแรก มุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ (economic performance) กับนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่นักวิจัยกลุ่มต่อมาให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐศาสตร์การเมืองในแต่ละประเทศ อาทิเช่น อิทธิพลของกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตในการต่อรองค่าจ้างและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ การจัดองค์กรของตลาดแรงงานและตลาดทุน รวมทั้งรูปแบบของรัฐ เป็นต้น

ในบรรดางานเขียนที่พยายามอธิบายความหลากหลายของระบบทุนนิยม งานที่ไม่ได้เป็นวิชาการมากนัก แต่ได้รับความสนใจในวงกว้าง คือ "Capitalism against capitalism" (1991) โดย อัลแบร์ มิเชล (Albert Michel) ในภาษาฝรั่งเศส และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปีต่อมา

เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ที่โรนอล เรแกน (Ronald Regan) และมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นำมาใช้กับสหรัฐ และอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1980s ทำให้ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความโดดเด่นอย่างมากในขณะนั้น ผู้เขียนจึงได้แยกทุนนิยมแบบนีโอ-อเมริกันออกจากทุนนิยมแบบไรน์ (Rhine model-ตั้งชื่อตามแม่น้ำในภูมิภาค) ที่ประกอบด้วย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม ยุโรปตอนเหนือและบางส่วนของญี่ปุ่น

ผู้เขียนกล่าวว่าถึงแม้ระบบคอมมิวนิสต์จะล่มสลายไปแล้ว และดูเหมือนระบบทุนนิยมจะได้รับชัยชนะ แต่ทุนนิยมกลับกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงและภัยคุกคามสำหรับสังคมปัจจุบัน ในที่สุดแล้ว อนาคตของเราอาจขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขันระหว่างทุนนิยมสองแบบ คือ แบบนีโอ-อเมริกันที่มีฐานอยู่บนความสำเร็จส่วนบุคคล และกำไรในภาคการเงินระยะสั้น กับแบบไรน์ที่อยู่บนฐานของทำงานเป็นทีม ความเห็นพ้องต้องกันและใส่ใจกับผลสำเร็จในระยะยาว

หนังสือเล่มนี้ ได้รับการวิจารณ์ว่าเน้นหนักไปที่ด้านลบของระบบเสรีนิยม และเต็มไปด้วยความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก อันเกิดจากวัฒนธรรมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อาทิเช่น การย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า การปลดคนงานและเลิกจ้าง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจากลักษณะพึ่งพากันไปเป็นแบบตัวใครตัวมัน

อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ คือ ความพยายามที่น่าสนใจในการทัดทานต่อการแผ่อิทธิพลของทุนนิยมแบบเสรีนิยม ที่ผู้เขียนสามารถทำได้อย่างเป็นระบบ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดึงจุดแข็งที่เป็นลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก

ในประเทศไทยเอง ดูเหมือนว่าความวิตกกังวลในลักษณะเดียวกัน ก็ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เพียงแต่เราอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคิดวิตกกังวล เพราะความเชื่อเรื่องในความเป็นสากล และเป็นหนึ่งเดียวของระบบทุนนิยมดูเหมือนจะครอบงำความคิดของนักการเมือง นักธุรกิจและคนชั้นกลางของไทยอย่างฝังแน่น

หนังสือเล่มนี้ อาจทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบทุนนิยมในแบบของเราเอง ในเมื่อประเทศไทยไม่สามารถหันหลังให้กับระบบทุนนิยม เพราะเราเดินมาไกลบนเส้นทางนี้ อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เรียกตัวเองว่า "นักเศรษฐศาสตร์" อาจจะต้องปิดตำรา เลิกท่องคาถาเสรีนิยมใหม่ และหันกลับมามองว่า อะไรคือจุดแข็งทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ระบบทุนนิยมแบบไหนที่จะสร้างความเข้มแข็งจากสิ่งที่เรามี และสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติที่กำลังคุกคามโลกในขณะนี้

Thursday, September 25, 2008

คนชั้นกลางกับวิกฤตการเมืองไทย

ในระยะหลัง คนชั้นกลางถูกอ้างอิงถึงบ่อยในฐานะต้นตอของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แกนนำและผู้ขึ้นอภิปรายประกาศเสมอว่าพธม. เป็นพลังของคนชั้นกลางที่ต้องการทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” กับ “ทุนนิยมสามานย์”

เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของชนชั้นกลางกับการแบ่งขั้วทางการเมือง อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจของชนชั้นกลางในเมืองและชนบทของไทย และชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเมืองที่กำลังเกิดขณะนี้ เป็นพลวัตรการปรับตัวในระบบการเมืองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคนชั้นกลางทั้งสองกลุ่มดังกล่าว [1]

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์นิธิและเห็นว่าการขยายตัวของคนชั้นกลางไทยนั้นได้สร้างการเมืองของชนชั้นกลางขึ้น ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็นประเด็นที่จะต้องศึกษากันอย่างจริงจังและเป็นระบบ ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะพูดถึงแนวคิดเรื่องชนชั้นกลาง โดยจะกล่าวถึงที่มาและลักษณะทางชนชั้นในบริบทของทุนนิยมตะวันตกอย่างพอสังเขป ก่อนจะกลับมาตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะของคนชั้นกลางไทยและปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย

คำว่า “ชนชั้นกลาง” ถูกใช้กันจนเริ่มเป็นที่ยอมรับในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อความรุดหน้าของสังคมอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดกลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่ที่ไม่อาจถูกจัดอยู่ในชนชั้นที่มีอยู่เดิมได้ กล่าวคือ ชนชั้นกลางใช้เรียกกลุ่มคนที่เกิดขึ้นตรงกลางระหว่างชนชั้นนายทุน (bourgeoisie) และชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีฐานะยากจน

ในบริบทของประเทศอังกฤษ คำว่า “middle class” ใช้เรียกกระฎุมพีใหม่ที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งขึ้นมามีบทบาทท้าทายชนชั้นนำเดิม คือผู้สูงศักดิ์ (nobility) และพวกสังคมชั้นสูง (gentry) ขณะที่ในฝรั่งเศส คำว่า “classes moyennes” ให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่คาร์ล มาร์กซ์เรียกว่าชนชั้นนายทุนขนาดเล็ก (petty bourgeois) มากกว่า เพราะนักการเมืองมักใช้คำนี้เพื่ออ้างอิงถึงชนชั้นใหม่ ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในระดับพอเพียงและโชคดีกว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ทำได้แค่หาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปแบบวันต่อวัน คนกลุ่มนี้ได้แก่ เจ้าของที่ดินขนาดเล็ก พ่อค้าและเจ้าของโรงงานขนาดเล็ก รวมทั้งช่างฝีมือและลูกจ้าง ที่สร้างฐานะของตนโดยพึ่งแรงกาย ประกอบกับโอกาสจากการศึกษาและทรัพย์สินที่มีเก็บออมอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่จากการสืบทอดมรดก

ต่อมาหลังทศวรรษ 1930 การขยายตัวของระบบราชการ บริการสาธารณะและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในตะวันตกขึ้น คือพวกมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลางกลุ่มนี้เริ่มขยับฐานะขึ้นแทนที่ชนชั้นกลางกลุ่มเดิมที่เป็นชนชั้นกลางอิสระ มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร ครู หมอ นางพยาบาล วิศวกร ฯลฯ หรือพวกที่ชาร์ลส์ ไวรท์ มิลส์ นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันขนานนามให้ว่า “คนงานคอปกขาว” [2]

ในประเทศไทย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วหลังทศวรรษ 2510 ทำให้สัดส่วนของคนงานนั่งโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาชีพ เทคนิค ผู้บริหารจัดการ เสมียนและพนักงานขายต่อผู้มีงานทำทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 3.67% ในปี 2503 (1960) เป็น 7.9% ในปี 2513 (1973), 13.8% ในปี 2534 (1991), และ 21.3% ในปี 2542 (1999) [3]

ในภาพรวม การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม รัฐสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ระบบประชาธิปไตยและการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นบนงื่อนไขการมีอยู่ของชนชั้นกลางทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน สถาบันและคุณค่าเหล่านี้ กลับมาเป็นบันไดให้คนชั้นกลางสามารถขยับฐานะทางสังคมของตนให้สูงขึ้น เมื่อความมั่งคั่งไม่ถูกผูกขาดจากจารีตเดิมในเรื่องสายเลือดหรือวงศ์ตระกูลอีกต่อไป เพราะจารีตใหม่ที่เข้ามาแทนที่ภายในระบบทุนนิยม คือ ความสามารถในการประกอบอาชีพและหลักการให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวบุคคล (Meritocracy)

การเติบโตของระบบทุนนิยมจึงทำให้เกิดการขยายตัวของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่หรือมนุษย์เงินเดือน และเกิดกระบวนการ “ทำให้เป็นคนชั้นกลาง” ขึ้น เมื่อวัฒนธรรมของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยึดมั่นในหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพ มีความเป็นปัจเจกสูงและเชื่อมั่นในคุณค่าจากการทำงาน นักวิชาการฝรั่งยังเชื่อว่าคนชั้นกลางมักมีความคิดเห็นไปในทางโอนอ่อนต่อระบบ (conformist) เมื่อคนชั้นกลางต้องการเลื่อนชั้นทางสังคมจึงจำเป็นต้องวางตัวกลมกลืนกับบรรทัดฐาน นอกจากนี้ การพยายามสร้างรสนิยมเฉพาะของตนโดยคนชั้นกลางในระดับบน เพื่อแยกตัวเองออกจากคนส่วนใหญ่ (คือ คนชั้นกลางระดับกลางและล่าง) และการลอกเลียนรสนิยมของคนชนชั้นสูงกว่า ก็ทำให้เกิดแนวโน้มของปัญหาบริโภคนิยมและวัตถุนิยมในสังคมทุนนิยมรุนแรงขึ้น

แน่นอนว่าคนชั้นกลางไทยไม่ได้มีลักษณะตามที่ว่ามาทั้งหมด คนชั้นกลางไทยที่ปรับตัวได้เร็วและอยู่ในฐานะที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบทุนนิยมโลกได้สะดวกเท่านั้นที่สามารถรับเอาอุดมการณ์เรื่องเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ ความโปร่งใสและประสิทธิภาพมาเป็นวัฒนธรรมหลักของตน (โดยผ่านระบบการศึกษา สื่อและกลไกของรัฐ) ขณะที่ชนชั้นกลางบางส่วนและชนชั้นแรงงานยังระแวดระวังกับอุดมการณ์ทันสมัยเหล่านี้

ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มีความซับซ้อนมากเพราะมีพลวัตรในตัวเองสูง ประกอบกับสังคมไทยก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง/ไม่ต่อเนื่องภายใน เช่นความลักลั่นของการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท รวมทั้งยังปรากฏซากเก่าจากสังคมจารีตที่ถึงแม้จะกระจุกตัวลงแต่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ เช่น ลำดับชั้นที่ตายตัว (hierarchy), สิทธิโดยกำเนิดหรือโดยสายเลือดที่เหลืออยู่ (แม้จะถูกแทนที่ด้วยสิทธิทางการศึกษา หรือในบางกรณีสิทธิทั้งสองเข้ามาประกอบกัน) ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ชนชั้นกลางไทยมีลักษณะเฉพาะตัวและความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้จะไม่สามารถสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนในบทความนี้ได้ แต่ก็จะขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤตการเมืองกับคนชั้นกลางไทยอย่างคร่าวๆ ดังนี้ ผมเชื่อว่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นผลมาจากความขัดแย้ง 2 ลักษณะคือ หนึ่ง การปะทะกันของอุดมการณ์ภายในและระหว่างชนชั้น (อันนี้มีนักวิชาการหลายคนได้พูดแล้ว) สอง ความสับสนหรือวิกฤตศรัทธาของคนชั้นกลางต่ออุดมการณ์สมัยใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่ต่อเนื่องและไร้ทิศทางของรัฐและสื่อ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลโดยอ้อมจากธรรมชาติหรือวัฒนธรรมของคนชั้นกลางเอง

ประการแรก ลักษณะสองมาตรฐานในสังคมไทย ทั้งในแนวดิ่งและในแนวราบ ได้ทำให้คนชั้นกลางที่มีจำนวนมากต้องเผชิญกับความขัดแย้งแบ่งแยกอย่างหนัก ไม่ว่าคนชั้นกลางกลุ่มนี้จะรับเอาอุดมการณ์สมัยใหม่โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาหรือจงใจสร้างความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่น คือจากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นเดียวกันก็ตาม (จะสังเกตว่ามีทั้งมิติของเวลาและสถานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง) แต่อุดมการณ์สมัยใหม่ของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ก็ปะทะขัดแย้งกับอุดมการณ์อื่นของคนชั้นกลางด้วยกัน รวมทั้งขัดแย้งกับอุดมการณ์ของชนชั้นอื่น ที่ยังไม่ยอมเชื่อใจความสมัยใหม่และการพัฒนาในทุกแง่มุม

ประการที่สอง ความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในความคิดของคนชั้นกลางสมัยใหม่เอง เมื่อคนชั้นกลางคนเดียวกันนี้ต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของอุดมการณ์หลักของสังคมอย่างกลับหลังหันหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540, การเข้ามาสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย, การเชิดชูระบอบทักษิณ, การรัฐประหาร 19 กันยา, การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมือง, การโค่นล้มระบอบทักษิณ, การกลับมาของพรรคพลังประชาชน, การชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม, การเมืองใหม่ของพธม ฯลฯ ต้องยอมรับว่าภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยและสื่อกระแสหลักได้สร้างภาวะแห่งความสับสนและวิกฤตศรัทธาต่ออุดมการณ์ของสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อคนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และแสดงบทเป็นผู้รับอยู่เสมอ การยึดถือรัฐและสื่อเป็นสรณะก็ยิ่งทำให้ความสับสนทวีคูณมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว เมื่อมนุษย์และสังคม ต่างไม่ได้เป็นทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามของสมการ เพราะต่างกำหนดซึ่งกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด ความสับสนของคนชั้นกลางจึงอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนความสับสนของสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

หมายเหตุ
[1] การปรับระบบการเมือง ตอน 1 และ 2, มติชนรายวัน, วันที่ 25 และ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551
[2] C. Wright Mills. White Collar: The American Middle Classes. Oxford University Press. 1951
[3] ข้อมูลดัดแปลงจากตารางที่ 11.2 หน้า 460 ในผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเกอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ฉบับเพิ่มเติมและปรับปรุงใหม่

Friday, August 29, 2008

นี่ไม่ใช่ revolution !

หากพิจารณาวาทกรรม “กู้ชาติ” ที่เหล่าแกนนำพันธมิตรฯ ใช้มาตลอดการชุมนุมจนกระทั่งถึงเหตุการณ์ลุกฮือและเข้ายึดสถานีข่าวเอ็นบีทีและทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เช้าวันที่ 25 สิงหาคมนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนเข้าใจตรงกันว่านี่คือ การแสดงออกของพลังทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ที่เคยปรากฏรูปร่างอย่างเป็นรูปธรรมมาแล้วในการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

ดังนั้น เราอาจเรียกเหตุการณ์ลุกฮือของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นฝาแฝด (Alter Ego) ของ “รัฐประหาร 19 กันยา” ก็คงจะได้

จะว่าไปแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ อาจไม่มีตัวตนอยู่ในวันนี้ ถ้าหากว่าปฏิบัติการถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณที่ผ่านมาประสบความความสำเร็จ และไม่พลาดพลั้งถึงขั้นปล่อยให้ “รัฐบาลนอมินี”ชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ

สาเหตุของความผิดพลาดในปฏิบัติการถอนรากระบอบทักษิณนั้น น่าสนใจอย่างยิ่งก็จริงอยู่ (โดยเฉพาะกับฝ่ายพันธมิตรโค่นทักษิณ ในที่นี้ หมายถึง พันธมิตรในความหมายที่กว้างกว่าแค่กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ) แต่จะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เพราะทราบดีว่าเกินขอบเขตความสามารถที่ผู้เขียนจะทำได้ นอกจากนี้ หากจะทำการประเมินจริง ก็คงต้องทำผ่านบทเรียนที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม (เช่นทหาร พรรคปชป. ฯลฯ) ประเมินได้ บนเงื่อนไขของเหตุผล แรงจูงใจและข้อจำกัดของแต่ละกลุ่มเอง ซึ่งผู้เขียนเองไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้

แต่คำถามที่ผู้เขียนสนใจ คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ มีลักษณะเชิงอุดมการณ์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร? และอะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้แกนนำพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญจากประชาชนจำนวนหนึ่ง? นอกจากเรื่องประสบการณ์ ความช่ำชองในการนำและปลุกระดมมวลชน

ประการแรก ผู้เขียนขอทำความเข้าใจก่อนว่าจำนวนผู้ชุมนุมนั้นไม่จำเป็นต้องตัดสินความถูกต้องและชอบธรรมเสมอไป ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสอนพวกเราแล้วว่าประชาชน ไม่ว่าจะมีจำนวนมากแค่ไหน ก็สามารถผิดพลาดได้ ตัวอย่างของการอ้างประชาชนในระบอบนาซีของฮิตเลอร์เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวและก่อสงครามก็ชัดเจนในตัวเอง

นอกจากนี้ ประชาธิปไตยก็เป็นระบอบการปกครองที่มักเปิดโอกาสให้ประชาชนคนหมู่มากทำผิดพลาดด้วย (ประชาธิปไตยจึงเป็นกระบวนการทางสังคมเช่นเดียวกัน) อย่างไรก็ดี ผู้เขียนไม่ได้กำลังชี้ว่าประชาชนกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังผิดพลาด ในขณะที่ฝ่ายรัฐถูกต้อง หรือในทางตรงกันข้าม เพราะอาจจะไม่มีประโยชน์ในเวลานี้และคงจะชี้ขาวและดำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว

ประการต่อมา บนเวทีพันธมิตรในบริเวณสภา เราได้ยินการยืนยันหลายต่อหลายครั้ง เพื่อแสดงตนเป็นตัวแทนคนชั้นกลางในภารกิจกู้ชาติ (ศาสน์และกษัตริย์) และแรงสนับสนุนจากกลุ่มคน องค์กรและห้างร้านนั้น ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนจากการเข้าร่วมสมทบและการบริจาค ที่ประสงค์ออกนามระลอกแล้วระลอกเล่า (ไม่นับผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งที่ถูกตะล่อม รวมทั้งกักขังหน่วงเหนี่ยวจำนวนหนึ่ง เมื่อมีการปิดประตูในเวลาค่ำ) องค์กรและห้างร้านเหล่านี้ ย่อมยินดีและรู้สึกภาคภูมิที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในจินตนาการ ไม่ต่างจากความภาคภูมิใจของทัพนักกีฬาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

ทั้งนี้ ย่อมมีคนชั้นกลางอีกจำนวนซึ่งมีจำนวนมากกว่าที่ไม่ได้สนับสนุนพันธมิตร แต่ภาวะขาดการรวมกลุ่มและจัดองค์กร อาจทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ สามารถอ้างการเป็นตัวแทนคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างชอบธรรม

ประเด็นเรื่องชนชั้นเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ในเชิงทฤษฎี เรื่องนี้น่าจะมีการวิจัยอย่างจริงจังว่า “คนชั้นกลาง” ที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้ หมายถึง ชนชั้นในทางเศรษฐกิจหรือรวมความกว้างไปถึงชนชั้นทางสังคม กลุ่มคนที่เข้าร่วมชุมนุมมีสำนึกในเรื่องชนชั้นของตนอย่างไร และในความเป็นจริงนั้น ความหลากหลายและจุดร่วมของประชาชนมีลักษณะอย่างไร

ในทางการเมือง แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถใช้คำว่า “เอกภาพ” กับแกนนำและผู้ร่วมชุมนุมได้ ยิ่งไปกว่านั้น ก็ชัดเจนว่าแกนนำไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของกลุ่มผู้ชุนนุมแม้แต่น้อย เมื่อมองจากความเชื่อมโยงระหว่างกันหรือการสะท้อนประโยชน์ของผู้ชุมนุม ที่สำคัญ การมีส่วนร่วมในการกำหนดจุดยืน ท่าทีและรูปแบบการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม ก็เป็นศูนย์

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจทึกทักได้จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ คือ ประชาชนผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะเชื่อตรงกันว่าชาติกำลังถูกคุกคามจากรัฐบาลนอมินี และจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องกู้ชาติ ใช่หรือไม่

จากจุดนี้เอง นอกจากความหื่นกระหายชัยชนะและอารมณ์ “ถวิลหาการต่อสู้” ที่ถูกปลดปล่อยออกมา หลังจากถูกกดทับมานานในสังคมไทย อะไรบ้างที่พอจะมีลักษณะเชิงอุดมการณ์สำหรับการเผชิญหน้าครั้งนี้

หากวิเคราะห์ในระดับผิวเผิน ผู้เขียนคิดว่าการแบ่งแยก “ซ้าย” และ “ขวา” ทางการเมืองคงจะไม่เข้าข่ายสำหรับประเทศไทย เพราะขั้วตรงข้ามของการต่อสู้ครั้งนี้ ต่างมีลักษณะร่วมกัน คือมีความเป็น “ขวา”ในทางการเมืองด้วยกันอย่างชัดเจนทั้งคู่ ต่างกันตรงที่รัฐบาลตัวแทนกลุ่มทุนสามานย์นั้น (หากใช้คำของแกนนำพันธมิตรฯ) มีลักษณะเสรีนิยมในทางเศรษฐกิจ ในขณะที่วาทกรรมของแกนนำพันธมิตรฯสะท้อนความเป็นอนุรักษ์นิยมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

หมายความว่า กลุ่มพันธมิตรและแนวร่วมที่วางตัวเองอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบอบทักษิณ สนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจแบบที่เคยเป็นมา และพึงพอใจที่จะรักษาโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบที่เคยเป็นมาให้เป็นอย่างนั้นต่อไป (status quo) ลักษณะแบบนี้สามารถใช้อธิบายจุดยืนทางเศรษฐกิจของคนชั้นกลางในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาเป็นเวลานาน รวมทั้งคนที่กุมทรัพยากรทางเศรษฐกิจมาก่อนการเข้าสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยได้เป็นอย่างดี

การมองคนชั้นกลางจากจุดยืนแบบนี้ ทำให้เราพอเข้าใจความไม่พอใจของคนชั้นกลางและกลุ่มอำนาจเก่าต่อนโยบายประชานิยมต่างๆ ของพรรคทรท. และ พปช. ที่ผ่านมาได้พอสมควร

ส่วนในเรื่องอุดมการณ์ของการต่อสู้ที่แกนนำพันธมิตรฯ หลายคนกล่าวอ้างนั้น จะเห็นว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ พยายามนำ “เนื้อหา”ของอุดมการณ์ต่อต้านอำนาจในระบบ [1] มาใช้อย่างเลื่อนลอยและขาดน้ำหนัก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงที่ใช้ต้านทานการปราบปรามจากฝ่ายรัฐบาล เราอาจสนับสนุนความเห็นของสุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ [2] ที่ว่าพันธมิตรฯ นอกจากจะมีแต่ “รูปแบบ” ของอุดมการณ์แบบซ้ายแล้ว ยังบิดเบือนอุดมการณ์ไปใช้สนองอุดมการณ์แบบขวาจัดอีกด้วย

ไม่เพียงแต่การต่อสู้ครั้งนี้จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง “โดยเนื้อหาสาระ” ยังจะช่วยยืนยันและตอกย้ำโครงสร้างอำนาจที่เคยเป็นมาอย่างยาวนานให้มั่นคงยิ่งขึ้นในสังคม การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯจึงเป็นเพียงการช่วยให้อำนาจในระบบข้ามผ่าน “วิกฤตของอำนาจ” ที่เกิดขึ้นชั่วคราวนี้ไปได้

หากจะวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไปในมุมมองสังคมวิทยาการเมือง วาทกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เสนออุดมการณ์การ “ปฏิวัติ” โดยเนื้อหาก็จริง แต่มีลักษณะเชิงอุดมการณ์ที่เข้มข้น เพราะได้ผลิตซ้ำอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมตลอดเวลา

อุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมนี้ คือ อุดมการณ์แบบเดียวกับที่พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์เสนอ ซึ่งได้สร้างสิ่งแวดล้อมทางการเมืองแบบที่คนชั้นกลางเคยชินและพึงพอใจ

โดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรก็เป็นนักฉวยโอกาสที่เข้าใจสังคมและวัฒนธรรม เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากอุดมการณ์ทางสังคมในเรื่องศีลธรรม (ธรรมชนะอธรรม), การเคารพผู้อาวุโส, ความกตัญญูรู้คุณและจงรักภักดี มาประกอบเข้ากับอุดมการณ์ของสังคมในเรื่อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้อย่างลงตัว [3]

พูดให้ถึงที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่ “การปฏิวัติของกระฎุมภี” แต่อย่างใด และย่อมไม่ใช่การปฏิวัติ (revolution) อย่างเช่นที่เคยเกิดในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 อย่างที่หลายคนอยากจะให้เป็น แต่ถ้าหากการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีจุดร่วมกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้วละก็ ก็น่าจะเป็นเรื่องภารกิจการกอบกู้สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ที่ฝ่ายอำนาจในขณะนั้นกล่าวอ้าง

ประวัติศาสตร์ก็ฉลาดที่จะเล่นตลกร้ายกับสังคมไทยอีกครั้ง เพราะศัตรูของประชาชนในวันนั้น กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของศัตรูของฝั่งที่กำลังทำลายประชาธิปไตยในวันนี้

ผมเสียใจที่จะต้องบอกว่านี่ไม่ใช่การปฏิวัติ และอาจเป็นได้อย่างดีแค่ counter revolution !


อ้างอิง

[1] ตามแนวการวิเคราะห์แบบมาร์กซ์ เราอาจแบ่งอุดมการณ์ออกได้หยาบๆ เป็น 2 ลักษณะคือ อุดมการณ์ที่รับใช้อำนาจในระบบ หรืออุดมการณ์หลัก และอุดมการณ์ต่อต้านอำนาจในระบบ ดูการแนะนำเรื่องอุดมการณ์ตามแนวมาร์กซ์จาก กาญจนา แก้วเทพ, “อุดมการณ์ แนวคิดและการวิเคราะห์” มรรควิธีเศรษฐศาสตร์การเมือง (1), กนกศักดิ์ แก้วเทพ (บรรณาธิการ), คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[2] ดูบทความ “พันธมิตรและการเมืองภาคประชาชน” โดยสุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ ในประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/13370
[3] เราอาจแบ่งอุดมการณ์ออกเป็น 3 แบบคือ อุดมการณ์ทางการเมือง อุดมการณ์ทางสังคมและอุดมการณ์ของสังคม จาก Pierre Ansart, “Toute connaissance du social est-elle idéologique ?” in Jean Duvignaud (étude réunis), Sociologie de la connaissance, Paris, 1979 อ้างใน กาญจนา แก้วเทพ, อ้างแล้ว ดู [1]

Thursday, August 07, 2008

เศรษฐศาสตร์สถาบันกับกรณีเลิกจ้างประธานสหภาพไทรอัมพ์

ตามที่ผู้เขียนได้เคยเรียกร้องให้ตีกรอบประเด็นของข้อพิพาทในกรณีเลิกจ้างประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ให้จำกัดวงอยู่แค่ความไม่เป็นธรรมของนายจ้าง แต่ปรากฏว่าการกระทำเช่นนั้นกลับสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายนายจ้าง ที่พยายามหยิบยกประเด็นต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเบี่ยงเบนและทำให้เกิดความคลุมเครือ (ดูประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/13041)

ผู้เขียนจึงต้องการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (หรือจะเรียกว่าปรากฏการณ์ก็น่าจะได้ เพราะเหตุการณ์ดำเนินมาเป็นลำดับจนกระทั่งปัจจุบัน) โดยพยายามใช้หลักการและความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่ตนเองมี เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจกรณีพิพาทนี้ในมุมมองของความสัมพันธ์และสิทธิ รวมทั้งกลไกที่แต่ละฝ่ายใช้ในการจัดการความขัดแย้ง ในจุดที่ปลอดจากหมอกควันของอารมณ์และอคติ เพื่อให้สามารถรู้เท่าทันความเป็นไป

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนกลับพบว่ากรอบความคิดของทฤษฏีกระแสหลักที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพ กำไรสูงสุดของผู้ผลิตและความพอใจสูงสุดของผู้บริโภคนั้นไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างน่าพอใจ ส่วนหนึ่งอาจมาจากกรณีนี้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เพราะคาบเกี่ยวทับซ้อนพื้นที่ทั้งเชิงเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม อีกส่วนหนึ่ง น่าจะมาจากตัวกรอบของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเองที่มีปัญหาในการประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งครอบคลุมเกินกว่าปัญหาด้านการผลิตและการแลกเปลี่ยน

จึงได้ทดลองใช้แนวความคิดจากสำนักทางเลือกที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์แนวสถาบัน* ซึ่งพบว่าสามารถอธิบายปรากฏการณ์ในระดับนามธรรมได้ค่อนข้างดี ดังนั้น จึงขอเสนอกรอบความคิดนี้เพื่อประโยชน์ในการถกเถียงทางวิชาการ โดยแนวความคิดที่ใช้ต่อไปในบทความนี้อ้างอิงจากทฤษฏีของจอห์น คอมมอนส์ (John R. Commons, 1862-1945) ในบทความ “Institutional Economics” ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1931



เศรษฐศาสตร์แนวสถาบันแตกต่างจากทฤษฎีตามแนวอื่นอย่างไร?


