Tuesday, September 15, 2009

อย่ามองข้าม Normative Economics ของสติกลิตซ์

การเดินทางมาบรรยายในประเทศไทยของโจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของโนเบล ปี 2544 เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้หลายคนอดจับตามองไม่ได้ว่า “ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ” กิตติมศักดิ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์คนนี้จะมีข้อเสนออะไรที่น่าสนใจให้กับประเทศไทยบ้าง

ในงานสัมมนา “เอเชีย: เส้นทางสู่เศรษฐกิจใหม่” ซึ่งจัดโดยกลุ่มสื่อเนชั่นร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ ศาสตราจารย์สติกลิตซ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวคนสำคัญ (keynote speaker) ได้วิพากษ์วิจารณ์ความคิดกระแสหลักอย่างถึงราก เมื่อกล่าวว่าวิกฤตภาคการเงินทั่วโลกนี้เป็นภาพแทนความล้มเหลวของเศรษฐกิจระบบตลาดสไตล์อเมริกันและลัทธิเสรีนิยมที่มีรากฐานบนการบริโภคไม่สิ้นสุดหรือความโลภนั้นกำลังทำลายตัวเองและสร้างปัญหาให้กับเราผ่านทางปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม การกล่าวโทษระบบทุนนิยมอเมริกันรวมทั้งพาดพิงว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีนั้นไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่ดี ทำให้สติกลิตซ์ถูกตำหนิอยู่บ้างว่าไม่ได้เสนออะไรแปลกใหม่ไปกว่าที่มีการพูดกันมา ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยลดการพึ่งพาการส่งออกไปประเทศตะวันตกยังทำให้เขาถูกโจมตีว่าเสนออะไรที่เป็นไปไม่ได้ ???

ภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ถึงแม้จะมีฉันทามติเกี่ยวกับการยอมรับความล้มเหลวของระบบทุนนิยมอเมริกัน แต่นิ้วทั้งหลายมักพุ่งเป้าชี้ไปที่ความหละหลวมและผิดพลาดของภาคการเงินและสถาบันการเงินเป็นสำคัญ บทสนทนากระแสหลักก็มักวนเวียนอยู่แต่ประเด็นของระบบการกำกับตรวจสอบ “ระบอบการเงิน” (financial regime) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่ควรจะเป็นในอนาคตเพื่อลดความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในช่วงหลังของสติกลิตซ์กลับให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม” (economic and social justice) อย่างมาก ในการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของสหประชาชาติกับวิกฤตเศรษฐกิจ ที่สำนักงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกของสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสเคป (UNESCAPE) ที่กรุงเทพฯ ก่อนหน้าการสัมมนา “เอเชีย” เพียงหนึ่งวัน ดร. สติกลิตซ์ได้เน้นประเด็นเรื่องความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมากขึ้นในการจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจ เขาได้เสนอให้ประชาคมโลกร่วมกันสร้างสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจของโลก (global financial architecture) ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศทั้งหมด ไม่ใช่แค่ประเทศที่ร่ำรวยเพียงหยิบมือเดียวอย่างกลุ่มประเทศ G8 หรือ G20

เขาได้เสนอให้กลุ่มประเทศร่ำรวยอย่าง G20 โอนเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ของชุดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus package) ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้จัดการกับปัญหาความยากจน เนื่องจากที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในมือของประเทศหยิบมือเดียว ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกลับต้องมาร่วมแบกรับผลกระทบของวิกฤตเศษฐกิจที่มีต้นตอจากประเทศกลุ่มเล็กๆ นอกจากนี้ ปัญหาความยากจนก็ถูกซ้ำเติมอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้คนเหล่านี้ถูกริดรอนสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการได้บริโภคน้ำสะอาดหรืออาหารที่ถูกสุขลักษณะ สิทธิในการมีสุขภาพที่ดีและการเข้าถึงศึกษา

ในฐานะประธานของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (UN Commission of Experts on Reforms of International Monetary and Financial System) ต้องถือว่าสติกลิตซ์เป็นกระบอกเสียงที่ดีของนายมิเกล เดสโคโต บร็อคแมน ประธานสมัชชาแห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ซึ่งมีภูมิหลังการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาในหลายประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2552 นายบร็อคแมนได้แถลงว่า “ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของโลก สมาชิกทั้งหมดของสมัชชาฯ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม G192 เท่านั้นที่จะสามารถนำการปฏิรูปมาสู่ศตวรรษที่ 21 ได้”

ดร. สติกลิตซ์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิกฤตภาคการเงินกับบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทม์เมื่อเดือนกันยายน ปี 2551 มีใจความตอนหนึ่งว่าวิกฤตทุกครั้งย่อมต้องผ่านไป แต่สิ่งที่จะหลงเหลือจากวิกฤตที่รุนแรงระดับนี้ก็คือ การต่อสู้ทางความคิดในระดับโลกเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในอนาคตที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดกับคนจำนวนมากที่สุด ดังนั้น เขาจึงเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนจำนวนมากได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการสัมมนาที่กระทรวงต่างประเทศ เขาจึงพยายามเสนอให้มีการจัดความสัมพันธ์ใหม่ในเรื่องบทบาทของตลาด รัฐและทุกภาคส่วนในสังคม

ข้อมูลอีกชิ้นที่น่าสนใจก็คือบทบาทในปัจจุบันของสติกลิตซ์ในฐานะประธานของคณะกรรมาธิการว่าด้วยการวัดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม (Commission on the Measurement of Economic Performance and Social Progress) ซึ่งทำหน้าที่ค้นหาดัชนีทางเลือกที่จะใช้แทนผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) โดยมีแนวทางการศึกษาที่ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญคือ แนวคิดของจีดีพีในอดีต แนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานชุดนี้ถูกตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดีซาร์โกซีของฝรั่งเศสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2551 และน่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่ออมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลผู้สนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่เคารพสิทธิและเสรีภาพได้มาเป็นที่ปรึกษาให้สติกลิตซ์ รวมทั้งยังมีสมาชิกที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการหัวก้าวหน้าจากหลายประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่ศาสตราจารย์สติกลิตซ์จะหยิบยกประเด็นของจีดีพีที่เป็นปัญหาขึ้นมากล่าวถึงในการสัมมนาครั้งนี้

ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียท่านนี้อาจทำให้คนไทยหลายคนผิดหวังที่ไม่ได้ยินคำตอบแบบสำเร็จรูปสำหรับเศรษฐกิจไทย แต่นั่นก็เพราะเขากำลังให้ความสำคัญกับเศรษฐศาสตร์เชิงปทัสถาน (Normative Economics) หรือเศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็น ซึ่งมุ่งเน้นการค้นหารูปแบบของสังคมที่พึงปรารถนา และไม่อาจตัดค่านิยมหรือความเชื่อออกจากการวิเคราะห์ได้

สติกลิตซ์ได้เคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้ระบบเศรษฐกิจจะโลกาภิวัฒน์ แต่ความรู้นั้นยังคงเป็นเรื่องท้องถิ่น เพราะคุณย่อมรู้ดีกว่าคนอื่นเกี่ยวกับสังคมของตัวคุณเอง ดังนั้น คงไม่มีใครรู้จักเศรษฐกิจไทยดีไปกว่าคนไทยหรอกครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------
มุมมองบ้านสามย่าน, กรุงเทพธุรกิจ 27 สิงหาคม 2552

Thursday, June 25, 2009

"สิทธิชุมชน แปลว่า บ้านกู"

หลายคนคงจำได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ศาลปกครองจังหวัดระยองได้ประกาศ ให้พื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อันได้แก่ ตำบลเนินพระ ตำบลมาบข่า ตำบลทับมา ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองและตำบลบ้านฉาง ในอำเภอบ้านฉางเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น คำตัดสินดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสสนับสนุนและคัดค้านเป็นคลื่นสองระลอก คือ เกิดความปิติในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษ กลุ่มต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิชุมชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะตามมาด้วยกระแสคัดค้านของธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มทุนขนาดใหญ่

ในช่วงนั้น เสียงต่อต้านจากฝ่ายหลังดูเหมือนจะได้รับการประสานอย่างดีจากนักการเมือง-เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารบางคนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก รวมทั้ง “ม็อบ” ของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง จนทำให้ดูเหมือนว่าการพิจารณาของศาลปกครองยังไม่รอบด้านเพียงพอและหน่วยงานของรัฐจำเป็นจะต้องเข้ามาอุทธรณ์คำตัดสินครั้งนี้

จะเป็นเพราะกระแสทัดทานการยื่นอุทธรณ์จากภาคประชาชนหรือไม่ก็มิอาจทราบได้ แต่ผลที่สุดปรากฏว่าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเห่งชาติ (สวล.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นมีมติให้อุทธรณ์คำตัดสินเพียงประเด็นที่ศาลระบุว่าคณะกรรมการฯ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

สำหรับสื่อมวลชนเองพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอความขัดแย้งนี้ในลักษณะ “เหรียญสองด้าน” เข้าทำนองว่า “ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาย่อมมีทั้งได้และเสีย” เท่านั้น ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะนอกจากสื่อกำลังปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐแล้ว สื่อยังช่วยตอกย้ำคำตอบแบบขอไปทีของนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งนิยมใช้คาถารักษาทุกโรคว่า “ทุกอย่างในโลกมีสองด้านเสมอ มีได้ต้องมีเสีย” โดยไม่สนใจว่าใครคือคนได้และใครเสีย จำนวนเท่าใด

ผมคิดว่าเราไม่สามารถนำจำนวนเสียงสนับสนุนมาเปรียบเทียบแบบง่ายๆ กับเสียงคัดค้านได้ แต่จำเป็นต้องมีการแยกแยะให้ชัดเจนว่ากลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มีกลุ่มใดบ้างเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders)” ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาโดยตรง และกลุ่มใดบ้างเป็นเพียง “กลุ่มผลประโยชน์ (interest groups)” ที่พยายามสร้างแรงกดดันเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายให้เป็นประโยชน์กับตนหรือป้องกันการสูญเสียในอนาคต ซึ่งความสับสนในการแยกแยะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ออกจาก “กลุ่มผลประโยชน์” ในกรณีของมาบตาพุดทำให้สังคมสับสนประเด็นของผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมกับเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุนของจังหวัดระยอง ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่เราต้องตระหนักคือผลกระทบด้านลบทางสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและสุขภาพของผู้คนได้เกิดขึ้นจริง ไม่มีใครปฏิเสธได้และผู้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเหล่านี้ต้องรับผิดชอบ

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้มีงานวิจัยที่ชื่อ “อนาคตระยอง เส้นทางสู่สังคมสุขภาพ” ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ทำการประเมินผลกระทบของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดและจังหวัดระยองอย่างรอบด้านแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพ 4 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สังคมและเศรษฐกิจ

ในด้านสิ่งแวดล้อม ประชาชนในเขตมาบตาพุดต้องรับผลกระทบของปัญหามลพิษอย่างรุนแรงทั้งด้านอากาศ น้ำ ความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมีและกากของเสียที่ถูกนำมาทิ้งตามที่สาธารณะ ในส่วนของมลภาวะทางอากาศ อันตรายจากสารอินทรีย์ก่อมะเร็งนั้นถือว่าเข้าขั้นวิกฤต อย่างที่เห็นในกรณีตัวอย่างของคุณลุงน้อย ใจตั้ง ชาวมาบตาพุดที่ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหลายคนไปด้วยโรคมะเร็ง ขณะที่ภรรยาก็กำลังป่วยด้วยโรคนี้ในปัจจุบัน

ในด้านทรัพยากร ชาวระยองที่ได้รับผลกระทบประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่งอย่างรุนแรง ขณะที่ในด้านสังคม การพัฒนาอุตสาหกรรมและเมืองได้ทำลายความเป็นชุมชนท้องถิ่นและสถาบันครอบครัวลง รวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ที่มากับการขยายเมืองตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การติดเชื้อเอดส์ การล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ

สุดท้าย ในทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งแต่สนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เคยสมดุลของระยองลง กล่าวคือ จากในปี 2524 ที่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เหมืองแร่ การค้าและบริการเคยสร้างผลผลิตได้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณ ร้อยละ 36, ร้อยละ 35 และร้อยละ 29 ตามลำดับ ปรากฏว่าในปี 2549 สัดส่วนดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเป็นร้อยละ 3, ร้อยละ 79 และร้อยละ 18 ซึ่งกลายไปเป็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาก
งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจในแง่ของความเหลื่อมล้ำ และการกระจุกตัวของรายได้ รวมทั้งระบบการจัดเก็บและจัดสรรภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหลักเพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้า จากนั้นปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ยังถูกซ้ำเติมจากระบบภาษีที่เงินภาษีกว่าร้อยละ 80 ถูกจัดเก็บเข้ากรุงเทพฯ เพราะบริษัทเหล่านี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ดังนั้น หากเปรียบเทียบสัดส่วนของผลผลิตที่เกิดขึ้นในระยองกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรแล้ว ปรากฏว่า ระยองได้รับจัดสรรงบประมาณคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.71 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดเท่านั้น!

ประสบการณ์และบทเรียนจากมาบตาพุดและระยองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับประวัติศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยแต่อย่างใด การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นแต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและให้ความสำคัญกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อหัวได้พิสูจน์ให้เห็นนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าผิดพลาดและอันตราย เพราะไม่ได้สนใจชุมชนและมนุษย์ รวมทั้งไม่เคารพวิสัยทัศน์และความต้องการของชุมชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่น ในกรณีของมาบตาพุด สิ่งที่ภาครัฐเรียกว่า “ความเจริญ” เกิดขึ้นบนต้นทุนมหาศาล นั่นคือ การล่มสลายของภาคเกษตรกรรม ความยากจน การทำลายชุมชนและลดค่าความเป็นมนุษย์ของคนในเขตนิคมอุตสาหกรรมให้กลายเป็นเพียงปัจจัยการผลิต

ในเมื่อภาครัฐอ่อนแอและเชื่องช้าเกินกว่าที่จะเรียนรู้และแก้ไขความผิดพลาดอันเกิดจากแนวทางการพัฒนาของตน ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นผู้ได้รับผลกระทบของการพัฒนาโดยตรงที่จะต้องต่อสู้และเรียกร้องเพื่อสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง อย่างเช่นที่ชาวมาบตาพุดแสดงให้เราเห็น

สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตจบบทความโดยอ้างอิงประโยคง่ายๆ แต่ได้ใจความ ซึ่งตัดมาจากสุทรพจน์อันคำคายและลึกซึ้งของคุณ “กรณ์อุมา พงษ์น้อย” ภรรยาของคุณเจริญ วัดอักษร ที่ได้กล่าวเอาไว้ในโอกาสครบรอบ 5 ปีการเสียชีวิตของคุณเจริญ วัดอักษร “นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนบ่อนอก” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552 ว่า ”สิทธิชุมชน แปลง่ายๆ ว่า “บ้านกู” และ สิทธิมนุษยชนก็แปลว่า “มึงก็คน กูก็คน”

===========================================================================
ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 26 มิถุนายน 2552

Thursday, May 28, 2009

แด่จิตวิญญาณเดือนพฤษภาคม เดือนแห่งการต่อสู้ของประชาชน



เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์วันที่ 18 พฤษภาคม (May 18 Commemorative Ceremony) ที่เมืองกวางจู (Gwangju) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

ย้อนหลังไปเมื่อ 29 ปีที่แล้ว ที่เมืองกวางจูซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงของประเทศไปประมาณ 270 กม. ได้เกิดเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นของมวลประชาชน (popular uprising) เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญในฐานะก้าวย่างแรกของกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้

ในเหตุการณ์นี้ ประชาชนหลายร้อยต้องจบชีวิตลงเนื่องจากการปะทะกับกำลังปราบปรามของทหาร คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ของไทย จะแตกต่างกันก็ตรงที่บรรดาญาติวีรชนและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดความหมายทางการเมือง กระทั่งสามารถผลักดันให้เกิดสำนึกร่วมต่อภาระในการชำระประวัติศาสตร์ และสามารถนำตัวผู้นำเผด็จการที่ออกคำสั่งสังหารประชาชนในขณะนั้นมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้

พิธีรำลึกจัดขึ้นที่สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม (May 18 National Cemetery) ซึ่งนอกจากเป็นที่ตั้งของสุสานผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์และพิพิทธภัณฑ์แล้ว ที่น่าสนใจคือ ภายในบริเวณยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสุสานของวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสามัญชนธรรมดาที่ได้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เช่นตัวอย่างที่ผมจดจำได้ดี คือ หลุมศพของคนขับแท็กซี่ผู้หนึ่งซึ่งเผาตัวตายเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน

งานพิธีการนั้นจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและสง่างาม องค์ประกอบต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าหลายภาคส่วนได้ร่วมกันทุ่มเทกำลังความสามารถให้กับพิธีรำลึกครั้งนี้ ท่ามกลางความรู้สึกทั้งประทับใจปนประหลาดใจในหลายเรื่อง สิ่งที่ดึงดูดใจผมเป็นพิเศษนั้นคือคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี ฮัน ซุง ซู ซึ่งได้ใช้เวลาและเนื้อหาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบ!

