Monday, November 08, 2010

ขอเชิญพบกับ "ประชาธิปไตยแบบสายตาสั้น"

คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หนัาทัศนะวิจารณ์การเมือง กรุงเทพธูรกิจ
วันที่ 14 ตุลาคม 2553
โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

อรุณธาติ รอย นักเขียนและนักเคลื่อนไหว เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมชาวอินเดียเคยตั้งคำถามที่ทรงพลังเอาไว้ว่า "ชีวิตหลังประชาธิปไตย เป็นอย่างไร"

"ประชาธิปไตย" ในที่นี้ รอยหมายถึงระบบที่กำลัง "ทำงาน" นั่นคือ ชุดของสถาบันและองค์กร ที่รวมความตั้งแต่วัฒนธรรม จารีต กฎเกณฑ์และองค์กรที่มีอิทธิพลอยู่ในสังคมการเมือง ส่วนคำถามเรื่องชีวิตหลังประชาธิปไตยเป็นการทวงถามถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยในระยะยาว ซึ่งใช้ได้กับใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในประเทศประชาธิปไตย หรือประเทศที่ทำเสมือนว่าเป็นประชาธิปไตย (อย่างเช่น ประเทศไทย)

ในงานเขียนเกี่ยวกับประชาธิปไตยของรอย เธอพุ่งเป้าไปที่ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่มักขาดความเป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นตัวแทนมากเกินไป เพื่อกระตุ้นให้ร่วมกันไตร่ตรองและหาแนวทางปรับปรุงประชาธิปไตยในเชิงโครง สร้าง นอกจากนี้ ยังชี้ชวนให้สมาชิกในสังคมตั้งคำถามถึงสิ่งที่พวกเราได้ร่วมกัน "กระทำ" กับประชาธิปไตย จนกระทั่งมันมีโฉมหน้าแตกต่างไปจากระบบการเมืองในความมุ่งหวังที่เราเคยมี ร่วมกัน ในโอกาสครบรอบวันมหาวิปโยคที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง คำถามเกี่ยวกับประชาธิปไตยในระยะยาวเหมาะสมกับกาลเทศะอย่างยิ่ง

37 ปีหลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญใน วันที่ 14 ตุลาคม 2516 บริบทการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ความหมายของ "ประชาธิปไตย" รวมถึงโฉมหน้าของ "ประชาชน" และ "ศัตรู" ของประชาธิปไตยในวันนี้ พร่ามัวและคลุมเครืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น มิหนำซ้ำ ยังเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้

ในเชิงสถาบันที่เป็นรูปธรรม รัฐธรรมนูญหมดสิ้นความหมาย และกลายเป็นเพียงเอกสารรับรองการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พรรคการเมืองถูกทำให้ไร้เสถียรภาพและอ่อนแอ สถาบันกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมประสบกับวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง เมื่อประชาชนจำนวนมากวิจารณ์ว่ากฎหมายถูกเลือกบังคับใช้อย่างไม่เสมอหน้า ขณะที่นักกฎหมายและตุลาการเองก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความเป็นธรรม เพราะความโอนเอียงตามกระแสการเมืองอย่างไร้จุดยืน นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์กับการเมืองก็เป็นที่ถกเถียง และตกเป็นเป้าของการวิจารณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฯลฯ

อะไรทำให้ประชาธิปไตยไทยเดินทางมาถึงจุดนี้

ถึงแม้รัฐประหาร 19 กันยายน จะเป็นจุดหักเหสำคัญของกระบวนการเติบโตของประชาธิปไตยไทยที่ทำให้ฉันทามติ เกี่ยวกับทิศทางและรูปแบบของประชาธิปไตยที่เคยมีร่วมกันต้องสิ้นสุดลง แต่รัฐประหารครั้งล่าสุดก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนธรรมชาติของชน ชั้นนำไทยที่ขาดวิสัยทัศน์หรือ "สายตาสั้น"

ตัวอย่างของความคิดตื้น สั้นและมักง่ายของชนชั้นนำไทยนั้นมีให้เห็นดาษดื่น ดูได้ตั้งแต่การวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแจ้งบัญชี ทรัพย์สินที่เป็นเท็จของอดีตนายกฯ ทักษิณในปี 2544 การทำรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 การรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แบบขอไปที การยุบพรรคการเมืองต่างๆ ฯลฯ

