Monday, November 08, 2010

ขอเชิญพบกับ "ประชาธิปไตยแบบสายตาสั้น"

คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หนัาทัศนะวิจารณ์การเมือง กรุงเทพธูรกิจ
วันที่ 14 ตุลาคม 2553
โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

อรุณธาติ รอย นักเขียนและนักเคลื่อนไหว เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมชาวอินเดียเคยตั้งคำถามที่ทรงพลังเอาไว้ว่า "ชีวิตหลังประชาธิปไตย เป็นอย่างไร"

"ประชาธิปไตย" ในที่นี้ รอยหมายถึงระบบที่กำลัง "ทำงาน" นั่นคือ ชุดของสถาบันและองค์กร ที่รวมความตั้งแต่วัฒนธรรม จารีต กฎเกณฑ์และองค์กรที่มีอิทธิพลอยู่ในสังคมการเมือง ส่วนคำถามเรื่องชีวิตหลังประชาธิปไตยเป็นการทวงถามถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยในระยะยาว ซึ่งใช้ได้กับใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในประเทศประชาธิปไตย หรือประเทศที่ทำเสมือนว่าเป็นประชาธิปไตย (อย่างเช่น ประเทศไทย)

ในงานเขียนเกี่ยวกับประชาธิปไตยของรอย เธอพุ่งเป้าไปที่ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่มักขาดความเป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นตัวแทนมากเกินไป เพื่อกระตุ้นให้ร่วมกันไตร่ตรองและหาแนวทางปรับปรุงประชาธิปไตยในเชิงโครง สร้าง นอกจากนี้ ยังชี้ชวนให้สมาชิกในสังคมตั้งคำถามถึงสิ่งที่พวกเราได้ร่วมกัน "กระทำ" กับประชาธิปไตย จนกระทั่งมันมีโฉมหน้าแตกต่างไปจากระบบการเมืองในความมุ่งหวังที่เราเคยมี ร่วมกัน ในโอกาสครบรอบวันมหาวิปโยคที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง คำถามเกี่ยวกับประชาธิปไตยในระยะยาวเหมาะสมกับกาลเทศะอย่างยิ่ง

37 ปีหลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญใน วันที่ 14 ตุลาคม 2516 บริบทการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ความหมายของ "ประชาธิปไตย" รวมถึงโฉมหน้าของ "ประชาชน" และ "ศัตรู" ของประชาธิปไตยในวันนี้ พร่ามัวและคลุมเครืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น มิหนำซ้ำ ยังเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้

ในเชิงสถาบันที่เป็นรูปธรรม รัฐธรรมนูญหมดสิ้นความหมาย และกลายเป็นเพียงเอกสารรับรองการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พรรคการเมืองถูกทำให้ไร้เสถียรภาพและอ่อนแอ สถาบันกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมประสบกับวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง เมื่อประชาชนจำนวนมากวิจารณ์ว่ากฎหมายถูกเลือกบังคับใช้อย่างไม่เสมอหน้า ขณะที่นักกฎหมายและตุลาการเองก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความเป็นธรรม เพราะความโอนเอียงตามกระแสการเมืองอย่างไร้จุดยืน นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์กับการเมืองก็เป็นที่ถกเถียง และตกเป็นเป้าของการวิจารณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฯลฯ

อะไรทำให้ประชาธิปไตยไทยเดินทางมาถึงจุดนี้

ถึงแม้รัฐประหาร 19 กันยายน จะเป็นจุดหักเหสำคัญของกระบวนการเติบโตของประชาธิปไตยไทยที่ทำให้ฉันทามติ เกี่ยวกับทิศทางและรูปแบบของประชาธิปไตยที่เคยมีร่วมกันต้องสิ้นสุดลง แต่รัฐประหารครั้งล่าสุดก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนธรรมชาติของชน ชั้นนำไทยที่ขาดวิสัยทัศน์หรือ "สายตาสั้น"

ตัวอย่างของความคิดตื้น สั้นและมักง่ายของชนชั้นนำไทยนั้นมีให้เห็นดาษดื่น ดูได้ตั้งแต่การวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแจ้งบัญชี ทรัพย์สินที่เป็นเท็จของอดีตนายกฯ ทักษิณในปี 2544 การทำรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 การรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แบบขอไปที การยุบพรรคการเมืองต่างๆ ฯลฯ

การให้ความสำคัญกับผลตอบแทนการเมืองระยะสั้น เช่น เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมืองเมื่อเผชิญกับปัญหานั้น สร้างเงื่อนไขให้ชนชั้นนำจำเป็นต้องผลิตซ้ำ "ความเป็นสภาพยกเว้น (exceptionalism)" อยู่สม่ำเสมอเพื่อลดแรงเสียดทาน และการต่อต้านจากพลังที่ต้องการความต่อเนื่องในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น เราก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว นั่นคือ ความเชื่อมั่นในคุณค่าของระบบประชาธิปไตยที่ค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงไปทีละเล็กละน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ชุดของวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ้างความชอบธรรมให้กับประชาธิปไตยแบบ ไทยนั้น ก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยสัมพัทธ์สุดโต่ง" ที่อ้างว่าต้องเป็นคนไทย เติบโตและเคยชินกับจารีตและวัฒนธรรม (อำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์) แบบไทยเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจประชาธิปไตยไทยได้ นอกจากนี้ การพยายามอธิบายประชาธิปไตยในเชิงเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแบบอื่นก็ถูก ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากข้ออ้างเรื่องความเฉพาะเจาะจงเชิงวัฒนธรรม

ตุลาการระดับสูงท่านหนึ่งเคยบอกกับเพื่อนชาวต่างชาติของผมระหว่างสนทนา กันเกี่ยวกับการเมืองไทย ว่า เขาต้องเอาประสบการณ์และพื้นเพความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ทิ้งไปให้หมดก่อนที่จะสามารถทำความเข้าใจและวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลไทยได้ นี่คือ ตัวอย่างของประชาธิปไตยสัมพัทธ์แบบสุดโต่งที่หลอมรวมจนเป็นวิธีคิดของคนไทยจำนวนไม่น้อย

สภาพยกเว้นที่ดูเหมือนจะทำงานในลักษณะชั่วคราวและเฉพาะกิจ จึงกลายเป็นสภาพยกเว้นแบบถาวรในสังคมไทยไปจนทำให้การรับรู้และเข้าใจกระบวน การพัฒนาประชาธิปไตยของบ้านเราขาดตอนเป็นช่วงๆ ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยกลุ่มที่ก้าวหน้าจะสามารถขยายฐานสนับสนุนของตนเอง เนื่องจากไม่สามารถจูงใจและขับเคลื่อนคนจำนวนมากที่ยังคงมีความเข้าใจเกี่ยว กับการก่อตัวและพัฒนาการของประชาธิปไตยแบบเป็นชิ้น เป็นเสี้ยว กล่าวคือ ยังคงอ้างอิงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเพียงไม่กี่จุดในประวัติศาสตร์ เช่น การอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งในความเป็นจริงเกิดจากชนชั้นนำไม่กี่คน ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนคนธรรมดาและขาดความร่วมสมัยไปแล้ว หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ที่ถึงแม้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีแต่ก็ต้องพบกับจุดหักเหในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อีก 3 ปีต่อมา ความรับรู้และเข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยไทยที่ขาดตอนแบบนี้ ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงประชาธิปไตยกับความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาค ประชาชนและประชาสังคมในการตรวจสอบและเรียกร้องประชาธิปไตย

จึงคงจะไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า "ความสายตาสั้น" จากชนชั้นนำถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นธรรมชาติของสังคมไทยโดยรวม ตัวอย่างล่าสุดของการเล็งเห็นประโยชน์เฉพาะหน้าอย่างสุดขั้ว คือการเรียกร้องและสนับสนุนให้รัฐบาลสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ราย!

ตามความคิดของอรุณธาติ รอย การยอมแลกประโยชน์เฉพาะหน้ากับประโยชน์ในระยะยาวเป็นธรรมชาติพื้นฐานของ มนุษย์และระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็มีปัญหาในการจัดการกับปัญหานี้ เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลมักจะมาจากการตัดสินใจเฉพาะหน้า นั่นคือ ผลการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยแบบตัวแทน จึงเป็นกระจกสะท้อนลักษณะดังกล่าวมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการจัดการกับ มันอย่างที่เรามักเชื่อกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่รอยเสนอนั้นกลับไม่ใช่การปฏิเสธ และโยนระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนทิ้งไป แต่กลับเป็นการเสนอให้ช่วยกันตรวจสอบ แก้ไขและปรับปรุงโครงสร้างของระบบการเมืองแบบนี้ คำถามที่เป็นหัวใจ ก็คือ กลไกการถ่วงดุลแบบใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลตัดสินใจทำอะไรมัก ง่ายอย่างที่เคยเป็นมาอีก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันเกิดจากรัฐบาลสายตาสั้นซ้ำ แล้วซ้ำเล่า เพราะเราแทบจะไม่มีที่ว่างในปฏิทินเหลือให้เพิ่มเติมเหตุการณ์แห่งความสูญเสียอีกแล้ว

ผลลัพธ์ทางการเมืองของการชะงักงันทางเศรษฐกิจ

แปลจาก The Political Consequences of Stagnation โดย Walden Bello
แปล: ภาคภูมิ แสงกนกกุล
เรียบเรียง: เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

ต้อง ขออภัยต่อที เอส อีเลียต (T.S. Eliot) เป็นการส่วนตัว แต่เดือนกันยายนต่างหากคือเดือนที่โหดร้ายที่สุดไม่ใช่เมษายน (บรรทัดแรกของกวีนิพนธ์ The Waste Land ที่โด่งดังของอีเลียต: ผู้แปล) ก่อนหน้าเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 เคยมี 11 กันยายน 1973 ที่นายพลปิโนเชต์โค่นล้มรัฐบาลอัลเลนเดและเริ่มต้น 17 ปีแห่งการปกครองของความกลัว ใกล้เข้ามา ในวันที่ 15 กันยายน 2008 เลห์แมนบราเธอร์ล้มละลายและส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนให้วิกฤตการ เงินกลายเป็นประสบการณ์เฉียดตายสำหรับระบบการเงินโลก