นายฮัน ซุง ซู ได้กล่าวในตอนต้นของสุนทรพจน์ไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในวันนี้เป็นผลโดยตรงมาจากคุณูปการของวีรชนประชาธิปไตย เช่น วีรชนในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ อันเป็นผลให้กระบวนการประชาธิปไตยในเกาหลีใต้นั้นดำเนินคืบหน้ามาเป็นลำดับ ถึงแม้เขาจะใช้เวลาค่อนข้างมาก (จนถึงมากเกินไป ในความรู้สึกของผม) ในสุนทรพจน์นี้กับเรื่องเศรษฐกิจและวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเขาพยายามสร้างความมั่นใจและปลุกใจให้ผู้ฟังร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ทั้งที่แขกของงานส่วนใหญ่เป็นญาติวีรชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย แต่เราก็พอเข้าใจได้ว่าความกังวลต่อวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ได้เข้าแทรกซึมและครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างเสมอหน้ากัน

หากตัดวาระเฉพาะกิจเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจออกไป ผมคิดว่าเราจะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้ผมกลับมาขบคิดถึงคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

ในทางทฤษฎี นักเศรษฐศาสตร์ (รวมทั้งรัฐศาสตร์) จำนวนไม่น้อยพยายามศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์และความสอดคล้อง/ขัดแย้งระหว่างประชาธิปไตยและทุนนิยม ซึ่งโดยพื้นฐานมีธรรมชาติที่ตรงข้ามกัน กล่าวคือ ประชาธิปไตยมีลักษณะเสมอภาค (egalitarian) เพราะทุกคนมีสิทธิทางการเมืองเท่ากันไม่ว่าจะรวยหรือจน และมีลักษณะจัดสรร (distributive) เพราะบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ขณะที่พื้นฐานของระบบทุนนิยมมีลักษณะไม่เสมอภาค (inegalitarian) เพราะขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพยากร

ภายใต้กรอบคิดนี้ กลไกสำคัญภายในระบบทุนนิยมประชาธิปไตย (democratic capitalism) จึงประกอบด้วย ตลาดในฐานะผู้จัดสรรทรัพยากรตามเกณฑ์ของประสิทธิภาพและรัฐซึ่งทำหน้าที่กระจายรายได้ใหม่ตามการกดดัน/เรียกร้องหรืออุปสงค์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม วิธีคิดแบบแยกขั้ว (polarization) ระหว่างการเมือง/เศรษฐกิจหรือรัฐ/ตลาด รวมทั้งการมองประชาธิปไตยและทุนนิยมว่าทั้งคู่มีความเป็นหนึ่งเดียวนั้นใช้อธิบายปรากฏการณ์จริงไม่ได้ เพราะไม่สามารถอธิบายการดำรงอยู่ร่วมกัน (coexistence) ระหว่างระบบการเมืองและเศรษฐกิจบางรูปแบบ (เช่น กึ่งประชาธิปไตยและทุนนิยม) หรือไม่สามารถอธิบายว่าทำไมระบบเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจึงทำงานได้ดีกว่าอีกประเทศหนึ่งทั้งที่สองประเทศนั้นมีระบบการเมืองและเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน

การไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจสำหรับคำถามเหล่านี้ นำไปสู่ความคิดปฏิกิริยาว่าระบบประชาธิปไตยและ/หรือทุนนิยมนั้นไม่ได้วิเศษเลิศเลออย่างที่กล่าวอ้างกัน ทั้งที่จริง การมองแบบแยกส่วนและสำเร็จรูปต่างหากที่ทำให้การวิเคราะห์กลไกการทำงานของระบบทุนนิยมประชาธิปไตยผิดพลาด

นอกจากนี้ กรอบคิดแบบแยกขั้วระหว่างรัฐและตลาดยังทำให้เรามองข้ามอีกปริมณฑลหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ทางสังคม ซึ่งถูกผลักให้ออกไปอยู่นอกการแบ่ง 2 ขั้วคือเศรษฐกิจ/การเมืองและทำให้สังคมกลายเป็นเพียงแนวคิดที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เราละเลยกลไกสำคัญอย่างภาคประชาสังคม (civil society) ซึ่งผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้

ประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีและเกาหลีใต้ได้แสดงให้เห็นว่าเส้นทางการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นแสนสาหัสไม่แพ้ที่ใดในโลก อย่างไรก็ตาม ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของอิสรภาพเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ประชาชนของเขาได้มีโอกาสเฉลิมฉลองอย่างภาคภูมิกับความเจริญรุดหน้าทั้งในแง่ของประชาธิปไตยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่มีระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ค่อนข้างต่ำ จะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงค์ของการรู้ระลึกคุณวีรชนประชาธิปไตยที่ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างที่เห็น

หันกลับมามองตัวเองบ้าง คุณรู้สึกละอายใจเหมือนผมกับสิ่งที่เราปฏิบัติกับผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยในบ้านเราบ้างไหม?

