Friday, May 28, 2010

เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมีงานทำ

เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดของสหรัฐ ได้กล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐว่า "จากมุมมองทางเทคนิค พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในขณะนี้ และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง ทศวรรษที่ 1930 จะสิ้นสุดลง แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็พบว่าเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางและอ่อนแอ ...เนื่องจากอัตราว่างงานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง..."


รายงานการวิเคราะห์วิกฤติภาคการธนาคารของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ก็สอดคล้องกับท่าทีที่ระมัดระวังของนายเบน เบอร์นันเก้ เมื่อกล่าวถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวนั้น อาจต้องใช้ระยะเวลาพักใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ทำให้เกิดการลดลงของการผลิต การจ้างงาน รวมถึงผลกำไรหรือการลงทุนในอนาคต ส่งผลให้การฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่คาดการณ์กัน


ในบริบทของสหรัฐ อุปสรรคสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็คือ อัตราว่างงานที่สูง สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐ ระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประชากรกว่า 7.5 แสนคน ต้องกลายเป็นแรงงาน "ที่ถูกบั่นทอนกำลังใจ" (discouraged worker) คือ เลิกล้มความตั้งใจที่จะหางาน เพราะเชื่อว่าไม่มีงานเพียงพอสำหรับตน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการ เพื่อสร้างงานใหม่และการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนงานเหล่านี้อย่างเร่งด่วน


สำหรับประเทศไทย ผู้บริหารนโยบายและนักวิจัยอาวุโสส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ปัจจัยทางด้านนโยบาย การเงิน การคลังและสถานการณ์การส่งออกเมื่อถูกถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว อาทิเช่น นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และการฟื้นตัวจะเป็นรูปตัว U แต่ก็มีความเสี่ยงจะเป็นรูปตัว L ได้ หากดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด


นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในทำนองเดียวกัน ว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นรูปตัว U ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่นเศรษฐกิจโลก ความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมือง


ในมุมมองของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาใหม่คงจะเป็นสิ่ง สำคัญลำดับต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ล่อแหลมและอันตรายมาก ก็คือ ความพยายามสร้างความเชื่อมั่นมากเกินไปจนละเลย "ความเป็นจริง" ทางเศรษฐกิจและสังคม อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมากยิ่งขึ้น


"ความเป็นจริง" ดังกล่าว ก็คือ สถานการณ์การเลิกจ้างที่น่าเป็นห่วง สภาพการทำงานที่สุ่มเสี่ยงและไร้ความมั่นคงของแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน "นอกระบบ"


ในภาคอุตสาหกรรมของไทย การปิดตัวลงของสถานประกอบการที่มีการจ้างงานขนาดใหญ่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่าง ต่อเนื่อง กรณีล่าสุด คือ บริษัทผู้ผลิตกรอบประตู หน้าต่างอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมส่งออกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรร มนวนคร (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี) ได้ประกาศเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่าจะหยุดกิจการและจำเป็นต้องเลิกจ้างคน งานจำนวนมากกว่า 5,500 คน!


จากรายงานสถานการณ์แรงงานรายไตรมาสของกระทรวงแรงงาน ถึงแม้สถิติการปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานในไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ของปี 2552 จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) กล่าวคือ จากจำนวนสถานประกอบการที่เลิกกิจการ 272 แห่ง หรือจำนวนลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 23,712 คน ลดลงเป็น 101 แห่ง หรือจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 10,199 คน แต่เมื่อรวมตัวเลขของคนงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วง 6 เดือนเข้าด้วยกัน พบว่าสถานการณ์ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงมาก


เมื่อพิจารณาในเชิงสาขา คนงานส่วนใหญ่ หรือประมาณร้อยละ 70 ของคนงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งไม่สามารถปรับตัวในแง่ของการฝึกทักษะเพิ่มเติมและหางานใหม่ได้ดีเท่ากับ แรงงานในภาคบริการ อาทิเช่น การเงินหรือการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนของการปิดกิจการต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ สถานประกอบการที่ปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานกว่าร้อยละ 60 อ้างสาเหตุการขาดทุนและขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน รองลงมา คือ เลิกกิจการเพราะมีคำสั่งซื้อลดลง คิดเป็นประมาณร้อยละ 28.71


จึงนำไปสู่คำถามว่า "จุดต่ำที่สุดที่ผ่านไปแล้ว" สำหรับเศรษฐกิจไทย ที่แท้จริงแล้ว คืออะไร? หรือว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงกันนั้นจะมีตัวตนอยู่แต่ในมุมมอง "ทางเทคนิค" ในความหมายเดียวกับที่ประธานเฟดของสหรัฐใช้ และกล่าวถึงในตอนต้นบทความ


สำหรับแรงงานไทยในปัจจุบัน จุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤติสำหรับพวกเขายังคงไม่ผ่านพ้นไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่พวกเขายังต้องประสบกับความสุ่มเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่นายจ้างของตนจะหยุดกิจการชั่วคราวตามอำเภอใจและ ต่อรองให้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า 75% โดยอ้างปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือแย่กว่านั้น ก็อาจจะถูกเลิกจ้างโดยที่นายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหมายถึงต้นทุนทั้งเวลาและตัวเงินที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ต่อสู้เรียก ร้องสิทธิที่ตนควรได้รับตามกฎหมาย


ยังไม่ต้องกล่าวถึงคนงานอีกจำนวนกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.8 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่ถูกเรียกว่าแรงงาน "นอกระบบ" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสวัสดิการตามที่กฎหมาย กำหนด ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระต้นทุนท่ามกลางสภาวะการแข่งขันรุนแรง ไม่ว่าการตีความ "การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ" จะแตกต่างกันไปอย่างไรสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองและนักวิชาการ สำหรับคนงานที่หาเช้ากินค่ำ ดัชนีชี้วัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีเพียงตัวเดียวที่แม่นยำที่สุด นั่นคือ การมีงานที่มั่นคงทำ


เหตุผลนี้เองละมั้ง คนไทยจึงมักไม่เชื่อถือนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ แต่ใช้วิธีสอบถามเอาจากคนขับแท็กซี่ หรือตรวจสอบจากราคาไข่ไก่ในตลาดใกล้บ้าน!

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 1 ต.ค. 2552

No comments: