Friday, July 25, 2008

ว่าด้วยดีเบตเรื่องชนชั้นกรรมาชีพฝรั่งเศสและอนาธิปัตย์นิยม

กระแสความคิดอันหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากขึ้นโดยนักวิชาการในฝรั่งเศส คือ ชนชั้นกรรมาชีพกำลังประสบกับวิกฤติอัตลักษณ์ของ “ชนชั้น” เมื่อการขยายตัวของชนชั้นกลางซึ่งถือเป็นผลผลิตของระเบียบสังคมแบบทุนนิยมทำให้แรงงานกลายเป็นมนุษย์กินเงินเดือน

กีโยม ดูวัล (Guillaume Duval) บรรณาธิการของวารสาร Alternative économique ได้กล่าวไว้ในบทความของเขาว่าความพ่ายแพ้ของผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากพรรคสังคมนิยมในปี 2007 แสดงให้เห็นถึงการจบลงของระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยและการเกิดขึ้นของวิกฤตของอัตลักษณ์ของชนชั้นแรงงานในฝรั่งเศส [1]

กล่าวคือ ปัจจุบันในฝรั่งเศสเช่นเดียวกับในประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ แรงงานกว่า 90% ของประเทศอยู่ในสถานะของผู้กินเงินเดือนทั้งสิ้น ขณะที่แรงงานที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนกำลังหายไปและมนุษย์เงินเดือนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ก็มีรายได้และมาตรฐานความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก ความขัดแย้งจึงเปลี่ยนจากลักษณะการต่อสู้ทางชนชั้นไปเป็น “ความขัดแย้งภายในชนชั้น”แทน ดังนั้น ถ้อยคำเก่าๆ เกี่ยวกับชนชั้นและการต่อสู้ของชนชั้นที่พรรคสังคมนิยมเคยใช้จึงไม่ได้ผลในการขอคะแนนเสียงจากชนชั้นแรงงานอีกต่อไป

ความขัดแย้งภายในนี้เกิดขึ้นในลักษณะที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเช่นผู้บริหารหรือข้าราชการต้องการรักษาความแตกต่างหรือระยะห่างของรายได้ตนกับของพนักงานหรือแรงงานในระดับต่ำลงไป เพื่อประคองระดับค่าครองชีพและราคาสินค้าบริการไม่ให้สูงเกินไปนัก ในประเทศที่สหภาพแรงงานเข้มแข็งอย่างเช่นฝรั่งเศส การณ์กลับกลายเป็นว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานซึ่งมีซินดิกัลเป็นแกนนำนั้นถูกครอบงำโดยแรงงานค่าแรงสูงและทอดทิ้งให้แรงงานที่ยากจน หรือชนชั้นกรรมาชีพซึ่งมีแนวโน้มที่จะจนลงต้องถูกกันออกไปอยู่นอกขบวนการ

ความคิดนี้สอดคล้องกับความคิดของนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงอย่างอลัง บาดิอู (Alain Badiou) ที่กล่าวว่าลักษณะการแบ่งแยกขั้วความคิดทางการเมืองเป็น “ซ้าย” และ “ขวา” ที่เป็นมรดกของสังคมการเมืองฝรั่งเศสช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้พังทลายลงแล้ว สำหรับบาดิอู ชัยชนะของนิโกลาส์ ซาร์โกซีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2007 เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการยอมรับระเบียบของทุนนิยมและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดในฝรั่งเศส [2]

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในบทความของเขา บาดิอูไม่ได้กล่าวถึงเสรีนิยมใหม่แต่อย่างใด แต่เขากลับพูดถึงนีโอเปแตงนิสม์ (neo-Pétainisme) หรือระบอบเปแตงนิสม์ใหม่ โดยเปแตงนิสม์นั้นหมายถึงระบอบการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมของจอมพลเปแตง ที่มีอิทธิพลอย่างมากระหว่างปี 1940-1944 ระบอบนี้อ้างอิงกับสงครามและความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยประชาชนจำเป็นต้องอยู่ในระเบียบและเชื่อฟังผู้ปกครองอย่างว่าง่าย เพื่อแลกมาซึ่งความสงบเรียบร้อย ระบอบนี้ยังอ้างอิงกับคุณค่าเชิงศีลธรรมเรื่อง “การทำงานหนัก ระเบียบวินัยและครอบครัว”





ทั้งนี้ บาดิอูไม่ได้เปรียบเทียบซาร์โกซีกับจอมพลเปแตง แต่เขากล่าวว่าชัยชนะของซาร์โกซี เกิดขึ้นจากปัจจัยหรือองค์ประกอบแบบเดียวกับที่เอื้อให้เปแตงสามารถสถาปนาระบอบของความกลัวขึ้นมาในอดีต ต่างกันตรงที่ว่าระบอบของซาร์โกซีนั้นเกิดขึ้นจากทั้งความกลัวของประชาชน (เช่นกลัวชาวต่างชาติ กลัวผู้อพยพ กลัววัยรุ่นจากชานเมือง ฯลฯ ) และความกลัวของความกลัว” (fear of the fear) อีกทอดหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกตั้งก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงการเมืองอย่างที่เข้าใจกัน แต่การเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ของรัฐ (ideological state apparatus) ตามความหมายของอัลธุซแซร์ (Louis Althusser) [3] ซึ่งซาร์โกซีประสบความสำเร็จในการใช้เป็นเครื่องมือดึงความกลัวและความกลัวของความกลัวเข้ามาอยู่ภายในรัฐและเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ [4] สุดท้าย บาดิอูเสนอให้เราทบทวน “พฤษภา 68” อย่างพินิจพิเคราะห์ เนื่องจากซาร์โกซีได้เคยกล่าวว่าสังคมฝรั่งเศสจะสามารถแก้ปัญหาวิกฤติเชิงคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถละทิ้งอดีตอย่าง “พฤษภา 68” หรือพูดให้ง่าย สำหรับซาร์โกซี วิกฤติเชิงคุณค่าในวันนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากไม่มี “พฤษภา 68” [5] บาดิอูจึงเชื่อว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจซาร์โกซีนั้นคือ “ ผีคอมมิวนิสต์” หรืออุดมการณ์ของการต่อสู้ทางชนชั้นตามแบบมาร์กซิสม์ที่ซาร์โกซีอยากจะให้สังคมฝรั่งเศสกำจัดออกไปจากสังคม [6]


พินิจพิเคราะห์ “พฤษภา 68” และการปะทะกันของอุดมการณ์เก่า-ใหม่

ครบรอบ 40 ปีของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 1968 ในปีนี้เป็นโอกาสดีที่จะมองกลับหลังไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะมนุษย์เรามักจะมองเห็นและอธิบายสิ่งต่างๆ ได้แจ่มชัดขึ้นเมื่อผ่านพ้นจากเงื่อนไขและข้อจำกัดของเหตุการณ์นั้นมา นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่า “พฤษภา 68” คือเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดแต่สังคมฝรั่งเศสเข้าใจน้อยที่สุดก็ว่าได้ เพราะความพยายามอธิบายเหตุการณ์นี้มักถูกทำให้พร่ามัวด้วยคำสรรเสริญเยินยอและคำขวัญเชิงอุดมการณ์ของฝ่ายซ้ายที่ได้รับชัยชนะ



อลัง ตูเรน (Alain Touraine) นักสังคมวิทยา ซึ่งสอนที่มหาวิทยาลัยนองแตร์ในช่วงปี 68 ได้กล่าวเมื่อครบรอบ 40 ปีของ“พฤษภา 68”ว่า หากมองย้อนกลับไปแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับปี 68 คือการเข้ามาในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการของประเด็นทางวัฒนธรรม ในฐานะประเด็นหลักของการต่อสู้เรียกร้อง นอกจากนี้ “พฤษภา 68” ยังเป็นการเผชิญหน้ากันทั้งในลักษณะขัดแย้งและผสมกลมกลืนระหว่างวาทกรรมการต่อสู้ทางชนชั้นตามแบบมาร์กซิสม์ที่มีหัวใจอยู่ที่ชนชั้นแรงงานกับวาทกรรมเสรีนิยมตามแบบพวกอนาธิปัตย์นิยม (anarchism) ที่ปฏิเสธอำนาจรัฐและเน้นความเท่าเทียมกันทางสังคมของทุกชนชั้น การต่อสู้เรียกร้องในพฤษภาคมปี 1968 จึงไม่ได้มีเอกภาพอย่างที่เข้าใจกัน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มที่เข้ายึดมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์นั้นส่วนใหญ่มีแนวคิดการเมืองแบบซ้ายจัด (เช่น กลุ่มนิยมทรอตสกีและนิยมเหมา) ขณะที่ที่มหาวิทยาลัยนองแตร์นั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกฝักใฝ่แนวคิดอนาธิปัตย์นิยมและต่อต้านคอมมิวนิสต์ หากพิจารณาจริงๆ แล้วคำแถลงการณ์ของเหล่าแกนนำนักศึกษาอาจดูลักลั่นเพราะใช้ภาษาแบบมาร์กซิสม์แต่มีเนื้อหาแบบเสรีนิยม [7]

อิทธิพลของกลุ่มอนาธิปัตย์นิยมที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้เอง ที่ทำให้ปี 68 มีความสำคัญในฐานะประตู ที่เปิด ไปสู่ยุคของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เช่น การเรียกร้องของกลุ่มสิทธิสตรี กลุ่มรักเพศเดียวกัน ฯลฯ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้ ในทศวรรษต่อมาก็นิยมแสดงออกในรูปแบบของการต่อต้านและในลักษณะปฏิกิริยากับอำนาจในสังคม เพื่อแสดงให้เห็นว่าระเบียบของสังคมที่กำลังใช้อยู่เริ่มมีปัญหา รวมทั้งพื่อชักชวนโน้มน้าวบรรดาคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับระเบียบที่แช่แข็งและคร่ำครึเหล่านั้นให้เข้าร่วมขบวนการ ลักษณะของขบวนการเหล่านี้ได้รับการขนานนามว่าวัฒนธรรมกบฏหรือ “วัฒนธรรมต้าน” (counter culture) [8] ทั้งนี้ การ เคลื่อนไหวภายใต้ วัฒนธรรมกบฏหรือวัฒนธรรมต้าน (counter culture) ที่รู้จักกันดีคือ กลุ่มฮิปปีในสหรัฐอเมริกาในยุคเซเวนตี้ (seventies) ส่วนในยุโรป กลุ่มวัฒนธรรมต้านกลุ่มแรกๆ ซึ่งไม่ค่อยได้รับการพูดถึงนัก คือ กลุ่ม provo ในเมืองอัมสเตอดัม ที่มีบทบาทระหว่างปี 1965-1967 [9]


โปสเตอร์ของกลุ่ม provo (ปกหนังสือ ปี 2007)

ท่ามกลางแนวคิดต่างๆ ของกลุ่มวัฒนธรรมต้านของทศวรรษ 70 เราพบว่ามีแนวคิดพื้นฐานซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนอันหนึ่งคือ แนวคิดเรื่อง “การบริหารจัดการด้วยตนเอง” (autogestion:fr, self-management:eng) แนวคิดนี้ ในอดีตถูกนำไปใช้กับประเด็นของการทำงานและการศึกษา ซึ่งมักจะตั้งคำถามในลักษณะสุดโต่งกับสถาบันเช่น ครอบครัวหรือโรงเรียน อย่างเช่นใน งานเขียนของอิวาน อิลลิช (Ivan Illich) ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ในด้านการศึกษา ที่เคยกล่าวในทำนองว่าระบบการศึกษามีแต่ทำลายศักยภาพส่วนบุคคลและทำได้แค่สร้างความหงุดหงิดเสียใจ [10]

ในฝรั่งเศส แนวคิดเรื่องการบริหารด้วยตนเองของแรงงานปรากฏขึ้นและถูกเผยแพร่ตลอดทศวรรษ 1950 จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคมปี 1968 ที่วาทกรรม “การต่อสู้ทางชนชั้น” พุ่งถึงขีดสุด แนวคิดนี้ จึงถูกขบวนการแรงงานนำมาทดลองใช้ในโรงงานที่กำลังประสบปัญหาหลายแห่ง โดยต้นแบบของแนวคิดนี้ คือระบบ “เศรษฐกิจบริหารด้วยแรงงาน” (Labour-managed economy) ของประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อเสนอของกลุ่มมาร์กซิสม์รุ่นหลัง ที่ปฏิเสธรูปแบบการวางแผนจากส่วนกลางอย่างเข้มงวดและการผูกขาดโดยพรรคคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของเลนินและสตาลิน [11]

ตามคำอธิบายของมิเชล ลัลมอง (Michel Lallement) นักสังคมวิทยา แนวคิดเรื่องการบริหารด้วยตนเองมีอิทธิพลสูงในขบวนการแรงงานของอิตาลีและของเยอรมัน โดยเฉพาะที่เยอรมันแนวคิดนี้ยังถูกนำไปใช้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเช่น กลุ่มสิทธิสตรีโดยพวกอนาธิปัตย์นิยม [12]

มิเชล ลัลมองกล่าวว่าแนวคิดนี้เป็นรูปร่างขึ้นมาจากสาเหตุ 3 ประการ กล่าวคือ ประการแรก ความคิดนี้เกิดจากข้อเสนอของกลุ่มมาร์กซิสต์แนววิพากษ์ในช่วงทศวรรษ 1960-70 ที่ต้องการปลีกตัวออกจากแบบจำลองสังคมนิยมโดยรัฐ ที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง นักคิดกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นนักปรัชญาและนักสังคมวิทยาที่เห็นว่าควรเน้นประเด็นของ “การลดค่าความเป็นมนุษย์” (alienation) เป็นประเด็นหลักประเด็นเดียวแทนเรื่องการขูดรีด (exploitation) ตามอย่างพวกมาร์กซิสม์รุ่นเก่า กลุ่มนี้เห็นว่าการตัดสินใจด้านการผลิตด้วยแรงงานเอง ทำให้แรงงานเป็นอิสระจากการถูกลดค่าเป็นแค่ผู้รับจ้างขายแรงงาน เพราะแรงงานสามารถมีส่วนในการกำหนดชะตาชีวิตของตน แนวความคิดนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่นิยมทรอตสกีในฝรั่งเศสเช่นกัน