---------------------------------------------------
มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 28 พฤษภาคม 2552

Friday, April 24, 2009

โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม โดยเฉพาะระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันอย่างรุนแรง ทั้งจากกลุ่มนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

เกือบทุกเวทีของการประชุมระดับผู้นำ จะต้องปรากฏข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนและถอดบทเรียนจากระบบการเงินที่ล้มเหลวในการควบคุมตรวจสอบการให้สินเชื่อ การเก็งกำไรและการจัดการความเสี่ยง

ผู้นำประเทศอุตสาหกรรมบางคนถึงกับเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางความคิดเกี่ยวกับระบบทุนนิยมอย่างถึงราก ตัวอย่างที่สำคัญคือประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โกซีของฝรั่งเศส ซึ่งได้ประกาศอย่างท้าทายในระหว่างการประชุม “โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่ (New World, New Capitalism)” ที่ปารีสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า “ทุนนิยมเสรี (laisser-faire capitalism) ได้ตายไปแล้ว!”

การประชุมชื่อเต็มว่า โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่: คุณค่า การพัฒนาและการกำหนดกฎเกณฑ์ (New World, New Capitalism: Values, Development and Regulation) เกิดจากความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีซาร์โกซีและอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ของอังกฤษที่ต้องการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดวาทกรรมเกี่ยวกับแบบจำลองที่ควรจะเป็น ของระบบเศรษฐกิจโลก (global economy) ซึ่งถูกผูกขาดโดยสหรัฐฯมาเป็นเวลานาน

ในการประชุมดังกล่าว ประเด็นเกี่ยวกับทุนนิยม “เก่า” และ “ใหม่” จึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสนทนาซึ่งเน้นหนักไปที่ผลกระทบเชิงลบของโลกาภิวัฒน์ (เช่น ความเหลื่อมล้ำและขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ) วิกฤตภาคการเงินซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติของระบบทุนนิยมอเมริกันที่ถือกำไรระยะสั้นเป็นแรงจูงใจและมีระบบควบคุมตรวจสอบ (governance) การดำเนินธุรกิจที่บกพร่อง

ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกรอบความคิด เพื่อก้าวออกจากทุนนิยมที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจโลกไปสู่ทุนนิยมที่มี “จริยธรรม” นั่นคือระบบเศรษฐกิจซึ่งรัฐและธุรกิจมีจิตสำนึกและรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งเคารพข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม

ในเอกสารกำหนดประเด็นการสนทนาซึ่งเตรียมโดยสถาบันวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส (Centre d’analyse stratégique) ยังได้อ้างถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เสนอให้นำกลไกเชิงสถาบันที่นอกเหนือจากกลไกตลาด เช่น กลไกการรวมกลุ่มต่อรองทางสังคมมาช่วยจัดสรรทรัพยากรและแทรกแซงให้เกิดสังคมที่เสมอภาคยิ่งขึ้น

แนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อเป็นทางเลือก จึงไม่ใช่แค่แนวนโยบายแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) ที่เราคุ้นเคย ซึ่งเสนอเพียงให้รัฐแสดงบทบาทนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องการพัฒนา โดยเสนอให้นำตัวแปรเช่น “Capabilities” (ขีดความสามารถ: ผู้เขียน) มาใช้เป็นดัชนีวัดทั้งรายได้และความเป็นอยู่ของคนแทนรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากร

ทั้งนี้ “ขีดความสามารถ (capabilities)” เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ได้รับการเสนอจากอมาตยา เซ็น (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งแต่สิบปีที่แล้วและได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นที่รู้จักในฐานะกรอบความคิดใหม่ที่เรียกว่า Capabilities Approach

เซ็นอธิบายว่าขีดความสามารถ (capabilities) สะท้อนถึงความสามารถของบุคคลที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบุคคลนั้นปรารถนาที่จะทำหรือจะเป็น (things that a person may value doing or being) โดยครอบคลุมตั้งแต่ความจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น ได้บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะหรือได้อุปโภคเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด ไปจนถึงการทำกิจกรรม/ดำรงสถานะ/อยู่ในสภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น

ในบทความล่าสุดของเซ็นเกี่ยวกับระบบทุนนิยมและวิกฤต ที่ชื่อว่า Capitalism Beyond the Crisis (25 กุมภาพันธ์ 2552, เผยแพร่ใน New York Review of Books, 26 มีนาคม 2552) เซนได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้ คือระบบทุนนิยม “ใหม่” ที่มีรูปแบบและวิธีการทำงานแตกต่างไปจากเดิมหรือว่าระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น หลากหลายและเคารพระบบคุณค่าทางสังคมและสถาบันที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมกันแน่

เซ็นกล่าวว่าวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ทำให้เราหวนกลับมาตั้งคำถามตัวเองเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่เราต้องการ กล่าวคือ วิชาเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่เราจะสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราอาจต้องทำอันดับแรก คือประเมินเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสอนและถูกใช้กันอยู่ในปัจจุบันในฐานะคู่มือชี้นำและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เขายังพยายามชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจที่ไม่แตกฉานในระบบตลาดและแยกแยะไม่ออกว่ากลไกตลาดนั้น “จำเป็น” หรือ “พอเพียง” ก็เป็นอีกปัญหาสำคัญซึ่งทำให้เกิดการตีความ “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิท (Adam Smith) ผิดเพี้ยนไป

สำหรับเซ็นแล้ว อดัม สมิทคือนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “ผลประโยชน์ส่วนบุคคล” สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่งเพียงใดในการจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความมั่งคั่งให้กับสังคมส่วนรวม และที่สำคัญ สมิทสนับสนุนกลไกตลาดในบริบทของสังคมเศรษฐกิจช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งการค้าเสรีโดยเอกชน ที่ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ได้ก่อให้เกิดผลได้ในแง่ของการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชากร ลดความยากจนและความอดอยากลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม พวกที่บูชาตลาดอย่างสุดโต่ง (market fundamentalists) มักจะกล่าวอ้าง “มือที่มองไม่เห็น” ของสมิทอย่างพร่ำเพรื่อ