เศรษฐศาสตร์แนวสถาบันแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์มาตรฐาน หรือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งพัฒนาขึ้นจากทฤษฏีของสำนักคลาสสิคและนีโอคลาสสิค ตรงที่หน่วยที่เล็กที่สุดของการวิเคราะห์ไม่ใช่สินค้า ที่แรงงานผลิตขึ้น (ตามคำอธิบายของสำนักคลาสสิค) หรือที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค (ตามคำอธิบายของสำนักนีโอคลาสสิค) แต่หน่วยของการวิเคราะห์คือ การกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคล หรือในภาษาของนักเศรษฐศาสตร์แนวสถาบัน ที่เรียกว่า trans-action (ต่อไปจะขอใช้คำว่าปฏิสัมพันธ์แทน)

คอมมอนส์ได้แบ่งลักษณะของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลออกเป็น 3 ประเภท คือ แบบต่อรอง (bargaining transaction) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายสินค้าในตลาด, แบบบริหารจัดการ (managerial transaction) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง, ฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติหรือผู้ที่สูงกว่าและผู้ที่ต่ำกว่า และสุดท้ายคือ แบบจัดสรร (rationing transaction) ที่คล้ายกับแบบที่สอง แต่ฝ่ายที่สูงกว่ามีลักษณะเป็นกลุ่มในขณะที่ฝ่ายที่ต่ำกว่าเป็นบุคคลจำนวนมากที่ไม่ได้รวมตัวกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับประชาชนหรือระหว่างคณะกรรมการของบริษัทกับพนักงาน เป็นต้น

เมื่อเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สิ่งที่เศรษฐศาสตร์แนวสถาบันชี้ให้เราเห็นคือ รูปแบบความสัมพันธ์ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ กล่าวคือ ในปฏิสัมพันธ์แต่ละรูปแบบ เช่น ในแบบต่อรองหรือแบบบริหารจัดการ หลักการที่กำกับความสัมพันธ์อันได้แก่ เท่าเทียมกันหรือสูง-ต่ำ จะสะท้อนการจัดสรรสิทธิหรือทรัพยากรในระดับแตกต่างกัน ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องพึงระลึกเสมอก็คือทข้อเท็จจริงว่าโอกาสหรือสิทธิที่ฝ่ายหนึ่งได้รับย่อมเท่ากับข้อจำกัดหรือการริดลอนสิทธิของอีกฝ่ายเสมอ (และเป็นเช่นเดียวกันในทางกลับกัน) ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขตามธรรมชาติของปฏิสัมพันธ์

เศรษฐศาสตร์แนวนี้จึงเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และมนุษย์ โดยเชื่อว่าลักษณะที่ซ่อนอยู่ข้างหลังปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล สามารถจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ขัดแย้ง พึ่งพาและบังคับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

จึงต่างจากเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนตลาดเสรี ที่เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เพราะถูกสร้างขึ้นบนสมมุติฐานของของทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และการผสมกลมกลืนของผลประโยชน์ และยิ่งห่างไกลจากเศรษฐศาสตร์จอมปลอมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งของ เพราะมุ่งอธิบายแต่ความพึงพอใจและประโยชน์จากการบริโภค



“สถาบัน” ตามการวิเคราะห์แนวสถาบันคืออะไร? ทำงานอย่างไร?


ความท้าทายหลักของเศรษฐศาสตร์แนวสถาบัน คือการนิยามความหมายของสิ่งที่เรียกว่า “สถาบัน” ให้ชัดเจน เนื่องจากคำว่าสถาบันถูกใช้ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งเกิดความหมายที่เข้าใจทั่วไปอีกความหมายหนึ่ง นอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่าสถาบันมีปริมณฑลกว้างขวางและครอบคลุมทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเช่น จารีตประเพณี กฏหมาย รัฐบาล สหภาพแรงงาน เป็นต้น

คอมมอนส์ได้สรุปความหมายรวบยอดของสิ่งที่เรียกว่า “สถาบัน” เอาไว้ว่า หมายถึง การกระทำแบบรวมหมู่ที่มีผลในการควบคุม, ปลดปล่อยและขยายพฤติการณ์ของปัจเจกบุคคล (Institution as collective action in control, liberation and expantion of individual action)

ไม่ว่าจะเป็นสถาบันที่จับต้องได้เช่น รัฐบาล ศาล สหภาพแรงงาน (ต่อไปจะใช้คำว่า “องค์กร” แทนสถาบันในกลุ่มนี้) หรือสถาบันที่เป็นนามธรรมเช่น จารีตประเพณี ลักษณะร่วมที่สำคัญของสถาบันและองค์กรเหล่านี้ คือ เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะเพิ่มหรือลดการจำกัด, การอนุญาตหรือการขยายขอบเขตของการกระทำของบุคคลเสมอ

คอมมอนส์เรียกหลักการ, ตรรกหรือรูปแบบการให้เหตุและผลที่สังคมยอมรับในความเป็นสากลในช่วงระยะเวลาหนึ่งว่า “working rules” ซึ่งผู้เขียนขอใช้คำว่า “กฏเกณฑ์ที่กำลังทำงาน” ของสังคม กฏเกณฑ์ฯ นี้เอง ที่เป็นเงื่อนไขบอกว่าอะไรคือ “สิ่งที่บุคคลสามารถ, ไม่สามารถ, ต้อง, ไม่ต้อง, อาจจะหรืออาจจะไม่”กระทำการใดๆ ได้ ตามที่เขากล่าวว่า “….[individual] “can” or “cannot”, because collective action will or will not come to his aid. He “must” or “most not”, because collective action will compel him. He “may”, because collective action will permit him and protect him. He “may not”, because collective action will prevent him.” (Commons, 1931)

สถาบันและองค์กรในสังคมล้วนมีส่วนวางหลักการ ตรรกะหรือรูปแบบการให้เหตุผลดังกล่าว ทั้งที่ไม่ต้องมีการจัดตั้งหรือวางแผน โดยผ่านการใช้กลไกแก้ไขความขัดแย้งที่แต่ละสถาบันและองค์กรเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กลไกจัดการความขัดแย้งประกอบด้วย กลไกทางเศรษฐกิจ กลไกทางปกครอง (กระบวนการยุติธรรม) และกลไกทางสังคม ศีลธรรมหรือการเมือง ดังนั้น ในช่วงเวลาหนึ่ง การกระทำของสมาชิกในสังคมจึงถูกกำกับและควบคุม ทั้งโดยเปิดเผยและโดยแอบแฝงโดยชุดของ “กฏเกณฑ์ที่กำลังทำงาน” ที่ครอบงำสังคมชุดหนึ่งเสมอ

ในประเทศที่ใช้ระบบกฏหมายแบบ common law เช่นสหรัฐฯ ซึ่งกฎหมายบางส่วนไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น คำตัดสินของพิพากษาสูงจะมาจากหลักการเดียวกับที่คอมมอนส์อธิบายเรื่องกฏเกณฑ์ฯ นี้ อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ฯ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอ เพราะสังคมเปลี่ยนและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ถึงแม้จะต้องใช้เวลานานมาก สำหรับสถาบันที่เป็นนามธรรมอย่างขนบธรรมเนียมประเพณี




จากทฤษฎีสู่บทวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น


๑) จากกรอบทฤษฎีของคอมมอนส์เรื่องสถาบัน การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติการณ์รวมหมู่กับผลในทางจำกัดขอบเขตการกระทำของบุคคลนั้นชี้ให้เห็นความสำคัญของสิทธิและการกระทบของสิทธิที่มีทั้งฝ่ายได้และเสีย

ตัวอย่างของพฤติการณ์หมู่ในสังคมไทยที่ไล่ล่าแขวนป้าย “หมิ่นฯ” ให้กับบุคคลต่างๆ อาจถือเป็น “กฏเกณฑ์ที่กำลังทำงาน” อยู่ในสังคม เมื่อบุคคลกลุ่มนี้ใช้อัตวิสัยเข้าตัดสินการกระทำของบุคคลอื่นว่า “เข้าข่ายหมิ่นฯ” หรือไม่ จึงเท่ากับบอกว่าบุคคลอื่นนั้น “สามารถหรือไม่สามารถ” หรือ “ควรหรือไม่ควร” กระทำอะไร โดยไม่สนใจถึงสิทธิที่ถูกกระทบหรือริดลอนจากพฤติการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ พึงสังเกตว่าบุคคลกลุ่มนี้ไม่มีอิทธิพลมากพอในการกำหนดกฎเกณฑ์ฯ แต่เป็นเพียงตัวแทนของกฏเกณฑ์ฯ ที่ใหญ่กว่า ที่ปรากฏอยู่ในสังคมชั่วขณะนี้

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนไม่เชื่อว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกรณีไทรอัมพ์ อันได้แก่ ศาลแรงงานเจ้าของเรื่อง, อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ที่กล่าวสนับสนุนว่าศาลทำถูกต้องแล้ว), นายจ้างของคุณจิตราเอง รวมทั้งกลุ่มคนที่ดูหมิ่น ถากถางและประนามการกระทำของคุณจิตรานั้นได้ตระหนักรู้ถึงเรื่องสิทธิ์ที่ถูกกระทบของคุณจิตราและแรงงานคนอื่นแม้แต่น้อย ไม่จำเป็นต้องคิดว่าบุคคลเหล่านี้จะสนใจใส่ใจกับสิทธิ์ของแรงงานกลุ่มนี้หรือไม่ เพียงใด

๒) จากความรู้เกี่ยวกับรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ ซึ่งมี ๓ ลักษณะคือ แบบต่อรอง (bargaining transaction), แบบบริหารจัดการ (managerial transaction) และแบบจัดสรร (rationing transaction) จะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกิจการหรือผู้ขายสินค้ากับผู้ซื้อสินค้านั้นเป็นแบบต่อรอง (bargaining transactions) ในขณะที่ ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นแบบบริหารจัดการ (managerial transactions)

ในความสัมพันธ์คู่แรกคือระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อสินค้า หลักการที่กำกับความสัมพันธ์คือ หลักของความเท่าเทียมกัน เพราะต่างฝ่ายสามารถเลือกบนเงื่อนไขของการแข่งขัน ขณะที่ความสัมพันธ์ในคู่หลัง คือระหว่างนายจ้างและแรงงานนั้น ถูกกำกับโดยหลักของความไม่เท่าเทียมกันและหลักประสิทธิภาพ ดังที่นายจ้างมักกล่าวอ้างเรื่องความสงบเรียบร้อยเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานและการผลิต

๓) ความเข้าใจในเรื่อง “กฏเกณฑ์ที่กำลังทำงาน” ได้แสดงให้เห็นว่านอกจากกลไกทางเศรษฐกิจ คือ กำไร/ขาดทุน ที่สามารถใช้เป็นกลไกจัดการความขัดแย้งทางทรัพยากรแล้ว เรายังสามารถใช้กลไกทางปกครอง คือ กระบวนการยุติธรรม (ซึ่งถือเป็นความรุนแรง) และกลไกทางสังคมหรือศีลธรรมเช่น การแทรกแซงหรือกดดันโดยใช้ความเห็นของกลุ่มคน เพื่อจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

กล่าวได้ว่าภายหลังจากที่คุณจิตราไปออกรายการกรองสถานการณ์ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายนายจ้างซึ่งเป็นเจ้าของกิจการกับกลุ่มลูกค้าที่เรียกร้องให้เลิกจ้างพนักงานกลุ่มคุณจิตรา โดยขู่ว่าจะคว่ำบาตรสินค้าของบริษัท แต่ปรากฎว่าฝ่ายนายจ้างเองกลับเลือกใช้กลไกทางกฏหมายเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างตนกับผู้ซื้อสินค้า โดยพุ่งเป้าไปที่แรงงานของตน แทนที่เป็นคู่กรณีในความขัดแย้งโดยตรง

ฝ่ายนายจ้างนั้นได้ใช้ประโยชน์จากพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วจัดการกับฝ่ายแรงงาน เพื่อขจัดข้อขัดแย้งระหว่างตนกับผู้บริโภค อีกทั้งใช้กลไกทางสังคมหรือศีลธรรมในเรื่องหมิ่นเบื้องสูงซึ่งมี “กฏเกณฑ์ที่กำลังทำงาน” เป็นแรงสนับสนุนอยู่แล้วเข้าซ้ำรอยอีกระลอก ไม่ว่าจะมีความพยายามทำลายสหภาพแรงงานหรือไม่ (ผู้เขียนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้) ถือว่านี่เป็นการจัดการความขัดแย้งที่เกินขอบเขตและไร้จริยธรรม

มองในแง่ของความขัดแย้ง ฝ่ายนายจ้างอาจเห็นว่าการจัดการกับแรงงานง่ายกว่าการต่อรองกับลูกค้ามาก เพราะลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายเป็นแบบเท่าเทียมกัน หรือถึงขั้นต่ำกว่าผู้ซื้อในระบบทุนนิยมสุดโต่ง (กับสโกแกน ลูกค้าคือพระเจ้า) นอกจากนี้ ในสายตาของนายจ้าง การจัดการกับฝ่ายแรงงานนั้นยิ่งง่ายกว่าการพิสูจน์ให้กลุ่มลูกค้าเห็นว่าการกระทำของกลุ่มแรงงานไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งทำได้ยาก เพราะการพิสูจน์ว่าบุคคลใดจงรักภักดีหรือไม่ก็ไม่สามารถทำได้โดยกระบวนที่เป็นวิทยาศาสตร์ คำตัดสินของศาลแรงงานให้เลิกจ้างตามคำร้องของนายจ้างก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าฝ่ายแรงงานมีความผิดในฐานหมิ่นฯ ตามที่สังคมประนาม หากแต่เป็นผลของการโยงเหตุและผลอย่างหยาบๆ ในเรื่องทำลายชื่อเสียง ในมุมกลับ คำตัดสินก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าฝ่ายนายจ้างจะจงรักภักดีมากกว่ากลุ่มแรงงาน มิหนำซ้ำ การตัดสินว่าการสวมเสื้อ ไม่ยืนฯ คิดต่างฯ” ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงก็ยังมีข้อกังขาอยู่ เพราะดูจะใช้ประโยชน์จากอารมณ์ที่พัดกระพือของฝูงชนหรือ “กฏเกณฑ์ที่กำลังทำงาน” มากกว่าหลักการหรือหลักฐานที่จับต้องได้

สรุป

ผู้เขียนตระหนักดีว่าไม่อาจโต้แย้งกับคำตัดสินของศาลที่เกิดขึ้นไปแล้ว และไม่อาจคัดง้างกับกฏเกณฑ์ที่กำลังทำงานในสังคมไทยขณะนี้ สิ่งที่บทความนี้ต้องการเสนอคือพยายามตั้งคำถามว่าอาจมีคำอธิบายแบบอื่นหรือไม่ที่แตกต่างจากคำอธิบายแบบทุนนิยม เช่นเรื่องประสิทธิภาพ ที่สร้างความชอบธรรมและเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายนายทุนเท่านั้น นอกจากนี้ บทความนี้ยังต้องการชี้ให้เห็นว่าองค์กรอย่างศาลแรงงาน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในการคุ้มครองและจัดสรร “สิทธิ”ระหว่างฝ่ายนายจ้างและแรงงานเสียใหม่เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น หากกลไกสำคัญอย่างศาลแรงงานไม่ตระหนักในเรื่องนี้ การคุ้มครองแรงงานในประเทศไทยก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ สุดท้าย ผู้เขียนตระหนักดีว่ากระบวนแก้ไขข้อพิพาทด้านแรงงานมีอยู่แล้วในสังคม เพียงแต่ต้องการพยายามชี้ให้เห็นช่องโหว่ที่ปรากฏอยู่ โดยหวังว่าจะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ฝ่ายแรงงาน ซึ่งเป็นฝ่ายที่อ่อนแอโดยโครงสร้างมากขึ้นกว่าที่เป็น