ประการต่อมา แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากพวกซ้ายใหม่ (New Left) ที่ได้รับอิทธิพลจากสำนักคิดสังคมนิยมยูโธเปียและอนาธิปัตย์นิยม กลุ่มซ้ายใหม่ต่างจากพวกมาร์กซิสม์ตรงที่ไม่ต้องการยึดอำนาจรัฐมาใช้เอง แต่สนับสนุนการจัดระบบสังคมนิยมขนาดเล็กแบบกระจัดกระจายควบคู่ไปกับระบบที่เป็นทางการ จึงมองเห็นความเป็นไปได้ของการใช้วิธีการบริหารจัดการโดยแรงงานเป็นแนวทางไปสู่ “การปฏิวัติเงียบและสันติ” เพื่อนำสังคมออกจากระบบทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดนี้ถูกนำเสนอภายใต้ธงของ “ทางเลือกที่สาม” เมื่อพิจารณาประกอบกับสังคมนิยมและทุนนิยม

ประการสุดท้าย แนวคิดนี้ไปได้อย่างดีกับความเชื่อของกลุ่มการเมือง “คริสเตียนซ้าย” ซึ่งสนับสนุนคุณค่า 2 ข้อคือ หนึ่ง คุณค่าขององค์กรธุรกิจหรือสถานประกอบการในฐานะของชุมชนพื้นฐานและสอง คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการส่งเสริมผ่านการเพิ่ม “มูลค่าของทุน” ส่วนในทางการเมือง แนวคิดเรื่องการบริหารด้วยตนเองของแรงงานได้รับการสนับสนุนให้นำไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยพรรคสังคมนิยม Parti Socialiste Unifié (Unified Socialist Party: eng) [13], ซินดิกัล CFDT [14] ซึ่งกำหนดให้การบริหารด้วยตนเองเป็นแนวทางหลักในแผนปฏิบัติการ รวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์ของฝรั่งเศส ที่รื้อฟื้นแนวคิดขึ้นมาในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์


Lip ตำนานของแรงงานผู้ผลิต ขายและจ่ายเงินเดือนตัวเอง [15]

เหตุการณ์ยึดโรงงานผลิตนาฬิกาลิป (Lip) ในปี 1973 กลายเป็นจุดอ้างอิงในประวัติศาสตร์ถึงชัยชนะของชนชั้นกรรมาชีพและความสำเร็จในการบริหารจัดการโดยแรงงานในฝรั่งเศส

เนื่องจากแผนธุรกิจที่ทะเยอทะยานของผู้บริหารที่หวังจะชิงส่วนแบ่งตลาดจากบริษัทสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในยุโรป (ลิปลงทุนผลิตนาฬิกาแบบควอร์ตซ์เป็นรายแรกของฝรั่งเศส) ทำให้โรงงานประสบปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงเมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามแผน การชุมนุมนัดหยุดงานเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนแรงงานสืบรู้ข่าวว่าโรงงานมีแผนจะปลดคนงานและเลิกจ้าง ถึงแม้ศาลล้มละลายได้แต่งตั้งผู้บริหารชั่วคราวแล้วก็ตาม ในวันที่ 15 มิถุนายน ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดการชุมนุมบนถนนในเมืองเบอซองซงที่ตั้งของโรงงานโดยมีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 5 หมื่นคน

ขณะนั้น พนักงานจำนวนกว่า 300 จาก 1000 คนเป็นสมาชิกของซินดิกัลอยู่แล้ว แม้จะมีความแตกต่างของข้อเสนอระหว่างกลุ่มผู้ที่สังกัดซินดิกัล 2 กลุ่มใหญ่ (CGDT และ CGT) แต่ก็มีมติร่วมกันให้คนงานเข้าควบคุมและบริหารโรงงานภายใต้การสนับสนุนของซินดิกัล โดยเริ่มจากการนำสินค้าในสต็อกออกจำหน่ายในราคาต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง จนกระทั่งตัดสินใจเดินเครื่องจักรเพื่อดำเนินการผลิตอีกครั้ง อันนำมาซึ่งคำขวัญที่โด่งดังว่า “เป็นไปได้ เราผลิต เราขาย เราจ่าย (เงินเดือน) พวกเราเอง”

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการโดยคนงานครั้งนี้ ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค แรงงานต้องเผชิญกับการสกัดกั้นและควบคุมโรงงานโดยเจ้าหน้าที่ ข่าวการสกัดกั้นพนักงานไม่ให้เข้าในโรงงานทำให้แรงงานในโรงงานอื่นภายในเมืองเดียวกันและภายในภูมิภาคพากันนัดหยุดงานเพื่อประท้วง การเดินขบวนครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “การเดินขบวนของคนเรือนแสน” จึงเกิดขึ้นในวันที่ 29 กันยายนปีนั้น





ใบปิดประกาศเชิญชวนให้ร่วมเดินขบวนต่อต้านการปิดโรงงานและโปสเตอร์ของภาพยนตร์เกี่ยวกับการต่อสู้ของลิปในปี 2007

ในเดือนมกราคม ปี 1974 การลงนามร่วมกันระหว่างกลุ่มตัวแทนแรงงานและเจ้าของใหม่ก็เกิดขึ้น ในสัญญาระบุให้โรงงานต้องรับคนงานจำนวน 850 คนกลับเข้าทำงาน การนัดหยุดงานเป็นอันสิ้นสุด โรงงานดำเนินการผลิตไปจนกระทั่งต้นปี 1976 ผู้บริหารรายใหม่ประสบกับปัญหาหลายประการ รวมทั้งการที่ศาลล้มละลายกลับคำตัดสินให้ผู้บริหารชุดใหม่ต้องใช้หนี้ส่วนของผู้บริหารเดิมต่อผู้จัดจำหน่ายสินค้า การณ์ปรากฏว่าผู้บริหารลาออกในเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม คนงานของลิปจึงเข้ายึดโรงงานและทำการผลิตเองอีกครั้ง จนกระทั่งบริษัทล้มละลายในเดือนกันยายนปีถัดมาในที่สุด เมื่อไม่มีนายทุนเข้ารับช่วงการบริหารต่อ

กรณียึดโรงงานและบริหารจัดการโดยแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่เพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม แทบไม่มีกรณีใดที่แรงงานสามารถบริหารกิจการได้ยาวนานเช่นที่ลิป การเข้ายึดโรงงานแต่ละแห่งแต่ละครั้งล้วนต้องประสบกับบททดสอบที่หนักหน่วง เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การนัดหยุดงาน-ประท้วงที่ต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่และเกิดความรุนแรง จนอาจกล่าวได้ว่าแนวคิดเรื่องการจัดการด้วยตนเองที่พูดถึงในเชิงอุดมการณ์หรือที่ถูกกล่าวถึงเมื่อมองย้อนหลังกลับไปในอดีตนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอย่างมาก แต่ละกรณีคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดหรือเพื่อปากท้องของคนงานโดยแท้จริง ความสำเร็จในกรณีของลิปนั้นคือข้อยกเว้นท่ามกลางกรณีที่ล้มเหลวซึ่งกลายเป็นเสมือนกฏเกณฑ์ของการต่อสู้ระหว่างแรงงานกับทุนภายในกระแสธารของทุนนิยมที่เชี่ยวกราด

ในประเทศฝรั่งเศส มรดกของการบริหารจัดการโดยแรงงานที่เหลืออยู่ในปัจจุบันคือ รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่มีลักษณะสหกรณ์ หรือสคอป (Scop) [16] ซึ่งเป็นผลของการเคลื่อนไหวหลังปี 68 รวมทั้งของประสบการณ์ช่นในกรณีของลิป อาจกล่าวได้ว่าลักษณะการทำงานของสคอป (scop)ในปัจจุบันสะท้อนตรรกะของการประนีประนอมระหว่างแรงงานและทุนในลักษณะที่แรงงานเป็นเสมือน “หุ้นส่วน” ในกิจการ เราอาจจะเรียกโครงสร้างการจัดองค์กรภายในธุรกิจแบบนี้ว่า “ทุนนิยมแบบมีส่วนร่วมของแรงงาน” ที่นำหลักการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมาใช้และเปลี่ยนมุมมองจากแรงงานในฐานะผู้ถูกจ้างเป็น “พลเมือง” ขององค์กรแทน ที่ยังคงเป็นทุนนิยม เพราะข้ามไม่พ้นจากตรรกะของการสร้างกำไรไม่สิ้นสุดโดยการนำกำไรที่ได้มาลงทุนเพิ่ม หากแต่การจัดโครงสร้างและกลไกการตัดสินใจภายในองค์กรนั้นไม่ได้อยู่ในกำมือของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียวหรือนายทุนอีกต่อไป แต่กระจายไปยังพนักงานและลูกจ้างทั้งหมด


สรุป

จากตัวอย่างของลิปในข้างต้น เราอาจพูดได้ว่าประสบการณ์ของขบวนการแรงงานในฝรั่งเศสเต็มไปด้วยพัฒนาการทั้งในลักษณะต่อเนื่องและขาดตอน รวมทั้งความขัดแย้งภายในและภายนอก นอกจากนี้ รูปแบบและเนื้อหาของการเคลื่อนไหวนั้นก็ไม่ได้มีเอกภาพอย่างที่เข้าใจกัน ในกรณีของการเข้ายึดโรงงานและบริหารด้วยตนเองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยทางชนชั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนผสมของแนวคิดของมาร์กซ์และการบริหารจัดการตัวเองของ อนาธิปัตย์นิยม ลักษณะการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานในฝรั่งเศสจึงเป็นผลจากลักษณะเฉพาะเชิงสังคม วัฒนธรรมและสถาบันที่เข้ามาสนับสนุนและสร้างข้อจำกัด เช่น กฏหมายและองค์กรตัวแทนแรงงานคือซินดิกัล ฯลฯ ในระดับพื้นฐานที่สุด สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การต่อสู้ดิ้นรนของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายพึ่งพาขอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว

ถึงแม้ความหมายของ “ชนชั้นกรรมาชีพ” จะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดในวันนี้ แต่ภายในโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบทุนนิยมของฝรั่งเศส แรงงานที่ยากจนและมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากยังคงปรากฏอยู่และมีแนวโน้มจะจนมากขึ้น ปัญหาอยู่ตรงที่อุดมการณ์ปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพนั้นได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ไหนสักแห่งในหน้าประวัติศาสตร์ และพรรคการเมืองที่เคยเป็นกระบอกเสียงของพวกเขากลับพึงพอใจในการทำหน้าที่สะท้อนผลประโยชน์ให้กับพวกสังคมนิยมที่ขยับฐานะมาเป็นนายทุนขนาดเล็กแทน (socialist petty bourgeois) ในที่สุดแล้ว ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป เราอาจต้องทบทวนวิธีคิด-วิธีเข้าใจโลก-และลักษณะการต่อสู้กันใหม่ ไม่ช้าก็เร็ว

อ้างอิง

[1] ชื่อบทความ “La social-démocratie, c’est fini”, Libération, 19 Décembre 2007
[2] Alain Badiou, “Spectres of 68”, New Left Review, NLR 49, Jan-Feb 2008
[3] อ่านประกอบ http://www.marxists.org/reference/archive/althusser/1970/ideology.htm
[4] Alain Badiou, “Spectres of 68”, p.31
[5] 29 เมษายน 2007 ในระหว่างการหาเสียง ซาร์โกซีกล่าวว่า “หลังจากพฤษภา 68 เราไม่สามารถพูดถึงศีลธรรมได้ ศัพท์คำนี้หายไปจากศัพท์การเมือง...พฤษภา 68 ได้ทำให้เกิดลักษณะสัมพัทธ์นิยม (relativism) ในเชิงศีลธรรมและปัญญา ทายาทของพฤษภา 68 ได้ครอบงำความคิดว่าทุกอย่างมีคุณค่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างดีและเลว ระหว่างถูกและผิด ระหว่างสวยงามและน่าเกลียด...” ทั้งที่เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานแล้วและนักวิชาการรวมทั้งนักเคลื่อนไหวในอดีตหลายคนก็เห็นว่าสังคมฝรั่งเศสเปลี่ยนไปมาก อำนาจที่เป็นปรปักษ์กับประชาชนได้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปด้วย ดังตัวอย่างของ Forget 68 หนังสือที่ออกในปีนี้ของ แดลเนียล คอห์น เบนดิทที่เสนอว่าการเคลื่อนไหวต้องละทิ้งรูปแบบและเนื้อหาเก่าๆ
[6] Alain Badiou, “Spectres of 68”, p.34
[7] Alain Touraine, “Qui somme nous? Les âges de la vie bouleversés”, Sciences Humaines, no 193, mai 2008
[8] Martine Fournier, “La contre-culture. La révolte des seventies”, Sciences Humaines, Hors-série no 30, Décembre 2000/Janvier-Février 2001
[9] Marcel H. Van Herpen, “Paris May’68 and Provo Amsterdam’65: Trying to understand two postmodern youth revolts”, บทความออนไลน์ www.cicerofoundation.org
[10] อ่านประกอบ Deschooling Society ที่ http://reactor-core.org/deschooling.html
[11] อ่านระบบเศรษฐกิจยูโกสลาเวียเพิ่มเติมจากบทที่ 8 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7
[12] Michel Lallement, “L’autogestion, une histoire contrariée”, Sciences Humaines, no 187, novembre 2007
[13] ดำเนินงานระหว่างปี 1960-1989
[14] Confédération Française Démocratique du Travail องค์กรซินดิกัลที่มีสมาชิกมากที่สุด
[15] ข้อมูลจาก Nicholas Bauche, “L’utopie autogérée des LIP”, Sciences Humaines, no 187, novembre 2007 และ http://fr.wikipedia.org/wiki/Lip
[16] Société Coopérative de Production หรือ Cooperative entreprise of production ต้นกำเนิดของรูปแบบการจัดการของสหกรณ์นี้คือแนวความคิดของนักสังคมนิยมชาร์ลส์ ฟูริเย่ (Charles Fourier) ในต้นศตวรรษที่ 19 ที่เสนอแนวคิดของการปกครองและจัดการตนเองในลักษณะสังคมย่อยแทนที่รัฐ ดูรายละเอียดการดำเนินงานในปัจจุบันที่ http://www.scop.coop/p481_EN.htm#481_2006__1