การให้ความสำคัญกับผลตอบแทนการเมืองระยะสั้น เช่น เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมืองเมื่อเผชิญกับปัญหานั้น สร้างเงื่อนไขให้ชนชั้นนำจำเป็นต้องผลิตซ้ำ "ความเป็นสภาพยกเว้น (exceptionalism)" อยู่สม่ำเสมอเพื่อลดแรงเสียดทาน และการต่อต้านจากพลังที่ต้องการความต่อเนื่องในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น เราก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว นั่นคือ ความเชื่อมั่นในคุณค่าของระบบประชาธิปไตยที่ค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงไปทีละเล็กละน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ชุดของวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ้างความชอบธรรมให้กับประชาธิปไตยแบบ ไทยนั้น ก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยสัมพัทธ์สุดโต่ง" ที่อ้างว่าต้องเป็นคนไทย เติบโตและเคยชินกับจารีตและวัฒนธรรม (อำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์) แบบไทยเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจประชาธิปไตยไทยได้ นอกจากนี้ การพยายามอธิบายประชาธิปไตยในเชิงเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแบบอื่นก็ถูก ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากข้ออ้างเรื่องความเฉพาะเจาะจงเชิงวัฒนธรรม

ตุลาการระดับสูงท่านหนึ่งเคยบอกกับเพื่อนชาวต่างชาติของผมระหว่างสนทนา กันเกี่ยวกับการเมืองไทย ว่า เขาต้องเอาประสบการณ์และพื้นเพความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ทิ้งไปให้หมดก่อนที่จะสามารถทำความเข้าใจและวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลไทยได้ นี่คือ ตัวอย่างของประชาธิปไตยสัมพัทธ์แบบสุดโต่งที่หลอมรวมจนเป็นวิธีคิดของคนไทยจำนวนไม่น้อย

สภาพยกเว้นที่ดูเหมือนจะทำงานในลักษณะชั่วคราวและเฉพาะกิจ จึงกลายเป็นสภาพยกเว้นแบบถาวรในสังคมไทยไปจนทำให้การรับรู้และเข้าใจกระบวน การพัฒนาประชาธิปไตยของบ้านเราขาดตอนเป็นช่วงๆ ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยกลุ่มที่ก้าวหน้าจะสามารถขยายฐานสนับสนุนของตนเอง เนื่องจากไม่สามารถจูงใจและขับเคลื่อนคนจำนวนมากที่ยังคงมีความเข้าใจเกี่ยว กับการก่อตัวและพัฒนาการของประชาธิปไตยแบบเป็นชิ้น เป็นเสี้ยว กล่าวคือ ยังคงอ้างอิงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเพียงไม่กี่จุดในประวัติศาสตร์ เช่น การอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งในความเป็นจริงเกิดจากชนชั้นนำไม่กี่คน ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนคนธรรมดาและขาดความร่วมสมัยไปแล้ว หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ที่ถึงแม้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีแต่ก็ต้องพบกับจุดหักเหในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อีก 3 ปีต่อมา ความรับรู้และเข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยไทยที่ขาดตอนแบบนี้ ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงประชาธิปไตยกับความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาค ประชาชนและประชาสังคมในการตรวจสอบและเรียกร้องประชาธิปไตย

จึงคงจะไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า "ความสายตาสั้น" จากชนชั้นนำถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นธรรมชาติของสังคมไทยโดยรวม ตัวอย่างล่าสุดของการเล็งเห็นประโยชน์เฉพาะหน้าอย่างสุดขั้ว คือการเรียกร้องและสนับสนุนให้รัฐบาลสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ราย!

ตามความคิดของอรุณธาติ รอย การยอมแลกประโยชน์เฉพาะหน้ากับประโยชน์ในระยะยาวเป็นธรรมชาติพื้นฐานของ มนุษย์และระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็มีปัญหาในการจัดการกับปัญหานี้ เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลมักจะมาจากการตัดสินใจเฉพาะหน้า นั่นคือ ผลการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยแบบตัวแทน จึงเป็นกระจกสะท้อนลักษณะดังกล่าวมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการจัดการกับ มันอย่างที่เรามักเชื่อกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่รอยเสนอนั้นกลับไม่ใช่การปฏิเสธ และโยนระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนทิ้งไป แต่กลับเป็นการเสนอให้ช่วยกันตรวจสอบ แก้ไขและปรับปรุงโครงสร้างของระบบการเมืองแบบนี้ คำถามที่เป็นหัวใจ ก็คือ กลไกการถ่วงดุลแบบใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลตัดสินใจทำอะไรมัก ง่ายอย่างที่เคยเป็นมาอีก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันเกิดจากรัฐบาลสายตาสั้นซ้ำ แล้วซ้ำเล่า เพราะเราแทบจะไม่มีที่ว่างในปฏิทินเหลือให้เพิ่มเติมเหตุการณ์แห่งความสูญเสียอีกแล้ว