*หมายเหตุ

เศรษฐศาสตร์แนวสถาบันมีอิทธิพลในสหรัฐฯ เพียงระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างช่วงทศวรรษ 1900s-1930sอย่างไรก็ตาม แนวความคิดของคอมมอนส์และนักเศรษฐศาสตร์แนวสถาบันที่สำคัญอย่าง Thorsten Veblen (1857-1929) มีอิทธิพลต่อนักเศรษฐศาสตร์สายทางเลือกจำนวนมากในเวลาต่อมา รวมทั้งยังเป็นรากฐานให้กับเศรษฐศาสตร์แขนงอื่นเช่น แนวสถาบันใหม่ (ถึงแม้จะหันไปยึดระเบียบวิธีแบบนีโอคลาสสิค) และสาขาสังคมวิทยาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภายหลัง

ข้อวิจารณ์ที่สำคัญข้อหนึ่งที่โจมตีแนวสถาบันคือ ขาดทฤษฎีที่เป็นรูปร่างจับต้องได้ งานที่พยายามแก้ต่างให้กับเศรษฐศาสตร์สถาบันในเรื่องนี้เช่น Schmid, Allen. Neo-institutional Economic Theories, Agricultural Economics Staff Paper No.86-49, Michigan State University

Tuesday, August 05, 2008

Solzhenitsyn and his pursuit of verity

เพื่อไว้อาลัยให้กับการจากไปของ Aleksandr Solzhenitsyn (หรือ Alexandre Soljenitsyne) นักเขียนรางวัลโนเบลปี 1970 นักต่อสู้และสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบอบสตาลินนิสม์ ขอนำสุนทรพจน์ที่เขาได้กล่าวที่มหาวิทยาลัย Harvard ในเดือนมิถุนายน ปี 1978 มาให้อ่าน (คำที่เน้นในสุนทรพจน์ข้างล่างโดยผมเอง)

หลังจากถูกเนรเทศออกจากโซเวียต Solzhenitsyn ลี้ภัยไปอยู่ในสวิสช่วงสั้นๆ ก่อนจะย้ายไปสหรัฐฯ โดยเขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษกับครอบครัวในรัฐ Vermont เป็นเวลากว่า 20 ปีเพื่อทำงานเขียนที่สำคัญอย่าง Red Wheel ในระหว่างนั้น เขาเกือบตัดขาดจากสังคมอเมริกัน ถ้าไม่นับการถูกเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ในสถาบันสำคัญไม่กี่ครั้ง

Solzhenitsyn มองเห็นความเสื่อมโทรมของสังคมโซเวียตที่เกิดจากระบอบคอมมิวนิสต์ของสตาลิน เขาเคยมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศประชาธิปไตยตะวันตก ภายหลังจากที่ได้สัมผัสกับสังคมภายนอกโซเวียต เขาได้แสดงความเห็นที่เป็นกระจกสะท้อนอารยธรรมตะวันตกได้อย่างดีเยี่ยม เขายังเป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้วิจารณ์ความเป็นวัตถุนิยมและบริโภคนิยมของสังคมตะวันตก รวมทั้งผู้ชี้ให้ระวังเสรีภาพเกินขอบเขตและการทำหน้าที่โดยไร้จรรยาบรรณของสื่อ

ในคำกล่าวนี้ Solzhenitsyn ได้ติเตียนสหรัฐฯ และโลกตะวันตกที่มักมองอารยธรรมอื่นว่าด้อยกว่าตน รวมทั้งวิจารณ์สังคมตะวันตกว่ากำลังประสบกับภาวะเสื่อมของความกล้าหาญทางสังคม นอกจากนี้ เขายังได้พูดถึงประเด็นต่างๆ ที่เป็นปัญหาในขณะนั้นเช่น สงครามเวียตนาม สงครามเย็น รวมทั้งตั้งคำถามกับวิธีการค้นหาความจริงของปัญญาชนในขณะนั้น

สัจจธรรมในคำติเตียนของเขายังคงสะท้อนกึกก้องในปัจจุบัน




A World Split Apart

I AM SINCERELY HAPPY to be here with you on this occasion and to become personally acquainted with this old and most prestigious university. My congratulations and very best wishes to all of today's graduates.
Harvard's motto is Veritas. Many of us have already found out, and others will find out in the course of their lives, that truth eludes us if we do not concentrate with total attention on its pursuit. And even while it eludes us, the delusion still lingers of knowing it, and that leads to many misunderstandings. Also, truth seldom is pleasant; it is almost invariably bitter. There is some bitterness in my speech today, too. But I want to stress that it comes not from an adversary but from a friend.

Three years ago in the United States I said certain things which at that time appeared unacceptable. Today, however, many people agree with what I then said . . .

The split in today's world is perceptible even at a hasty glance. Any of our contemporaries can readily identify two world powers, each of them already capable of entirely destroying the other. However, understanding of the split often is limited to this political conception, to the illusion that danger may be abolished through successful diplomatic negotiations or by achieving a balance of armed forces. The truth is that the split is a much profounder and more alienating one, that the rifts are more than one can see at first glance. This deep, manifold split bears the danger of manifold disaster for all of us, in accordance with the ancient truth that Kingdom---in this case, our Earth--- divided against itself cannot stand.

Then there is the concept of the Third World: thus, we already have three worlds. Undoubtedly, however, the number is even greater; we are just too far away to see. Any ancient, deeply rooted, autonomous culture, especially if it is spread over a wide part of the earth's surface, constitutes an autonomous world, full of riddles and surprises to Western thinking. At a minimum, we must include in this category China, India, the Muslim world, and Africa, if indeed we accept the approximation of viewing the latter two as compact units. For one thousand years Russia belonged to such a category, although Western thinking systematically committed the mistake of denying its autonomous character and therefore never understood it, just as today the West does not understand Russia in Communist captivity. It may be that Japan has increasingly become a distant part of the West, I am no judge here; but as to Israel, for instance, it seems to me that it stands apart from the Western world in that its state system is fundamentally linked to religion.

How short a time ago, relatively, the small new European world was easily seizing colonies everywhere, not only without anticipating any real resistance but also usually despising the conquered peoples and denying any possible value in their approach to life. On the face of it, it was an overwhelming success. There were no geographic frontiers to it; Western society expanded in a triumph of human independence and power. Then all of a sudden, in the twentieth century, came the discovery of its fragility and friability. We now see that the conquests were short-lived and precarious, and this in turn points to defects in the Western view of the world which led to these conquests. Relations with the former colonial world now have turned to the opposite pole, and the Western world often goes to extremes of obsequiousness, but it is difficult yet to estimate the total size of the bill which former colonial countries will present to the West, and it is difficult to predict whether the surrender, not only of its last colonies, but of everything it owns will cover the bill.

But the blindness of superiority continues in spite of all and supports the belief that vast regions everywhere on our planet should develop and mature to the level of present-day Western systems, which in theory are the best and in practice the most attractive. There is this belief that all those other worlds are only being temporarily prevented by wicked governments or by heavy crises or by their own barbarity and incomprehension from taking the way of Western pluralistic democracy and adopting the Western way of life. Countries are judged on the basis of their progress in this direction. However, this is a conception which developed out of Western incomprehension of the essence of other worlds, out of the mistake of measuring them all with a Western yardstick. The real picture of our planet's development is quite different.
Anguish about our divided world gave birth to the theory of convergence between leading Western countries and the Soviet Union. It is a soothing theory which overlooks the fact that these worlds are not at all developing into similarity; neither one can be transformed into the other without the use of violence.Besides, convergence inevitably means acceptance of the other side's defects, too, and this is hardly desirable.

If I were today addressing an audience in my country, examining the overall pattern of the world's rifts, I would have concentrated on the East's calamities. But since my forced exile in the West has now lasted four years and since my audience is a Western one, I think it may be of greater interest here to concentrate on certain aspects of the West in our days, as I see them. A decline in courage may be the most striking feature which an outside observer notices in the West in our days. The Western world has lost its civic courage, both as a whole and separately, in each country, each government, each political party, and of course in the United Nations. Such a decline in courage is particularly noticeable among the ruling groups and the intellectual elite, causing an impression that the loss of courage extends to the entire society. Of course there are many courageous individuals, but they have no determining influence on public life. Political and intellectual bureaucrats show depression, passivity, and perplexity in their actions, in their statements, and most of all in their theoretical reflections intended to explain how realistic and reasonable as well as intellectually and even morally warranted it is to base state policies on weakness and cowardice. The decline in courage is ironically emphasized by occasional explosions of anger and inflexibility on the part of those same bureaucrats when dealing with weak governments and weak countries that are not supported by anyone, or with currents which cannot offer any resistance. But they get tongue-tied and paralyzed when they deal with powerful governments and threatening forces, with aggressors and international terrorists.

Should one point out that from ancient times a decline in courage has been considered the beginning of the end?

When the modern Western states were created, the following principle was proclaimed: governments are meant to serve man, and man lives to be free and to pursue happiness. (See, for example, the American Declaration of Independence.)

Now at last, during recent decades, technical and social progress has permitted the realization of such aspirations: the welfare state. Every citizen has been granted the desired freedom and material goods in such quantity and of such quality as to guarantee in theory the achievement of happiness, in the morally inferior sense which has come into being during those same decades. In the process, however, one psychological detail has been overlooked: the constant desire to have still more things and a still better life, and the struggle to obtain them, imprints many Western faces with worry and even depression, though it is customary to conceal such feelings. Active and tense competition permeates all human thoughts without opening a way to free spiritual development. The individual's independence from many types of state pressure has been guaranteed; the majority of people have been granted well-being to an extent their fathers and grandfathers could not even dream about; it has become possible to raise young people according to this ideal, leading them to physical splendor, happiness, possession of material goods, money, and leisure-to an almost unlimited freedom of enjoyment. So who should now renounce all this? Why and for what should one risk one's precious life in defense of common values, and particularly in such nebulous cases as when the security of one's nation must be defended in a distant country?

Even biology knows that habitual extreme safety and well-being are not advantageous for a living organism. Today, well-being in the life of Western society has begun to reveal its pernicious mask.

Western society has given itself the organization best suited to its purpose, based, I would say, on the letter of the law. The limits of human rights and righteousness are determined by a system of laws; such limits are very broad. People in the West have acquired considerable skill in using, interpreting, and manipulating law, even though the laws tend to be too complicated for an average person to understand without the help of an expert. Any conflict is solved according to the letter of the law, and this is considered to be the supreme solution. If one is right from a legal point of view, nothing more is required; nobody may mention that one could still be not entirely right, and urge self restraint, a willingness to renounce such legal rights, sacrifice, and selfless risk: it would sound simply absurd. One almost never sees voluntary self-restraint. Everybody operates at the extreme limit of the legal frames. An oil company is legally blameless when it purchases an invention for a new type of energy order to prevent its use. A food-product, manufacturer is legally blameless when he poisons his product to make it last longer: after all, people are free not to buy it.

I have spent all my life under a Communist regime and I will tell that a society without any objective legal scale is a terrible one indeed. But a society with no other scale but legal one is not quite worthy of man either. A society which is based on letter of the law and never reaches higher is scarcely taking advantage of the high level of human possibilities. The letter of the law is too cold and formal to have a beneficial influence on society. Whenever the tissue of life is woven of legalistic relations, there is an atmosphere of moral mediocrity, paralyzing man's noblest impulses.

And it will be simply impossible to survive the trials of this threatening century with only the support of a legalistic structure.

In today's Western society, the equality has been revealed between freedom to do good and the freedom to do evil. A statesman who wants to achieve something important and highly constructive for his country has to move cautiously and even timidly; there are thousands of hasty and irresponsible critics around him, parliament and press keep rebufling him. As he moves ahead, he has to prove that each single step of his is well-founded and absolutely flawless. Actually, an outstanding and particularly gifted person who has unusual and unexpected initiatives in mind hardly gets a chance to assert himself; from the very beginning, traps will be set out all around him. Thus mediocrity triumphs, with the excuse of restrictions imposed by democracy.

It is feasible and easy everywhere to undermine administrative power, which, in fact, has been drastically weakened in all Western countries. The defense of individual rights has reached such extremes as to make society as a whole defenseless against certain individuals. It is time, in the West, to defend not so much human rights as human obligations.

Destructive and irresponsible freedom has been granted boundless space. Society appears to have little defense against the abyss of human decadence, such as, for example, the misuse of liberty for moral violence against young people, motion pictures full of pornography, crime, and horror. This is considered to be part of freedom, and theoretically counterbalanced by the young people's right not to look or not to accept. Life organized legalistically has thus shown its inability to defend itself against the corrosion of evil.

And what shall we say about the dark realm of criminality as such? Legal frames (especially in the United States) are broad enough to encourage not only individual freedom but also certain individual crimes. The culprit can go unpunished or obtain undeserved leniency with the support of thousands of public defenders. When a government starts an earnest fight against terrorism, public opinion immediately accuses it of violating the terrorists' civil rights. There are many such cases.

Such a tilt of freedom in the direction of evil has come about gradually, but it was evidently born primarily out of a humanistic and benevolent concept according to which there is no evil inherent in human nature; the world belongs to mankind and all the defects of life are caused by wrong social systems which must be corrected. Strangely enough, though the best social conditions have been achieved in the West, there still is criminality, and there even is considerably more of it than in the pauperized and lawless Soviet society. (There is a huge number of prisoners in our camps who are termed criminals, but most of them never committed any crime; they merely tried to defend themselves against a lawless state, resorting to means outside of a legal framework.)

The press too, of course, enjoys the widest freedom. (I shall be using the word press to include all media.) But what sort of use does it make of this Freedom?

Here again, the main concern n is to avoid infringing the letter of the law. There is no moral responsibility for deformation or disproportion. What sort of responsibility does a journalist have to his readers, or to history? If he has misled public opinion or the government by inaccurate information or wrong conclusions, do we know of any cases where the same journalist or the same newspaper has publicly recognized and rectified such mistakes? No, it does not happen, because it would damage sales. A nation may be the victim of such a mistake, but the journalist always gets away with it. One may safely assume that he will start writing the opposite with renewed self-assurance.

Because instant and credible information has to be given, it becomes necessary to resort to guesswork, rumors, and suppositions to fill in the voids, and none of them will ever be rectified, they will stay on in the readers' memory. How many hasty, immature, superficial, and misleading judgments are expressed every day, confusing readers, without any verification? The press can both stimulate public opinion and mis-educate it. Thus we may see terrorists turned into heroes, or secret matters pertaining to one's nation's defense publicly revealed, or we may witness shameless intrusions on the privacy of well-known people under the slogan: "Everyone is entitled to know everything." But this is a false slogan, characteristic of a false era: people also have the right not to know, and it is a much more valuable one. The right not to have their divine souls stuffed with gossip, nonsense, vain talk. A person who works and leads a meaningful life does not need this excessive burdening flow of information.