Thursday, July 17, 2008

โอลิมปิค, ซาร์โกซี, คอห์น เบนดิทกับผีปี 68

แดเนียล คอห์น เบนดิท ลุกขึ้นประณามการตัดสินใจของซาร์โกซี ประธานสหภาพยุโรปร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคที่จีน

เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคมที่ผ่านมา แดเนียล คอห์น เบนดิท (Daniel Cohn-Bendit)* สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรคสิ่งแวดล้อมของเยอรมัน ในฐานะประธานร่วมของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในยุโรป ได้ลุกขึ้นประณามการตัดสินใจเข้าร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคที่ปักกิ่งของประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโกลาส์ ซาร์โกซี ในฐานะประธานสหภาพยุโรป [1]

เขาได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่นิโกลาส์ ซาร์โกซีจะเข้าร่วมพิธีเปิดที่ปักกิ่ง ทั้งที่ทางการจีนยังไม่สามารถจัดการกับประเด็นสิทธิมนุษยชน ทั้งภายในประเทศและในกรณีธิเบต รวมทั้งการควบคุมสื่อต่างๆอย่างเข้มงวดของจีนในช่วงการจัดงาน

ก่อนจะจบท้ายด้วยคำถามถึงผลประโยชน์ทางการค้าของฝรั่งเศสที่จะได้รับจากการขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และรถไฟทีจีวีให้กับจีน ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ของเขา ยังได้โพสต์แถลงการณ์สำหรับสื่อ ในเรื่อง Olympic games-Human rights [2] ดังนี้

การเข้าร่วมพิธีเปิดของซาร์โกซีเป็นเรื่องอื้อฉาว
“เป็นเรื่องฉาวที่นิโกลาส์ ซาร์โกซีไม่คว่ำบาตรพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค เขาเคยพูดว่าการเข้าร่วมของเขาอยู่บนเงื่อนไขของการปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและความคืบหน้าในการเจรจจาระหว่างตัวแทนของจีนและธิเบต ปรากฏว่าไม่มีความคืบหน้าใดเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ชาวจีนได้ทำการคุกคามอย่างไม่เปิดเผยต่อชาวธิเบตเพื่อไม่ให้ก่อเหตุในระหว่างการแข่งขันและนักโทษการเมืองถูกคุมขังต่อไป แม้แต่ภรรยาและลูกของนักโทษการเมืองฮูเจียก็ยังถูกกักบริเวณ
พิธีเปิดคือมหรสพการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การแข่งขันกีฬา โดยการเข้าร่วมนี้ นิโกลาส์ ซาร์โกซีเท่ากับให้ความเห็นชอบและลงนามยอมรับต่อการฉีกคำสัญญาในเรื่องสิทธิมนุษยชนของจีน ซาร์โกซียังได้แสดงให้เห็นว่าความสำคัญอันดับแรกสำหรับเขาคือการขายโรงงานไฟฟ้านิวเคลีย์และเครื่องบินแอร์บัส ไม่ใช่สิทธิและสวัสดิการของประชาชนเรือนล้าน”



ภายหลังจากเหตุการณ์ในสภาของสหภาพยุโรปเป็นข่าวใหญ่ในฝรั่งเศส วันรุ่งขึ้น สถานีวิทยุ RTL ของฝรั่งเศส ได้สัมภาษณ์แดเนียล คอห์น เบนดิท เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอแปลการสัมภาษณ์ครั้งนี้แบบคำต่อคำมาให้อ่านกัน ดังนี้


สวัสดีครับ คุณแดเนียล คอห์น เบนดิท
สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ ในโอกาสที่ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แถลงเป้าหมายการทำงานในฐานะประธาน คุณลุกขึ้นแสดงความเห็นต่อเขาอย่างเผ็ดร้อนในสภาที่สตราสบูร์ก เกี่ยวกับการตัดสินใจไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค คุณได้วิจารณ์การตัดสินใจที่จะไปปักกิ่งของเขาในวันที่ 8 สิงหาคม ในฐานะประธานสหภาพ คุณได้กล่าวว่า “นี่คือความอัปยศ” เราเห็นภาพว่าคุณมีอารมณ์ร่วมมากในขณะที่พูด ความรู้สึกนั้นมาจากไหน ?
เพราะว่าผมตระหนัก...ซึ่งไม่ใช่ผมคนเดียว ที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเกิดขึ้น เกี่ยวกับกรณีของจีน ถ้าคุณลองมองดู เราได้ปกป้องชาวจีนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย (กับทางการ) จำนวนมากและในขณะนี้ เราเห็นกลไกของพรรคคอมมิวนิสต์และทางการจีนที่กำลังทำงานอย่างหนัก ซึ่งทุกคน ทุกคนจริงๆ ลืมกลุ่มคนที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศจีนตอนนี้

คุณต้องการจะบอกว่านี่คือ Realpolitik [3] หรือ ?
ใช่ แต่มันแย่กว่า Realpolitik อีก ทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้คุมอำนาจทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับประเทศจีน ตาพวกเขาจะลุกเป็นประกายเลยทีเดียว ทุกคนปลาบปลื้มและความปลาบปลื้มนี้เองทำให้ลืมคุณค่าทั้งหลาย ที่เราต่อสู้เพื่อปกป้องหรือต้องการจะสร้างในสังคม

แต่เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสประเทศเดียวนี่ครับ ครั้งที่ผ่านมานี้ คุณต่อว่าประธานาธิบดีซาร์โกซีก็เพราะว่าเขาอยู่ต่อหน้าคุณ แล้วสำหรับพวกนักธุรกิจเยอรมัน นักการเมืองอังกฤษ... ?
ถูกต้องครับ

...คือทั้งยุโรป ลืมคุณค่านั้น... ?
ถูกต้อง ผมมีวิวาทะที่รุนแรงแบบเดียวกันกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมัน พรรคโซเชียลเดโมแครต (เยอรมัน) ประธานาธิบดี อืม ใช่คุณพูดถูก แต่นั่นแหละที่น่าวิตก ทุกคนแสดงออกในลักษณะเดียวกันหมด

คุณคิดว่าถ้าประธานาธิบดีซาร์โกซีตัดสินใจไม่ไปที่ปักกิ่งในวันที่ 8 สิงหาคม มันจะสามารถเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ?
อย่างนี้นะครับ มันเป็นคำถามที่อยู่ในทุกเวทีการถกเถียง เป็นคำถามที่เราเจอกรณีเยอรมันตะวันออก ทุกคนพูดแบบนี้กับเราเหมือนกัน แต่นั่น เป็นเรื่องดี พวกเขามีจิตใจดีแต่ไม่รู้ว่าการเมืองจริงๆ มันเป็นยังไง ! ผมไม่รู้ว่าผมจะเปลี่ยนอะไรได้ แต่อย่างน้อย นักการเมืองจีนน่าจะได้ข้าใจว่ามีนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในยุโรป ที่ไม่ยอมรับ (การเมืองแบบ) อะไรก็ได้
วันนี้ เราพูดว่า เราต้องการประเทศจีนสำหรับกรณีดาร์ฟูร์ จีนไม่ยอมทำอะไร แต่เราก็ยังต้องการประเทศจีน เราพูดว่าเราต้องการจีนในคณะมนตรีความมั่นคง (แห่งสหประชาชาติ) จีนที่ทำให้ทุกอย่างชะงักหมด...


สำหรับกรณีของอิหร่าน ?
สำหรับกรณีของอิหร่าน ไม่เป็นไร เราทำต่อไป
เราพูดว่าเราต้องการประเทศจีนเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีตลาดใหญ่ ดังนั้น เราขายโรงงานนิวเคลียร์ให้จีน เราขายรถไฟความเร็วสูง TGV เราขายสัปเพเหระ ขายรถยนต์ให้จีน แต่ในขณะเดียวกัน เราพูดว่า เราเจรจากับจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน ..
แต่...ในปี 2001 เราให้จีนเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิค จีนบอกว่า “คุณคอยดู เราจะเปิดตัวเอง สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนจะดีขึ้น” 7 ปีผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่นิโกลาส์ ซาร์โกซีได้ตอบคุณแล้วเมื่อวานนี้ เขาบอกว่า “ผมจะไปปักกิ่ง เพื่อพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและปกป้องมัน” บางทีนั่นอาจจะช่วยอะไรบ้างไม่ใช่หรอ ?

ใช่ แต่ไม่จริง คุณเชื่อจริงหรือว่า... ความจริง พิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคเป็นแค่โอกาสที่ผู้ปกครองจะมาโชว์ตัว ถ้านั่นเป็นประเทศประชาธิปไตย เขาจะแสดงออกแบบประชาธิปไตย แต่ที่นี่จะมีแต่ภาพของเหมาเจ๋อตุงทั่วไปหมด และพวกนิยมเหมา (ที่มีอิทธิพล) ในปี 68 พวกอดีตปี 68 จะมีความสุขมากที่มีโอกาสได้ระลึกถึงความหลังอันสวยงามในอดีต ฯลฯ และลองคิดดู ภาพซาร์โกซีร่วมวงไพบูลย์กับศิษย์เก่ารุ่นปี 68...



คอห์น เบนดิทในวัย 24 ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยปราบจลาจลของปารีส ภาพประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ 68


มันตลกที่คุณพูดอย่างนั้น ! แล้วมันก็ยิ่งตลกเมื่อเป็นคุณที่พูดประโยคนี้ !
ใช่ แต่อย่างนี้นะ ผมไม่เคยเป็นพวกนิยมสตาลินหรือนิยมเหมา แต่ยังไงก็ตาม มันจะไม่น่าเชื่อเลย คุณจะเห็นผู้บริหารและพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาเข้าฉากพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค งั้นคุณอาจบอกผม ใช่..ก็เมื่อชาวจีนเป็นชาตินิยมมาก... จริง
ตอนนี้ หลายคนภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค จริง..นั่น ผมไม่ปฏิเสธ แต่คนเยอรมันเหมือนกัน ที่เคยภาคภูมิใจที่ได้จัดโอลิมปิค (ฤดูร้อน) ในปี 1936 คนเยอรมันเหมือนกันที่เคยเป็นชาตินิยมมาก คนเยอรมันเหมือนกันที่เคยสนับสนุนฮิตเลอร์ การที่ประชาชนผิดพลาดไม่ควรจะเป็นข้ออ้างให้เราต้องผิดพลาดตามไปด้วย


คุณจะร่างรายชื่อนักโทษการเมืองร่วมกับแบร์นารด์ คูชแนร์ (รมว. ต่างประเทศของฝรั่งเศส) เพื่อให้ประธานาธิบดีนำไปเสนอต่อทางการจีน นั่นคือสิ่งที่ประธานาธิบดีเสนอให้คุณ ?
คือในการพูดคุยกันหลังจากนั้น ในการพูดคุยกับแบร์นารด์ คูชแนร์และนิโกลาส์ ซาร์โกซี เขาบอกกับผมว่าเขาต้องการให้ผมทำรายชื่อให้ เพราะเขาต้องการไปพูดเรื่องนักโทษการเมือง ชัดเจนอยู่แล้วว่าเรามีรายชื่อของผู้ต่อต้าน (ทางการจีน) ที่ถูกคุมขังพร้อมอยู่เสมอ ในนั้นมีชื่อนาย Hu Jia
คุณต้องทราบว่า จำนวนนักโทษเพิ่มขึ้น 10 เท่าในไม่กี่เดือนมานี้ที่ปักกิ่ง และยอดการจับกุมในที่พักอาศัยก็เพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่า ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา



ทางการปักกิ่งเข้มงวดขึ้น ?
แน่นอน
โรซา ลักเซมเบิร์ก [4] กล่าวไว้อย่างถูกต้อง ปักกิ่งใช้ระเบียบเป็นใหญ่ในการปกครอง เธอเคยพูดอย่างนั้นเกี่ยวกับเบอร์ลิน


แต่นั่นนานมาแล้ว !
ใช่ นานมาแล้ว แต่มันยังคงเป็นความจริงเดียวกัน


ประธานาธิบดีได้ต่อว่าคุณในภายหลังเรื่องน้ำเสียงและความรุนแรงของท่าทีในการแสดงความเห็นรึเปล่า?
ไม่ ไม่ ไม่