สองปีให้หลัง เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางมาก สัญญาณของการฟื้นตัวที่ผู้กำหนดนโยบายที่สิ้นหวังเคยกล่าวอ้างว่าได้สังเกตุ เห็นในปลายปี 2009 และต้นปีนี้กลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตา ในยุโรป ประชาชนกว่าสี่ล้านคนตกงานและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่บังคับใช้กับประเทศที่มี หนี้ท่วมท้นอย่างกรีซ สเปน อิตาลีและไอร์แลนด์มีแต่จะเพิ่มจำนวนคนว่างงานขึ้นอีกหลายแสน ทั้งนี้ เยอรมนีอาจรอดพ้นจากสภาพที่หดหู่นี้

ในเชิงเทคนิค ถึงแม้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยก็ตาม แต่การฟื้นตัวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด ของโลกที่หดตัวไปแล้วกว่า 2.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009 ตัวเลขนี้ถือเป็นการบ่งบอกถึงสภาพที่อ่อนเปลี้ยของไตรมาสที่สองที่มีอัตรา การเติบโตของจีดีพี 1.6 เปอร์เซ็นต์และอัตราการว่างงานที่แท้จริงสูงกว่าอัตราทางการ 9.6 เปอร์เซ็นต์ถ้าหากเราคิดรวมถึงกลุ่มที่เลิกล้มที่จะหางานไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจยังคงปฏิเสธที่จะลงทุน ธนาคารยังคงไม่ปล่อยเงินกู้ยืม ขณะที่ผู้บริโภคก็ยังปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ถ้าหากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ยังไม่มีออกมา แน่นอนว่าเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงที่หวาดกลัวกันนักหนาจะกลายเป็นความจริง เมื่อผลกระทบของการอัดฉีดเงินโดยรัฐบาลกลางกว่า 787 พันล้านเหรียญในระบบเศรษฐกิจค่อยๆ หมดลง

ที่ผู้บริโภคอเมริกันไม่ยอมใช้จ่ายนั้นก็มีผลสะเทือนไปยังระบบเศรษฐกิจโลกด้วย ไม่ใช่เพียงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เท่านั้น การใช้จ่ายเงินของชาวอเมริกันที่มาจากการกู้ยืมนั้นเคยเป็นแรงขับเคลื่อนของ ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ก่อนหน้าวิกฤตและเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นก็ไม่มีการใช้ จ่ายจากแหล่งอื่นมาแทนที่ สำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีนซึ่งได้รับการอัดฉีดจากแผนกระตุ้นของ รัฐบาลกว่า 585 พันล้านเหรียญนั้นมีผลชะลอแนวโน้มเศรษฐกิจหดตัวได้เป็นการชั่วคราวทั้งภายใน ประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ มันยังส่งผลกระทบบางส่วนไปยังอาฟริกาและอเมริกาใต้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันไม่มากพอที่จะดึงสหรัฐอเมริกาและยุโรปจากความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากไม่มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในจีนแล้ว โอกาสที่เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงไปสู่การเติบโตในอัตราที่ต่ำ การชะลอตัวลงหรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจถดถอยก็อาจจะเป็นจริงขึ้นมาสำหรับ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก

จะตัดหรือจะกระตุ้น

ที่ผ่านมา ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในแวดวงนโยบายจากฝั่งตะวันตกถูกแบ่งออกได้เป็น สองกลุ่ม กลุ่มแรก มองว่าความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้คืนได้เป็นปัญหาใหญ่กว่า เศรษฐกิจชะลอตัว จึงปฏิเสธที่จะสนับสนุนการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าการชะงักงันของเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่ สุดและต้องการแผนกระตุ้นมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับมัน ในการประชุมจี 20 ที่โตรอนโตในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น ทั้งสองกลุ่มนี้เผชิญหน้ากัน ในด้านหนึ่ง นางแองเกลา แมร์เคลของเยอรมนีสนับสนุนการรัดเข็มขัดและชี้ไปที่ความเสี่ยงจากความไม่ สามารถชำระหนี้ของประเทศลูกหนี้ของเยอรมนีในยุโรปตอนใต้อย่างกรีซ ขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาที่กำลังเผชิญกับอัตราว่างงานระดับสูงอย่างยากที่ จะควบคุมนั้นกลับสนับสนุนนโยบายแบบขยายตัว ถึงแม้เขาจะขาดเสียงสนับสนุนทางการเมืองในการผลักดันนโยบายดังกล่าวก็ตาม

ตามความเห็นของฝ่ายที่สนับสนุนการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐ พวกที่ต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลดูจะไม่มีข้อโต้แย้งมากนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาวะเงินฝืดเป็นความเสี่ยงที่กำลังน่าวิตก ความกลัวว่าการใช้จ่ายของรัฐจะเติมเชื้อไฟให้กับเงินเฟ้อดูจะผิดที่ผิดทาง นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับคนรุ่นต่อไปนั้นก็ออกจะไม่เข้า ที เพราะวิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะทำให้กับพลเมืองในอนาคตได้ก็คือสร้างหลัก ประกันให้พวกเขาได้รับส่งต่อระบบเศรษฐกิจที่เติบโตและมีสุขภาพดี การใช้จ่ายงบประมาณขาดดุลในขณะนี้จึงเป็นวิธีที่จะไปสู่การเติบโตแบบที่ว่า ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่สามารถชำระหนี้ของรัฐไม่ใช่ความเสี่ยงที่แท้จริงสำหรับประเทศที่กู้ ยืมในสกุลเงินที่ตนสามารถควบคุมได้ อย่างเช่นสหรัฐฯ เพราะถึงที่สุดแล้ว สหรัฐฯ สามารถจ่ายหนี้คืนโดยการสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ผู้ที่สนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเสียงดังที่สุด น่าจะเป็นพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์โนเบลที่กลายเป็นแกะดำในกลุ่มอนุรักษ์นิยม สำหรับครุกแมน ปัญหาก็คือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ยังใหญ่ไม่พอตั้งแต่ต้น แต่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่เขาต้องการควรจะเป็นเท่าใด? หรือมาตรการอื่นๆ แบบไหนที่รัฐบาลสามารถทำได้? ครุกแมนเองแสดงท่าทีอึกอักต่อคำถามเหล่านี้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาตระหนักได้ว่าแนวคิดเคนส์เซียนแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อ จำกัดของมันอยู่ นั่นคือ “ไม่มีใครรู้ว่ามาตรการเหล่านี้ทำงานได้ดีเพียงใด เหตุผลเท่าที่มีก็คือ ก็ยังดีกว่าที่จะได้ลองใช้มาตรการบางอย่างแม้มันจะไม่ได้ผล แทนที่จะมัวแต่หาข้อแก้ตัวและปล่อยให้แรงงานประสบกับความลำบาก” ครุกแมนกล่าวว่า นอกจากการใช้จ่ายแบบขาดดุลเพิ่มขึ้นแล้ว ทางเลือกที่มีก็คือ “การชะงักงันแบบถาวรและการว่างงานระดับสูง”

ครุกแมนอาจจะมีเหตุผลที่ดี แต่เหตุผลมักสำคัญน้อยกว่าอุดมการณ์ ผลประโยชน์และการเมือง กล่าวคือ ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับสูง แต่พลังที่ต่อต้านรัฐบาลขนาดใหญ่และงบประมาณแบบขาดดุลนั้นก็กำลังมีบทบาทใน สามประเทศตะวันตกที่สำคัญ นั่นคือ ในอังกฤษ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จในการลดบทบาทของรัฐบาล ในเยอรมนี ภาพของประชาชนกรีกและสเปนที่ฟุ่มเฟือยกำลังใช้จ่ายเงินกู้ยืมจากชาวเยอรมัน ที่ทำงานหนักนั้นกลายเป็นสิ่งที่ส่งให้พรรคของนางแมร์เกลขึ้นสู่อำนาจอย่าง ง่ายดาย และสุดท้าย ในสหรัฐอเมริกา ดังจะกล่าวต่อไป

ความล้มเหลวของโอบามา


แนวคิดที่ต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการว่างงานในระดับสูงเนื่องจากสาเหตุหลายประการ กล่าวคือ ประการแรก การต่อต้านงบประมาณขาดดุลนั้นสอดคล้องและไปได้ดีกับความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ กับรัฐบาลขนาดใหญ่ของชนชั้นกลางชาวอเมริกัน ประการที่สอง วอลสตรีทได้ฉวยโอกาสในการรับเอาแนวทางนี้เพื่อใช้สกัดกั้นความพยายามของ รัฐบาลที่จะกำกับและควบคุมตลาดหุ้นมากขึ้น ทั้งนี้ วอลสตรีทได้โจมตีว่ารัฐบาลขนาดใหญ่ต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ประการที่สามซึ่งไม่ควรถูกประเมินค่าต่ำเกินไป คือการกลับมาอีกครั้งของอิทธิพลเชิงอุดมการณ์จากพวกเสรีนิยมใหม่ ซึ่งรวมถึงพวกที่มาร์ติน วูฟ (Martin Wolf) นิยามว่า "เชื่อว่าความตกต่ำถึงขีดสุดจะช่วยชำระล้างสิ่งที่เกินพอดีในอดีตและนำไปสู่ ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแรงยิ่งขึ้น” ประการที่สี่ แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ปฏิเสธการใช้จ่ายของรัฐมีฐานมวลชนจำนวนมาก นั่นคือ ขบวนการทีปาร์ตี้ (the Tea Party Movement : กลุ่มเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าในอเมริกาที่ต่อต้านนโยบายและมาตรการที่เน้นการ ใช้จ่ายของรัฐและการเก็บภาษี: ผู้แปล) ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นกลับได้รับการสนับสนุนจาก ปัญญาชนสายก้าวหน้าที่ปราศจากฐานมวลชนหรือมีฐานแต่ก็ต้องผิดหวังไปเพราะโอบา มา