นอกจากนี้ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังมักไม่ค่อยตระหนักเกี่ยวกับงานของอดัม สมิทก็คือ สมิทเห็นว่าตลาดและกลไกตลาดสามารถทำงานได้ดีก็เพียงในปริมณฑลทางเศรษฐกิจเท่านั้น สังคมที่พึงปรารถนายังคงต้องการการสนับสนุนจากสถาบันอื่น เช่น บริการสาธารณะ โรงเรียน ฯลฯ นอกจากนี้ ในงานเขียนหลายชิ้นของเขา สมิทได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่กำไร ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรมและมนุษยธรรม

การอธิบายความคิดและความเชื่อของอดัม สมิทในบทความของเซ็น ทำให้เราเห็นว่าเศรษฐศาสตร์นั้นไม่ได้ขาดแคลนองค์ความรู้เกี่ยวกับทุนนิยมแม้แต่น้อย นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ยุคของอดัม สมิทก็ได้เตือนให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของกลไกตลาดและระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเพียงกลไกตลาดโดยลำพังมาเป็นเวลานานแล้ว

การพิจารณาถึง “โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่” อาจไม่สำคัญเท่าไรนัก หากเราสามารถเข้าใจโลก “เก่า” ที่เรายืนอยู่ได้อย่างดีเพียงพอ คำถามที่ผมอยากจะเสนอให้เราพิจารณาดูก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจ” ของเราเองต่อวิธีการทำงานของระบบทุนนิยมมากกว่าส่วนที่มาจากความบกพร่องที่เกิดขึ้นจากตัวระบบเอง

สุดท้ายแล้ว เราอาจตกใจระคนทึ่งหากได้ค้นพบว่าเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “โลกเก่า ทุนนิยมเก่า” คลาดเคลื่อนไปมากแค่ไหน !

-------------------------------------------
กรุงเทพธุรกิจ หน้าทัศนะวิจารณ์ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒

Thursday, February 12, 2009

โรฮิงญา แรงงานข้ามชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง

ประเด็นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เป็นกระแสขึ้นมาพักใหญ่หลังจากการเปิดเผยของสำนักข่าวบีบีซีเมื่อประมาณกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น มักถูกพูดถึงในบริบทของ “ความมั่นคง” หรือสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ทั้งที่ประเด็นนี้เกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยอย่างมาก

ที่กล่าวว่าเกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้อพยพทางเรือที่เราเรียกว่ามนุษย์เรือ (Boat People) โรฮิงญาในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้ามนุษย์หรือขบวนการลักลอบขนส่งแรงงานข้ามพรมแดนเพื่อนำไปขายเป็นแรงงานราคาถูก

หากพิจารณาอย่างไม่แยกส่วน ในกรณีของโรฮิงญา ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นเพียงหน้าหนึ่งของเหรียญ ขณะที่อีกหน้าหนึ่งคือปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่ผลักดันประชาชนเหล่านี้ให้ออกจากถิ่นที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สภาพความเป็นอยู่ที่ยากไร้ รวมทั้งการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในกรณีของชาวโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาระกันที่นับถือศาสนาอิสลามเหล่านี้ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง นับถือศาสนาและสิทธิในการประกอบอาชีพโดยอิสระ (โดยถูกยึดที่ดิน) รวมทั้งตกเป็นเหยื่อของการกดขี่และข่มเหงอย่างไร้มนุษยธรรม ขณะที่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) และวัฒนธรรมก็เข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา กล่าวคือ มักจะเดินทางไปประเทศที่มีเศรษฐกิจดี มีการจ้างงานและมีสภาพสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างและเอื้อให้คนเหล่านี้สามารถดำรงวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อเดิมโดยไม่ถูกกดทับหรือกีดกันอย่างรุนแรงเหมือนในพม่า เมื่อประกอบกับระยะทางที่ไม่ไกลนัก ประเทศอย่างมาเลเซียและไทยจึงกลายเป็นจุดหมายที่พึงปรารถนาสำหรับชาวโรฮิงญา

ในที่นี้ ผมอยากจะพูดถึงกรณีโรฮิงญาในบริบททางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งจะขอเน้นประเด็นแรงงานข้ามชาติและความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเช่น ความต้องการแรงงานราคาถูกภายในประเทศ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ รวมทั้งท่าทีของรัฐและทุนต่อแรงงานข้ามชาติ โดยอยากจะเริ่มต้นทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกว่า แรงงานข้ามชาติเป็นปรากฏการณ์ข้ามพรมแดนที่แต่ละประเทศเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่าและความเข้าใจต่อปัญหานี้มักถูกจำกัดอยู่ในแง่มุมที่แต่ละประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น

ในกรณีของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ (receiving country) ปัจจัยผลักดันหรือแรงถีบจากภายในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่นกรณีของพม่า) ประกอบกับปัจจัยดึงดูดในประเทศไทยเองทำให้แรงงานเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ด้อยโอกาสหรือได้รับการปฏิบัติในประเทศตนอย่างไม่เป็นธรรม เลือกเดินทางมาเพื่อหางานทำ นอกจากนี้ การที่ระบบเศรษฐกิจไทยพัฒนาบนฐานของการผลิตเพื่อส่งออก โดยเน้นความสามารถในการแข่งขันที่เกิดจากค่าแรงราคาถูก ก็ยิ่งทำให้แรงงานเหล่านี้ถูกดึงดูดเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของจีนและเวียดนามและการเชื่อมโยงของตลาดผ่านโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