เขาเข้าใจดี?
ใช่ เขาเป็นอย่างนั้น และนั่นคือด้านที่แท้จริงของซาร์โกซี ผมเชื่ออย่างนั้น... นอกจากนี้ ในการตอบของเขา เขาก็แข็งกร้าวพอกับผม มันเป็นอย่างนั้น เขาเป็นทนาย เขาชอบอรัมภบท เราก็ได้พูดโต้ตอบกัน ผมเอง ผมพูดสิ่งที่ผมรู้สึก นอกจากนี้ มันอยู่ในช่องของการตอบของผมต่อประธาน ผมแค่ไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆเอง

พอดีที่เราพูดถึงสหภาพยุโรป คุณจะลงสมัครในประเทศฝรั่งเศสสำหรับการเลือกตั้งของยุโรปปีหน้า ?
ผมจะเป็นผู้สมัครในยุโรปสำหรับการเลือกตั้งปีหน้า

อืม ในยุโรป ใช่ แต่ฝรั่งเศสอยู่ในยุโรป งั้น คุณจะเป็นผู้สมัครในฝรั่งเศส ?
ผมจะเป็นผู้สมัครในฝรั่งเศสหรือในเยอรมัน

คุณยังไม่ต้องการบอก ตอนนี้ ?
ผมยังไม่ทราบ

คุณลังเล ?
มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ผมจะไปงานสัมมนาของพรรคเขียวฝรั่งเศส ผมมีรายละอียดข้อเสนอสำหรับพรรคเขียวฝรั่งเศสเพื่อรวมกลุ่มพรรคเขียว (ในยุโรป) ปัญหาอยู่ที่ว่าพวกเขาพร้อมจะทำมันหรือเปล่า

อย่างนั้น คำตอบคือเมื่อไหร่ คุณแดเนียล คอห์น เบนดิท ?
คำตอบ เดือนกันยายน อย่างช้าปลายกันยายน ต้นตุลาคม



ที่มาของบทสัมภาษณ์ http://www.rtl.fr/fiche/685194/daniel-cohn-bendit-sarkozy-renoue-avec-les-soixante-huitards.html


---------------------------

*แดเนียล คอห์น เบนดิท เกิดในประเทศฝรั่งเศส (ในช่วงที่พ่อแม่ซึ่งเป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิวต้องหนีระบอบนาซีมาลี้ภัย) ก่อนจะกลับไปเติบโตในเยอรมัน และกลับเข้ามาศึกษาในฝรั่งเศส ที่คณะสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยนองแตร์ (Nanterre) เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากเหตุการณ์การเมืองช่วงปี 1968 ของฝรั่งเศส ในฐานะหนึ่งในผู้นำขบวนการนักศึกษาที่เน้นการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกทางเพศ และมีบทบาทในทางการเมืองในฝรั่งเศสและเยอรมันมาตลอด ปัจจุบันเขาเป็นสมาชิกของรัฐสภายุโรปสังกัดพรรคเขียวหรือพรรคสิ่งแวดล้อมจากฟากเยอรมัน และเป็นที่ยอมรับในจุดยืนที่เป็นอิสระ

[1] สนใจดูคลิปบันทึกภาพได้ที่ http://www.lemonde.fr/web/video/0,47-0,54-1068527,0.html(เป็นภาษาฝรั่งเศส)
[2] http://cohn-bendit.de/dcb2006/fe/pub/en มีเนื้อหาสามภาษา คืออังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน
[3] Realpolitik หมายถึงการเมืองหรือการทูตที่อยู่บนหลักการแบบ “แพรคติคอล” หรือเน้นผลที่ได้รับเป็นสำคัญ โดยละเลยต่อแนวความคิด ทฤษฎีหรืออุดมการณ์ มักใช้ในทางลบกับการเมืองที่ไร้ศีลธรรมหรือกดขี่
[4] โรซา ลักเซมเบิร์ก (1987-1919) นักคิดแนวมาร์กซิสม์หญิง ชาวยิวโปแลนด์ จบการศึกษาปริญญาเอกด้านกฏหมายและด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยซูริค หลังจบการศึกษาอาศัยในเยอรมัน มีบทบาทสำคัญในพรรคสังคมนิยมเยอรมัน ได้เขียนบทความและหนังสือหลายชิ้น ทั้งที่วิพากษ์แนวคิดของเลนินและเอ็ดเวิร์ด เบิร์นสไตน์ เธอถูกจับและสังหารเมื่อการปฏิวัติในเบอร์ลินปี 1919 ล้มเหลว ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “มาร์กซิสม์ประชาธิปไตย” ที่สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยร่วมไปกับแนวคิดในเรื่องการต่อสู้ของชนชั้น



Saturday, July 12, 2008

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (จบ)

3. สำนักเสรีนิยมใหม่กับบริบทการเมืองช่วงปลายศตวรรษที่ 20

นักคิดที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญของสำนักเสรีนิยมใหม่ คือ นักปรัชญาสำนักออสเตรียอย่าง ฟริดริช ฟอน ฮาเย็ค (Friedrich von Hayek, 1899-1992), ลุดวิก ฟอน มิสเซส (Ludwig von Mises, 1881-1973), คาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper, 1902-1994) และนักเศรษฐศาสตร์ผู้ก่อตั้งสำนักการเงินนิยมของมหาวิทยาลัยชิคาโก มิลตัน ฟริดแมน (Milton Friedman, 1912-2006) ทั้งหมดเป็นสมาชิกของสมาคมที่เรียกตัวเองว่า Mont Pelerin Society ซึ่งตั้งชื่อตามสถานที่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่บุคคลเหล่านี้นัดพบกันและจัดตั้งสมาคมขึ้นอย่างเป็นทางการ



Hayek and Mises



Popper and Friedman

นักคิดเหล่านี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะนักวิชาการที่สนับสนุนคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดและความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮาเย็คและฟริดแมนนั้น นอกจากได้รับการยอมรับในฐานะนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่สนับสนุนคุณค่าของระบบทุนนิยมและเสรีภาพของการประกอบธุรกิจตามแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิคแล้ว ทั้งคู่ยังได้รับการยอมรับในฐานะนักปรัชญาการเมืองที่มีงานเขียนสำคัญมากมายเกี่ยวกับปัจเจกชนนิยม เสรีภาพและการต่อต้านระบอบเผด็จการ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมอเมริกาในวงกว้างอย่างมาก ในอีกมุมหนึ่ง ฮาเย็คและฟริดแมนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เสนอทฤษฎีที่ปฏิเสธแนวความคิดของมาร์กซ์และเคนส์ ซึ่งรายหลังมีอิทธิพลและบทบาทอย่างมากหลังเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 1930 กล่าวคือ เคนส์เป็นผู้เสนอให้รัฐเพิ่มบทบาทในด้านเศรษฐกิจ โดยเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐเพื่อกระตุ้นด้านอุปสงค์หรือความต้องการบริโภคสินค้าของครัวเรือนและสร้างงานให้กับแรงงานที่ประสบกับภาวะว่างงาน

ความสำเร็จส่วนหนึ่งของนักคิดเสรีนิยมใหม่กลุ่มนี้ มาจากการช่วยเหลือทางด้านการเงินและทางการเมืองจากกลุ่มทุนธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ไม่ต้องการการแทรกแซงและการเพิ่มกฎระเบียบในด้านเศรษฐกิจจากรัฐ ทั้งนี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่เริ่มปรากฏบทบาทในทางการเมืองชัดเจนในสหรัฐฯ และอังกฤษในทศวรรษ 1970 เมื่อชื่อเสียงและอิทธิพลของนักคิดกลุ่ม Mont Pelerin Society แพร่กระจายไปมากในวงวิชาการ โดยผ่านทางสถาบันวิจัยทางด้านเศรษฐกิจหรือสถาบันผลิตนักคิด อย่างเช่น Institute of Economic Affairs ในลอนดอน และ the Heritage Foundation ในวอชิงตันยิ่งเมื่อภายหลังฮาเย็คและฟริดแมนได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1974 และ 1976 ตามลำดับด้วยแล้ว (ถึงแม้จะเป็นที่วิจารณ์ว่ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์นั้น มีที่มาและระบบการคัดเลือกที่แยกออกเป็นเอกเทศและไม่เกี่ยวข้องกับโนเบลของสาขาอื่น รวมทั้งยังถูกครอบงำและกำหนดทิศทางจากกลุ่มชนชั้นนำนายธนาคารของสวีเดน) เป็นที่ยอมรับว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นสามารถยึดครองพื้นที่สำคัญในทางการเมืองได้อย่างเป็นทางการในช่วงปี 1979 [2]

ปัจจัยที่เอื้อให้อุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ได้รับการยอมรับในสังคมขณะนั้น คือ บรรยากาศทางการเมืองเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคมซึ่งกำลังเบ่งบานสุดขีดในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเรียกร้องเสรีภาพของปัจเจกชน ที่นำโดยนักศึกษา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในปี 1968 (3 ปีให้หลัง ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านเผด็จการทหารที่นำโดยของนิสิตนักศึกษา ในประเทศไทย ได้รับชัยชนะในการเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพทางการเมืองในเดือนตุลาคม ก่อนที่จะถูกปราบปรามและเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็นโดยเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายปฏิกิริยาฝั่งขวาในอีก 3 ปีต่อมา) อาจกล่าวได้ว่าในขณะนั้น ขบวนการเคลื่อนไหวใดก็ตามที่ชูธงเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคมสามารถผสมกลมกลืนและร่วมขบวนการปฏิวัติสังคมไปด้วยกันได้ทั้งสิ้นเนื่องจากมีศัตรูที่ชัดเจนเดียวกัน นั่นคือ รัฐอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเรียกร้องสิทธิพลเมือง สิทธิในการแสดงออกทางเพศ กลุ่มต่อต้านกระแสบริโภคนิยม ไปจนถึงกลุ่มต่อต้านสงครามเวียตนาม

ความต้องการและถวิลหาเสรีภาพของปัจเจกชนนี้เอง ที่ช่วยให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้เต็มใจอ้าแขนรับแนวคิดเพื่อเรียกร้องเสรีภาพของนักคิดกลุ่มเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปแล้ว ก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้อย่างดีกับวัฒนธรรมความคิดแบบ “หลังสมัยใหม่ (postmodernism)” ที่ถูกดึงเข้ามาเป็นทางเลือกเชิงตรรกะของขบวนการเคลื่อนไหวในขณะนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ข้อเรียกร้องสำคัญอีกประการของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คือความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว ขัดแย้งและตรงข้ามกับข้อเสนอของเสรีนิยมใหม่ที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ข้อเท็จจริงประการนี้กลับไม่ปรากฏชัดเจนในขณะนั้น อาจเป็นเพราะข้ออ้างเชิงทฤษฎีในเรื่องการแข่งขันสมบูรณ์ของเสรีนิยมใหม่นั้นเอง ที่ยังสามารถใช้เป็นม่านบังให้กับระบบทุนนิยมอย่างได้ผล เช่นเดียวกับที่สำนักเสรีนิยมนีโอคลาสสิคเคยใช้ข้ออ้างข้อเดียวกันนี้มาแล้วในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนทำให้เกิดข้อเรียกร้องการปฏิวัติของชนชั้นจากมาร์กซ์ [3]


4. เสรีนิยมใหม่ กระบอกเสียงของนายทุนและเครื่องมือพิฆาตฝ่ายซ้าย

การผลิตซ้ำแนวความคิดของเสรีนิยมใหม่ในสหรัฐฯ นั้น เกิดขึ้นผ่านการให้ทุนสนับสนุนจากองค์กรธุรกิจไปยังสถาบันผลิตความคิด เช่น the Hoover Institute, the Center for the Study of American Business, the American Entreprise Institute ไปจนถึงสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น National Bureau of Economic Research (NBER) ซึ่งได้รับการกำหนดหัวข้อวิจัยจากกลุ่มทุน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ ปรากฏว่า กว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยของ NBER นั้น ได้จากองค์กรธุรกิจชั้นนำและกลุ่มบริษัท Fortune 500 จึงทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมแนวความคิดแบบเสรีนิยมใหม่นี้จึงได้ถูกผลิตซ้ำอย่างกว้างขวางโดยคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยทั่วโลก หรือหากจะพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปในแกนกลางของการผลิตความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เอง อาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีที่เกิดขึ้นหลังสำนักเคนส์เซียนนั้น สามารถนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับเสรีนิยมใหม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสายการเงินนิยมของฟริดแมน ทฤษฎีการคาดการณ์อย่างมีเหตุผล (rational expectations) ของโรเบิร์ต ลูคัส, ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (public choice) ของสำนักชิคาโก หรือแม้กระทั่งทฤษฎีที่เน้นด้านอุปทาน (supply-side) ที่เสนอโดยอาร์เธอร์ ลาฟเฟอร์ ต่างก็เห็นไปในทางเดียวกันว่าการแทรกแซงของรัฐคือปัญหามากกว่าการแก้ไข และเสนอให้ใช้นโยบายการเงินแบบมีเสถียรภาพร่วมกับการลดภาษี เพื่อเป็นมาตรการสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการ แนวทฤษฎีและนโยบายลักษณะนี้ยังได้รับการผลิตซ้ำจากวารสารทางการเงินอย่าง Wall Street Journal และมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างสแตนฟอร์ดและฮาร์วาร์ด ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตความคิดเสรีนิยมกระแสหลักในปัจจุบัน ในพื้นที่นอกสังคมวิชาการ ซีรีย์ทางโทรทัศน์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของฟริดแมนที่ชื่อว่า Free to choose (ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มทุนธุรกิจเช่นกัน) ก็เริ่มออกอากาศทางช่อง PBSในปี 1977 และประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะรายการคุณภาพ ซึ่งต่อมาได้รับการผลิตซ้ำเป็นหนังสือที่กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน [4]