แต่ถึงกระนั้น ชัยชนะของสายเหยี่ยวอาจไม่ได้ถูกกำหนดมาแล้ว อย่างที่อนาโตล คาเลตสกี (Anatole Kaletsky) นักวิจารณ์เศรษฐกิจของนิตยสารไทม์ของลอนดอน ซึ่งถือว่าเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนร่วมกับแนวความคิดก้าวหน้าเท่าใดนักได้กล่าว เอาไว้ อิทธิที่เพิ่มขึ้นของกระแสต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลเกิดขึ้นจากความผิดพลาด ด้านยุทธวิธีของโอบามา ควบคู่กับความล้มเหลวของฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่สามารถเสนอวาทกรรมเกี่ยวกับวิกฤต เศรษฐกิจที่สามารถโน้มน้าวผู้คนได้ ความผิดพลาดด้านยุทธวิธีที่สำคัญของโอบามา คือการเข้ารับผิดชอบผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้โดยใช้หลักการร่วมสองพรรคในสภา (bipartisanship) ซึ่งตรงข้ามกับโรนัล เรแกนและมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ที่เคย “ปฏิเสธไม่ขอรับผิดชอบกับปัญหาเศรษฐกิจใดๆ” ทั้งเรแกนและแทตเชอร์ใช้เวลา “ในช่วงหลายปีแรกของการบริหารเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อว่าวิบากกรรมทาง เศรษฐกิจทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากรัฐบาลฝ่ายซ้ายก่อนหน้านั้น สหภาพแรงงานที่มีบทบาท รวมทั้งชนชั้นนำสายเสรีนิยมก้าวหน้า”

คาเลตสกียังกล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าคือ “เรื่องเล่า” (เน้นโดยผู้แปล) แบบโอบามาที่มีความขัดแย้งในตัวเอง เพราะขณะที่โอบามาพยายามกล่าวโทษผู้บริหารสถาบันการเงินว่าโลภมาก ขณะเดียวกันเขากลับดำเนินการราวกับสถาบันการเงินเหล่านี้ใหญ่เกินกว่าที่จะ ล้มได้ "เมื่อธนาคารเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤตอย่างรวดเร็วและมีผลกำไรดีกว่าที่ ประชาชนถูกทำให้เชื่อ" คาเลตสกีได้เสนอในหนังสือ Capitalism 4.0 ของเขาว่า “นักการเมืองจากทุกพรรคก็ถูกตีตราจากกระแสสังคมว่าเป็นเหมือนตัวตลกที่ถูกทำ ให้ดูน่าขันโดยเหล่านายธนาคารที่พวกเขาพยายามจะตำหนิ" แน่นอนว่าชุดของแผนการปฏิรูปทางการเงินของพรรคเดโมแครตที่เพิ่งผ่านสภาไป นั้นสามารถตอกย้ำความรับรู้สาธารณะที่ว่าคนเหล่านี้ถูกเหมารวมหรือถูกทำให้ เสียขวัญโดยบรรดานายธนาคารที่พวกเขาประณาม ที่สำคัญ แผนปฏิรูปที่ว่านี้ ยังขาดข้อกำหนดที่มีประสิทธิภาพ : ข้อกำหนดแบบที่มีในกฎหมาย Glass-Steagall (เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกาปี 1929 จุดประสงค์เพื่อป้องกันการเก็งกำไร : ผู้แปล) ที่ป้องกันธนาคารพาณิชย์ไม่ให้เล่นบทวาณิชธนกิจควบคู่ไปด้วย; ห้ามการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟท (Warren Buffett) เรียกว่าเป็น "อาวุธทำลายล้างรุนแรง; "จัดเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศหรือ Tobin Tax (ภาษีที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล James Tobin จุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อลดการผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและป้องกันการเก็ง กำไรในระยะสั้น : ผู้แปล) และควบคุมการจ่ายผลตอบแทน โบนัสและแรงจูงใจอย่าง สต็อกออปชั่น (stock options) ให้กับผู้บริหาร

คาเลตสกีเชื่อ ว่าโอบามาน่าจะวาดภาพวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ในลักษณะว่ามันถูกสร้างขึ้นโดย “ปรัชญาแบบเชื่อมั่นตลาดสุดโต่งที่สร้างความแตกแยกและถูกทำให้ดูง่ายเกิน จริง แทนที่จะเป็นข้อบกพร่องส่วนตัวของนายทุนธนาคารและผู้กำกับดูแลสถาบันการ เงิน” ด้วยการนำเสนอคำอธิบายที่เป็นระบบของการเกิดวิกฤตแบบนี้ นักการเมืองก็จะสามารถยึดกุมจินตนาการสาธารณะด้วยเรื่องเล่าหลังวิกฤตแทน ที่จะเป็นการตั้งศาลเตี้ยให้กับพวกนายทุนจอมโลภ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วน่าเร้าใจกว่า” แต่อาจเป็นเพราะผู้ใกล้ชิดอย่างเลขาฯ กระทรวงการคลัง ทิม เกทธ์เนอร์ (Tim Geithner) และผู้อำนวยการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ ลาร์รี ซัมเมอรส์ (Larry Summers) ซึ่งทั้งคู่ต่างก็แยกตัวเองไม่ออกจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ เรื่องราวที่เป็นระบบแบบที่ว่ากลับไม่ปรากฏให้เห็น

สู่ยุทธศาสตร์แบบก้าวหน้า


ฝ่ายขวานั้นกำลังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้และอาจจะประสบชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งสหรัฐฯที่จะถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ พวกเขาจะสามารถมัดโอบามาและพวกเดโมแครตเข้ากับวิกฤติอย่างแน่นหนาจนทำให้คน ลืมไปว่ามันได้ปะทุขึ้นภายใต้รัฐบาลนิยมตลาดสุดโต่งของจอร์จ บุช อย่างไรก็ตาม ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่คร่ำครึของฝ่ายขวา พวกนักการเงินสายเหยี่ยวและผู้สนับสนุนทีปาร์ตี้ก็ไม่น่าจะเสนอทางเลือกอะไร มาแทนที่สิ่งที่พวกเขาได้ล้อเลียนว่าเป็น “สังคมนิยม” ของโอบามาได้ การปล่อยให้เศรษฐกิจตกต่ำถึงจุดที่ไม่สามารถทำงานต่อได้เพื่อที่จะรอให้มัน ดีงามขึ้นมายิ่งจะนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรงขึ้นจากประชาชนที่กำลังประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจ

แต่ฝ่ายก้าวหน้าก็ไม่ควรจะพึงพอใจต่อความสิ้นไร้ไม้ตอกของแนวคิดเศรษฐกิจแบบทีปาร์ตี้ พวกเขาควรพยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความล้มเหลวของนโยบาย เคนส์เซียนที่อ่อนแรงของโอบามา นอกเหนือจากความผิดพลาดเชิงยุทธวิธีที่เข้ารับผิดชอบวิกฤตและความล้มเหลวที่ไม่สามารถเสนอวาทกรรมต้านเสรีนิยมใหม่ที่มีพลังในการอธิบายวิกฤตแล้ว ปัญหาหลักของโอบามาและทีมงานของเขาก็คือความล้มเหลวที่จะเสนอทางเลือกอื่น เพื่อแทนที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่

จะว่าไปแล้ว องค์ประกอบของทางออกที่ก้าวหน้านั้นได้ถูกคัดทิ้งออกไปโดยนักเศรษฐศาสตร์สาย เคนส์เซียนและสายก้าวหน้าซะเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่, กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับสถาบันการเงิน, นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน, ภาษีสูงสำหรับคนรวย, การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, นโยบายอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว, การควบคุมเงินทุนไหลเข้าเพื่อเก็งกำไร, การควบคุมเงินลงทุนไหลกลับต่างประเทศ, การมีสกุลเงินของโลกและธนาคารกลางของโลก

รัฐบาลภายใต้โอบามาได้พยายามที่จะใช้มาตรการเหล่านี้บางส่วน แต่เนื่องจากความกระตือรือร้นที่ จะใช้หลักการร่วมสองพรรคในสภา, ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของบุคคลสำคัญในรัฐบาลกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและความ ล้มเหลวของบรรดาเทคโนแครตเช่น ซัมเมอรส์และเกทธ์เนอร์ที่ไม่สามารถข้ามพ้นกระบวนทัศน์ของเสรีนิยมใหม่ รัฐบาลนี้จึงล้มเหลวในการนำเสนอมาตรการเหล่านี้ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูป ทางสังคมที่มีขอบเขตกว้างขึ้นเพื่อทำให้การควบคุมและจัดการระบบเศรษฐกิจมี ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

สำหรับฝ่ายก้าวหน้า บทเรียนที่น่าจะได้จากโอบามาโนมิคส์ (Obamanomics) ที่ไม่ทำงานก็คือ การจัดการแบบเทคโนแครตเท่านั้นยังไม่เพียงพอ นโยบายแบบเคนส์ต้องเป็นส่วน หนึ่งของวิสัยทัศน์และแผนที่กว้างขึ้นกว่านี้ ทั้งนี้ กลยุทธ์นี้จะต้องมีแรงผลักสำคัญ 3 ส่วนประกอบกัน คือ หนึ่ง การตัดสินใจที่มีความเป็นประชาธิปไตยในทุกระดับของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับองค์กรจนถึงการวางแผนในระดับมหภาค, สอง ต้องมีความเสมอภาคมากขึ้นในการกระจายตัวของความมั่งคั่งและรายได้ เพื่อชดเชยอัตราการเติบโตที่ต่ำอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสภาพ แวดล้อม และสาม การประสานร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับหลักปฏิบัติเรื่องการแข่งขัน ทั้งในด้านการผลิตการกระจายและการบริโภค

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวไม่สามารถถูกป้อนลงมาจากข้างบนโดยชนชั้นนำเทคโนแครตอย่างที่ เคยเป็นมาภายใต้รัฐบาลนี้อีกต่อไป ความผิดพลาดใหญ่หลวงประการสำคัญที่ผ่านมาก็คือการปล่อยให้ขบวนการเคลื่อนไหว ของมวลชนที่เคยส่งให้โอบามาเข้าสู่อำนาจต้องหมดพลังลงไป ดังนั้น ต้องดึงให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ฝ่ายก้าวหน้าเองคงจะได้บทเรียนสำคัญจากขบวนการทีปาร์ตี้แล้วว่าพวกเขาต้อง เข้าร่วมช่วงชิงพื้นที่กับทีปาร์ตี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในประเด็นเรื่อง ความอยู่รอดหรือปากท้องของคนอเมริกันในระดับรากหญ้า