Hastiness and superficiality are the psychic disease of the twentieth century, and more than anywhere else this disease is reflected in the press. In-depth analysis of a problem is anathema to the press. It stops at sensational formulas.

Such as it is, however, the press has become the greatest power within the Western countries, more powerful than the legislature, the executive, and the judiciary. One would then like to ask: By what law has it been elected and to whom is it responsible? In the Communist East, a journalist is frankly appointed as a state official. But who has granted Western journalists their power, for how long a time, and with what prerogatives?

There is yet another surprise for someone coming from the East, where the press is rigorously unified: one gradually discovers a common trend of preferences within the Western press as a whole. It is a fashion; there are generally accepted patterns of judgment and there may be common corporate interests, the sum effect being not competition but unification. Enormous freedom exists for the press --- but not for the readership, because newspapers mostly give stress and emphasis to those opinions which do not too sharply contradict their own, or the general trend.

Without any censorship, fashionable trends of thought and ideas in the West are carefully separated from those which are not fashionable; nothing is forbidden, but what is not fashionable will hardly ever find its way into periodicals or books or be heard in colleges. Legally, your researches are free, but they are conditioned by the fashion of the day. There is no open violence such as in the East; however, a selection dictated by fashion and the need to match mass standards frequently prevents independent-minded people from giving their contribution to public life. There is a dangerous tendency to form a herd, shutting off successful development. I have received letters in America from highly intelligent persons, maybe a teacher in a faraway small college who could do much for the renewal and salvation of his country, but his country cannot hear him because the media are not interested in him. This gives birth to strong mass prejudices, to blindness, which is most dangerous in our dynamic era. There is, for instance, a self-deluding interpretation of the contemporary world situation. It works as a sort of petrified armor around people's minds. Human voices from 17 countries of Eastern Europe and Asia cannot pierce it. It will only be broken by the pitiless crowbar of events.

I have mentioned a few traits of Western life which surprise and shock a new arrival to this world. The purpose and scope of this speech will not allow me to continue such a review, to look into the influence of these Western characteristics on important aspects of a nation's life, such as elementary education, and advanced education in the humanities and in art.

It is almost universally recognized that the West shows all the world a way to successful economic development, even though in the past years it has been strongly disturbed by chaotic inflation. However, many people living in the West are dissatisfied with their own society. They despise it or accuse it of not being up to the level of maturity attained by mankind. A number of such critics turn to socialism, which is a false and dangerous current.

I hope that no one present will suspect me of offering my personal criticism of the Western system in order to present socialism as an alternative. Having experienced applied socialism in a country where that alternative has been realized, I certainly will not speak for it. The well-known Soviet mathematician Shafarevich, a member of the Soviet Academy of Science, has written a brilliant book under the title Socialism; it is a profound analysis showing that socialism of any type and shade leads to a total destruction of the human spirit and to a leveling of mankind unto death. Shafarevich's book was published in France almost two years ago, and so far no one has been found to refute it. It will shortly be published in English in the United States.

But should someone ask me whether I would indicate the West such as it is today as a model to my country, frankly I would have to answer negatively. No, I could not recommend your society in its present state as an ideal for the transformation of ours. Through intense suffering our country has now achieved a spiritual development of such intensity that the Western system in its present state of spiritual exhaustion does not look attractive. Even those characteristics of your life which I have just mentioned are extremely saddening.

A fact which cannot be disputed is the weakening of human beings in the West, while in the East they are becoming firmer and stronger. Six decades for our people and three decades for the people of Eastern Europe; during that time we have been through a spiritual training far in advance of Western, experience. Life's complexity and mortal weight have produced stronger deeper, and more interesting characters than those generated by standardized Western well-being. Therefore, if our society were to be transformed into yours, it would mean an improvement in certain aspects, but also a change for the worse on some particularly significant scores. It is true, no doubt, that a society cannot remain in an abyss of lawlessness, as is the case in our country. But it is also demeaning for elect such mechanical legalistic smoothness as you have. After suffering decades of violence and oppression, the human soul longs for things higher, warmer, and purer than those offered by today's mass living habits, exemplified by the revolting invasion of publicity, by TV stupor, and by intolerable music.

All this is visible to observers from all the worlds of our planet. The Western way of life is less and less likely to become the leading model.

There are various meaningful warnings which history gives a threatened or perishing society --- the decadence of art, for instance, or a lack of great statesmen. There are open and evident warnings, too. The center of your democracy and of your culture is left without electric power for a few hours only, and all of a sudden crowds of American citizens start looting and creating havoc. The smooth surface film must be very thin, then; the social system quite unstable and unhealthy.

But the fight, physical and spiritual, for our planet, a fight of cosmic proportions, is not a vague matter of the future: it has already started. The forces of Evil have begun their decisive offensive, you can feel their pressure, and yet your screens and publications are full of prescribed smiles and raised glasses. What is the joy about?

Very well-known representatives of your society, such as George Kennan, say: We cannot apply moral criteria to politics. Thus we mix good and evil, right and wrong, and make space for the absolute triumph of absolute Evil in the world. On the contrary, only moral criteria can help the West against Communism's well-planned world strategy. There are no other criteria. Practical or occasional considerations of any kind will inevitably be swept away by strategy. After a certain level of the problem has been reached, legalistic thinking induces paralysis; it prevents one from seeing the size and meaning of events.

In spite of the abundance of information, or maybe because of it, the West has difficulties in understanding reality such as it is. There have been naive predictions by some American experts who believed that Angola would become the Soviet Union's Vietnam or that Cuban expeditions in Africa would best be stopped by special U.S. courtesy to Cuba. Kennan's advice to his own country ---- to begin unilateral disarmament --- belongs to the same category. If you only knew how the youngest of the Moscow Old Square officials laugh at your political wizards! As to Fidel Castro, he frankly scorns the United States, sending his troops to distant adventures from his country right next to yours.

However, the most cruel mistake occurred with the failure to understand the Vietnam War. Some people sincerely wanted all wars to stop just as soon as possible; others believed that there should be room for national, or Communist, self-determination in Vietnam, or in Cambodia, as we see today with particular clarity. But members of the U.S. antiwar movement wound up being involved in the betrayal of Far Eastern nations, in a genocide, and in the suffering today imposed on thirty million people there. Do those convinced pacifists hear the moans coming from there? Do they understand their responsibility today? Or do they prefer not to hear? The American intelligentsia lost its nerve, and as a consequence thereof danger has come much closer to the United States. But there is no awareness of this. Your shortsighted politicians who signed the hasty Vietnam capitulation seemingly gave America a carefree breathing space; however, a hundredfold Vietnam now looms over you. That small Vietnam had been a warning and an occasion to mobilize the nation's courage. But if a full-fledged America suffered a real defeat from a small Communist half country, how can the West hope to stand firm in the future?

I have had occasion already to say that in the twentieth century Western democracy has not won any major war without help and protection from a powerful Continental ally whose philosophy arid ideology it did not question. In World War II against Hitler, instead of winning that war with its own forces which would certainly have been sufficient, Western democracy cultivated another enemy who would prove worse and more powerful yet: Hitler never had so many resources and so many people, nor did he offer any attractive ideas, or have such a large number of supporters in the West --- a potential fifth column --- as the Soviet Union does. At present, some Western voices already have spoken of obtaining protection from a third power against aggression in the next world conflict, if there is one; in this case the shield would be China. But I would not wish this on any country in the world. First of all, it is again a doomed alliance with Evil; also, it would grant the United States a respite, but when at a later date China with its billion people would turn around armed with American weapons, America itself would fall prey to a genocide similar to the one perpetrated in Cambodia in our days.

And yet ---- no weapons, no matter how powerful, can help the West until it overcomes its loss of will-power. In a state of psychological weakness, weapons become a burden for the capitulating side. To defend oneself, one must also be ready to die; there is little such readiness in a society raised in the cult of material well being. Nothing is left, then, but concessions, attempts to gain time, and betrayal. Thus, at the shameful Belgrade conference, free Western diplomats in their weakness surrendered the line where enslaved members of Helsinki Watch groups are sacrificing their lives.

Western thinking has become conservative: the world situation should stay as it is at any cost, there should be no changes. This debilitating dream of a status quo is the symptom of a society which has come to the end of its development. But one must be blind in order not to see that the oceans no longer belong to the West, while the land under its domination keeps shrinking. The two so-called world wars (they were by no means on a world scale, not yet) meant the internal self-destruction of the small progressive West, which has thus prepared its own end. In the next war (which does not have to be an atomic one, and I do not believe it will) may well bury Western civilization forever.

Facing such a danger, with such historical values in your past, at such a high level of realization of freedom and apparently of devotion to freedom, how is it possible to lose to such an extent the will to defend oneself?

How has this unfavorable relation of forces come about? How did the West decline from its triumphal march to its present sickness? Have there been fatal turns and losses of direction in its development? It does not seem so. The West kept advancing socially in accordance with its proclaimed intentions, with the help of brilliant technological progress. And all of a sudden it found itself in its present state of weakness.

This means that the mistake must be at the root, at the very basis of human thinking in the past centuries. I refer to the prevailing Western view of the world which was first born during the Renaissance and found its political expression starting in the period of the Enlightenment. It became the basis for government and social science and could be defined as rationalistic humanism or humanistic autonomy: the proclaimed and enforced autonomy of man from any higher force above him. It could also be called anthropocentricity, with man seen as the center of everything that exists.

The turn introduced by the Renaissance evidently was inevitable historically. The Middle Ages had come to a natural end by exhaustion, becoming an intolerable despotic repression of man's physical nature in favor of the spiritual one. Then, however, we turned our backs upon the Spirit and embraced all that is material with excessive and unwarranted zeal. This new way of thinking, which had imposed on us its guidance, did not admit the existence of intrinsic evil in man, nor did it see any higher task than the attainment of happiness on earth. It based modern Western civilization on the dangerous trend toward worshiping man and his material needs. Everything beyond physical well-being and accumulation of material goods, all human requirements and characteristics of a subtler and higher nature, were left outside the range of attention of the state and the social system, as if human life did not have any higher meaning. That provided access for evil, of which in our days there is a free and constant flow. But freedom does not in the least solve all the problems of human life, and it even adds a number of new ones.

At that, in early democracies, as in American democracy at the time of its birth, all individual human rights were granted because man is God's creature. That is, freedom was given to the individual conditionally, on the assumption of his constant religious responsibility. Such was the heritage of the preceding thousand years. Two hundred years ago --- even fifty years ago --- it would have seemed quite impossible, in America, that an individual could be granted boundless freedom simply for the satisfaction of his instincts or whims. Subsequently, however, all such limitations were discarded everywhere in the West; a total liberation occurred from the moral heritage of Christian centuries, with their great reserves of mercy and sacrifice. Meanwhile, state systems were becoming increasingly materialistic. The West ended up by truly enforcing human rights, sometimes even excessively, but man's sense of responsibility to God and society grew dimmer and dimmer. In the past few decades, the legalistic, selfish aspect of Western thinking has reached its apogee, and the world is now in a harsh spiritual crisis and a political impasse. All the glorified technological achievements of Progress, including the conquest of outer space, do not redeem the twentieth century's moral poverty, which no one could imagine even as late as in the nineteenth century.

As humanism in its development became more and more materialistic, it made itself increasingly accessible to speculation and manipulation, at first by socialism and then by Communism. So that Karl Marx was able to say in 1844 that "Communism is naturalized humanism."

This statement turned out to be not entirely meaningless. One does see the same stones in the foundations of a despiritualized humanism and of any type of socialism: endless materialism; freedom from religion and religious responsibility, which under Communist regimes reaches the stage of anti-religious dictatorship; concentration on social structures, with a seemingly scientific approach (this is typical of the Enlightenment in the eighteenth century and of Marxism). Not by coincidence, all of Communism's meaningless pledges and oaths are about Man, with a capital M, and his earthly happiness. At first glance it seems an ugly parallel: common traits in the thinking and way of life of today's West and today's East? But such is the logic of materialistic development.

The interrelationship is such, too, that the current of materialism which is farthest Left always ends up being stronger, more attractive, and finally, victorious, because it is more consistent. Humanism without its Christian heritage cannot resist such competition. We watch this process over the past centuries and, especially in the past decades, on a world scale, as the situation becomes increasingly dramatic. Liberalism was inevitably displaced by radicalism, radicalism had to surrender to socialism, and socialism could never resist Communism. The Communist regime in the East could stand and grow, thanks to the enthusiastic support of an enormous number of Western intellectuals who felt a kinship with Communism and refused to see its crimes. When they could no longer ignore them, they tried to justify them. 'In our Eastern countries, Communism has suffered a complete ideological defeat; it is zero and less than zero. But Western intellectuals still look at it with interest and with empathy, and this is precisely what makes it so immensely difficult for the West to withstand the East.

I am not examining here the disastrous case of a world war and the changes which it would produce in society. As long as we wake up every morning under a peaceful sun, we have to lead an everyday life. There is a disaster, however, which has already been under way for quite some time. I am referring to the calamity of a despiritualized and irreligious humanistic consciousness.

To such consciousness, man is the touchstone in judging and evaluating everything on earth. Imperfect man, who is never free of pride, self-interest, envy, vanity, and dozens of other defects. We are now experiencing the consequences of mistakes which had not been noticed at the beginning of the journey. On the way from the Renaissance to our days we have enriched our experience, but we have lost the concept of a Supreme Complete Entity which used to restrain our passions and our irresponsibility. We have placed too much hope in political and social reforms, only to find out that we were being deprived of our most precious possession: our spiritual life. In the East, it is destroyed by the dealings and machinations of the ruling party. In the West, commercial interests tend to suffocate it. This is the real crisis. The split in the world is less terrible than the fact that the same disease is plaguing its two main sections.

If humanism were right in declaring that man is born to be happy, he would not be born to die. Since his body is doomed to die, his task on earth evidently must be of a more spiritual nature. It cannot be unrestrained enjoyment of everyday life. It cannot be the search for the best ways to obtain material goods and then cheerfully get the most out of them. It has to be the fulfillment of a permanent, earnest duty, so that one's life journey may become an experience of moral growth, so that one may leave life a better human being than one started it. It is imperative to review the table of widespread human values. Its present incorrectness is astounding. It is not possible to reduce the assessment of the President's performance to the question of how much money one makes or of unlimited availability of gasoline. Only voluntarily inspired self-restraint can raise man above the stream of materialism.

It would be retrogression to attach oneself today to the ossified formulas of the Enlightenment. Social dogmatism leaves us completely helpless before the trials of our times.

Even if we are spared destruction by war, our lives will have to change if we want to save life from self-destruction. We cannot avoid revising the fundamental definitions of human life and human society. Is it true that man is above everything? Is there no Higher Spirit above him? Is it right that man's life and society's activities have to be determined by material expansion in the first place? Is it permissible to promote such expansion to the detriment of our spiritual integrity?

If the world has not come to its end it has approached a major turn in history, equal in importance to the turn from the Middle Ages to the Renaissance. It will exact from us a spiritual upsurge, we shall have to rise to a new height of vision, to a new level of life where our physical nature will not be cursed as in the Middle Ages, but, even more importantly, our spiritual being will not be trampled upon as in the Modern Era.

This ascension will be similar to climbing onto the next anthropological stage. No one on earth has any way left but --- upward.