ผลของการเผยแพร่ลัทธิเสรีนิยมใหม่นี้ ปรากฏชัดเจนในประเทศสหรัฐฯ และอังกฤษก่อน แล้วจึงค่อยแผ่ขยายอาณาบริเวณไปยังประเทศอาณานิคมชั้นในของจักรวรรดินิยมรูปแบบใหม่ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นเจ้าอาณานิคม ประเทศอาณานิคมชั้นในนี้หมายถึงประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา นอกจากนี้ อิทธิพลของลัทธิเสรีนิยมยังแผ่ขยายไปยังประเทศรอบนอกผ่านทางองค์กรระหว่างประเทศอย่างไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก สักขีพยานที่ชัดเจนต่อคำกล่าวหานี้ก็คือคำกล่าวของโจเซฟ สติกลิทซ์ อดีตรองประธานและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกในหนังสือ Globalization and its discontents ของเขาว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญภายในองค์กรของไอเอ็มเอฟคือ การเปลี่ยนถ่ายเอานักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมใหม่เข้าแทนที่พวกเคนส์เซียนในช่วงปี 1982 ซึ่งทำให้ไอเอ็มเอฟกลายเป็นกลไกรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในสหรัฐฯ และกระบอกเสียงของเสรีนิยมใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มตัว [5]

ในประเทศอังกฤษ ชัยชนะของแทตเชอร์หมายถึงการหยุดชะงักของการเมืองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ก่อตัวและเติบโตขึ้นภายหลังปี 1945 พลังของสหภาพแรงงานถูกทำลายลงด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ของตลาดแรงงาน เพื่อความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการจ้างงานและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม แนวโน้มของรัฐสวัสดิการต้องกลับหลังหันอย่างทันทีทันใด บริการของรัฐอย่างเช่นโครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยถูกโอนไปเป็นของเอกชน มีการลดภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าบรรยากาศในการลงทุนที่ดีของประเทศและการไหลเข้าของทุนจากต่างประเทศ สังคมอังกฤษหันไปให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกชนและความรับผิดชอบของปัจเจก กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและคุณค่าของครอบครัว แทนที่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของสังคม

ในสหรัฐฯ ภายหลังการขึ้นสู่ตำแหน่งของเรแกนในปี 1980 นโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เซียนตามหลักการนิวดีลของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการจ้างงานเต็มที่ถูกแทนที่ด้วยนโยบายแบบเสรีนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ที่ปรึกษาของเรแกนเห็นว่าตัวยาขนานการเงินนิยมของโวลค์เกอร์ ประธานของเฟดในสมัยของคาร์เตอร์นั้นใช้ได้ผล เรแกนจึงแต่งตั้งเขากลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานของเฟดอีกครั้ง และสนับสนุนนโยบายในลักษณะเปิดเสรีมากขึ้น มีการลดภาษี ลดทอนอำนาจของสหภาพและสมาคมอาชีพต่างๆ ทั้งนี้ การลดหย่อนภาษีการลงทุนทำให้ทุนเคลื่อนย้ายจากภูมิภาคที่สหภาพแรงงานเข้มแข็ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมิดเวสต์ไปในเขตที่ปลอดสหภาพ ทางใต้และตะวันตก ทุนทางการเงินเริ่มมองหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมไปลงทุนและทำการผลิตนอกประเทศเริ่มกลายเป็นปรากฏการณ์ปกติ ภาษีธุรกิจลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ของภาษีส่วนบุคคลลดลงจากที่เคยสูงถึง 70 เป็น 28 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ลดภาษีที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ นี่คือจุดเริ่มต้นก่อตัวความเหลื่อมล้ำทางสังคมและอำนาจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นรายได้สูง มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าความจริงแล้ว กระบวนการเสรีนิยมใหม่ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดหรือทฤษฎีเศรษฐกิจมากเท่ากับเป็นผลของความพยายามรักษาอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและสถานะทางสังคมของชนชั้นนายทุน [6]

5. ทักษิโณมิกส์กับเงาของเสรีนิยมใหม่
หากจะกล่าวถึงตัวอย่างของนักเศรษฐศาสตร์ลาตินอเมริกาที่คนไทยรู้จักดี ตัวอย่างแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู เฮอนานโด เดอ โซโต (Hernando De Soto) เกี่ยวกับ “ทุนที่ตายแล้ว (dead capital)” ก็ได้รับอิทธิพลจากลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างชัดเจน ทฤษฎีของเขาได้รับการยกย่องจากอดีตนายกทักษิณ ชิณวัตร ที่ประกาศแนะนำให้หนังสือ The mystery of capital เป็นหนังสือสำคัญที่คนไทยต้องอ่าน และนำทฤษฏีของเดอ โซโตเรื่องทุนที่ตายแล้วและภาคธุรกิจใต้ดินมาประยุกต์เป็นนโยบาย “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ซึ่งถูกใช้เป็นนโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน




ถึงแม้นิตยสารชั้นนำทางธุรกิจอย่าง Time, Forbes, หรือ The New York Times Magazine จะสรรเสริญให้เดอ โซโตเป็นดาวเด่นในศตวรรษ ในฐานะผู้สร้างนวัตกรรมทางความรู้เกี่ยวกับ “ทุน” และการแก้ปัญหา “ความยากจน” แต่สถาบันเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยที่ก่อตั้งโดยเดอ โซโตเอง รวมทั้งหนังสือของเขาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในวารสารวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหรือกระบอกเสียงที่ใช้เผยแพร่อุดมคติแบบเสรีนิยมใหม่ของสำนักชิคาโก ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือหรือบทความที่ผลิตโดยสถาบันนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าขาดมาตรฐานตามบรรทัดฐานทางวิชาการและมีลักษณะใกล้เคียงกับบทความเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองมากกว่า สักขีพยานที่สำคัญที่แสดงว่าเดอ โซโตนั้นทำหน้าที่กระบอกเสียงนี้ได้อย่างดีเยี่ยมคือรางวัล “Milton Friedman prize for the advancing liberty” ที่เขาได้รับเกียรติในปี 2004 จากสถาบันคาโต (Cato Institute) ซึ่งเป็นสถาบันที่ส่งเสริมคุณค่าทางด้านเสรีนิยมอย่างเข้มแข็งในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ รายชื่อคณะกรรมการนานาชาติสำหรับการมอบรางวัลมิลตัน ฟริดแมน ในปี 2008 นี้ ประกอบด้วย ประธานของสถาบันคาโต, ภริยาของ ฟริดแมน ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนโรส-ฟริดแมน ซึ่งมีบทบาทสำคัญร่วมกับฟริดแมนในการเผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมใหม่ในอเมริกาผ่านหนังสือของเขาและรายการโทรทัศน์ Free to Choose, อดีตรัฐมนตรีคลังของเม็กซิโก Francisco Gil Díaz, ประธานบริษัทและซีอีโอของ Koch Industries Inc. ของสหรัฐฯ, ประธานบริษัทสื่อ Next Media ของฮ่องกง, รวมทั้ง Editorial Board ของ The Wall Street Journal (Mary Anastasia O’Grady) และบรรณาธิการของนิตยสาร Newsweek International (Fareed Zakaria) ส่วนคณะกรรมการในอดีตที่สำคัญคือ อดีตนายกฯ อังกฤษมากาเรต แทตเชอร์, ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเชค Václav Klaus รวมทั้งประธานและซีอีโอของเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชัน [7]

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเสรีนิยมใหม่ในสหรัฐฯจะรอดพ้นจากวิกฤตด้านความชอบธรรมอย่างหมดจด นักวิจารณ์และนักวิชาการจำนวนมากตั้งคำถามกับกระบวนการผลิตซ้ำลัทธิเสรีนิยมใหม่ของสถาบันการศึกษษระดับสูง อย่างเช่นมหาวิทยาลัยชิคาโก ตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บุคลากรด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยชิคาโกจำนวนร้อยกว่าคนเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานมหาวิทยาลัยเพื่อคัดค้านการทุ่มงบประมาณ 200 ล้านเหรียญเพื่อสร้างสถาบันฟริดแมน โดยในจดหมายดังกล่าว บุคลากรเหล่านี้ได้ให้เหตุผลแสดงความห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในทางลบที่เกิดจาก “neoliberal global order” [8]

ทั้งนี้ ในหนังสือเล่มล่าสุดของนาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein) ที่ชื่อว่า The Shock Doctrine : The Rise of Disaster Capitalism [9]
เธอถึงกับตั้งสมมุติฐานว่าแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของฟริดแมนอยู่บนหลักการพื้นฐานเดียวกับที่หน่วยงาน CIA ใช้ทรมานและสอบสวนผู้ต้องขังคดีก่อการร้ายในคุก Abu Ghraib ของอิรัก ซึ่งตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลกกับกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ถูกคุมขัง





นาโอมิ ไคลน์นำสมมุติฐานที่ผู้เขียนขอแปลว่า "ทุนนิยมหายนะ" มาอธิบายการครอบงำทางอุดมการณ์ของลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ที่นำโดยสหรัฐฯในปัจจุบัน โดยเนื้อหาสำคัญคือการพยายามแสดงให้เห็นว่าฟริดแมนเองนำหลักการของความกลัวและวิธีการเดียวกับที่ใช้บำบัดผู้ป่วยทางจิตในอดีตโดยสร้างอาการช็อกมาประยุกต์ในระดับสังคมอย่างไร กล่าวคือ ในระดับปัจเจก วิธีการบำบัดแบบ Shock Therapy นี้ทำลายสภาวะแห่งเหตุผลและลดทอนให้บุคคลมีสภาพไม่ต่างจากทารก เมื่อประยุกต์ใช้ในระดับสังคม ความกลัวความไม่มั่นคง เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อ การตกงาน ความยากจน วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากแนวนโยบายที่ฝ่ายเสรีนิยมใหม่เสนอ ในทางสังคมและการเมือง ก็ทำให้ประชาชนไม่ต่างจากทารก ที่ต้องพึ่งพาและเชื่อฟังผู้นำ รวมทั้งสามารถบ่อนทำลายเสรีภาพและประชาธิปไตยได้อย่างชะงัดนัก

6. การเมืองแบบเสรีนิยมในประเทศไทย

การครอบงำของวัฒนธรรมแบบเสรีนิยมใหม่ในเศรษฐกิจโลก ทำให้เงื่อนไขการเปิดเสรีทางการเงินและการค้าปรากฏต่อรัฐไทยในฐานะภาวะที่จำเป็นหรือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในนัยที่ “ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้” แทนที่จะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในเชิงนโยบาย ในทางการเมือง วัฒนธรรมเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ยังมีส่วนไม่น้อยในการกำหนดทิศทางและโฉมหน้าการเมืองไทยในช่วงรอยต่อ โดยผ่านสิ่งที่ ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเคอร์เรียกว่า “การเมืองของการเปิดเสรี” ที่เกิดขึ้นหลังกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (industrialisation) และเปิดเสรีตลาดสินค้าอย่างรวดเร็วของไทยในช่วงหลังทศวรรษ 2520 [10]

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าการยอมรับวัฒนธรรมเศรษฐกิจตามรูปแบบเสรีนิยมใหม่นั้น ได้ทำให้กระบวนการจัดสรรอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป คือ การเมืองไทยตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในเดือนพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ไปจนกระทั่งการปฏิรูปการเมืองในช่วงปี 2540 อันนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (ที่ถูกฉีกในเวลา 10 ต่อมาโดยคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549) ทั้งนี้ วัฒนธรรมทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ที่กำลังพูดถึงนั้น เข้ามามีอิทธิพลในกระบวนการจัดสรรอำนาจ โดยผ่านปัจจัยสำคัญ คือ อิทธิพลของสื่อตะวันตกและการขยายตัวของชนชั้นกลางในเมืองของไทย

ตามการวิเคราะห์ของ ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเคอร์ ภายหลังทศวรรษ 2520 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญกับเศรษฐกิจไทย 2 ประการคือ ประการแรก ไทยหันมาเน้นอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งในขณะเดียวกัน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2530 ก็เพิ่มมากขึ้นในปริมาณที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ประการที่สอง ระหว่างปี 2532-2536 ภาคการเงินระหว่างประเทศถูกเปิดเสรีบางส่วน ในปี 2538 ปีเดียว เงินทุนหมุนเวียนในบัญชีทุนมากเท่ากับทั้งหมดที่ปรากฏในช่วง 10 ปีระหว่างต้นทศวรรษ 2510-2520 และหนี้ต่างประเทศของเอกชนเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในเวลา 8 ปี

ทั้งหมดนี้ ทำให้อิทธิพลของปัจจัยภายนอกเข้ามามีบทบาทกับการเมืองไทยโดยผ่าน “การจับจ้องอย่างใกล้ชิด” ของสื่อการเงินต่างประเทศและสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (เช่นธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ เอดีบี บีไอเอส แกตต์) หรือที่อาจารย์ทั้งสองท่านใช้คำว่า “การกำกับสอดส่องจากภายนอก” โดยท่านได้ยกตัวอย่างของการขยายกิจกรรมของนิตยสารการเงินหลายฉบับในประเทศไทย เช่น The Economist และ Institutional Investor ที่เริ่มจ้างตำแหน่งประจำในประเทศไทย หรือ Asian Wall Street Journal ก็เพิ่มพื้นที่และเริ่มเปิดแผนกภาษาไทย หรือกระทั่งที่ดาวน์โจนส์หันมาสนใจถูมิภาคนี้โดยเริ่มเป็นสมาชิกนิตยสาร FEER ในช่วงเวลาเดียวกันนี้