สุญญากาศดำรงอยู่ไม่ได้นานตามธรรมชาติ


ครุกแมนทำนายว่าผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน "จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายไปอีกหลายปี” อย่างไรก็ตาม ภาวะสุญญากาศไม่สามารถดำรงอยู่ได้นานตามธรรมชาติ ความผิดพลาดที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นจุดร่วมกันของพวกที่เชื่อมั่นในระบบตลาดสุด โต่งกับเทคโนแครตสายเคนส์เซียนนั้น คือ เพิกเฉยต่อความกลัวของผู้ตกงาน ผู้ที่กำลังจะตกงานและประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดช่องว่างเช่นนั้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าคนเหล่านี้จะสร้างพลังทางสังคมขึ้นมาจัดการ กับความกลัวและปัญหาของพวกเขาเอง

ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเติมเต็มที่ว่างนี้อย่างสร้างสรรค์ย่อมเป็นผลให้เกิดการฟื้นกำลังของฝ่าย ขวาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความกังวลที่น้อยลงสำหรับการแทรกแซงจากรัฐอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายขวาที่แข็งแกร่งขึ้นนี้จะเป็นฝ่ายขวาที่สามารถผนวกเอาแนวทางแบบเคนส์ เซียนของเหล่าเทคโนแครตเข้ากับแนวทางประชานิยมที่เป็นแนวปฏิกิริยาทางสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเรามีคำเรียกระบอบแบบนี้ว่า ฟาสซิสต์ และอย่างที่โรเจอร์ บูทล์ (Roger Bootle) ผู้เขียน The Trouble with Markets ได้เตือนพวกเราไว้ ชาวเยอรมันนับล้านได้ตาสว่างกับระบบตลาดเสรีและทุนนิยมในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ครั้งใหญ่ (ในทศวรรษ 1930s: ผู้แปล) แต่ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเสนอทางเลือกที่ทำได้ ทำให้ชาวเยอรมันตกเป็นเหยื่อของพรรคการเมืองที่เมื่อได้เข้าสู่อำนาจแล้ว กลับนำมาตรการแจกเงินแนวเคนส์เซียนที่สามารถลดอัตราว่างงานลงมายัง 3 เปอร์เซ็นต์เข้าผนวกกับข้อเสนอทางสังคมและวัฒนธรรมแบบต้านปฏิกิริยา (counterrevolutionary) ที่มีผลทำลายล้างอย่างเลวร้าย

ฟาสซิสต์ในสหรัฐอเมริกาฯ? มันไม่ได้ไกลเกินจริงอย่างที่คุณเคยคิดหรอก

กระแสต้าน “การเปลี่ยนแปลง” ความท้าทายล่าสุดของโอบามา

คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าการเมือง ทัศนะวิจารณ์
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กันยายน 2553
โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร



28 สิงหาคม พ.ศ. 2506 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ที่ลินคอลน์เมมโมเรียล ในวอชิงตัน ดีซี ซึ่งทุกคนยังจดจำวลีอมตะที่ว่า “ผมเองมีความฝัน (I have a dream)”

47 ปีต่อมา คนอเมริกันร่วมแสนมาชุมนุมในวันและสถานที่เดียวกัน เพื่อประกาศ “ฟื้นฟูเกียรติภูมิ” (Restoring Honor) ของอเมริกากลับคืนมา ในงานนี้ มีแขกสำคัญอย่างซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมาจากพรรครีพับลิกัน และมีผู้จัดและพิธีกรหลักคือ นายเกลน เบ็ค นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ช่อง “ฟ็อกซ์นิวส์” ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากจุดยืนแบบอนุรักษ์นิยม

ที่เป็นตลกร้ายก็คือ ฝูงชนที่มาชุมนุมกันในนามของ “Tea Party Patriots” (คำแปลตรงตัวคือ ผู้รักชาติงานเลี้ยงน้ำชา) เพิ่งถูกโจมตีจากองค์กรพิทักษ์สิทธิคนผิวสีในสหรัฐฯ NAACP ว่ามีรูปแบบของการเหยียดสีผิวในขบวนการเคลื่อนไหว แต่กลับนำมรดกของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงมาใช้เป็นสัญลักษณ์อ้างอิงอันหนึ่งในการชุมนุม

ทั้งนี้ ชื่อ “ทีปาร์ตี้” อ้างอิงกลับไปถึงเหตุการณ์ “บอสตัน ทีปาร์ตี้” ในปลายศตวรรษที่ 18 ขณะที่อเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในขณะนั้น ประชาชนได้ประท้วงการเก็บภาษีชาจากอังกฤษโดยโยนถุงชาจำนวนมากลงในอ่าวบอสตัน เหตุการณ์นั้นกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการประท้วงการเก็บภาษีจากรัฐบาลที่ ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน เนื่องจากชาวอเมริกันไม่มีผู้แทนของตนในสภาของอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมและ ออกกฎหมายบังคับเก็บภาษีจากสินค้าต่างๆ

เว็บไซต์ของเครือข่ายทีปาร์ตี้ได้นิยามขบวนการของตนไว้ว่า “ที ปาร์ตี้ คือ ขบวนการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าที่ต้องการสร้างความตระหนักต่อประเด็นต่างๆ ที่ท้าทายความมั่นคง อธิปไตยหรือความสงบเรียบร้อยภายในชาติอันเป็นที่รัก นั่นคือ สหรัฐอเมริกา” ส่วนในถ้อยแถลงภารกิจ (Mission Statement) ของกลุ่มผู้รักชาติทีปาร์ตี้ ได้ระบุว่าแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ การใช้จ่ายและการเก็บภาษีที่สูงเกินไปของรัฐบาล ภารกิจของขบวนการนั้นจึงเป็นการเรียกร้อง ให้ความรู้ จัดตั้งและขับเคลื่อนให้ผู้คนได้ร่วมกันกำกับนโยบายสาธารณะเพื่อให้สอดคล้อง กับคุณค่าหลัก 3 ประการคือ ความรับผิดชอบทางการคลัง รัฐบาลที่ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและตลาดเสรี!

สมาชิกของทีปาร์ตี้เชื่อว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ได้คุ้มครองปัจเจกชนจากการถูกรัฐบาลเก็บภาษีสูง เพื่อให้แต่ละคนมี “เสรีภาพส่วนบุคคล” ในการใช้จ่ายรายได้หรือเงินที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง พวกเขาจึงคัดค้านการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลของรัฐบาลที่จะนำไปสู่การเก็บ ภาษีในอัตราสูงในอนาคต รวมถึงปฏิเสธการจัดหาสวัสดิการทุกประเภทให้แก่ประชาชน

การชุมนุมในนามของทีปาร์ตี้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2552 และค่อยๆ ขยายตัวจนกลายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ปัจจุบัน เครือข่ายมีกิจกรรมทั้งเล็กและใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การจัดตั้งและรวมตัวอย่างต่อเนื่อง การชุมนุมเรียกร้องที่ผ่านมาคือ การคัดค้านโครงการจัดการสินทรัพย์ที่มีปัญหา (Troubled Asset Relief Program) ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา การคัดค้านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกฎหมายสร้างการลงทุนและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อเมริกัน (American Recovery and Reinvestment Act) ของประธานาธิบดีโอบามา รวมถึงปฏิเสธการปฏิรูประบบสวัสดิการสาธารณสุข

เราสามารถพูดได้ว่าแก่นกลางของข้อเรียกร้องของขบวนการคือ การลดบทบาทของรัฐบาลทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมลงให้เหลือเพียงบทบาทของ “ผู้คุมกฎ” และรักษาความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้ สาวกของทีปาร์ตี้ก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า เสรีภาพส่วนบุคคลคือรากฐานของสังคมประชาธิปไตยขณะที่ตลาดเสรีเป็นผลผลิตของ เสรีภาพส่วนบุคคลดังกล่าว

คำสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 28 สิงหาคมตามหน้าสื่ออเมริกัน ทำให้ได้เห็นสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ผู้สนับสนุนทีปาร์ตี้ต่างสะท้อนทัศนคติที่ตรงกันในทำนองว่าคนรวยคือคนที่ทำงานหนัก ส่วนคนจนคือคนขี้เกียจ ดังนั้น การกระจายรายได้โดยรัฐจึงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม!

ถึงแม้ “ความฝัน” ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงที่เคยอยากเห็นลูกหลานชาวอาฟริกันอเมริกันได้ดำเนินชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับพลเมืองผิวขาวจะเป็นจริง ขึ้นมาแล้วก็ตาม (ถึงขั้นที่มีประธานาธิบดีผิวสีเป็นคนแรกด้วย!) แต่เราต้องไม่ลืมว่าคนอเมริกันจำนวนมากก็ยังคงวิ่งไล่ตามความฝันในแบบ “อเมริกันดรีม” ทั้งที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นมีแต่จะเขยิบห่างออกไปเรื่อยๆ

ถ้าหากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหลังสุดได้กระตุกให้เราหันหลังกลับมาทบทวนระบบ เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของอุดมการณ์เสรีนิยมในระดับโลกแล้วละก็ ในสังคม ไทยเอง สังคมอเมริกันน่าจะเป็นตัวแบบสุดโต่งที่เราสามารถนำมาตั้งคำถามและถกเถียง อย่างกว้างขวางว่านี่คือ คุณค่าที่เราอยากจะปลูกฝังในสังคมไทยหรือไม่? ผมคิดว่าน่าจะมีใครรับเป็นเจ้าภาพในประเด็นสำคัญเช่นนี้ โดยเฉพาะในขณะที่สังคมกำลังตื่นตัวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Sunday, September 12, 2010

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... อย่าให้เส้นผมบังภูเขา

คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ
โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
วันที่ 18 สิงหาคม 2553

-----------------------------------------------------

เป็นเรื่องน่ายินดีที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจอย่างจริงจังกับการคุ้มครองสิทธิของผู้รับบริการสาธารณสุขถึงขั้นที่จะมีกฎหมายเฉพาะขึ้น ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ กฏหมายดังกล่าวยังคงเป็นเพียงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปในเดือนเมษายนและกำลังรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร

ในอดีตที่ผ่านมา หากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับผู้เข้ารับบริการด้านสาธารณสุข แพทย์หรือบุคคลากรทางการแพทย์ก็มักโต้แย้งว่าเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยหรือภาวะแทรกซ้อน ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้ให้บริการ เมื่อไม่มีการเยียวยาเฉพาะหน้าและขาดการคุ้มครองสิทธิของผู้รับบริการอย่างเป็นระบบ ผู้ได้รับความเสียหายจึงต้องดิ้นรนเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนไปตามกำลังและความสามารถของแต่ละคน การจัดการกับปัญหานี้ในอดีตจึงมีลักษณะที่เรียกว่าตัวใครตัวมัน กล่าวคือ ผู้รับบริการแต่ละรายแบกรับความเสี่ยงกันเอาเอง หากเกิดความเสียหายขึ้นโดยเฉพาะกับผู้ที่มีฐานะยากจน เนื่องจากมีความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมต่ำ บ่อยครั้ง ผู้เสียหายต้องก้มหน้ารับ “โชคชะตา” ที่เกิดขึ้นและ “อยู่กับ” ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนไปตามลำพัง

พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ได้พยายามสร้างกลไกที่จะเยียวยาความเสียหายในลักษณะดังกล่าว โดยกำหนดให้กันเงินจากกองทุนส่วนหนึ่งไว้จ่ายชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการการรับบริการโดยตรง แต่กลไกนี้ก็ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เพราะความช่วยเหลือนี้ครอบคลุมเฉพาะผู้ที่อยู่ในข่ายใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือบัตรทองเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหายเฉพาะหน้า ที่ไม่สามารถรอผลการพิสูจน์ถูกหรือผิดได้

ความกังวลและคับข้องใจต่อบริการด้านสาธารณสุขยังคงมีอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รับบริการที่ไม่มีทางเลือกนัก แต่รูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นเชิงอุปถัมภ์ระหว่างหมอกับคนไข้และความตื่นตัวเรื่องสิทธิของผู้รับบริการ (หรือผู้บริโภค) ที่ยังไม่มากนักในบ้านเราก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การฟ้องร้องต่อบุคลากรทางการแพทย์ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดได้ทำให้รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการด้านสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะการแข่งขันในตลาดทำให้ผู้ให้บริการวางบทบาทของตนเป็นมืออาชีพหรือนักวิชาชีพมากขึ้น จึงมีความสัมพันธ์ในระดับบุคคลกับผู้รับบริการน้อยลง นอกจากนี้ การแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่อดึงดูด “ลูกค้า” ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงของผู้รับบริการด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเพิ่มความรับผิดชอบของตนขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย

ในระดับสังคม หากยังไม่มีการจัดการกับความเสียหายที่เกิดกับผู้รับบริการสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจบริการด้านการแพทย์ก็มีแนวโน้มที่จะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเสียหายที่เกิดจากบริการสาธารณสุขนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับผลกระทบภายนอก (externalities) ที่ไม่พึงปรารถนาของสังคมรูปแบบอื่นๆ เช่นเป็นมลพิษทางเสียงหรือทางอากาศ เมื่อต้นทุนของการจัดการผลกระทบนี้ไม่เคยถูกนำไปคิดคำนวนอยู่ในต้นทุนของการผลิตหรือการให้บริการแล้ว สังคมก็มีแนวโน้มที่จะจัดสรรทรัพยากรแก่บริการด้านสาธารณสุขมากเกินไป เพราะทรัพยากรบางส่วนที่ควรจะเป็นของสังคมหรือผู้ได้รับผลกระทบกลับถูกโยกย้ายไปให้กับผู้ให้บริการ

โดยหลักการ ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... นั้นแก้ไขปัญหาการจัดสรรทรัพยากรดังกล่าวโดยกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง คือ สถานพยาบาล ทั้งของรัฐและเอกชนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเยียวยาความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น รวมทั้งจ่ายเงินชดเชยโดยตรงเมื่อปรากฎว่าความเสียหายเป็นผลจากการกระทำของผู้ให้บริการ วิธีการนี้จึงทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น ที่กล่าวว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนทางสังคมที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้นถูกนำกลับไปคิดเป็นต้นทุนในการผลิตบริการสาธารณสุข (ถึงแม้จะมีการผลักภาระบางส่วนไปยังผู้รับบริการก็ตาม) ส่วนที่กล่าวว่าเป็นธรรมเพิ่มขึ้น ก็เพราะสังคมได้เฉลี่ยและกระจายต้นทุนหรือความเสี่ยงอย่างทั่วถึงกันมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ผู้รับบริการแต่ละคนแบกรับความเสี่ยงกันไปตามยถากรรมเช่นที่ผ่านมา

ในแง่ของการกำหนดความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้หลักการเรื่องความรับผิดชอบทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการเยียวยาผู้เสียหาย ไม่ใช่หลักการลงโทษผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมุ่งเอาผิดแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อย่างที่เข้าใจกัน ทั้งนี้ การมุ่งเน้นการเยียวยาความเสียหายเฉพาะหน้าโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ถูกหรือผิด จะมีส่วนอย่างสำคัญในการลดความคับข้องใจของผู้เสียหายลงและถือว่าช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่างผู้ให้และรับบริการลงในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเลยที่จะเพ่งโทษไปที่ตัวบุคคลผู้ให้บริการหรือการกำหนดให้ผู้เสียหายต้องเลือกระหว่างการใช้ช่องทางการรับเงินชดเชยหรือการฟ้องร้องคดีทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว (มาตรา 34 ของร่างฉบับของรัฐบาล) ก็แสดงเจตนารมณ์ที่แน่ชัดว่าต้องการที่จะสร้างกลไกการจัดการความขัดแย้งที่เน้นการเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณีและหวังที่จะลดการฟ้องร้องคดีอาญาที่อาจเกิดขึ้น จึงต้องถือว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ไม่น้อยไปกว่าผู้รับบริการด้านสาธารณสุขเลย

คงจะน่าเสียดายถ้าหากว่าข้อถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ยังไม่ชัดเจนจะมาบดบังหลักการที่ดีของร่างกฎหมายฉบับนี้ ในลักษณะเดียวกับเส้นผมบังภูเขา

ประเด็นท้าทายของการปฏิรูปประเทศไทย

คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ
โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
วันที่ 21 กรกฎษคม 2553
-----------------------------------------------------------------------

อย่างที่ทราบกันดีว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมา 2 ชุดคือ คณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุนและนายแพทย์ประเวศ วะสีเป็นประธาน ตามลำดับ ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วยอดีตข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในความเชี่ยวชาญจำนวน 19 คน ขณะที่คณะกรรมการชุดหลังประกอบด้วยตัวแทนของสาขาอาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ สถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่างๆ อีก 27 คน

ความรู้ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการปฏิรูปชุด “อิน-จัน” นี้คงไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ ประการแรก ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการทั้งสองล้วนมีบทบาทในสังคมกันมาอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะในฐานะของปัญญาชนสาธารณะ นักเคลื่อนไหวหรือผู้ที่มีโอกาสชี้นำการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านต่างๆ กรรมการบางท่านก็ได้มีโอกาสเสนอแนะแนวความคิดของท่านในเรื่องปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่อง ประการต่อมา ถึงแม้ว่าวิกฤตสังคมในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาจะสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแคลนองค์ความรู้ในการจัดการความขัดแย้งและต้องการข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ประเด็นของการปฏิรูปกลับไม่ได้อยู่ที่ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องการสร้างบรรยากาศทางการเมืองและปัจจัยทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้พลัง “ก้าวหน้า” ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสามารถทำงานได้ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 2535 อันนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองขนานใหญ่ในขณะนั้น

ภารกิจหลักของคณะกรรมการทั้งสองชุด จึงไม่น่าใช่การหาคำตอบว่าเราจะปฏิรูปอะไรและอย่างไร แต่เป็นการทำให้เกิดเงื่อนไขของการปฏิรูป ซึ่งความท้าทายอยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายของความขัดแย้งยอมรับและสนับสนุนการปฏิรูปและการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปทั้งสองชุดดังกล่าว

เงื่อนไขของการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ไม่ว่าคณะกรรมการปฏิรูปทั้งสองชุดจะประกอบไปด้วย “คนดี” หรือ “คนเก่ง” มากเพียงใด ในสังคมประชาธิปไตย การตัดสินใจว่าจะปฏิรูปโครงสร้างส่วนไหน อย่างไรนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือกันของ “ผู้รู้” เพียงกลุ่มหนึ่งได้ คณะกรรมการทั้งสองชุดจึงเป็นเพียงกลไกหรือผู้อำนวยให้เกิดการปฏิรูปเท่านั้น นอกจากนี้ การตัดสินใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นประเด็นการเมืองที่จะส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรใหม่ในสังคม กระบวนการตัดสินใจในเรื่องการปฏิรูปจึงต้องได้รับความไว้วางใจจากคนส่วนใหญ่และจะต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนโดยวิธีการแบบประชาธิปไตย ดังนั้น คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปหรือกรรมการชุดของหมอประเวศจึงต้องมุ่งเน้นในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้างอย่างจริงจังที่สุด เพื่อให้สังคมส่วนรวมยอมรับว่าการปฏิรูปที่กำลังเกิดขึ้นจะผลักดันไปสู่สังคมในรูปแบบที่เขารับได้ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาดูเงื่อนไขและบรรยากาศในสังคมท่ามกลางการคงประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) ปรากฏว่ายังคงมีกลุ่มคนจำนวนมากที่ถูกกีดกันออกจากกระบวนการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะโดยถูกริดลอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยตรงหรือถูกผลักออกไปจากกระบวนการโดยทางอ้อม เนื่องด้วยความหวาดกลัว คับข้องใจ ความระแวงหรือความคับแค้น อันเกิดจากผลของเหตุการณ์ปะทะในเดือนเมษายนและ/หรือการสลายชุมนุมที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่กระบวนการตรวจสอบและค้นหาความจริงยังคงไปไม่ถึงไหนก็ตาม

ดังนั้น การยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก ฉุกเฉินเพื่อการเปิดพื้นที่สำหรับความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะคู่กรณีในความขัดแย้งกับรัฐโดยตรง นั่นคือ กลุ่มคนเสื้อแดง จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นประการแรกสำหรับการผลักดันให้การปฏิรูปสามารถเดินหน้าไปได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนและผลักดันให้กลไกที่สำคัญอย่าง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธานนั้นสามารถทำหน้าที่อย่างอิสระและไม่เนิ่นนานจนเกินไป เพราะความปรองดองถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับกระบวนการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นด้วย

ไม่ว่าผลสรุปของการศึกษาเรื่องการปฏิรูปประเทศจะออกมาอย่างไร ถ้าหากว่ารัฐบาลได้แสดงความจริงใจในการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่อยู่อีกด้านของความขัดแย้งและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากพลังทุกส่วนในสังคมแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้งสองชุดก็น่าจะได้รับการยอมรับและสนับสนุนอย่างดีจากคนทุกกลุ่ม รวมทั้งกระบวนการปฏิรูปก็น่าจะเริ่มต้นขับเคลื่อนได้จริง

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากว่ารัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกฯ อภิสิทธิ์ยังคงเลือกที่จะละเลยคนบางส่วนของประเทศ เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้นิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์แล้วละก็ การปฏิรูปประเทศซึ่งถือเป็นการทำงานระยะยาวและเกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างและสถาบัน ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ซ้ำร้าย เราก็อาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเฉพาะหน้า โดยการบ่มเพาะความเกลียดชังและไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมให้มากขึ้นด้วย

Tuesday, July 20, 2010

วิพากษ์อารมณ์โหยหา “ศูนย์การค้า” ของคนเมือง

เขม่าควันไฟและคราบดินปืนยังไม่ทันจางหายไปจากถนนธุรกิจกลางกรุงเทพฯ บรรยากาศก็ดูเหมือนจะถูกเร่งให้กลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ที่จังหวะการหมุนของเงินไวกว่าการเต้นของชีพจรอย่างน่าใจหาย

ในฐานะคนหนึ่งที่สนใจศึกษาระบบทุนนิยม โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจและพฤติกรรมของตัวละคร ในระบบ ปรากฏการณ์ที่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่รีรอที่จะกระโจนกลับเข้าสู่สมรภูมิการบริโภคนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ ยิ่งเมื่อพิจารณาความรุนแรงที่พึ่งเกิดขึ้นด้วยแล้ว ก็ยิ่งขับเน้นให้ภาพของความกระตือรือร้นที่จะกลับไป “ช็อป” ดูน่าขันและน่าศึกษาขึ้นไปอีก

แน่นอนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิที่ต้องหยุดชะงักไปก่อนหน้านี้ไม่ส่งผลดีกับภาคธุรกิจ ปฏิกริยาเชิงรุกของผู้ประกอบการที่กำลังโหมแคมเปญลดราคาสินค้าเพื่อชดเชยการขาดทุนจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่สำหรับผู้บริโภค ซึ่งไม่ว่าจะมีสถานะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือไม่ก็ตาม อารมณ์ “โหยหาศูนย์การค้า” เป็นพฤติกรรมที่น่าวิเคราะห์เพราะสะท้อนลักษณะทางสังคมและมานุษยวิทยาเศรษฐกิจของเราบางประการ

ลุค โบลตานสกี (Luc Boltanski) และอีฟ ชีอาเปลโล (Eve Chiappello) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสซึ่งศึกษาวาทกรรมด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่โดยวิธีที่เรียกว่าสังคมวิทยาของทุนนิยม (sociology of capitalism) พยายามศึกษาว่าอะไรเป็นเหตุให้ผู้คนถูกดึงดูดเข้าไปสัมพันธ์กับระบบทุนนิยม ทั้งที่ “ระบบทุนนิยมนั้นถือเป็นระบบที่ไร้สาระหรือไม่มีเหตุและผล (capitalism is an absurd system)”

ที่ว่าไร้สาระก็เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ทั้งนายทุนและลูกจ้างที่กินเงินเดือนต่างมีความสัมพันธ์เชิงขัดแย้งกับระบบทั้งสิ้น กล่าวคือ ผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตหรือนายทุนนั้นไม่สามารถจะหยุดอยู่นิ่งได้ท่ามกลางภาวะการแข่งขันกันสะสมทุน ทำให้ไม่เคยได้บรรลุถึงเป้าหมายสุดท้ายของตน ขณะที่ลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนเองยิ่งไม่เคยมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะนอกจากจะต้องสูญเสียความสามารถในการควบคุมปัจจัยการผลิตของตนนั่นคือแรงงานแล้ว ยังต้องสุ่มเสี่ยงกับความไม่แน่นอนจากวิกฤตเศรษฐกิจและการตกงานที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะผันตัวเองไปเป็นนายทุนซะเอง ซึ่งก็ทำไม่ได้ง่ายๆ และถึงจะทำได้ ก็ต้องพบกับความเสี่ยงและการแข่งขันไม่สิ้นสุดอยู่ดี

โบลตานสกีและชีอาเปลโลอธิบายว่าพลังที่ตรึงผู้คนไว้กับระบบที่เปราะบางนี้ สามารถอธิบายได้ในสองระดับ ระดับแรกหรือระดับนามธรรม คือระบบคุณค่าและความเชื่อในสังคมซึ่งถูกใช้เพื่ออธิบายและสร้างความชอบธรรมให้กับทุนนิยม (ในความเป็นจริง ตัวของระบบมีพลวัตรและปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามช่วงเวลา) ทั้งสองคนเรียกระบบคุณค่านี้ว่า “จิตวิญญาณของทุนนิยม (Spirit of capitalism)” ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ส่วนในระดับที่สองหรือระดับรูปธรรม คือการแสดงออกของระบบความเชื่อดังกล่าวในมิติเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในรูปของความรู้สึกของแต่ละคนภายหลังทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้นและท้าทาย ความมั่นคงหรือแม้กระทั่งความเป็นธรรมก็ตาม

การศึกษาระบบคุณค่าและความเชื่อที่สนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในสังคมไทยถือเป็นเรื่องท้าทายและอาจช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมชนชั้นกลางไทยอย่างเป็นระบบมากว่าการคาดเดาอย่างที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะปรากฏการณ์โหยหาศูนย์การค้าของชนชั้นกลางที่กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มที่พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมจากการกระทำของรัฐและเจ้าหน้าที่
ผู้เขียนขออนุญาตยกตัวอย่างสโลแกนจากแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง (ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ราชประสงค์โดยตรง) ที่เชิญชวนให้คนกลับไป “ช็อปให้หายคิดถึง” เพราะมีนัยที่สะท้อนการทำงานของวาทกรรมในระบบทุนนิยมที่น่าสนใจ

นักภาษาศาสตร์เชื่อว่า “วาทกรรมเชิงทุนนิยม (capitalist discourse)” มักเชื่อมโยงการบริโภคเข้ากับความรักหรือความต้องการ (love or desire) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฌาคส์ ลากอง (Lacan) นักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงได้กล่าวว่าทุนนิยมเป็นระบบที่ทำงานอยู่บนความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้ วาทกรรมในทุนนิยมจึงมักจะออกมาในรูปของการทำให้คนเชื่อว่าเรากำลังขาดความสุข แต่ความสุขก็สร้างขึ้นได้ด้วยตัวเราเองโดยไม่ต้องรอ ผ่านทางการบริโภค

ภายในสังคมที่มีการบริโภคเข้มข้นหรือบริโภคนิยม จะมีการจัดความสัมพันธ์ภายในสังคมใหม่ เพราะวาทกรรมทุนทำงานโดยผ่านการสร้างความสัมพันธ์แบบประธานกับกรรม (subject-object) หรือผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ แทนที่จะเป็นประธานกับประธาน (subject-subject) ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์พื้นฐานที่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างคนจึงถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัตถุสิ่งของ ลากองจึงเชื่อว่าลัทธิบริโภคนิยมมีผลในลักษณะต่อต้านสังคม (anti-social effect) และมีแนวโน้มที่จะทำลายสายใยและความผูกพันระหว่างผู้คนภายในสังคมลง

ไม่รู้ว่าเป็นการโยนบาปให้ระบบทุนนิยมมากเกินไปหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าทุนนิยมและบริโภคนิยมกำลังทำลายสายสัมพันธ์ของคนภายในสังคมไทยลง เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากหลบหนีจากความจริงไปหา “ความสุข” ตรงที่คนไทยเคยประหัตประหารกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น !

(เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" กรุงเทพธุรกิจ 24 มิถุนายน 2553)

Friday, May 28, 2010

ใช่.. เราทำได้ (จริงหรือ?)

แผนปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (Health Care Reform) ของประธานาธิบดีโอบามาได้ผ่านการรับรองจากทั้งสองสภาและนายโอบามาได้จรด ปากกาเซ็นผ่านเป็นกฎหมายไปสดๆ ร้อนๆ ในวันอังคารที่ 23 มีนาคมผ่านมา

เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะทางการเมืองที่พรรคเดโมแครตภาคภูมิใจและถือเป็นการ ตัดสินใจเชิงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ของอเมริกันครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะทันทีที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลที่เคยถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติโดยข้อบังคับและ เงื่อนไขของบริษัทประกันจะได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี เพิ่มขึ้น

หลังจากนายโอบามาและพรรคเดโมแครตได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยและหายจากอาการ “แฮงค์โอเวอร์” ในการฉลองชัยชนะครั้งนี้ ก้าวต่อไปของเขาก็จะเป็นการผลักดันเรื่องการรื้อกฎระเบียบของตลาดเงินตลาด ทุน ที่เป็นต้นตอให้เกิดวิกฤติภาคการเงินในปี 2551

จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ประเมินผลการดำเนินการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีโอบามาในช่วงปีที่ผ่านมาเพราะมาตรการชุดดังกล่าวเพิ่งจะมีอา ยุครบ 1 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความสนใจของสังคมจะมุ่งไปสู่แผนปฏิรูปด้านสุขภาพและการเงินต่อไป

กฎหมายสร้างการลงทุนและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอเมริกัน (ARRA) หรือกฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ปี 2552 และมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ ช่วยเหลือ, ฟื้นตัว และสร้างการลงทุน (Rescue, Recovery, Reinvestment) โดยใช้ประโยชน์จากงบประมาณจำนวนกว่า 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาปัญหาและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในแง่ของวัตถุประสงค์ เงินงบประมาณ 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถูกจัดสรรออกเป็นสามส่วนที่มีขนาดพอกัน โดยหนึ่งในสามส่วนของงบประมาณทั้งหมดจะถูกใช้ในรูปของการลดหย่อนภาษีสำหรับ บุคคลและธุรกิจ อีกหนึ่งในสามส่วนเป็นงบประมาณในรูปของการลดภาษีที่จ่ายช่วยเหลือให้กับผู้ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงให้กับรัฐบาลมลรัฐและท้องถิ่นเพื่อให้สามารถคงการจ้างงานเดิมไว้ได้ ขณะที่ส่วนสุดท้ายจะเป็นส่วนของการลงทุนโดยตรงของรัฐบาล สำหรับสร้างสาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุขและลงทุนด้านพลังงาน