สามารถฟังเสียงของเขาในการกล่าวสุนทรพจน์นี้ได้ที่ http://www.americanrhetoric.com/speeches/alexandersolzhenitsynharvard.htm

Friday, July 25, 2008

ว่าด้วยดีเบตเรื่องชนชั้นกรรมาชีพฝรั่งเศสและอนาธิปัตย์นิยม

กระแสความคิดอันหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากขึ้นโดยนักวิชาการในฝรั่งเศส คือ ชนชั้นกรรมาชีพกำลังประสบกับวิกฤติอัตลักษณ์ของ “ชนชั้น” เมื่อการขยายตัวของชนชั้นกลางซึ่งถือเป็นผลผลิตของระเบียบสังคมแบบทุนนิยมทำให้แรงงานกลายเป็นมนุษย์กินเงินเดือน

กีโยม ดูวัล (Guillaume Duval) บรรณาธิการของวารสาร Alternative économique ได้กล่าวไว้ในบทความของเขาว่าความพ่ายแพ้ของผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากพรรคสังคมนิยมในปี 2007 แสดงให้เห็นถึงการจบลงของระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยและการเกิดขึ้นของวิกฤตของอัตลักษณ์ของชนชั้นแรงงานในฝรั่งเศส [1]

กล่าวคือ ปัจจุบันในฝรั่งเศสเช่นเดียวกับในประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ แรงงานกว่า 90% ของประเทศอยู่ในสถานะของผู้กินเงินเดือนทั้งสิ้น ขณะที่แรงงานที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนกำลังหายไปและมนุษย์เงินเดือนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ก็มีรายได้และมาตรฐานความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก ความขัดแย้งจึงเปลี่ยนจากลักษณะการต่อสู้ทางชนชั้นไปเป็น “ความขัดแย้งภายในชนชั้น”แทน ดังนั้น ถ้อยคำเก่าๆ เกี่ยวกับชนชั้นและการต่อสู้ของชนชั้นที่พรรคสังคมนิยมเคยใช้จึงไม่ได้ผลในการขอคะแนนเสียงจากชนชั้นแรงงานอีกต่อไป

ความขัดแย้งภายในนี้เกิดขึ้นในลักษณะที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเช่นผู้บริหารหรือข้าราชการต้องการรักษาความแตกต่างหรือระยะห่างของรายได้ตนกับของพนักงานหรือแรงงานในระดับต่ำลงไป เพื่อประคองระดับค่าครองชีพและราคาสินค้าบริการไม่ให้สูงเกินไปนัก ในประเทศที่สหภาพแรงงานเข้มแข็งอย่างเช่นฝรั่งเศส การณ์กลับกลายเป็นว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานซึ่งมีซินดิกัลเป็นแกนนำนั้นถูกครอบงำโดยแรงงานค่าแรงสูงและทอดทิ้งให้แรงงานที่ยากจน หรือชนชั้นกรรมาชีพซึ่งมีแนวโน้มที่จะจนลงต้องถูกกันออกไปอยู่นอกขบวนการ

ความคิดนี้สอดคล้องกับความคิดของนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงอย่างอลัง บาดิอู (Alain Badiou) ที่กล่าวว่าลักษณะการแบ่งแยกขั้วความคิดทางการเมืองเป็น “ซ้าย” และ “ขวา” ที่เป็นมรดกของสังคมการเมืองฝรั่งเศสช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้พังทลายลงแล้ว สำหรับบาดิอู ชัยชนะของนิโกลาส์ ซาร์โกซีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2007 เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการยอมรับระเบียบของทุนนิยมและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดในฝรั่งเศส [2]

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในบทความของเขา บาดิอูไม่ได้กล่าวถึงเสรีนิยมใหม่แต่อย่างใด แต่เขากลับพูดถึงนีโอเปแตงนิสม์ (neo-Pétainisme) หรือระบอบเปแตงนิสม์ใหม่ โดยเปแตงนิสม์นั้นหมายถึงระบอบการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมของจอมพลเปแตง ที่มีอิทธิพลอย่างมากระหว่างปี 1940-1944 ระบอบนี้อ้างอิงกับสงครามและความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยประชาชนจำเป็นต้องอยู่ในระเบียบและเชื่อฟังผู้ปกครองอย่างว่าง่าย เพื่อแลกมาซึ่งความสงบเรียบร้อย ระบอบนี้ยังอ้างอิงกับคุณค่าเชิงศีลธรรมเรื่อง “การทำงานหนัก ระเบียบวินัยและครอบครัว”





ทั้งนี้ บาดิอูไม่ได้เปรียบเทียบซาร์โกซีกับจอมพลเปแตง แต่เขากล่าวว่าชัยชนะของซาร์โกซี เกิดขึ้นจากปัจจัยหรือองค์ประกอบแบบเดียวกับที่เอื้อให้เปแตงสามารถสถาปนาระบอบของความกลัวขึ้นมาในอดีต ต่างกันตรงที่ว่าระบอบของซาร์โกซีนั้นเกิดขึ้นจากทั้งความกลัวของประชาชน (เช่นกลัวชาวต่างชาติ กลัวผู้อพยพ กลัววัยรุ่นจากชานเมือง ฯลฯ ) และความกลัวของความกลัว” (fear of the fear) อีกทอดหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกตั้งก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงการเมืองอย่างที่เข้าใจกัน แต่การเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ของรัฐ (ideological state apparatus) ตามความหมายของอัลธุซแซร์ (Louis Althusser) [3] ซึ่งซาร์โกซีประสบความสำเร็จในการใช้เป็นเครื่องมือดึงความกลัวและความกลัวของความกลัวเข้ามาอยู่ภายในรัฐและเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ [4] สุดท้าย บาดิอูเสนอให้เราทบทวน “พฤษภา 68” อย่างพินิจพิเคราะห์ เนื่องจากซาร์โกซีได้เคยกล่าวว่าสังคมฝรั่งเศสจะสามารถแก้ปัญหาวิกฤติเชิงคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถละทิ้งอดีตอย่าง “พฤษภา 68” หรือพูดให้ง่าย สำหรับซาร์โกซี วิกฤติเชิงคุณค่าในวันนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากไม่มี “พฤษภา 68” [5] บาดิอูจึงเชื่อว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจซาร์โกซีนั้นคือ “ ผีคอมมิวนิสต์” หรืออุดมการณ์ของการต่อสู้ทางชนชั้นตามแบบมาร์กซิสม์ที่ซาร์โกซีอยากจะให้สังคมฝรั่งเศสกำจัดออกไปจากสังคม [6]


พินิจพิเคราะห์ “พฤษภา 68” และการปะทะกันของอุดมการณ์เก่า-ใหม่

ครบรอบ 40 ปีของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 1968 ในปีนี้เป็นโอกาสดีที่จะมองกลับหลังไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะมนุษย์เรามักจะมองเห็นและอธิบายสิ่งต่างๆ ได้แจ่มชัดขึ้นเมื่อผ่านพ้นจากเงื่อนไขและข้อจำกัดของเหตุการณ์นั้นมา นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่า “พฤษภา 68” คือเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดแต่สังคมฝรั่งเศสเข้าใจน้อยที่สุดก็ว่าได้ เพราะความพยายามอธิบายเหตุการณ์นี้มักถูกทำให้พร่ามัวด้วยคำสรรเสริญเยินยอและคำขวัญเชิงอุดมการณ์ของฝ่ายซ้ายที่ได้รับชัยชนะ



อลัง ตูเรน (Alain Touraine) นักสังคมวิทยา ซึ่งสอนที่มหาวิทยาลัยนองแตร์ในช่วงปี 68 ได้กล่าวเมื่อครบรอบ 40 ปีของ“พฤษภา 68”ว่า หากมองย้อนกลับไปแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับปี 68 คือการเข้ามาในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการของประเด็นทางวัฒนธรรม ในฐานะประเด็นหลักของการต่อสู้เรียกร้อง นอกจากนี้ “พฤษภา 68” ยังเป็นการเผชิญหน้ากันทั้งในลักษณะขัดแย้งและผสมกลมกลืนระหว่างวาทกรรมการต่อสู้ทางชนชั้นตามแบบมาร์กซิสม์ที่มีหัวใจอยู่ที่ชนชั้นแรงงานกับวาทกรรมเสรีนิยมตามแบบพวกอนาธิปัตย์นิยม (anarchism) ที่ปฏิเสธอำนาจรัฐและเน้นความเท่าเทียมกันทางสังคมของทุกชนชั้น การต่อสู้เรียกร้องในพฤษภาคมปี 1968 จึงไม่ได้มีเอกภาพอย่างที่เข้าใจกัน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มที่เข้ายึดมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์นั้นส่วนใหญ่มีแนวคิดการเมืองแบบซ้ายจัด (เช่น กลุ่มนิยมทรอตสกีและนิยมเหมา) ขณะที่ที่มหาวิทยาลัยนองแตร์นั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกฝักใฝ่แนวคิดอนาธิปัตย์นิยมและต่อต้านคอมมิวนิสต์ หากพิจารณาจริงๆ แล้วคำแถลงการณ์ของเหล่าแกนนำนักศึกษาอาจดูลักลั่นเพราะใช้ภาษาแบบมาร์กซิสม์แต่มีเนื้อหาแบบเสรีนิยม [7]

อิทธิพลของกลุ่มอนาธิปัตย์นิยมที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้เอง ที่ทำให้ปี 68 มีความสำคัญในฐานะประตู ที่เปิด ไปสู่ยุคของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เช่น การเรียกร้องของกลุ่มสิทธิสตรี กลุ่มรักเพศเดียวกัน ฯลฯ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้ ในทศวรรษต่อมาก็นิยมแสดงออกในรูปแบบของการต่อต้านและในลักษณะปฏิกิริยากับอำนาจในสังคม เพื่อแสดงให้เห็นว่าระเบียบของสังคมที่กำลังใช้อยู่เริ่มมีปัญหา รวมทั้งพื่อชักชวนโน้มน้าวบรรดาคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับระเบียบที่แช่แข็งและคร่ำครึเหล่านั้นให้เข้าร่วมขบวนการ ลักษณะของขบวนการเหล่านี้ได้รับการขนานนามว่าวัฒนธรรมกบฏหรือ “วัฒนธรรมต้าน” (counter culture) [8] ทั้งนี้ การ เคลื่อนไหวภายใต้ วัฒนธรรมกบฏหรือวัฒนธรรมต้าน (counter culture) ที่รู้จักกันดีคือ กลุ่มฮิปปีในสหรัฐอเมริกาในยุคเซเวนตี้ (seventies) ส่วนในยุโรป กลุ่มวัฒนธรรมต้านกลุ่มแรกๆ ซึ่งไม่ค่อยได้รับการพูดถึงนัก คือ กลุ่ม provo ในเมืองอัมสเตอดัม ที่มีบทบาทระหว่างปี 1965-1967 [9]


โปสเตอร์ของกลุ่ม provo (ปกหนังสือ ปี 2007)

ท่ามกลางแนวคิดต่างๆ ของกลุ่มวัฒนธรรมต้านของทศวรรษ 70 เราพบว่ามีแนวคิดพื้นฐานซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนอันหนึ่งคือ แนวคิดเรื่อง “การบริหารจัดการด้วยตนเอง” (autogestion:fr, self-management:eng) แนวคิดนี้ ในอดีตถูกนำไปใช้กับประเด็นของการทำงานและการศึกษา ซึ่งมักจะตั้งคำถามในลักษณะสุดโต่งกับสถาบันเช่น ครอบครัวหรือโรงเรียน อย่างเช่นใน งานเขียนของอิวาน อิลลิช (Ivan Illich) ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ในด้านการศึกษา ที่เคยกล่าวในทำนองว่าระบบการศึกษามีแต่ทำลายศักยภาพส่วนบุคคลและทำได้แค่สร้างความหงุดหงิดเสียใจ [10]

ในฝรั่งเศส แนวคิดเรื่องการบริหารด้วยตนเองของแรงงานปรากฏขึ้นและถูกเผยแพร่ตลอดทศวรรษ 1950 จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคมปี 1968 ที่วาทกรรม “การต่อสู้ทางชนชั้น” พุ่งถึงขีดสุด แนวคิดนี้ จึงถูกขบวนการแรงงานนำมาทดลองใช้ในโรงงานที่กำลังประสบปัญหาหลายแห่ง โดยต้นแบบของแนวคิดนี้ คือระบบ “เศรษฐกิจบริหารด้วยแรงงาน” (Labour-managed economy) ของประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อเสนอของกลุ่มมาร์กซิสม์รุ่นหลัง ที่ปฏิเสธรูปแบบการวางแผนจากส่วนกลางอย่างเข้มงวดและการผูกขาดโดยพรรคคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของเลนินและสตาลิน [11]

ตามคำอธิบายของมิเชล ลัลมอง (Michel Lallement) นักสังคมวิทยา แนวคิดเรื่องการบริหารด้วยตนเองมีอิทธิพลสูงในขบวนการแรงงานของอิตาลีและของเยอรมัน โดยเฉพาะที่เยอรมันแนวคิดนี้ยังถูกนำไปใช้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเช่น กลุ่มสิทธิสตรีโดยพวกอนาธิปัตย์นิยม [12]

มิเชล ลัลมองกล่าวว่าแนวคิดนี้เป็นรูปร่างขึ้นมาจากสาเหตุ 3 ประการ กล่าวคือ ประการแรก ความคิดนี้เกิดจากข้อเสนอของกลุ่มมาร์กซิสต์แนววิพากษ์ในช่วงทศวรรษ 1960-70 ที่ต้องการปลีกตัวออกจากแบบจำลองสังคมนิยมโดยรัฐ ที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง นักคิดกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นนักปรัชญาและนักสังคมวิทยาที่เห็นว่าควรเน้นประเด็นของ “การลดค่าความเป็นมนุษย์” (alienation) เป็นประเด็นหลักประเด็นเดียวแทนเรื่องการขูดรีด (exploitation) ตามอย่างพวกมาร์กซิสม์รุ่นเก่า กลุ่มนี้เห็นว่าการตัดสินใจด้านการผลิตด้วยแรงงานเอง ทำให้แรงงานเป็นอิสระจากการถูกลดค่าเป็นแค่ผู้รับจ้างขายแรงงาน เพราะแรงงานสามารถมีส่วนในการกำหนดชะตาชีวิตของตน แนวความคิดนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่นิยมทรอตสกีในฝรั่งเศสเช่นกัน

ประการต่อมา แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากพวกซ้ายใหม่ (New Left) ที่ได้รับอิทธิพลจากสำนักคิดสังคมนิยมยูโธเปียและอนาธิปัตย์นิยม กลุ่มซ้ายใหม่ต่างจากพวกมาร์กซิสม์ตรงที่ไม่ต้องการยึดอำนาจรัฐมาใช้เอง แต่สนับสนุนการจัดระบบสังคมนิยมขนาดเล็กแบบกระจัดกระจายควบคู่ไปกับระบบที่เป็นทางการ จึงมองเห็นความเป็นไปได้ของการใช้วิธีการบริหารจัดการโดยแรงงานเป็นแนวทางไปสู่ “การปฏิวัติเงียบและสันติ” เพื่อนำสังคมออกจากระบบทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดนี้ถูกนำเสนอภายใต้ธงของ “ทางเลือกที่สาม” เมื่อพิจารณาประกอบกับสังคมนิยมและทุนนิยม