บทความวิเคราะห์ทางด้านการเงินจากนิตยสารเหล่านี้ รวมทั้งที่ผลิตจากนักวิเคราะห์ขององค์กร ถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบจากสื่อท้องถิ่นหรือสื่อไทยเพราะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางเทคนิคที่ยังขาดแคลนในประเทศ สื่อเหล่านี้มีตลาดที่สำคัญคือชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานคอปกขาวในเมือง ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็และเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนหน้า สิ่งที่สำคัญคือ ฐานะทางเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้ผูกติดกับระบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ

ถึงจะมีจำนวนไม่มากนัก และมีอิทธิพลทางการเมืองเพียงสามารถกำหนดจำนวนที่นั่งส.ส. ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าคนกลุ่มนี้เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงปี 2534-2535 และเปิดโอกาสให้ทหารเข้ายึดอำนาจคณะรัฐบาล “บุฟเฟท์”ในขณะนั้น โดยข้อหาคอรัปชั่นและเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจโดยตรงคือ ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงประกอบกับนักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนเนื่องจากขาดความเชื่อมั่น [11] ที่น่าสนใจและเป็นเรื่องเหมือนเรื่องตลกเสียดสีก็คือ การเสื่อมความนิยมของคนกลุ่มเดียวกันนี้เองกลับมีส่วนทำให้กลุ่มทหารต้องถอนบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในช่วง 10 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เราอาจเรียกปรากฏการณ์ลุกฮือของชนชั้นแรงงานคอปกขาวนี้อย่างที่สื่อมักนิยมใช้คำว่า “ม็อบมือถือ” ตามการสำรวจที่พบว่าผู้มาร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ณ ท้องสนามหลวงนั้นร้อยละ 45.7 ทำงานเอกชน ในขณะที่เป็นข้าราชการร้อยละ 14.8 เป็นเจ้าของกิจการ 13.7 โดยที่เป็นนิสิตนักศึกษาร้อยละ 8.4 [12]

ควรกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า ความสำเร็จในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2535 นั้น ถึงแม้จะเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ค่อนข้างหลากหลาย กล่าวคือประกอบด้วยหลากหลายสาขาอาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ก็เกิดขึ้นจากความสามารถผสมผสานลงตัวของการเรียกร้องที่มีหัวใจอยู่ที่ “เสรีภาพในการแสดงออก ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหาร” ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการเคลื่อนไหวแบบ “เสรีนิยมใหม่” ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของอิทธิพลของลัทธิเสรีนิยมใหม่ในประเทศไทยซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดสรรอำนาจในพื้นที่การเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมและค่อยเป็นค่อยไปและไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยกับอิทธิพลที่แผ่ขยายโดยตรงในแกนกลางของแวดวงผลิตความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่สำนักเสรีนิยมใหม่นี้ได้ครอบงำมาเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ในที่สุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของเสรีนิยมใหม่ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการศึกษาวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ของไทยนั้น ได้ทำให้เสรีภาพของปัจเจกชนและกรรมสิทธิ์นั้นกลายเป็น raison d’être ของระบบเศรษฐกิจไทยไปโดยปริยาย

สรุป

อิทธิพลของลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ประสบความสำเร็จในการปลูกฝังระบบคุณค่าและกระบวนการคิด ไม่เพียงแต่ในสังคมของประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก แต่ยังรวมไปถึงในสังคมของประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่างประเทศไทย ทั้งนี้ ความแยบยลของการเผยแพร่กระบวนทัศน์นี้ ถูกกระทำผ่านกระบวนการกำหนดทิศทางและผลิตประเด็นการศึกษาวิจัย รวมทั้งกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจนำ ภายในระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ จนสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับระเบียบใหม่ที่เป็นส่วนผสมระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการปกครองเสรีประชาธิปไตย ในลักษณะที่เรียกว่า “โดยดุษฎีและโดยปริยาย”



*หมายเหตุ บทความนี้เรียบเรียงจากบทความเดิมชื่อ “ลัทธิเสรีนิยม เสรีนิยมใหม่ อิทธิพลทางความคิดต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย”

อ้างอิง
[1] See David Harvey, A Brief History of Neoliberalism, Oxford University Press, 2007 (paperback)
[2] David Harvey p. 23
[3]ลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมนั้นมีวิวัฒนาการในลักษณะต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องมาโดยตลอด นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 กล่าวคือ ตามแนวคิดของกลุ่มเสรีนิยมคลาสสิค ที่นำโดย จอห์น ลอค สิทธิและเสรีภาพถูกอ้างอิงอยู่กับหลักสิทธิธรรมชาติ เขาจึงถือสิทธิและเสรีภาพเป็นเป้าหมายสูงสุดในตัวเอง นอกจากนี้ มนุษย์มีสิทธิพื้นฐานในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพราะมนุษย์เป็นเจ้าของแรงงานของตนเอง ตามความเชื่อของลอค สิทธิที่เรารู้จักในภายหลังว่า “กรรมสิทธิ์” นี้จึงไม่ได้เกิดจากรัฐ (ถือว่ามีลักษณะปฏิกิริยากับระบอบศักดินา ซึ่งขุนนางและชนชั้นสูงเท่านั้นสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) หลักการเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนี้ ถือเป็นหลักการสำคัญที่ถูกนำมาปรับปรุงและพัฒนาในภายหลัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราละเลยคือคำกล่าวของเขาว่า “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องไม่นำไปสู่การกดขี่หรือขูดรีด แต่ต้องช่วยสนับสนุนให้มนุษย์มีอิสระ” กรรมสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือไปสู่เสรีภาพ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 อดัม สมิท ซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักคิดรุ่นก่อนและนักคิดร่วมสมัย ไม่ว่าเรื่องความมีกฎเกณฑ์และระเบียบของธรรมชาติ รวมทั้งมนุษย์มีศีลธรรม สามารถแยกแยะการกระทำที่ถูกและผิดออกจากกันได้ สังคมจึงมีระเบียบและกฏเกณฑ์เช่นเดียวกับโลกกายภาพ ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายในสังคมจึงสามารถประสานลงตัวกันได้ แนวคิดลักษณะนี้ ทำให้เขาเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือการที่แต่ละคนต่างมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว จะทำให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุดตามไปด้วยจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (ที่ภายหลังสำนักนีโอคลาสสิคทำให้กลายเป็นเพียง “กลไกตลาด” หรือกลไกของอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 นักคิดกลุ่มเสรีนิยมนีโอคลาสสิคหรือสำนักประโยชน์นิยม ที่นำโดยเจเรมี เบนแทมนำหลักจริยธรรมที่เรียกว่าหลักแห่งประโยชน์ (Principle of Utility) เข้ามาแทนที่หลักสิทธิธรรมชาติ ทำให้สิทธิและเสรีภาพถูกลดความสำคัญลงเป็นเพียงเครื่องมืออันนำไปสู่เป้าหมาย นั่นคือ ความสุข และความสุขของปัจเจกต้องหลีกทางให้กับสังคม ตามแนวความคิดที่โด่งดังของเขาที่ว่าด้วย “ความสุขมากที่สุดของคนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the great number)” อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวถูกท้าทายและทัดทานจากนักคิดอีกหลายคนเช่น จอห์น สจ๊วต มิลล์ที่หันเหความสำคัญกลับมาที่ปัจเจกและเน้นความสำคัญของความสุขทางสติปัญญาและศีลธรรมมากกว่าทางกายภาพ แต่อิทธิพลของประโยชน์นิยม ที่เดินคล้องแขนร่วมไปกับแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบ laissez-faire ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการและคนชั้นกลางที่ขยายตัวขึ้นในยุโรป ทำให้แนวความคิดตามแบบเบนแทมและอดัม สมิทกลายเป็นเสาหลักให้กับเสรีนิยมใหม่ในเวลาต่อมา (ตำราที่สมบูรณ์ด้านลัทธิเศรษฐกิจการเมือง ได้แก่ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐)
[4] David Harvey p. 54
[5] See Joseph. Stiglitz, Globalization and Its Discontents, W.W.Norton & Company, 2001
[6] Ibid. David Harvey
[7] ข้อมูลจาก http://www.cato.org/friedmanprize
[8] อ่านจดหมายได้ที่ https://www.naomiklein.org/shock-doctrine/resources/faculty-letter-mfi
[9] See Naomi Klein, The Shock Doctrine: The Rise of Disaster Capitalism, Metropolitan Books, 2007
[10] Pasuk Phongpaichit and Chris Baker, Democracy, Capitalism and Crisis: Examining Recent Political Transitions in Thailand, speech at Princeton University, 15 November 2001
[11] Ibid. Pasuk Phongpaichit and Chris Baker
[12] การสำรวจโดยสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยสุ่มสำรวจตัวอย่าง เผยแพร่ในนิตยสารสารคดี ฉบับ เดือนมิถุนายน 2535 : 123 อ้างโดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน “เงาคนเดือนตุลาในพฤษภาทมิฬ” http://www.midnightuniv.org/midnightweb222/newpage04.html

Tuesday, July 08, 2008

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (๓)

2. เสรีนิยมสำนักประโยชน์นิยม : ทางเลือกระหว่างความสุขของสังคมและปัจเจกชน

สำนักความคิดเสรีนิยมได้นำเอาความคิดประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เข้าแทนที่หลักสิทธิธรรมชาติในเวลาต่อมา โดยอธิบายใหม่ว่าเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นเป็นอุดมคติเพราะสามารถนำไปสู่ความสุขสูงสุดของมนุษย์ เสรีภาพจึงเป็นเพียงเครื่องมือไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ ความสุข แทนที่เสรีภาพจะเป็นจุดหมายปลายทางหรือเป็นอุดมคติในตัวของมันเองอย่างที่จอห์น ลอคเสนอ แนวความคิดประโยชน์นิยมนี้ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างโดยเจเรมี เบนแทม (Jeremy Bentham, 1748-1832) และมีส่วนสำคัญต่อการเกิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิคที่เน้นเรื่องประโยชน์หน่วยสุดท้ายซึ่งให้ความสำคัญกับมูลค่าสินค้า (หรือประโยชน์จากการบริโภคสินค้า ซึ่งให้น้ำหนักกับการบริโภคและผู้บริโภค) มากกว่ามูลค่าของการผลิต (ซึ่งให้น้ำหนักกับการผลิต รวมทั้งเจ้าของปัจจัยการผลิต)

เบนแทมเกิดในตระกูลมั่งคั่ง บิดาเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง เขาเองจบการศึกษาด้านกฎหมาย แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในฐานะนักเขียนและเผยแพร่แนวความคิดประโยชน์นิยม ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อสาขากฎหมาย การเมืองและเศรษฐศาสตร์อย่างมาก หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Fragment on Government (1766) และ An Introduction to the Pinciples of Morals and Legislation (1789) ในหนังสือเล่มหลังนี้ เขากล่าวว่า “ธรรมชาติได้ทำให้มนุษยชาติอยู่ภายใต้การควบคุมของนายเหนือหัวสองคน คือความเจ็บปวดและความพอใจ นายสองคนนี้เท่านั้นที่จะกำหนดว่าเราควรทำอะไร เช่นเดียวกับที่กำหนดว่าเราจะทำอะไร”




Jeremy Bentham (left); Bentham at UCL (right)

สำหรับเบนแทม มนุษย์ใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด (ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ) สองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งขับเคลื่อนสังคมในทรรศนะของเขา (ในลักษณะเดียวกับที่สมิทเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือประโยชน์ส่วนตัวคือสิ่งขับเคลื่อนสังคม)

เบนแทมเรียกหลักจริยธรรมของเขาว่าหลักแห่งประโยชน์ (Principle of Utility) ซึ่งประเมินการกระทำใดๆ ด้วยผลที่เกิดขึ้นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องนั่นคือ ก่อให้เกิดประโยชน์หรือความสุขที่สูงขึ้นหรือลดลง โดยสามารถปรับใช้ได้ทั้งกับปัจเจกชนและสังคม ในกรณีของสังคม ทำให้เกิดวลีที่โด่งดังว่า การกระทำที่ดีที่สุดคือ การกระทำที่ก่อให้เกิด “ความสุขมากที่สุดของคนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the great number)” ทั้งนี้ เขาให้น้ำหนักกับสังคมมากกว่าปัจเจกชน เมื่อมีความขัดแย้งของหลักจริยธรรมระหว่างปัจเจกและสังคม ต้องถือหลักจริยธรรมของสังคมก่อน เขาไม่เชื่อเรื่องการผสานผลประโยชน์ลงตัวอย่างสมบูรณ์เหมือนสมิท แต่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเหตุผลของมนุษย์สามารถจัดการให้เกิดการผสานผลประโยชน์ในส่วนที่มีความขัดแย้งได้ เขาเสนอว่าควรใช้ระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาปัจเจกและปรับปรุงระบบการเมืองและกฎหมายสำหรับสังคม

อย่างไรก็ตาม เสรีภาพของปัจเจกชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจเจกชนจะแสวงหาความพอใจได้เต็มที่เมื่อมีเสรีภาพ และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้ดีกว่าแต่ละบุคคลเองว่าอะไรจะนำมาซึ่งความพอใจสูงสุด แต่เมื่อใดที่เสรีภาพไปกระทบกับความพอใจของผู้อื่น เมื่อนั้นก็จะต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุม ในเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เบนแทมอ้างหลักแห่งประโยชน์ว่ากรรมสิทธิ์จะสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับบุคล เพราะบุคคลจะได้รับผลของความพยายามของเขาเอง ทำให้ขยันทำงานและผลผลิตของสังคมก็จะเพิ่มขึ้น รัฐจึงควรคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและส่งเสริมให้ปัจเจกชนมีสิทธิประกอบกิจการตามต้องการ โดยใช้กฎหมายเพื่อให้รางวัลและกำหนดบทลงโทษ เพื่อผสานประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดสำหรับเบนแทมนั้นคือ ระบบการแข่งขันเสรีในตลาดที่ให้รางวัลกับผู้ผลิตที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม คือ ใช้ทรัพยากรต่ำสุดเพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่ง กำไรสูงสุดเป็นตัวชี้วัดและรางวัลสำหรับปัจเจกชนผู้ประกอบกิจการ ที่สามารถผลิตสินค้าที่สังคมต้องการสูงสุดด้วยวิธีที่ประหยัดที่สุด (หรือต้นทุนต่ำสุดนั่นเอง)