อย่าลืมนะครับว่าการจ้างงานคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากอุปสงค์และอุปทานไม่มาพบกัน ดังนั้น แนวคิดและวิธีการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยตั้งสมมติฐานว่าฝ่ายแรงงานเป็นฝ่ายผิดและต้องรับผิดชอบเพียงฝั่งเดียวนั้นออกจะดูตาชั่งเอียงไปซักหน่อย

ถึงแม้บางคนอาจจะอยากปฏิเสธว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการผลิตอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเกือบทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตที่เน้นแรงงานมากกว่าทุน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจ้างแรงงานข้ามชาติราคาถูกในภาคการจ้างงานที่ไม่เป็นแบบแผน (non-traditional employment) เช่น รับจ้างทำงานบ้าน หรือก่อสร้างและประมงนั้น ล้วนเกิดจากความพยายามที่จะลดต้นทุนของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริการขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัยและอาหาร ซึ่งมีผลช่วยฉุดรั้งไม่ให้ค่าครองชีพและราคาสินค้าพื้นฐานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้น และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของประเทศไทยลดลง

ดังนั้น พูดอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดแล้ว ในว่าเราจะเป็นผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี (แต่ราคาถูก) เป็นเจ้าของบ้านที่ต้องการแรงงานราคาถูกทำงานบ้าน (รวมทั้งไม่เรื่องมากและไม่มีปากเสียง) หรือเป็นผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตโดยจ้างแรงงานที่สามารถจ่ายค่าแรงเท่ากับ (หรือต่ำกว่า) ค่าแรงขั้นต่ำได้ เราทุกคนล้วนมีส่วนสนับสนันให้เกิดแม่เหล็กขนาดใหญ่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย เราจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของพี่น้องแรงงานข้ามชาติ อย่างเช่นชาวโรฮิงญาที่ต้องเผชิญยถากรรมในการเดินทาง 15 วันกลางทะเลโดยเรือเก่าๆ ขนาดเล็กและยอมแลกชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่ได้รับค่าแรงต่ำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ

ดังนั้น ในการจัดการกับปัญหาเรื่องโรฮิงญา รวมทั้งแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นๆ จึงไม่อาจพิจารณาเพียงมิติของความมั่นคงของชาติ ซึ่งคับแคบและละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยกลุ่มต่างๆ เพราะประเด็นนี้สลับซับซ้อนและมีมิติหลากหลายซ้อนทับกันตามที่ได้เรียนไปแล้ว นอกจากนี้ หากเราตระหนักว่าเราทุกคนมีส่วนก่อให้เกิดปัญหานี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทัศนคติของคนไทยรวมทั้งท่าทีของรัฐบาลไทยในการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติจึงควรถูกทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเรื่อง “ความมั่นคง” จะต้องถูกรื้อใหม่ เพราะไม่ได้ช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังทับถมและสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐไทยจะต้องหันมายึดถือหลักการ “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งยึดถือเอาคนไม่ว่าจะเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใดเป็นตัวตั้งแทน

ความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน ชาติหรือภูมิภาค เพราะความมั่นคงของมนุษย์ครอบคุมถึงทุกมิติ ทั้งการมีงานทำ มีอาหารที่สะอาดและเพียงพอ มีสุขภาพแข็งแรง มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีสังคมที่สงบสุขและอยู่ในระบบการเมืองที่สร้างสรรค์ การใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาจึงเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างยิ่ง

หากรัฐไทยไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนาและจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ผมอยากขอให้เริ่มต้นจากการพึงระลึกไว้เสมอว่ารัฐและสังคมมีหน้าที่ส่งเสริมและรักษา โดยไม่แบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ ให้สมาชิกทุกคนเป็นอิสระจากภัยคุกคามพื้นฐานสองประการ คือ “อิสระจากความกลัว” เช่น อันตรายจากความรุนแรงหรือสงครามและ “อิสระจากความต้องการ” เช่น ความหิวโหย ขาดการเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาที่เคารพมิติของความเป็นมนุษย์

หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยพึงระลึกและปฏิบัติได้ตามที่ว่านี้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวจะถูกใครครหาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนเลยละครับ
------------------------------------------------------------------

บทความโดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ครับ

Monday, January 05, 2009

วิกฤตเศรษฐกิจกับแรงงานไทย

ถึงแม้ประเด็นการเลิกจ้างคนงานจะถูกพูดถึงมากขึ้นตามสื่อต่างๆ ในขณะนี้ แต่ข้อมูลที่ปรากฎส่วนใหญ่ยังสะท้อนมุมมองแบบราชการที่ยึดติดอยู่กับตัวเลขเชิงมหภาคและให้ความสำคัญกับข้อห่วงใยจากภาคธุรกิจหรือฝ่ายผู้ประกอบการ แต่ละเลยสภาพปัญหาและความต้องการของแรงงานผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกกลุ่มหนึ่ง

ในมุมมองของคนงานจำนวนไม่น้อย การโหมกระแสข่าววิกฤตเศรษฐกิจโดยสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง (แต่ผิวเผินและฉาบฉวย) กลับทำให้ข่าวการเลิกจ้างกลายเป็นเรื่อง “พอเข้าใจได้” ในสามัญสำนึกของคนทั่วไป และกลายเป็นข้ออ้างให้กับนายจ้างสามารถลดคนงานหรือเลิกจ้างเพื่อ “เพลย์เซฟ” ในระยะไม่ปลอดภัย