ประการสุดท้าย แนวคิดนี้ไปได้อย่างดีกับความเชื่อของกลุ่มการเมือง “คริสเตียนซ้าย” ซึ่งสนับสนุนคุณค่า 2 ข้อคือ หนึ่ง คุณค่าขององค์กรธุรกิจหรือสถานประกอบการในฐานะของชุมชนพื้นฐานและสอง คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการส่งเสริมผ่านการเพิ่ม “มูลค่าของทุน” ส่วนในทางการเมือง แนวคิดเรื่องการบริหารด้วยตนเองของแรงงานได้รับการสนับสนุนให้นำไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยพรรคสังคมนิยม Parti Socialiste Unifié (Unified Socialist Party: eng) [13], ซินดิกัล CFDT [14] ซึ่งกำหนดให้การบริหารด้วยตนเองเป็นแนวทางหลักในแผนปฏิบัติการ รวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์ของฝรั่งเศส ที่รื้อฟื้นแนวคิดขึ้นมาในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์


Lip ตำนานของแรงงานผู้ผลิต ขายและจ่ายเงินเดือนตัวเอง [15]

เหตุการณ์ยึดโรงงานผลิตนาฬิกาลิป (Lip) ในปี 1973 กลายเป็นจุดอ้างอิงในประวัติศาสตร์ถึงชัยชนะของชนชั้นกรรมาชีพและความสำเร็จในการบริหารจัดการโดยแรงงานในฝรั่งเศส

เนื่องจากแผนธุรกิจที่ทะเยอทะยานของผู้บริหารที่หวังจะชิงส่วนแบ่งตลาดจากบริษัทสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในยุโรป (ลิปลงทุนผลิตนาฬิกาแบบควอร์ตซ์เป็นรายแรกของฝรั่งเศส) ทำให้โรงงานประสบปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงเมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามแผน การชุมนุมนัดหยุดงานเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนแรงงานสืบรู้ข่าวว่าโรงงานมีแผนจะปลดคนงานและเลิกจ้าง ถึงแม้ศาลล้มละลายได้แต่งตั้งผู้บริหารชั่วคราวแล้วก็ตาม ในวันที่ 15 มิถุนายน ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดการชุมนุมบนถนนในเมืองเบอซองซงที่ตั้งของโรงงานโดยมีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 5 หมื่นคน

ขณะนั้น พนักงานจำนวนกว่า 300 จาก 1000 คนเป็นสมาชิกของซินดิกัลอยู่แล้ว แม้จะมีความแตกต่างของข้อเสนอระหว่างกลุ่มผู้ที่สังกัดซินดิกัล 2 กลุ่มใหญ่ (CGDT และ CGT) แต่ก็มีมติร่วมกันให้คนงานเข้าควบคุมและบริหารโรงงานภายใต้การสนับสนุนของซินดิกัล โดยเริ่มจากการนำสินค้าในสต็อกออกจำหน่ายในราคาต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง จนกระทั่งตัดสินใจเดินเครื่องจักรเพื่อดำเนินการผลิตอีกครั้ง อันนำมาซึ่งคำขวัญที่โด่งดังว่า “เป็นไปได้ เราผลิต เราขาย เราจ่าย (เงินเดือน) พวกเราเอง”

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการโดยคนงานครั้งนี้ ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค แรงงานต้องเผชิญกับการสกัดกั้นและควบคุมโรงงานโดยเจ้าหน้าที่ ข่าวการสกัดกั้นพนักงานไม่ให้เข้าในโรงงานทำให้แรงงานในโรงงานอื่นภายในเมืองเดียวกันและภายในภูมิภาคพากันนัดหยุดงานเพื่อประท้วง การเดินขบวนครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “การเดินขบวนของคนเรือนแสน” จึงเกิดขึ้นในวันที่ 29 กันยายนปีนั้น





ใบปิดประกาศเชิญชวนให้ร่วมเดินขบวนต่อต้านการปิดโรงงานและโปสเตอร์ของภาพยนตร์เกี่ยวกับการต่อสู้ของลิปในปี 2007

ในเดือนมกราคม ปี 1974 การลงนามร่วมกันระหว่างกลุ่มตัวแทนแรงงานและเจ้าของใหม่ก็เกิดขึ้น ในสัญญาระบุให้โรงงานต้องรับคนงานจำนวน 850 คนกลับเข้าทำงาน การนัดหยุดงานเป็นอันสิ้นสุด โรงงานดำเนินการผลิตไปจนกระทั่งต้นปี 1976 ผู้บริหารรายใหม่ประสบกับปัญหาหลายประการ รวมทั้งการที่ศาลล้มละลายกลับคำตัดสินให้ผู้บริหารชุดใหม่ต้องใช้หนี้ส่วนของผู้บริหารเดิมต่อผู้จัดจำหน่ายสินค้า การณ์ปรากฏว่าผู้บริหารลาออกในเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม คนงานของลิปจึงเข้ายึดโรงงานและทำการผลิตเองอีกครั้ง จนกระทั่งบริษัทล้มละลายในเดือนกันยายนปีถัดมาในที่สุด เมื่อไม่มีนายทุนเข้ารับช่วงการบริหารต่อ

กรณียึดโรงงานและบริหารจัดการโดยแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่เพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม แทบไม่มีกรณีใดที่แรงงานสามารถบริหารกิจการได้ยาวนานเช่นที่ลิป การเข้ายึดโรงงานแต่ละแห่งแต่ละครั้งล้วนต้องประสบกับบททดสอบที่หนักหน่วง เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การนัดหยุดงาน-ประท้วงที่ต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่และเกิดความรุนแรง จนอาจกล่าวได้ว่าแนวคิดเรื่องการจัดการด้วยตนเองที่พูดถึงในเชิงอุดมการณ์หรือที่ถูกกล่าวถึงเมื่อมองย้อนหลังกลับไปในอดีตนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอย่างมาก แต่ละกรณีคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดหรือเพื่อปากท้องของคนงานโดยแท้จริง ความสำเร็จในกรณีของลิปนั้นคือข้อยกเว้นท่ามกลางกรณีที่ล้มเหลวซึ่งกลายเป็นเสมือนกฏเกณฑ์ของการต่อสู้ระหว่างแรงงานกับทุนภายในกระแสธารของทุนนิยมที่เชี่ยวกราด

ในประเทศฝรั่งเศส มรดกของการบริหารจัดการโดยแรงงานที่เหลืออยู่ในปัจจุบันคือ รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่มีลักษณะสหกรณ์ หรือสคอป (Scop) [16] ซึ่งเป็นผลของการเคลื่อนไหวหลังปี 68 รวมทั้งของประสบการณ์ช่นในกรณีของลิป อาจกล่าวได้ว่าลักษณะการทำงานของสคอป (scop)ในปัจจุบันสะท้อนตรรกะของการประนีประนอมระหว่างแรงงานและทุนในลักษณะที่แรงงานเป็นเสมือน “หุ้นส่วน” ในกิจการ เราอาจจะเรียกโครงสร้างการจัดองค์กรภายในธุรกิจแบบนี้ว่า “ทุนนิยมแบบมีส่วนร่วมของแรงงาน” ที่นำหลักการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมาใช้และเปลี่ยนมุมมองจากแรงงานในฐานะผู้ถูกจ้างเป็น “พลเมือง” ขององค์กรแทน ที่ยังคงเป็นทุนนิยม เพราะข้ามไม่พ้นจากตรรกะของการสร้างกำไรไม่สิ้นสุดโดยการนำกำไรที่ได้มาลงทุนเพิ่ม หากแต่การจัดโครงสร้างและกลไกการตัดสินใจภายในองค์กรนั้นไม่ได้อยู่ในกำมือของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียวหรือนายทุนอีกต่อไป แต่กระจายไปยังพนักงานและลูกจ้างทั้งหมด


สรุป

จากตัวอย่างของลิปในข้างต้น เราอาจพูดได้ว่าประสบการณ์ของขบวนการแรงงานในฝรั่งเศสเต็มไปด้วยพัฒนาการทั้งในลักษณะต่อเนื่องและขาดตอน รวมทั้งความขัดแย้งภายในและภายนอก นอกจากนี้ รูปแบบและเนื้อหาของการเคลื่อนไหวนั้นก็ไม่ได้มีเอกภาพอย่างที่เข้าใจกัน ในกรณีของการเข้ายึดโรงงานและบริหารด้วยตนเองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยทางชนชั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนผสมของแนวคิดของมาร์กซ์และการบริหารจัดการตัวเองของ อนาธิปัตย์นิยม ลักษณะการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานในฝรั่งเศสจึงเป็นผลจากลักษณะเฉพาะเชิงสังคม วัฒนธรรมและสถาบันที่เข้ามาสนับสนุนและสร้างข้อจำกัด เช่น กฏหมายและองค์กรตัวแทนแรงงานคือซินดิกัล ฯลฯ ในระดับพื้นฐานที่สุด สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การต่อสู้ดิ้นรนของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายพึ่งพาขอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว

ถึงแม้ความหมายของ “ชนชั้นกรรมาชีพ” จะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดในวันนี้ แต่ภายในโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบทุนนิยมของฝรั่งเศส แรงงานที่ยากจนและมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากยังคงปรากฏอยู่และมีแนวโน้มจะจนมากขึ้น ปัญหาอยู่ตรงที่อุดมการณ์ปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพนั้นได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ไหนสักแห่งในหน้าประวัติศาสตร์ และพรรคการเมืองที่เคยเป็นกระบอกเสียงของพวกเขากลับพึงพอใจในการทำหน้าที่สะท้อนผลประโยชน์ให้กับพวกสังคมนิยมที่ขยับฐานะมาเป็นนายทุนขนาดเล็กแทน (socialist petty bourgeois) ในที่สุดแล้ว ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป เราอาจต้องทบทวนวิธีคิด-วิธีเข้าใจโลก-และลักษณะการต่อสู้กันใหม่ ไม่ช้าก็เร็ว

อ้างอิง

[1] ชื่อบทความ “La social-démocratie, c’est fini”, Libération, 19 Décembre 2007
[2] Alain Badiou, “Spectres of 68”, New Left Review, NLR 49, Jan-Feb 2008
[3] อ่านประกอบ http://www.marxists.org/reference/archive/althusser/1970/ideology.htm
[4] Alain Badiou, “Spectres of 68”, p.31
[5] 29 เมษายน 2007 ในระหว่างการหาเสียง ซาร์โกซีกล่าวว่า “หลังจากพฤษภา 68 เราไม่สามารถพูดถึงศีลธรรมได้ ศัพท์คำนี้หายไปจากศัพท์การเมือง...พฤษภา 68 ได้ทำให้เกิดลักษณะสัมพัทธ์นิยม (relativism) ในเชิงศีลธรรมและปัญญา ทายาทของพฤษภา 68 ได้ครอบงำความคิดว่าทุกอย่างมีคุณค่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างดีและเลว ระหว่างถูกและผิด ระหว่างสวยงามและน่าเกลียด...” ทั้งที่เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานแล้วและนักวิชาการรวมทั้งนักเคลื่อนไหวในอดีตหลายคนก็เห็นว่าสังคมฝรั่งเศสเปลี่ยนไปมาก อำนาจที่เป็นปรปักษ์กับประชาชนได้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปด้วย ดังตัวอย่างของ Forget 68 หนังสือที่ออกในปีนี้ของ แดลเนียล คอห์น เบนดิทที่เสนอว่าการเคลื่อนไหวต้องละทิ้งรูปแบบและเนื้อหาเก่าๆ
[6] Alain Badiou, “Spectres of 68”, p.34
[7] Alain Touraine, “Qui somme nous? Les âges de la vie bouleversés”, Sciences Humaines, no 193, mai 2008
[8] Martine Fournier, “La contre-culture. La révolte des seventies”, Sciences Humaines, Hors-série no 30, Décembre 2000/Janvier-Février 2001
[9] Marcel H. Van Herpen, “Paris May’68 and Provo Amsterdam’65: Trying to understand two postmodern youth revolts”, บทความออนไลน์ www.cicerofoundation.org
[10] อ่านประกอบ Deschooling Society ที่ http://reactor-core.org/deschooling.html
[11] อ่านระบบเศรษฐกิจยูโกสลาเวียเพิ่มเติมจากบทที่ 8 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7
[12] Michel Lallement, “L’autogestion, une histoire contrariée”, Sciences Humaines, no 187, novembre 2007
[13] ดำเนินงานระหว่างปี 1960-1989
[14] Confédération Française Démocratique du Travail องค์กรซินดิกัลที่มีสมาชิกมากที่สุด
[15] ข้อมูลจาก Nicholas Bauche, “L’utopie autogérée des LIP”, Sciences Humaines, no 187, novembre 2007 และ http://fr.wikipedia.org/wiki/Lip
[16] Société Coopérative de Production หรือ Cooperative entreprise of production ต้นกำเนิดของรูปแบบการจัดการของสหกรณ์นี้คือแนวความคิดของนักสังคมนิยมชาร์ลส์ ฟูริเย่ (Charles Fourier) ในต้นศตวรรษที่ 19 ที่เสนอแนวคิดของการปกครองและจัดการตนเองในลักษณะสังคมย่อยแทนที่รัฐ ดูรายละเอียดการดำเนินงานในปัจจุบันที่ http://www.scop.coop/p481_EN.htm#481_2006__1

Thursday, July 17, 2008

โอลิมปิค, ซาร์โกซี, คอห์น เบนดิทกับผีปี 68

แดเนียล คอห์น เบนดิท ลุกขึ้นประณามการตัดสินใจของซาร์โกซี ประธานสหภาพยุโรปร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคที่จีน

เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคมที่ผ่านมา แดเนียล คอห์น เบนดิท (Daniel Cohn-Bendit)* สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรคสิ่งแวดล้อมของเยอรมัน ในฐานะประธานร่วมของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในยุโรป ได้ลุกขึ้นประณามการตัดสินใจเข้าร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคที่ปักกิ่งของประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโกลาส์ ซาร์โกซี ในฐานะประธานสหภาพยุโรป [1]

เขาได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่นิโกลาส์ ซาร์โกซีจะเข้าร่วมพิธีเปิดที่ปักกิ่ง ทั้งที่ทางการจีนยังไม่สามารถจัดการกับประเด็นสิทธิมนุษยชน ทั้งภายในประเทศและในกรณีธิเบต รวมทั้งการควบคุมสื่อต่างๆอย่างเข้มงวดของจีนในช่วงการจัดงาน

ก่อนจะจบท้ายด้วยคำถามถึงผลประโยชน์ทางการค้าของฝรั่งเศสที่จะได้รับจากการขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และรถไฟทีจีวีให้กับจีน ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ของเขา ยังได้โพสต์แถลงการณ์สำหรับสื่อ ในเรื่อง Olympic games-Human rights [2] ดังนี้

การเข้าร่วมพิธีเปิดของซาร์โกซีเป็นเรื่องอื้อฉาว
“เป็นเรื่องฉาวที่นิโกลาส์ ซาร์โกซีไม่คว่ำบาตรพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค เขาเคยพูดว่าการเข้าร่วมของเขาอยู่บนเงื่อนไขของการปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและความคืบหน้าในการเจรจจาระหว่างตัวแทนของจีนและธิเบต ปรากฏว่าไม่มีความคืบหน้าใดเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ชาวจีนได้ทำการคุกคามอย่างไม่เปิดเผยต่อชาวธิเบตเพื่อไม่ให้ก่อเหตุในระหว่างการแข่งขันและนักโทษการเมืองถูกคุมขังต่อไป แม้แต่ภรรยาและลูกของนักโทษการเมืองฮูเจียก็ยังถูกกักบริเวณ
พิธีเปิดคือมหรสพการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การแข่งขันกีฬา โดยการเข้าร่วมนี้ นิโกลาส์ ซาร์โกซีเท่ากับให้ความเห็นชอบและลงนามยอมรับต่อการฉีกคำสัญญาในเรื่องสิทธิมนุษยชนของจีน ซาร์โกซียังได้แสดงให้เห็นว่าความสำคัญอันดับแรกสำหรับเขาคือการขายโรงงานไฟฟ้านิวเคลีย์และเครื่องบินแอร์บัส ไม่ใช่สิทธิและสวัสดิการของประชาชนเรือนล้าน”



ภายหลังจากเหตุการณ์ในสภาของสหภาพยุโรปเป็นข่าวใหญ่ในฝรั่งเศส วันรุ่งขึ้น สถานีวิทยุ RTL ของฝรั่งเศส ได้สัมภาษณ์แดเนียล คอห์น เบนดิท เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอแปลการสัมภาษณ์ครั้งนี้แบบคำต่อคำมาให้อ่านกัน ดังนี้


สวัสดีครับ คุณแดเนียล คอห์น เบนดิท
สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ ในโอกาสที่ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แถลงเป้าหมายการทำงานในฐานะประธาน คุณลุกขึ้นแสดงความเห็นต่อเขาอย่างเผ็ดร้อนในสภาที่สตราสบูร์ก เกี่ยวกับการตัดสินใจไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค คุณได้วิจารณ์การตัดสินใจที่จะไปปักกิ่งของเขาในวันที่ 8 สิงหาคม ในฐานะประธานสหภาพ คุณได้กล่าวว่า “นี่คือความอัปยศ” เราเห็นภาพว่าคุณมีอารมณ์ร่วมมากในขณะที่พูด ความรู้สึกนั้นมาจากไหน ?
เพราะว่าผมตระหนัก...ซึ่งไม่ใช่ผมคนเดียว ที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเกิดขึ้น เกี่ยวกับกรณีของจีน ถ้าคุณลองมองดู เราได้ปกป้องชาวจีนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย (กับทางการ) จำนวนมากและในขณะนี้ เราเห็นกลไกของพรรคคอมมิวนิสต์และทางการจีนที่กำลังทำงานอย่างหนัก ซึ่งทุกคน ทุกคนจริงๆ ลืมกลุ่มคนที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศจีนตอนนี้

คุณต้องการจะบอกว่านี่คือ Realpolitik [3] หรือ ?
ใช่ แต่มันแย่กว่า Realpolitik อีก ทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้คุมอำนาจทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับประเทศจีน ตาพวกเขาจะลุกเป็นประกายเลยทีเดียว ทุกคนปลาบปลื้มและความปลาบปลื้มนี้เองทำให้ลืมคุณค่าทั้งหลาย ที่เราต่อสู้เพื่อปกป้องหรือต้องการจะสร้างในสังคม

แต่เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสประเทศเดียวนี่ครับ ครั้งที่ผ่านมานี้ คุณต่อว่าประธานาธิบดีซาร์โกซีก็เพราะว่าเขาอยู่ต่อหน้าคุณ แล้วสำหรับพวกนักธุรกิจเยอรมัน นักการเมืองอังกฤษ... ?
ถูกต้องครับ

...คือทั้งยุโรป ลืมคุณค่านั้น... ?
ถูกต้อง ผมมีวิวาทะที่รุนแรงแบบเดียวกันกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมัน พรรคโซเชียลเดโมแครต (เยอรมัน) ประธานาธิบดี อืม ใช่คุณพูดถูก แต่นั่นแหละที่น่าวิตก ทุกคนแสดงออกในลักษณะเดียวกันหมด

คุณคิดว่าถ้าประธานาธิบดีซาร์โกซีตัดสินใจไม่ไปที่ปักกิ่งในวันที่ 8 สิงหาคม มันจะสามารถเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ?
อย่างนี้นะครับ มันเป็นคำถามที่อยู่ในทุกเวทีการถกเถียง เป็นคำถามที่เราเจอกรณีเยอรมันตะวันออก ทุกคนพูดแบบนี้กับเราเหมือนกัน แต่นั่น เป็นเรื่องดี พวกเขามีจิตใจดีแต่ไม่รู้ว่าการเมืองจริงๆ มันเป็นยังไง ! ผมไม่รู้ว่าผมจะเปลี่ยนอะไรได้ แต่อย่างน้อย นักการเมืองจีนน่าจะได้ข้าใจว่ามีนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในยุโรป ที่ไม่ยอมรับ (การเมืองแบบ) อะไรก็ได้
วันนี้ เราพูดว่า เราต้องการประเทศจีนสำหรับกรณีดาร์ฟูร์ จีนไม่ยอมทำอะไร แต่เราก็ยังต้องการประเทศจีน เราพูดว่าเราต้องการจีนในคณะมนตรีความมั่นคง (แห่งสหประชาชาติ) จีนที่ทำให้ทุกอย่างชะงักหมด...


สำหรับกรณีของอิหร่าน ?
สำหรับกรณีของอิหร่าน ไม่เป็นไร เราทำต่อไป
เราพูดว่าเราต้องการประเทศจีนเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีตลาดใหญ่ ดังนั้น เราขายโรงงานนิวเคลียร์ให้จีน เราขายรถไฟความเร็วสูง TGV เราขายสัปเพเหระ ขายรถยนต์ให้จีน แต่ในขณะเดียวกัน เราพูดว่า เราเจรจากับจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน ..
แต่...ในปี 2001 เราให้จีนเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิค จีนบอกว่า “คุณคอยดู เราจะเปิดตัวเอง สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนจะดีขึ้น” 7 ปีผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่นิโกลาส์ ซาร์โกซีได้ตอบคุณแล้วเมื่อวานนี้ เขาบอกว่า “ผมจะไปปักกิ่ง เพื่อพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและปกป้องมัน” บางทีนั่นอาจจะช่วยอะไรบ้างไม่ใช่หรอ ?

ใช่ แต่ไม่จริง คุณเชื่อจริงหรือว่า... ความจริง พิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคเป็นแค่โอกาสที่ผู้ปกครองจะมาโชว์ตัว ถ้านั่นเป็นประเทศประชาธิปไตย เขาจะแสดงออกแบบประชาธิปไตย แต่ที่นี่จะมีแต่ภาพของเหมาเจ๋อตุงทั่วไปหมด และพวกนิยมเหมา (ที่มีอิทธิพล) ในปี 68 พวกอดีตปี 68 จะมีความสุขมากที่มีโอกาสได้ระลึกถึงความหลังอันสวยงามในอดีต ฯลฯ และลองคิดดู ภาพซาร์โกซีร่วมวงไพบูลย์กับศิษย์เก่ารุ่นปี 68...



คอห์น เบนดิทในวัย 24 ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยปราบจลาจลของปารีส ภาพประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ 68


มันตลกที่คุณพูดอย่างนั้น ! แล้วมันก็ยิ่งตลกเมื่อเป็นคุณที่พูดประโยคนี้ !
ใช่ แต่อย่างนี้นะ ผมไม่เคยเป็นพวกนิยมสตาลินหรือนิยมเหมา แต่ยังไงก็ตาม มันจะไม่น่าเชื่อเลย คุณจะเห็นผู้บริหารและพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาเข้าฉากพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค งั้นคุณอาจบอกผม ใช่..ก็เมื่อชาวจีนเป็นชาตินิยมมาก... จริง
ตอนนี้ หลายคนภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค จริง..นั่น ผมไม่ปฏิเสธ แต่คนเยอรมันเหมือนกัน ที่เคยภาคภูมิใจที่ได้จัดโอลิมปิค (ฤดูร้อน) ในปี 1936 คนเยอรมันเหมือนกันที่เคยเป็นชาตินิยมมาก คนเยอรมันเหมือนกันที่เคยสนับสนุนฮิตเลอร์ การที่ประชาชนผิดพลาดไม่ควรจะเป็นข้ออ้างให้เราต้องผิดพลาดตามไปด้วย


คุณจะร่างรายชื่อนักโทษการเมืองร่วมกับแบร์นารด์ คูชแนร์ (รมว. ต่างประเทศของฝรั่งเศส) เพื่อให้ประธานาธิบดีนำไปเสนอต่อทางการจีน นั่นคือสิ่งที่ประธานาธิบดีเสนอให้คุณ ?
คือในการพูดคุยกันหลังจากนั้น ในการพูดคุยกับแบร์นารด์ คูชแนร์และนิโกลาส์ ซาร์โกซี เขาบอกกับผมว่าเขาต้องการให้ผมทำรายชื่อให้ เพราะเขาต้องการไปพูดเรื่องนักโทษการเมือง ชัดเจนอยู่แล้วว่าเรามีรายชื่อของผู้ต่อต้าน (ทางการจีน) ที่ถูกคุมขังพร้อมอยู่เสมอ ในนั้นมีชื่อนาย Hu Jia
คุณต้องทราบว่า จำนวนนักโทษเพิ่มขึ้น 10 เท่าในไม่กี่เดือนมานี้ที่ปักกิ่ง และยอดการจับกุมในที่พักอาศัยก็เพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่า ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา



ทางการปักกิ่งเข้มงวดขึ้น ?
แน่นอน
โรซา ลักเซมเบิร์ก [4] กล่าวไว้อย่างถูกต้อง ปักกิ่งใช้ระเบียบเป็นใหญ่ในการปกครอง เธอเคยพูดอย่างนั้นเกี่ยวกับเบอร์ลิน


แต่นั่นนานมาแล้ว !
ใช่ นานมาแล้ว แต่มันยังคงเป็นความจริงเดียวกัน


ประธานาธิบดีได้ต่อว่าคุณในภายหลังเรื่องน้ำเสียงและความรุนแรงของท่าทีในการแสดงความเห็นรึเปล่า?
ไม่ ไม่ ไม่

เขาเข้าใจดี?
ใช่ เขาเป็นอย่างนั้น และนั่นคือด้านที่แท้จริงของซาร์โกซี ผมเชื่ออย่างนั้น... นอกจากนี้ ในการตอบของเขา เขาก็แข็งกร้าวพอกับผม มันเป็นอย่างนั้น เขาเป็นทนาย เขาชอบอรัมภบท เราก็ได้พูดโต้ตอบกัน ผมเอง ผมพูดสิ่งที่ผมรู้สึก นอกจากนี้ มันอยู่ในช่องของการตอบของผมต่อประธาน ผมแค่ไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆเอง

พอดีที่เราพูดถึงสหภาพยุโรป คุณจะลงสมัครในประเทศฝรั่งเศสสำหรับการเลือกตั้งของยุโรปปีหน้า ?
ผมจะเป็นผู้สมัครในยุโรปสำหรับการเลือกตั้งปีหน้า

อืม ในยุโรป ใช่ แต่ฝรั่งเศสอยู่ในยุโรป งั้น คุณจะเป็นผู้สมัครในฝรั่งเศส ?
ผมจะเป็นผู้สมัครในฝรั่งเศสหรือในเยอรมัน

คุณยังไม่ต้องการบอก ตอนนี้ ?
ผมยังไม่ทราบ

คุณลังเล ?
มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ผมจะไปงานสัมมนาของพรรคเขียวฝรั่งเศส ผมมีรายละอียดข้อเสนอสำหรับพรรคเขียวฝรั่งเศสเพื่อรวมกลุ่มพรรคเขียว (ในยุโรป) ปัญหาอยู่ที่ว่าพวกเขาพร้อมจะทำมันหรือเปล่า

อย่างนั้น คำตอบคือเมื่อไหร่ คุณแดเนียล คอห์น เบนดิท ?
คำตอบ เดือนกันยายน อย่างช้าปลายกันยายน ต้นตุลาคม



ที่มาของบทสัมภาษณ์ http://www.rtl.fr/fiche/685194/daniel-cohn-bendit-sarkozy-renoue-avec-les-soixante-huitards.html


---------------------------

*แดเนียล คอห์น เบนดิท เกิดในประเทศฝรั่งเศส (ในช่วงที่พ่อแม่ซึ่งเป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิวต้องหนีระบอบนาซีมาลี้ภัย) ก่อนจะกลับไปเติบโตในเยอรมัน และกลับเข้ามาศึกษาในฝรั่งเศส ที่คณะสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยนองแตร์ (Nanterre) เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากเหตุการณ์การเมืองช่วงปี 1968 ของฝรั่งเศส ในฐานะหนึ่งในผู้นำขบวนการนักศึกษาที่เน้นการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกทางเพศ และมีบทบาทในทางการเมืองในฝรั่งเศสและเยอรมันมาตลอด ปัจจุบันเขาเป็นสมาชิกของรัฐสภายุโรปสังกัดพรรคเขียวหรือพรรคสิ่งแวดล้อมจากฟากเยอรมัน และเป็นที่ยอมรับในจุดยืนที่เป็นอิสระ

[1] สนใจดูคลิปบันทึกภาพได้ที่ http://www.lemonde.fr/web/video/0,47-0,54-1068527,0.html(เป็นภาษาฝรั่งเศส)
[2] http://cohn-bendit.de/dcb2006/fe/pub/en มีเนื้อหาสามภาษา คืออังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน
[3] Realpolitik หมายถึงการเมืองหรือการทูตที่อยู่บนหลักการแบบ “แพรคติคอล” หรือเน้นผลที่ได้รับเป็นสำคัญ โดยละเลยต่อแนวความคิด ทฤษฎีหรืออุดมการณ์ มักใช้ในทางลบกับการเมืองที่ไร้ศีลธรรมหรือกดขี่
[4] โรซา ลักเซมเบิร์ก (1987-1919) นักคิดแนวมาร์กซิสม์หญิง ชาวยิวโปแลนด์ จบการศึกษาปริญญาเอกด้านกฏหมายและด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยซูริค หลังจบการศึกษาอาศัยในเยอรมัน มีบทบาทสำคัญในพรรคสังคมนิยมเยอรมัน ได้เขียนบทความและหนังสือหลายชิ้น ทั้งที่วิพากษ์แนวคิดของเลนินและเอ็ดเวิร์ด เบิร์นสไตน์ เธอถูกจับและสังหารเมื่อการปฏิวัติในเบอร์ลินปี 1919 ล้มเหลว ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “มาร์กซิสม์ประชาธิปไตย” ที่สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยร่วมไปกับแนวคิดในเรื่องการต่อสู้ของชนชั้น