ลัทธิเสรีนิยมตามแบบประโยชน์นิยมนี้ มีลักษณะของประสบการณ์นิยม (Empiricism) แฝงอยู่มาก และต่างจากเสรีนิยมตามแบบสิทธิธรรมชาติที่อ้างอิงกับเหตุผลนิยมเพียงอย่างเดียว ในเสรีนิยมแบบประโยชน์นิยม รัฐสามารถมีบทบาทมากขึ้น ไม่ถึงกับถูกจำกัดให้ทำเฉพาะเรื่องความมั่นคงและบริการสาธารณะ รัฐสามารถใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิ่งที่เห็นว่า (หรืออ้างว่า) เป็นประโยชน์สาธารณะได้ อย่างไรก็ตาม มีการวิจารณ์ว่านักประโยชน์นิยมมักไม่คำนึงถึงหลักการหรือวิธีการเท่ากับผลลัพธ์ของการกระทำ เนื่องจากเห็นผลลัพธ์คือประโยชน์และความพอใจเป็นเป้าหมายสำคัญสุด ลัทธิเสรีนิยมตามแบบของเบนแทมนี้เองมีอิทธิพลอย่างมากในเศรษฐกิจการเมืองของอังกฤษในศตวรรษที่ 19 และมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฏีประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสำนักออสเตรียและนีโอคลาสสิค



นักปรัชญาสำนักประโยชน์นิยมอีกคนที่มีชื่อเสียงมากคือ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, 1806-1873) ซึ่งบิดาของเขา เจมส์ มิลล์ (James Mill, 1773-1836) เพื่อนสนิทของเจเรมี เบนแทม ตัวของมิลล์เองจึงสนิทสนมกับครอบครัวของเจเรมี เบนแทม งานเขียนที่สำคัญของมิลล์คือ System of Logic (1834) และ Principles of Political Economy (1848) ซึ่งถูกใช้เป็นตำราเศรษฐศาสตร์ในอังกฤษและอเมริกาเป็นเวลานาน (ก่อนที่ Alfred Marshall จะเขียนหนังสือที่ถูกใช้เป็นตำราของสำนักนีโอคลาสสิค) หนังสือที่สำคัญที่สุดของมิลล์คือ On Liberty (1859) ซึ่งกลายเป็นข้อเขียนที่สนับสนุนเสรีนิยมของปัจเจกชนที่มีอิทธิพลและถูกใช้อ้างอิงมากที่สุดเล่มหนึ่ง มิลล์เองพยากรณ์ว่าหนังสือของเขาเล่มนี้จะมีความสำคัญในอนาคตอย่างมาก เพราะสังคมอุตสาหกรรมจะคุกคามเสรีภาพของปัจเจกชนมากขึ้นในอนาคต

มิลล์ได้ก่อให้เกิดคุณูปการสำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก มิลล์ได้แก้ไขปรับปรุงหลักการประโยชน์นิยมไม่น้อย เขาพยายามเพิ่มเติมว่าประโยชน์หรือความพอใจบางอย่าง เช่นความพอใจทางปัญญาหรือจิตวิญญาณนั้น มีคุณค่ามากกว่าความพอใจทางกาย เขายังเสนอว่า ความพอใจสูงสุดคือ เกียรติ์และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการให้เสรีภาพคือวิธีการส่งเสริมเกียรติ์และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วย ตามทรรศนะของมิลล์นั้น เสรีภาพจึงเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญและเป็นเป้าหมายของสังคมในตัวเอง ซึ่งต่างจากทรรศนะของเบนแทมที่เห็นว่าเสรีภาพเป็นเพียงวิธีการไปสู่เป้าหมายคือ ความสุข

ประการที่สอง มิลล์เป็นนักคิดที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพอย่างเต็มที่ เขากล่าวว่าสิ่งที่เป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของเสรีภาพไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็น “สังคมทรราช” เพราะต่อสู้ด้วยลำบากที่สุด วลีที่สำคัญของเขาคือ “ถ้ามนุษย์ทุกคนยกเว้นเพียงคนเดียวมีความเห็นอย่างหนึ่ง และคนคนเดียวนั้นมีความเห็นตรงกันข้าม มนุษยชาติก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะทำให้บุคคลคนเดียวนั้นเงียบเสียงมากไปกว่าบุคคลนั้น ถ้าเขามีอำนาจมีความชอบธรรมที่จะทำให้มนุษยชาติเงียบเสียง” (On Liberty, บทที่ I, Introductory อ้างใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ๒๕๕๐) เขาสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยให้เหตุผลว่าจะทำให้มนุษย์เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เขายังกล่าวอีกว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพโดยการใช้อำนาจนั้นสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อสิทธิและเสรีภาพนั้นไปกระทบหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การจำกัดเสรีภาพโดยอ้างประโยชน์ของตัวผู้ถูกจำกัดเสรีภาพเองจึงไม่สามารถทำได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เป็นเรื่องยากที่บุคคลจะให้คุณค่ากับประโยชน์ของบุคคลอื่นมากเท่ากับตัวบุคคลนั้นเอง จึงเป็นหน้าที่ที่ตัวบุคคลนั้นจะตัดสินใจและไม่ควรให้บุคคลอื่นหรือสังคมตัดสินใจแทน

ถึงแม้มิลล์จะเป็นผู้สนับสนุนเสรีภาพของปัจเจกชนแบบสุดขั้ว ข้อเสนอของมิลล์เองก็มีความเป็นสังคมนิยมผสมผสานอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ ถึงแม้เขาจะสนับสนุนให้ตลาดทำงานเสรีโดยปราศจากการแทรกแซง แต่นั่นหมายถึงเสรีภาพในด้านการผลิต มิลล์มองว่าเรื่องของการจัดสรรรายได้เป็นคนละเรื่องกับการผลิต เพราะการจัดสรรรายได้ขึ้นอยู่กับสถาบันทางสังคม นอกจากนี้ เขายังเคยกล่าวเปรียบเทียบในทำนองว่า ถ้าหากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมทำให้เกิดการกดขี่ขูดรีดแรงงานอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนั้นโดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ระบบคอมมิวนิสต์ที่ถึงแม้จะด้อยกว่า ก็ยังดูเหมือนจะก่อให้เกิดปัญหาน้อยกว่ามาก เขาเองยังเสนอให้ปรับปรุงระบบวิสาหกิจเอกชนและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลโดยสนับสนุนให้เก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก (เขาเห็นว่าสิทธิที่จะมอบมรดกนั้นเป็นสิทธิที่ควรได้รับความเคารพ เพราะเป็นเจตจำนงของปัจเจกชน แต่การรับมรดกโดยไม่มีข้อจำกัดเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของปัจเจกเพราะทรัพย์สินไปสะสมอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง) และให้ยกเลิกระบบค่าจ้างและการจ้างงานในระยะยาว โดยหันมาใช้ระบบสหกรณ์แทน (ซึ่งเป็นอิทธิพลของสังคมนิยมยูโธเปียและนักคิดฝรั่งเศสอย่างแซงต์ ซีมง)

Monday, July 07, 2008

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (๒)

1. เสรีนิยมคลาสสิค: เสรีภาพและอิสรภาพคือเป้าหมายสูงสุด*

หากจะทำความเข้าใจกับลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างถ่องแท้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องศึกษาที่มาและรากเหง้าของอุดมคติแบบเสรีนิยม ที่มีรากฐานของความคิดมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือกลุ่มที่เราเรียกว่า “พวกเสรีนิยมคลาสสิค” นั่นเอง เนื่องจากสังคมในยุคกลางนั้นถูกครอบงำโดยการปกครองแบบศักดินาที่อ้างอิงกับทฤษฎีเทวสิทธิ์ ต่อมาก็เปลี่ยนมือไปยังกษัตริย์และขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนถูกจำกัด สำนักเสรีนิยมคลาสสิคจึงเกิดขึ้นเพื่อปฏิเสธการจำกัดเสรีภาพ และเรียกร้องสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกชน ในทางเศรษฐกิจ ลัทธิพาณิชย์นิยมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกขาย (ให้กับอาณานิคม) เพื่อสะสมความมั่งคั่งในรูปของทองนั้นสร้างความร่ำรวยให้กับท้องพระคลังเท่านั้น ไม่ได้แบ่งปันและกระจายความมั่งคั่งไปสู่สามัญชน จึงเกิดการปฏิวัติทางความคิด โดยนักคิดคนสำคัญ จอห์น ลอค (John Locke, 1632-1704) ชาวอังกฤษ ซึ่งเขียนหนังสือที่สำคัญ Two Treaties of Goverment (1690) และ An Essay Concerning the True Original, Extent, and End of Civil Government (1690) ที่เสนอให้จัดตั้งรัฐบาลโดยความยินยอมของประชาชน ท่ามกลางการปกครองภายใต้อำนาจของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช



ใน Two Treaties of Goverment ลอคเน้นถึงอิสรภาพและเสรีภาพในฐานะสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการใช้เหตุผล หมายความว่ามนุษย์เกิดมาเป็นอิสระเพราะมนุษย์มีเหตุผลนั่นเอง เหตุผลคือเสียงของพระเจ้าในตัวมนุษย์ (Two Treaties of Goverment เล่ม 2 หน้า 86 อ้างใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ๒๕๕๐) ดังนั้น มนุษย์จึงสามารถกระทำสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ด้วยการนำทางของพระเจ้า โดยไม่ต้องถูกชี้นำหรือบังคับ ควบคุมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ มนุษย์ทุกคนยังเท่าเทียมกันและเป็นอิสระต่อกัน ลอคได้เสนอว่า ก่อนหน้าที่จะมีรัฐเกิดขึ้น มนุษย์อยู่ในสภาพธรรมชาติซึ่งปกครองด้วยกฎของเหตุผล (ต่างจากโทมัส ฮอบ ซึ่งเป็นนักคิดลัทธิสมบูรณาญาสิทธิ์ ที่เสนอว่าก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐนั้น สังคมมีลักษณะของการต่อสู้ แก่งแย่งและความวุ่นวาย จึงจำเป็นต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง) ตามทฤษฎีของลอค ในสภาพธรรมชาติ มนุษย์มีสิทธิพื้นฐานในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพราะมนุษย์เป็นเจ้าของแรงงานของตนเอง สิทธิที่เรารู้จักในภายหลังว่า “กรรมสิทธิ์” นี้ ในมุมมองของลอค จึงไม่ได้เกิดจากรัฐ (ซึ่งถือว่ามีลักษณะปฏิกิริยากับระบอบศักดินา ซึ่งขุนนางและชนชั้นสูงเท่านั้นสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) เหตุผลของเขา เรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนี้เอง ถูกเป็นหลักการสำคัญที่ถูกนำมาปรับปรุงและพัฒนาในภายหลัง ทั้งนี้ เขายังได้กล่าวด้วยว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องไม่นำไปสู่การกดขี่หรือขูดรีด แต่ต้องช่วยสนับสนุนให้มนุษย์มีอิสระ กรรมสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือไปสู่เสรีภาพ

อย่างไรก็ตาม ตามคำอธิบายของลอค มนุษย์จำเป็นต้องละทิ้งสภาพธรรมชาติ เพื่อเปิดทางให้เกิดสังคมการเมืองและรัฐ เพราะสังคมอาจเกิดความขัดแย้งเนื่องจากมนุษย์แต่ละคนถือเอาประโยชน์ส่วนตัวและไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ จึงจำเป็นต้องมีรัฐซึ่งเป็นคนกลางเพื่อบังคับใช้กฎหมายและสร้างความยุติธรรม รวมทั้งคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล สังคมการเมืองของลอคจึงเกิดขึ้นจากความยินยอมของสมาชิกในสังคม หรือในภาษาของรุซโซว่า “สัญญาประชาคม” นั่นเอง ทั้งนี้ เขาอธิบายว่า ประชาชนไม่ได้ทำสัญญากับรัฐบาลโดยตรง แต่ทำสัญญาระหว่างกันเพื่อให้เกิดสังคมการเมือง แต่รัฐเกิดจากการจัดตั้งทรัสต์ซึ่งประชาชนเป็นทั้งผู้มอบความไว้วางใจและผู้ได้ประโยชน์ ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้จัดการบริหารทรัสต์นี้เท่านั้น ประโยชน์สาธารณะในทรรศนะของลอค จึงขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มอบความไว้วางใจให้รัฐ ไม่ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐ และประชาชนสามารถทวงความไว้วางใจคืนเมื่อใดก็ตามที่รัฐละเมิดความไว้วางใจนั้น



นักคิดคนสำคัญอีกคนคือ อดัม สมิท (Adam Smith, 1723-1790) ชาวสก๊อตแลนด์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (เช่นเดียวกับลอค) ต่อมาเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาปรัชญาศีลธรรมที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ มีหนังสือที่สำคัญ 2 เล่ม คือ Theory of Moral Sentiments (1759) และ The Wealth of Nations (1776) สมิทได้รับอิทธิพลความคิดจากนักคิดรุ่นก่อนและนักคิดร่วมสมัย อย่างเช่น ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton, 1642-1727) ในเรื่องความมีกฎเกณฑ์และระเบียบของธรรมชาติ, ได้รับอิทธิพลจากเอิร์ลแห่งชาฟเบอรี (Earl of Shaftesbury, 1671-1713) ที่เชื่อว่ามนุษย์มีศีลธรรม สามารถแยกแยะการกระทำที่ถูกและผิดออกจากกันได้ สังคมจึงมีระเบียบและกฏเกณฑ์เช่นเดียวกับโลกกายภาพ รวมทั้งผลประโยชน์ของทุกฝ่ายในสังคมนั้นประสานลงตัวกันได้ (harmony of interest) และจากฟรานซิส ฮัดจีสัน (Francis Hatcheson, 1694-1746) ในเรื่องที่มนุษย์ต้องการทำคุณประโยชน์มากกว่าทำชั่ว เมื่อมนุษย์ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์จะมีความสุข (เขาเป็นผู้เสนอหลักการสำคัญที่ต่อมาพัฒนาเป็นสำนักประโยชน์นิยม) จึงเป็นไปได้ที่จะมีการประสานผลประโยชน์ในสังคม สมิทยังได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปูเฟนดอร์ฟ (Samuel von Pufendolf, 1632-1694) และจอห์น ลอคในเรื่องสิทธิธรรมชาติของมนุษย์และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งสมิทเองเป็นผู้ขยายขอบเขตเรื่องสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองของลอคไปสู่เสรีภาพทางเศรษฐกิจ

แนวคิดเรื่องระเบียบของสังคมและการผสานผลประโยชน์ในสังคมที่สมิทได้รับอิทธิพลมาจากนักคิดเหล่านี้ ทำให้เขาเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือการที่แต่ละคนต่างมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว จะทำให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุดตามไปด้วย จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (ที่ภายหลังสำนักนีโอคลาสสิคทำให้กลายเป็นเพียง “กลไกตลาด” หรือกลไกของอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง) สมิทกล่าวว่า การที่เราได้มีอาหารเย็นทานไม่ใช่เพราะความใจดีของพ่อค้าเนื้อหรือพ่อค้าขนมปังแต่เพราะความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของคนเหล่านี้ เราไม่ได้ขอร้องให้เขาเห็นแก่มนุษยธรรมแต่ให้เห็นแก่ตัวเขาเอง (The Wealth of Nations, เล่ม 1, บทที่ 2 อ้างในฉัตรทิพย์ นาถสุภา ๒๕๕๐)

ตามทฤษฎีของสมิท ภายใต้เงื่อนไขของความมีอิสระและเสรีภาพในการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล (หรือการแข่งขันเสรีในตลาด) และปราศจากการบังคับหรือวางแผนจากส่วนกลาง สัญชาติญาณความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทำให้เกิดการผลิตและการแลกเปลี่ยน และทำให้สังคมได้รับประโยชน์โดยผ่านการออมทรัพย์ การแบ่งงานกันทำและการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต นี่เป็นรากฐานของความคิดเสรีนิยมที่เน้นเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของมนุษย์ บทบาทของรัฐบาลในทรรศนะของสมิทจึงควรถูกจำกัดเพียงเฉพาะในการป้องกันประเทศ คุ้มครองสมาชิกสังคมจากความอยุติธรรม บริการสาธารณะและการกุศล เช่นการศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ




อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ของสมิทนั้น ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เข้มงวดเรื่องการแข่งขันเสรี คือ ระบบเศรษฐกิจไม่มีการผูกขาดหรือไม่มีการกระจุกตัวของทุนหรือการได้เปรียบของธุรกิจบางราย ซึ่งไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ นักคิดสำนักคลาสสิคคนอื่นๆ ต่อมา อย่างโรเบิร์ต มัลธัสและเดวิด ริคาร์โด (ที่ถึงแม้จะยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมภายใต้เงื่อนไขของการแข่งขันเสรีที่สมิทได้เสนอนั้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุด) กลับมองโลกในแง่ร้ายกว่าสมิทมากและได้แสดงความวิตกกังวลต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของสมิท อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของสำนักคลาสสิคได้มีอิทธิพลครอบงำระบบเศรษฐกิจการเมืองของประเทศยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อย่างสูง เพราะสังคมในขณะนั้นโหยหาอิสรภาพและเสรีภาพที่เคยถูกลิดรอนมายาวนาน รัฐบาลปล่อยให้ตลาดทำงานอย่างเสรีโดยไม่มีการแทรกแซง จนกระทั่งการขยายตัวของการค้าและปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษและฝรั่งเศสนั้น นำไปสู่ภาวะทุกข์ยากอย่างรุนแรงของแรงงานอุตสาหกรรม มีการใช้แรงงานในระยะเวลาการทำงานที่ยาวนาน ในภาวะเสี่ยงอันตราย ขณะที่ค่าจ้างแรงงานถูกกดต่ำและกรรมกรมีชีวิตที่ลำบากและตกอยู่ในสภาวะยากจน จึงเริ่มเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของสำนักคลาสสิคและเสนอทฤษฎีแบบที่เรียกว่าสังคมนิยมยูโธเปีย ซึ่งเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมให้กับชนชั้นกรรมกรและต่อต้านระบบวิสาหกิจเอกชน อย่างไรก็ตาม สำนักสังคมนิยมยูโธเปียนั้นไม่ได้วิพากษ์ชนชั้นนายทุนอย่างรุนแรงและไม่ได้เรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางชนชั้นอย่างที่สังคมนิยมมาร์กซิสม์เสนอ หากแต่เป็นเพียงการกระตุ้นเตือนทางจริยธรรมให้เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และด้วยข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติที่ค่อนข้างเป็นอุดมคติและอิงกับศีลธรรมที่เกิดขึ้นได้ยาก (ต่างจากสังคมนิยมมาร์กซิสม์ที่เรียกร้องให้ใช้การเผชิญหน้าและการต่อสู้ ที่เกิดขึ้นได้เร็วและเด็ดขาดกว่า) แนวคิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไปในเวลาไม่นาน

* เนื้อหาของบทความในส่วนนี้และส่วนถัดไป สรุปความจากบทที่ 3 และ 5 ของฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐ (พิมพ์ครั้งที่ ๗)

Friday, July 04, 2008

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล: บทนำ

แนวนโยบายหลักของรัฐแบบเสรีนิยมใหม่ ประกอบด้วย การแปรรูปบริการของรัฐเป็นเอกชน (Privatisation) การเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน (Trade and Financial liberalization) และการผ่อนคลายและลดกฎระเบียบ (Deregulation) เพราะหลักการของเสรีนิยมใหม่ ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อว่า เงื่อนไขที่จำเป็นของการอยู่ดีมีสุขของมนุษย์นั้นคือ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล (ในการประกอบการ) ดังนั้น โครงสร้างเชิงสถาบันที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมใหม่คือ การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดและระบบตลาดแข่งขันเสรี

ลัทธิเสรีนิยมใหม่ปรากฏโฉมหน้าให้เห็นอย่างชัดเจนในทศวรรษ 1970 ภายหลังผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศนำทางอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐฯและอังกฤษเสื่อมความเชื่อมั่นในลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) ที่ไม่สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่มีปัญหาการว่างงานควบคู่กับภาวะเงินเฟ้อสูง (stagflation) ได้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1979 มากาเรต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ พร้อมด้วยภารกิจในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ด้วยอิทธิพลของเสรีนิยมใหม่ เธอยอมรับว่าจำเป็นจะต้องละทิ้งนโยบายแบบเคนส์เซียนและหันมาใช้วิธีการบริหารตามแนวทฤษฎีสำนักการเงินนิยม (monetarism) หรือแบบเน้นอุปทาน (supply-side) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อังกฤษประสบอยู่ในช่วงทศวรรษ 1970



กระบวนการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ (neoliberalisation) หยิบฉวยเอาทุนทางวัฒนธรรมแบบเสรีนิยมที่ฝังราก (Embedded liberalism) อย่างมั่นคง ในสังคมตะวันตก โดยผู้นำกระบวนการนี้ได้เน้นนำคุณค่าที่เป็นเสาหลักของแนวคิดเสรีนิยมคือ “อิสรภาพและเสรีภาพส่วนบุคคล” รวมทั้งรังสรรค์ปั้นแต่งใหม่ด้วยกลวิธีตอกย้ำ (ละเลย) คุณค่าที่พึงปรารถนา (ไม่พึงปรารถนา) ในสายตาของตน เพื่อออกแบบ ผลิต และผลิตซ้ำคุณค่าเหล่านั้นให้เข้าแทนที่คุณค่าเดิมและผสมกลมกลืนกับคุณค่าอื่นอย่างแนบเนียนจนกลายเป็น “สามัญสำนึก” ของสมาชิกแต่ละคนในสังคม ดังคำกล่าวที่โด่งดังของแทตเชอร์ประโยคหนึ่งว่า « no such thing as society, only individual men and women » ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศสงครามต่ออุดมคติแบบสังคมนิยม (หรือคุณค่าที่เสนอโดยพรรคแรงงาน พรรคการเมืองคู่แข่งฝ่ายซ้าย) ด้วยการตอกย้ำอุดมคติแบบปัจเจกนิยม (individualism) ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 11 ปีที่เธอดำรงตำแหน่งนายกฯ ถึงความเป็นสากลแท้จริงและอยู่เหนือสังคมของสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกชน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เธอประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจและสังคมอังกฤษ และสามารถทำลายพื้นที่ในสังคมของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชนชั้นแรงงานอย่างราบคาบ

บทความนี้ต้องการเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของลัทธิ (Doctrine) เสรีนิยมใหม่ในเชิงปรัชญาและเชิงประวัติศาสตร์การเมือง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจกับลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่มีอิทธิพลครอบงำความคิดกระแสหลักในสังคมไทยและสังคมโลกาภิวัตน์อย่างรู้เท่าทัน โดยในส่วนแรกของบทความ จะกล่าวถึงต้นตอของลัทธิเสรีนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยแนะนำนักคิดที่มีบทบาทสำคัญในสำนักเสรีนิยมคลาสสิค ซึ่งทำให้เสรีภาพของปัจเจกชนกลายเป็นคุณค่าและเป้าหมายที่สำคัญในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน ส่วนที่สองจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของสำนักเสรีนิยมจากภายใน โดยรับเอาหลักการประโยชน์นิยมเข้าแทนที่หลักสิทธิธรรมชาติ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดของบุคคลต่ออำนาจรัฐ ประโยชน์ของบุคคลและประโยชน์สาธารณะ ส่วนที่สามจะกล่าวถึงวิวัฒนาการลำดับต่อมาคือ สำนักเสรีนิยมนีโอคลาสสิคและเสรีนิยมใหม่ ที่ได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยมในอดีต ในส่วนนี้จะแสดงให้เห็นว่านักคิดเสรีนิยมใหม่นั้นสามารถสถาปนาแนวคิดของตนในบริบทของสังคมขณะนั้นอย่างไร ด้วยปัจจัยสนับสนุนใดบ้าง และในส่วนถัดไปจะกล่าวถึงลักษณะสำคัญของรัฐเสรีนิยมใหม่ ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกและผู้นำเข้าแนวคิดนี้ รวมทั้งตัวอย่างของประเทศไทย ก่อนที่จะสรุปในส่วนสุดท้าย

Wednesday, July 02, 2008

ทุนนิยมหายนะ

The Shock Doctrine : The Rise of Disaster Capitalism หนังสือเล่มล่าสุดของนักเขียน นักข่าวและคอลัมนิสต์ Naomi Klein เจ้าของผลงาน No Logo มีความน่าสนใจมาก ในการนำเสนอสมมุติฐานเกี่ยวกับ "ทุนนิยมหายนะ" กับการขึ้นมามีอิทธิพลของลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ในปัจจุบัน



Naomi พยายามแสดงให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของกลุ่มเสรีนิยมใหม่ Milton Friedman นำหลักการของความกลัวและวิธีการบำบัดผู้ป่วยทางจิตโดยสร้างอาการช็อกมาใช้อย่างไรในระดับสังคม

ในระดับปัจเจก การบำบัดนี้ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ แต่กลับเป็นการทำลายสภาวะแห่งเหตุผล และลดทอนให้บุคคลมีสภาพไม่ต่างจากทารก

ในระดับสังคม ความกลัวความไม่มั่นคง เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อ การตกงาน ความยากจน....วิกฤตเศรษฐกิจ ล้วนเป็นผลมาจากแนวนโยบายที่ฝ่ายเสรีนิยมใหม่เสนอ ซึ่งในทางสังคมและการเมือง ก็ทำให้ประชาชนไม่ต่างจากทารก ที่ต้องพึ่งพาและเชื่อฟังผู้นำ รวมทั้งสามารถบ่อนทำลายเสรีภาพและประชาธิปไตยได้อย่างชะงัดนัก

วิธีการที่ใช้ก็คือวิธีการเดียวกันกับที่ CIA ใช้ทรมานผู้ต้องขังคดีก่อการร้าย และตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก กับการทารุณและละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ถูกคุมขังในคุก Abu Grabi ของอิรัก

ลองดูหนังสารคดีสั้น ที่สร้างจากหนังสือเล่มนี้ โดยเธอเองร่วมกับ Alfonso Cuaron (Children of men)



Naomi Klein พูดถึงแนวคิดและสมมุติฐานของงานล่าสุด



รวมทั้งลองอ่านงานวิเคราะห์ ในฐานะคอลัมนิสต์ ที่เธอพูดถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจของ Obama ในการหาเสียง
http://www.thenation.com/doc/20080630/klein