ในอีกมุมหนึ่ง ข้อโต้แย้งของฝ่ายนายจ้างอาจฟังดูมีน้ำหนัก เมื่อกล่าวว่าไม่มีใครต้องการประสบปัญหาจนกระทั่งต้องปิดกิจการ รวมทั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนงานนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2551 กลับแสดงให้เห็นว่าโรงงานหลายแห่งกำลังอ้างเหตุผลในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อนำมาตรการบางอย่างที่กฏหมายเปิดช่องให้ มาใช้เพื่อรักษากิจการของตนบนผลประโยชน์ของคนงาน

เช่น กรณีที่นายจ้างจำนวนมากใช้ประโยชน์จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ที่เปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้กับคนงานเต็มจำนวน

กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ตาม พ.ร.บ. แก้ไขฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 กำหนดให้นายจ้างที่มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่นายจ้างมิได้ให้ลูกจ้างทำงาน และจะต้องทำการแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ

ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนมากให้คนงานบางคนหรือบางกลุ่มหยุดงานชั่วคราวอย่างสม่ำเสมอ โดยละเลยข้อกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือในบางกรณี ก็ขอร้องให้คนงานตกลงหยุดงานชั่วคราวในลักษณะสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับการจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด (เช่น เสนอว่าจะจ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรง) โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าไม่ช่วยกันโรงงานก็อาจอยู่ไม่รอด

ข้อสังเกตุของผมก็คือ เจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายฯ คงไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายนายจ้างใช้มาตรา 75 เป็นเครื่องมือในการผ่อนปรนภาระต้นทุนเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแน่นอน การใช้วิธีการนี้จึงน่าจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิของคนงาน

นอกจากเรื่องการใช้วิธีการตามมาตรา 75 แล้ว ฝ่ายแรงงานเองยังได้แสดงความวิตกต่อพฤติการณ์อีกหลายลักษณะของนายจ้างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่น การคัดคนงานออกโดยไม่ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ทราบ การเลิกจ้างที่พุ่งเป้าไปที่กรรมการลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพ รวมทั้งการพยายามโยกย้ายการผลิตออกไปจ้างเหมาช่วง เนื่องจากแรงงานเหมาช่วงเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่ถือว่าเป็นพนักงานของบริษัทจึงไม่ได้รับสวัสดิการตามกฏหมาย

อาจกล่าวได้ว่ากระแส “ความเชื่อมั่น” ว่าเศรษฐกิจไทยจะซบเซาอย่างหนักในปีหน้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้แรงงานสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากยิ่งขึ้น

สำหรับขบวนการแรงงานเอง ปัญหาที่น่าวิตกกังวลอีกประการคือ คนงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะในโรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานหรือที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพฯ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิที่ตนควรได้รับจากนายจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง

ในสภาพเศรษฐกิจและบรรยากาศเช่นปัจจุบันนี้ จึงถือว่าแรงงานตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและไร้ความมั่นคงอย่างสูง ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของฝ่ายแรงงานที่มีไม่มากอยู่แล้ว กลับลดลงและแทบสูญเสียความสามารถในต่อสู้เรียกร้องสิทธิไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานขึ้น เพราะการณ์กลับปรากฏว่ากระบวนการไต่สวนของศาลแรงงานกลับยืดเยื้อยาวนานหลายปีจนคนงานไม่สามารถแบกรับต้นทุนของเวลาและค่าใช้จ่ายได้ ข้อเท็จจริงนี้กลับกลายเป็นผลดีกับฝ่ายนายจ้างและอาจเป็นแรงจูงใจให้นายจ้างเลือกที่จะฝ่าฝืนกฏหมายแรงงาน

ดังนั้น สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคส่วนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชนและขบวนการแรงงานเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลการเลิกจ้างที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนงานอย่างที่ฝ่ายแรงงานกำลังหวาดวิตก

เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะต้องข้ามให้พ้นจากกรอบความคิดแบบสำเร็จรูปที่ถูกเสนอตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจะต้องพิจารณากรณีการเลิกจ้างเป็นรายกรณี ไม่ยึดติดอยู่กับตัวเลขในลักษณะมหภาคที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงในระดับคนงาน

ส่วนนักข่าวที่ตั้งใจดีและพยายามจะเสนอข่าวคนงานถูกเลิกจ้าง ก็จะต้องไปไกลเกินกว่าการเสนอข่าวแบบ “วงเวียนชีวิต” ที่เน้นสะท้อนภาพความทุกข์ยากของคนงานเพียงคนเดียวหรือครอบครัวเดียวและผู้บริโภคสื่อก็ไม่ได้เข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง สื่อจะต้องหันมาเพิ่มบทบาทการให้ความรู้กับแรงงานเรื่องสิทธิ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบให้สังคมรับทราบ รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงให้กับแรงงานเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องเชิงนโยบายไปสู่รัฐบาล

สุดท้าย ขบวนการแรงงานเช่นสหภาพแรงงานในโรงงานต่างๆ จะต้องเป็นกำลังสำคัญเพื่อสอดส่องติดตามการเลิกจ้างในโรงงานของสมาชิกอย่างใกล้ชิด ในเบื้องต้น สหภาพจะเป็นผู้ตรวจสอบที่ดีเยี่ยมว่านายจ้างได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นอกจากนี้ สหภาพจะต้องมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้กับสมาชิกคนงานเกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติที่ตนพึงได้รับจากนายจ้าง

ที่สำคัญที่สุด การรวมตัวเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหภาพแรงงานจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและทำให้การผลักดันข้อเรียกร้องในระดับนโยบายเข้มแข็งมากขึ้น อย่างน้อยวันนี้ เราก็รู้แล้วว่าหน้าตาของรัฐบาลเป็นอย่างไรและจะต้องต่อรองกับใคร

--------------------------------------------------------------------------
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" กรุงเทพธุรกิจ 1 มกราคม 2552