ในแง่ของการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน ระยะเวลาถึง 10 ปี แต่ด้วยความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับการ ลดลงของอุปสงค์รวม (aggregate demand) ระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนี้จึงออกแบบให้เกิดการใช้มาตรการทางการคลัง ตลอดช่วง 2 ปีแรกหลังจากที่กฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประกาศใช้หรือระหว่างปี 2552-2553 ในปริมาณเงินที่เท่ากัน ขณะที่งบประมาณอีกกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เหลือจะถูกใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีถัดไป คือ หลังจากปี 2554 เป็นต้นไป

ณ สิ้นปี 2552 รัฐบาลสหรัฐได้ดำเนินการทางการคลังไปแล้วคิดเป็นเงินงบประมาณกว่า 263 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณหนึ่งในสามส่วนของแผนการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปของภาษีที่ลดลงให้แก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ รวมทั้งได้ใช้จ่ายงบประมาณในรูปของการลงทุนโดยผ่านรัฐบาลท้องถิ่นในโครงการ และกิจกรรมต่างๆ คิดเป็นเงินกว่า 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้ โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่ายงบประมาณ รายงานที่สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (Congressional Budget Office) ร่วมกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี (Council of Economic Advisers) เปิดเผยว่า ภายหลังจากครบรอบ 1 ปีของการใช้กฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผลที่เกิดขึ้นคือ มีการสร้างงานหรือรักษาตำแหน่งงานที่อาจจะสูญเสียไปเพราะเศรษฐกิจถดถอยไว้ ได้กว่า 2 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากการจ้างงานในภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนโดยรัฐบาลท้องถิ่นและ มลรัฐ รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร

รายงานการประเมินผลการดำเนินการตามกฎหมายสร้างการลงทุนและการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจอเมริกันของหน่วยงานต่างๆ ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดผลกระทบใน แง่บวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงได้เริ่มขยับสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ขณะที่การเพิ่มขึ้นของจำนวนงานที่เกิดจากการเลิกจ้างลดเหลือเพียงหนึ่งในสิบ ส่วนของจำนวนที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาสแรก

ถึงแม้ว่าโอบามาจะประสบความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายสำคัญสองฉบับ ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งเพียงหนึ่งปีเศษ และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอเมริกันก็เริ่มมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงที่ยังรอคอยการพิสูจน์จากเขา น่าจะเป็นความท้าทายในเชิงอุดมการณ์และแนวคิดเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งนายโอบามาจะต้องผลักดันให้เกิดการทบทวนและปฏิรูปกระบวนทัศน์เกี่ยวกับ “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เป็นธรรมยิ่งขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างแท้จริงให้ได้

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2553

ทำไมความยากจนจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน!

กัลยาณมิตรท่านหนึ่งเคยบ่นให้ฟังว่าเขาเองไม่สู้จะเห็นด้วยนัก ที่องค์กรพัฒนาเอกชนมักกล่าวว่า ความยากจนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง


ประสบการณ์จากการทำงานทำให้ผมมั่นใจว่าปฏิกิริยาเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่มีรากฐานมาจากความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน กับการพัฒนาในสังคมไทยที่ยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


ถ้าจะกล่าวอย่างอุปมาอุปไมย ก็คือ สาเหตุที่ประเด็นความยากจนไม่เคยถูกพิจารณาในมุมมองสิทธิมนุษยชนนั้นเกิดจาก ข้อต่อของสายโซ่ที่ขาดหายไป 2 ชิ้น นั่นคือ ห่วงโซ่ที่ผูกพันรัฐกับภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในมิติต่างๆ ของประชาชน รวมทั้งห่วงโซ่ที่ร้อยรัดการพัฒนาในมิติทางเศรษฐกิจเข้ากับมิติทางสังคมและ วัฒนธรรม


จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันในกติการะหว่างประเทศและอนุสัญญาเกี่ยวกับ สิทธิต่างๆ รวม 6 ฉบับ ซึ่งฉบับที่เกี่ยวข้องกับ "เรื่องปากท้อง" โดยตรง คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant of Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคีในปี 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีนั้น


ตามหลักการ รัฐบาลจึงมีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ สิทธิในการมีงานทำและมีเงื่อนไขการทำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและสิทธิที่จะหยุดงาน สิทธิที่จะได้รับสวัสดิการ และการประกันด้านสังคม สิทธิที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดีเพียงพอ สิทธิในสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ฯลฯ เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างเต็มที่ โดยเริ่มจากระดับของทรัพยากรที่มีอยู่ และดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าขึ้นไปเป็นลำดับขั้น อย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ


อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังถูกกำหนดจากฐานคิดด้านการพัฒนาที่ คับแคบ และละเลยที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิต่างๆ แม้กระทั่งสิทธิทางเศรษฐกิจอย่างสิทธิในการมีงานทำ และมีเงื่อนไขการทำงานที่เป็นธรรม


นี่ไม่ใช่ปัญหาของผู้กำหนดนโยบาย หรือนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่กระบวนการกำหนดนโยบายถูกครอบงำ โดยความคิดแบบกระแสหลักที่หมกมุ่นกับตัวเลขอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ บูชากลไกตลาดมากเกินไป เพราะหลงในมายาคติว่าการแข่งขันเสรีของระบบตลาดนั้นเป็นข้อเท็จจริง แทนที่จะเป็นเพียงสมมติฐานในทางทฤษฎี


จะว่าไปแล้ว ความล้มเหลวของรัฐในการดำเนินนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและประกันความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่มีฐานะยากจนในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน ผู้หญิงในชนบท คนพิการและชนกลุ่มน้อย ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลของการดำเนินนโยบายของรัฐในด้าน การพัฒนา ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งล่าสุด


ผลการศึกษาล่าสุดของสหประชาชาติเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจกับการศึกษา ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างงบประมาณที่ต้องการสำหรับด้านการศึกษากับ จำนวนที่รัฐบาลจัดให้จริงนั้น กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เข้าเรียน


นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ จึงเกิดความตื่นตัวอย่างมากในช่วงหลังวิกฤติ ในการทบทวนกรอบความคิดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐ ทั้งนี้ งานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Rethinking Macro Economic Strategies from a Human Rights Perspective - Why MES with Human Rights (ทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมหภาคจากมุมมองทางด้านสิทธิมนุษยชน) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ อังกฤษ และแอฟริกาใต้ ตามลำดับ


รายงานนี้ได้เสนอการวิเคราะห์ที่ใหม่และรอบด้านอย่างยิ่ง ในแง่ของการประเมินและตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค จากมุมมองของการคุ้มครองสิทธิทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมโดยการดำเนินนโยบายและมาตรการของรัฐ ตามกรอบของกติการะหว่างประเทศ โดยในรายงานวิจัยนี้ มีบทหนึ่งที่แนะนำแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้กับนักเศรษฐศาสตร์ และอีกบทที่แนะนำศัพท์วิชาการในการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคให้กับนักสิทธิ มนุษยชน ที่สำคัญ ทีมนักวิจัยได้นำเสนอเครื่องมือที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในปริมณฑล ซึ่งประเด็นทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนมาพบกัน


ผมจึงได้แนะนำให้กัลยาณมิตรคนดังกล่าวกลับไปอ่านรายงานวิจัยฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนจากกัน ผมได้ทิ้งท้ายไว้แบบทีเล่นทีจริง ว่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเขา เพราะที่ถูกต้องควรจะเป็น "ความยากจนถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงที่สุดรูปแบบหนึ่ง ที่รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบ"

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 17 มีนาคม 2553

มือที่เราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น?

นอกจากเราจะพบเห็นชุมชนขนาดใหญ่ของแรงงานข้ามชาติใน จังหวัดตามแนวพรมแดนอย่างตากหรือระนอง ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างพังงาหรือภูเก็ต

รวมทั้งในเขตอุตสาหกรรมของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างเช่น สมุทรปราการหรือสมุทรสาครแล้ว ในเขตเมืองของกรุงเทพฯ ก็มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากทั้งหญิงและชายที่ทำงานตามบ้าน ร้านอาหารและทำงานก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ จึงถือเป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่งของสังคมไทยอย่างแยกไม่ออก


ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ ข้อเท็จจริงนี้กลับถูกละเลยในสังคมไทยและนโยบาย รวมทั้งมาตรการด้านความมั่นคงก็แสดงความลักลั่นกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่ว่าแรงงานเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าไทยลดต่ำลงไป มากกว่าที่เป็น


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แรงงานเหล่านี้ได้รับตอบแทนกลับเป็นค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม สภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ไม่ต่างจากทาส รวมทั้งมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่ว่าพวกเขาจะมีเอกสารรับรองการทำงานหรือไม่ก็ตาม


ยกตัวอย่างที่ผู้เขียนได้เคยสัมผัสด้วยตนเอง พนักงานเสิร์ฟอาหารในเขตอำเภอแม่สอด จะได้รับค่าตอบแทนคิดเป็นรายเดือนเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 บาท บางรายอาจจะได้ 700 หรือในบางกรณีอาจจะสูงถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการและปัจจัยอื่นๆ อาทิเช่น ทักษะของคนงาน ความพึงพอใจและระดับของ "มนุษยธรรม" ของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณงานและผลกำไรที่คนงานเหล่านี้ผลิตขึ้น


ส่วนคนงานในโรงงานที่ผู้เขียนได้สอบถาม ส่วนใหญ่ตอบว่าได้รับค่าจ้างเฉลี่ยประมาณวันละ 70-80 บาท ขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดตากในปัจจุบัน คือ 151 บาทต่อวัน จะเห็นว่าแรงงานเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอัตราที่กฎหมาย กำหนด ไม่ต้องพูดถึงจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เกินเวลาโดยไม่มีค่าชดเชย และการไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งวันหยุดตามที่กฎหมายกำหนด


สำหรับนักธุรกิจ อาจมองว่าการแข่งขันในด้านอุปทานแรงงานนี้ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่ ต้องการ!


วิธีคิดดังกล่าวแลดูสมเหตุผลและตรงกับหลักการของกลไกตลาด หรือ "มือที่มองไม่เห็น" ของ อดัม สมิท ที่มักถูกลดทอนลงเหลือเพียงใจความว่า "การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวในระดับปัจเจก ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระดับสังคม!"


ผู้ที่คุ้นเคยกับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง ก็อาจหยิบยกประโยคที่โด่งดังของสมิทจาก The Wealth of Nation มาเสริมว่า "ไม่ใช่เพราะความใจดีของพ่อค้าหมู คนหมักเบียร์หรือคนทำขนมปังหรอก ที่ทำให้เรามีอาหารเย็นรับประทาน แต่เป็นเพราะความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของคนเหล่านี้ต่างหาก พวกเราไม่ได้พูดถึงมนุษยธรรมกับพวกเขาแต่เป็นความ รักตัวเอง และเราไม่เคยบอกกับพวกเขาให้มองถึงความจำเป็นของเรา แต่เป็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับ"


ในความเป็นจริง เราไม่สามารถทำความเข้าใจความคิดของอดัม สมิท อย่างถ่องแท้หากไม่ศึกษางานเขียนหลักของเขาสองเล่มควบคู่กัน เล่มแรก คือ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nation (การศึกษาคุณลักษณะและสาเหตุของความมั่งคั่งของชาติ) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า The Wealth of Nation ส่วนอีกเล่ม คือ The Theory of Moral Sentiments (ทฤษฎีของความรู้สึกทางศีลธรรม)


ขณะที่สมิทมุ่งเน้นถึงบทบาทของประโยชน์ส่วนตัวใน The Wealth of Nation ในฐานะพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในระดับจุลภาค และเขาพยายามฉายภาพให้เห็นกลไกการจัดระเบียบภายใน "ตลาด" ใน The Theory of Moral Sentiments เขากลับพูดถึงด้านที่ตรงกันข้ามของธรรมชาติมนุษย์ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและความรู้สึกร่วมของสังคม สำหรับสมิทแล้ว ประโยชน์ของชาติและปัจเจกบุคคลจะผสานกลมกลืนกัน เมื่อกลไกทั้งสองทำงานทำงานควบคู่กันไป


ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไป ในมโนทัศน์ของอดัม สมิท มนุษย์จึงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจที่หิวโหยและบริโภคได้ทุกอย่างแม้ กระทั่งซากของเสีย หากแต่มนุษย์คือผู้ที่แสวงหาความสุขและสวัสดิการ ทั้งในฐานะปัจเจกและในฐานะสมาชิกของครอบครัว ของรัฐและของสังคมที่เป็นสุข ดังนั้น จึงเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายหากคิดว่า "มือที่มองไม่เห็น" ก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำงานของระบบเศรษฐกิจ


เมื่อระบบสังคมเป็นมากกว่าพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์ ส่วนตัว ยิ่งไปกว่านั้น ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจและกระทำในระดับปัจเจก ชุดของจริยธรรมในระดับสังคมและการทำงานของระบบเศรษฐกิจนั้นเชื่อมโยงและ สัมพันธ์ส่งผลต่อกันเป็นโยงใย กระบวนการวางแผนและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้เป็นทางเลือกระหว่างประโยชน์ส่วนตนหรือจริยธรรมในระดับสังคม แต่ต้องคำนึงถึงทั้งสองระดับควบคู่กันไป


การใช้เพียงวิธีคิดแบบกลไกตลาด ที่วางอยู่บนฐานของแนวความคิดเรื่องการแข่งขันหรือประโยชน์ส่วนตัวที่แยก ส่วนและบิดเบี้ยวมากำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจนั้น กำลังทำให้เกิดการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนจำนวนมากในสังคมไทย และกำลังส่งผลให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งความเกลียดชังและความหวาดกลัว


มือของคนงานเหล่านี้ที่ฝืนทนทำงาน เพื่อให้คุณได้กอบโกยกำไรและได้บริโภคสินค้าราคาถูกต่างหาก ที่คุณน่าจะเหลือบตามองดูบ้าง!

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 10 ธ.ค. 2552

เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมีงานทำ

เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดของสหรัฐ ได้กล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐว่า "จากมุมมองทางเทคนิค พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในขณะนี้ และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง ทศวรรษที่ 1930 จะสิ้นสุดลง แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็พบว่าเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางและอ่อนแอ ...เนื่องจากอัตราว่างงานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง..."


รายงานการวิเคราะห์วิกฤติภาคการธนาคารของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ก็สอดคล้องกับท่าทีที่ระมัดระวังของนายเบน เบอร์นันเก้ เมื่อกล่าวถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวนั้น อาจต้องใช้ระยะเวลาพักใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ทำให้เกิดการลดลงของการผลิต การจ้างงาน รวมถึงผลกำไรหรือการลงทุนในอนาคต ส่งผลให้การฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่คาดการณ์กัน


ในบริบทของสหรัฐ อุปสรรคสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็คือ อัตราว่างงานที่สูง สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐ ระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประชากรกว่า 7.5 แสนคน ต้องกลายเป็นแรงงาน "ที่ถูกบั่นทอนกำลังใจ" (discouraged worker) คือ เลิกล้มความตั้งใจที่จะหางาน เพราะเชื่อว่าไม่มีงานเพียงพอสำหรับตน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการ เพื่อสร้างงานใหม่และการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนงานเหล่านี้อย่างเร่งด่วน


สำหรับประเทศไทย ผู้บริหารนโยบายและนักวิจัยอาวุโสส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ปัจจัยทางด้านนโยบาย การเงิน การคลังและสถานการณ์การส่งออกเมื่อถูกถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว อาทิเช่น นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และการฟื้นตัวจะเป็นรูปตัว U แต่ก็มีความเสี่ยงจะเป็นรูปตัว L ได้ หากดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด


นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในทำนองเดียวกัน ว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นรูปตัว U ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่นเศรษฐกิจโลก ความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมือง


ในมุมมองของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาใหม่คงจะเป็นสิ่ง สำคัญลำดับต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ล่อแหลมและอันตรายมาก ก็คือ ความพยายามสร้างความเชื่อมั่นมากเกินไปจนละเลย "ความเป็นจริง" ทางเศรษฐกิจและสังคม อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมากยิ่งขึ้น


"ความเป็นจริง" ดังกล่าว ก็คือ สถานการณ์การเลิกจ้างที่น่าเป็นห่วง สภาพการทำงานที่สุ่มเสี่ยงและไร้ความมั่นคงของแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน "นอกระบบ"


ในภาคอุตสาหกรรมของไทย การปิดตัวลงของสถานประกอบการที่มีการจ้างงานขนาดใหญ่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่าง ต่อเนื่อง กรณีล่าสุด คือ บริษัทผู้ผลิตกรอบประตู หน้าต่างอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมส่งออกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรร มนวนคร (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี) ได้ประกาศเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่าจะหยุดกิจการและจำเป็นต้องเลิกจ้างคน งานจำนวนมากกว่า 5,500 คน!


จากรายงานสถานการณ์แรงงานรายไตรมาสของกระทรวงแรงงาน ถึงแม้สถิติการปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานในไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ของปี 2552 จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) กล่าวคือ จากจำนวนสถานประกอบการที่เลิกกิจการ 272 แห่ง หรือจำนวนลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 23,712 คน ลดลงเป็น 101 แห่ง หรือจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 10,199 คน แต่เมื่อรวมตัวเลขของคนงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วง 6 เดือนเข้าด้วยกัน พบว่าสถานการณ์ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงมาก


เมื่อพิจารณาในเชิงสาขา คนงานส่วนใหญ่ หรือประมาณร้อยละ 70 ของคนงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งไม่สามารถปรับตัวในแง่ของการฝึกทักษะเพิ่มเติมและหางานใหม่ได้ดีเท่ากับ แรงงานในภาคบริการ อาทิเช่น การเงินหรือการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนของการปิดกิจการต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ สถานประกอบการที่ปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานกว่าร้อยละ 60 อ้างสาเหตุการขาดทุนและขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน รองลงมา คือ เลิกกิจการเพราะมีคำสั่งซื้อลดลง คิดเป็นประมาณร้อยละ 28.71


จึงนำไปสู่คำถามว่า "จุดต่ำที่สุดที่ผ่านไปแล้ว" สำหรับเศรษฐกิจไทย ที่แท้จริงแล้ว คืออะไร? หรือว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงกันนั้นจะมีตัวตนอยู่แต่ในมุมมอง "ทางเทคนิค" ในความหมายเดียวกับที่ประธานเฟดของสหรัฐใช้ และกล่าวถึงในตอนต้นบทความ


สำหรับแรงงานไทยในปัจจุบัน จุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤติสำหรับพวกเขายังคงไม่ผ่านพ้นไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่พวกเขายังต้องประสบกับความสุ่มเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่นายจ้างของตนจะหยุดกิจการชั่วคราวตามอำเภอใจและ ต่อรองให้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า 75% โดยอ้างปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือแย่กว่านั้น ก็อาจจะถูกเลิกจ้างโดยที่นายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหมายถึงต้นทุนทั้งเวลาและตัวเงินที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ต่อสู้เรียก ร้องสิทธิที่ตนควรได้รับตามกฎหมาย


ยังไม่ต้องกล่าวถึงคนงานอีกจำนวนกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.8 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่ถูกเรียกว่าแรงงาน "นอกระบบ" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสวัสดิการตามที่กฎหมาย กำหนด ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระต้นทุนท่ามกลางสภาวะการแข่งขันรุนแรง ไม่ว่าการตีความ "การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ" จะแตกต่างกันไปอย่างไรสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองและนักวิชาการ สำหรับคนงานที่หาเช้ากินค่ำ ดัชนีชี้วัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีเพียงตัวเดียวที่แม่นยำที่สุด นั่นคือ การมีงานที่มั่นคงทำ


เหตุผลนี้เองละมั้ง คนไทยจึงมักไม่เชื่อถือนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ แต่ใช้วิธีสอบถามเอาจากคนขับแท็กซี่ หรือตรวจสอบจากราคาไข่ไก่ในตลาดใกล้บ้าน!

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 1 ต.ค. 2552