ผลลัพธ์ทางการเมืองของการชะงักงันทางเศรษฐกิจ

แปลจาก The Political Consequences of Stagnation โดย Walden Bello
แปล: ภาคภูมิ แสงกนกกุล
เรียบเรียง: เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

ต้อง ขออภัยต่อที เอส อีเลียต (T.S. Eliot) เป็นการส่วนตัว แต่เดือนกันยายนต่างหากคือเดือนที่โหดร้ายที่สุดไม่ใช่เมษายน (บรรทัดแรกของกวีนิพนธ์ The Waste Land ที่โด่งดังของอีเลียต: ผู้แปล) ก่อนหน้าเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 เคยมี 11 กันยายน 1973 ที่นายพลปิโนเชต์โค่นล้มรัฐบาลอัลเลนเดและเริ่มต้น 17 ปีแห่งการปกครองของความกลัว ใกล้เข้ามา ในวันที่ 15 กันยายน 2008 เลห์แมนบราเธอร์ล้มละลายและส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนให้วิกฤตการ เงินกลายเป็นประสบการณ์เฉียดตายสำหรับระบบการเงินโลก

สองปีให้หลัง เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางมาก สัญญาณของการฟื้นตัวที่ผู้กำหนดนโยบายที่สิ้นหวังเคยกล่าวอ้างว่าได้สังเกตุ เห็นในปลายปี 2009 และต้นปีนี้กลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตา ในยุโรป ประชาชนกว่าสี่ล้านคนตกงานและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่บังคับใช้กับประเทศที่มี หนี้ท่วมท้นอย่างกรีซ สเปน อิตาลีและไอร์แลนด์มีแต่จะเพิ่มจำนวนคนว่างงานขึ้นอีกหลายแสน ทั้งนี้ เยอรมนีอาจรอดพ้นจากสภาพที่หดหู่นี้

ในเชิงเทคนิค ถึงแม้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยก็ตาม แต่การฟื้นตัวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด ของโลกที่หดตัวไปแล้วกว่า 2.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009 ตัวเลขนี้ถือเป็นการบ่งบอกถึงสภาพที่อ่อนเปลี้ยของไตรมาสที่สองที่มีอัตรา การเติบโตของจีดีพี 1.6 เปอร์เซ็นต์และอัตราการว่างงานที่แท้จริงสูงกว่าอัตราทางการ 9.6 เปอร์เซ็นต์ถ้าหากเราคิดรวมถึงกลุ่มที่เลิกล้มที่จะหางานไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจยังคงปฏิเสธที่จะลงทุน ธนาคารยังคงไม่ปล่อยเงินกู้ยืม ขณะที่ผู้บริโภคก็ยังปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ถ้าหากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ยังไม่มีออกมา แน่นอนว่าเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงที่หวาดกลัวกันนักหนาจะกลายเป็นความจริง เมื่อผลกระทบของการอัดฉีดเงินโดยรัฐบาลกลางกว่า 787 พันล้านเหรียญในระบบเศรษฐกิจค่อยๆ หมดลง

ที่ผู้บริโภคอเมริกันไม่ยอมใช้จ่ายนั้นก็มีผลสะเทือนไปยังระบบเศรษฐกิจโลกด้วย ไม่ใช่เพียงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เท่านั้น การใช้จ่ายเงินของชาวอเมริกันที่มาจากการกู้ยืมนั้นเคยเป็นแรงขับเคลื่อนของ ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ก่อนหน้าวิกฤตและเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นก็ไม่มีการใช้ จ่ายจากแหล่งอื่นมาแทนที่ สำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีนซึ่งได้รับการอัดฉีดจากแผนกระตุ้นของ รัฐบาลกว่า 585 พันล้านเหรียญนั้นมีผลชะลอแนวโน้มเศรษฐกิจหดตัวได้เป็นการชั่วคราวทั้งภายใน ประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ มันยังส่งผลกระทบบางส่วนไปยังอาฟริกาและอเมริกาใต้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันไม่มากพอที่จะดึงสหรัฐอเมริกาและยุโรปจากความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากไม่มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในจีนแล้ว โอกาสที่เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงไปสู่การเติบโตในอัตราที่ต่ำ การชะลอตัวลงหรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจถดถอยก็อาจจะเป็นจริงขึ้นมาสำหรับ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก

จะตัดหรือจะกระตุ้น

ที่ผ่านมา ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในแวดวงนโยบายจากฝั่งตะวันตกถูกแบ่งออกได้เป็น สองกลุ่ม กลุ่มแรก มองว่าความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้คืนได้เป็นปัญหาใหญ่กว่า เศรษฐกิจชะลอตัว จึงปฏิเสธที่จะสนับสนุนการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าการชะงักงันของเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่ สุดและต้องการแผนกระตุ้นมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับมัน ในการประชุมจี 20 ที่โตรอนโตในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น ทั้งสองกลุ่มนี้เผชิญหน้ากัน ในด้านหนึ่ง นางแองเกลา แมร์เคลของเยอรมนีสนับสนุนการรัดเข็มขัดและชี้ไปที่ความเสี่ยงจากความไม่ สามารถชำระหนี้ของประเทศลูกหนี้ของเยอรมนีในยุโรปตอนใต้อย่างกรีซ ขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาที่กำลังเผชิญกับอัตราว่างงานระดับสูงอย่างยากที่ จะควบคุมนั้นกลับสนับสนุนนโยบายแบบขยายตัว ถึงแม้เขาจะขาดเสียงสนับสนุนทางการเมืองในการผลักดันนโยบายดังกล่าวก็ตาม

ตามความเห็นของฝ่ายที่สนับสนุนการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐ พวกที่ต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลดูจะไม่มีข้อโต้แย้งมากนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาวะเงินฝืดเป็นความเสี่ยงที่กำลังน่าวิตก ความกลัวว่าการใช้จ่ายของรัฐจะเติมเชื้อไฟให้กับเงินเฟ้อดูจะผิดที่ผิดทาง นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับคนรุ่นต่อไปนั้นก็ออกจะไม่เข้า ที เพราะวิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะทำให้กับพลเมืองในอนาคตได้ก็คือสร้างหลัก ประกันให้พวกเขาได้รับส่งต่อระบบเศรษฐกิจที่เติบโตและมีสุขภาพดี การใช้จ่ายงบประมาณขาดดุลในขณะนี้จึงเป็นวิธีที่จะไปสู่การเติบโตแบบที่ว่า ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่สามารถชำระหนี้ของรัฐไม่ใช่ความเสี่ยงที่แท้จริงสำหรับประเทศที่กู้ ยืมในสกุลเงินที่ตนสามารถควบคุมได้ อย่างเช่นสหรัฐฯ เพราะถึงที่สุดแล้ว สหรัฐฯ สามารถจ่ายหนี้คืนโดยการสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ผู้ที่สนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเสียงดังที่สุด น่าจะเป็นพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์โนเบลที่กลายเป็นแกะดำในกลุ่มอนุรักษ์นิยม สำหรับครุกแมน ปัญหาก็คือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ยังใหญ่ไม่พอตั้งแต่ต้น แต่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่เขาต้องการควรจะเป็นเท่าใด? หรือมาตรการอื่นๆ แบบไหนที่รัฐบาลสามารถทำได้? ครุกแมนเองแสดงท่าทีอึกอักต่อคำถามเหล่านี้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาตระหนักได้ว่าแนวคิดเคนส์เซียนแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อ จำกัดของมันอยู่ นั่นคือ “ไม่มีใครรู้ว่ามาตรการเหล่านี้ทำงานได้ดีเพียงใด เหตุผลเท่าที่มีก็คือ ก็ยังดีกว่าที่จะได้ลองใช้มาตรการบางอย่างแม้มันจะไม่ได้ผล แทนที่จะมัวแต่หาข้อแก้ตัวและปล่อยให้แรงงานประสบกับความลำบาก” ครุกแมนกล่าวว่า นอกจากการใช้จ่ายแบบขาดดุลเพิ่มขึ้นแล้ว ทางเลือกที่มีก็คือ “การชะงักงันแบบถาวรและการว่างงานระดับสูง”

ครุกแมนอาจจะมีเหตุผลที่ดี แต่เหตุผลมักสำคัญน้อยกว่าอุดมการณ์ ผลประโยชน์และการเมือง กล่าวคือ ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับสูง แต่พลังที่ต่อต้านรัฐบาลขนาดใหญ่และงบประมาณแบบขาดดุลนั้นก็กำลังมีบทบาทใน สามประเทศตะวันตกที่สำคัญ นั่นคือ ในอังกฤษ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จในการลดบทบาทของรัฐบาล ในเยอรมนี ภาพของประชาชนกรีกและสเปนที่ฟุ่มเฟือยกำลังใช้จ่ายเงินกู้ยืมจากชาวเยอรมัน ที่ทำงานหนักนั้นกลายเป็นสิ่งที่ส่งให้พรรคของนางแมร์เกลขึ้นสู่อำนาจอย่าง ง่ายดาย และสุดท้าย ในสหรัฐอเมริกา ดังจะกล่าวต่อไป

ความล้มเหลวของโอบามา


แนวคิดที่ต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการว่างงานในระดับสูงเนื่องจากสาเหตุหลายประการ กล่าวคือ ประการแรก การต่อต้านงบประมาณขาดดุลนั้นสอดคล้องและไปได้ดีกับความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ กับรัฐบาลขนาดใหญ่ของชนชั้นกลางชาวอเมริกัน ประการที่สอง วอลสตรีทได้ฉวยโอกาสในการรับเอาแนวทางนี้เพื่อใช้สกัดกั้นความพยายามของ รัฐบาลที่จะกำกับและควบคุมตลาดหุ้นมากขึ้น ทั้งนี้ วอลสตรีทได้โจมตีว่ารัฐบาลขนาดใหญ่ต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ประการที่สามซึ่งไม่ควรถูกประเมินค่าต่ำเกินไป คือการกลับมาอีกครั้งของอิทธิพลเชิงอุดมการณ์จากพวกเสรีนิยมใหม่ ซึ่งรวมถึงพวกที่มาร์ติน วูฟ (Martin Wolf) นิยามว่า "เชื่อว่าความตกต่ำถึงขีดสุดจะช่วยชำระล้างสิ่งที่เกินพอดีในอดีตและนำไปสู่ ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแรงยิ่งขึ้น” ประการที่สี่ แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ปฏิเสธการใช้จ่ายของรัฐมีฐานมวลชนจำนวนมาก นั่นคือ ขบวนการทีปาร์ตี้ (the Tea Party Movement : กลุ่มเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าในอเมริกาที่ต่อต้านนโยบายและมาตรการที่เน้นการ ใช้จ่ายของรัฐและการเก็บภาษี: ผู้แปล) ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นกลับได้รับการสนับสนุนจาก ปัญญาชนสายก้าวหน้าที่ปราศจากฐานมวลชนหรือมีฐานแต่ก็ต้องผิดหวังไปเพราะโอบา มา

แต่ถึงกระนั้น ชัยชนะของสายเหยี่ยวอาจไม่ได้ถูกกำหนดมาแล้ว อย่างที่อนาโตล คาเลตสกี (Anatole Kaletsky) นักวิจารณ์เศรษฐกิจของนิตยสารไทม์ของลอนดอน ซึ่งถือว่าเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนร่วมกับแนวความคิดก้าวหน้าเท่าใดนักได้กล่าว เอาไว้ อิทธิที่เพิ่มขึ้นของกระแสต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลเกิดขึ้นจากความผิดพลาด ด้านยุทธวิธีของโอบามา ควบคู่กับความล้มเหลวของฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่สามารถเสนอวาทกรรมเกี่ยวกับวิกฤต เศรษฐกิจที่สามารถโน้มน้าวผู้คนได้ ความผิดพลาดด้านยุทธวิธีที่สำคัญของโอบามา คือการเข้ารับผิดชอบผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้โดยใช้หลักการร่วมสองพรรคในสภา (bipartisanship) ซึ่งตรงข้ามกับโรนัล เรแกนและมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ที่เคย “ปฏิเสธไม่ขอรับผิดชอบกับปัญหาเศรษฐกิจใดๆ” ทั้งเรแกนและแทตเชอร์ใช้เวลา “ในช่วงหลายปีแรกของการบริหารเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อว่าวิบากกรรมทาง เศรษฐกิจทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากรัฐบาลฝ่ายซ้ายก่อนหน้านั้น สหภาพแรงงานที่มีบทบาท รวมทั้งชนชั้นนำสายเสรีนิยมก้าวหน้า”

คาเลตสกียังกล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าคือ “เรื่องเล่า” (เน้นโดยผู้แปล) แบบโอบามาที่มีความขัดแย้งในตัวเอง เพราะขณะที่โอบามาพยายามกล่าวโทษผู้บริหารสถาบันการเงินว่าโลภมาก ขณะเดียวกันเขากลับดำเนินการราวกับสถาบันการเงินเหล่านี้ใหญ่เกินกว่าที่จะ ล้มได้ "เมื่อธนาคารเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤตอย่างรวดเร็วและมีผลกำไรดีกว่าที่ ประชาชนถูกทำให้เชื่อ" คาเลตสกีได้เสนอในหนังสือ Capitalism 4.0 ของเขาว่า “นักการเมืองจากทุกพรรคก็ถูกตีตราจากกระแสสังคมว่าเป็นเหมือนตัวตลกที่ถูกทำ ให้ดูน่าขันโดยเหล่านายธนาคารที่พวกเขาพยายามจะตำหนิ" แน่นอนว่าชุดของแผนการปฏิรูปทางการเงินของพรรคเดโมแครตที่เพิ่งผ่านสภาไป นั้นสามารถตอกย้ำความรับรู้สาธารณะที่ว่าคนเหล่านี้ถูกเหมารวมหรือถูกทำให้ เสียขวัญโดยบรรดานายธนาคารที่พวกเขาประณาม ที่สำคัญ แผนปฏิรูปที่ว่านี้ ยังขาดข้อกำหนดที่มีประสิทธิภาพ : ข้อกำหนดแบบที่มีในกฎหมาย Glass-Steagall (เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกาปี 1929 จุดประสงค์เพื่อป้องกันการเก็งกำไร : ผู้แปล) ที่ป้องกันธนาคารพาณิชย์ไม่ให้เล่นบทวาณิชธนกิจควบคู่ไปด้วย; ห้ามการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟท (Warren Buffett) เรียกว่าเป็น "อาวุธทำลายล้างรุนแรง; "จัดเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศหรือ Tobin Tax (ภาษีที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล James Tobin จุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อลดการผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและป้องกันการเก็ง กำไรในระยะสั้น : ผู้แปล) และควบคุมการจ่ายผลตอบแทน โบนัสและแรงจูงใจอย่าง สต็อกออปชั่น (stock options) ให้กับผู้บริหาร

คาเลตสกีเชื่อ ว่าโอบามาน่าจะวาดภาพวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ในลักษณะว่ามันถูกสร้างขึ้นโดย “ปรัชญาแบบเชื่อมั่นตลาดสุดโต่งที่สร้างความแตกแยกและถูกทำให้ดูง่ายเกิน จริง แทนที่จะเป็นข้อบกพร่องส่วนตัวของนายทุนธนาคารและผู้กำกับดูแลสถาบันการ เงิน” ด้วยการนำเสนอคำอธิบายที่เป็นระบบของการเกิดวิกฤตแบบนี้ นักการเมืองก็จะสามารถยึดกุมจินตนาการสาธารณะด้วยเรื่องเล่าหลังวิกฤตแทน ที่จะเป็นการตั้งศาลเตี้ยให้กับพวกนายทุนจอมโลภ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วน่าเร้าใจกว่า” แต่อาจเป็นเพราะผู้ใกล้ชิดอย่างเลขาฯ กระทรวงการคลัง ทิม เกทธ์เนอร์ (Tim Geithner) และผู้อำนวยการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ ลาร์รี ซัมเมอรส์ (Larry Summers) ซึ่งทั้งคู่ต่างก็แยกตัวเองไม่ออกจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ เรื่องราวที่เป็นระบบแบบที่ว่ากลับไม่ปรากฏให้เห็น

สู่ยุทธศาสตร์แบบก้าวหน้า


ฝ่ายขวานั้นกำลังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้และอาจจะประสบชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งสหรัฐฯที่จะถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ พวกเขาจะสามารถมัดโอบามาและพวกเดโมแครตเข้ากับวิกฤติอย่างแน่นหนาจนทำให้คน ลืมไปว่ามันได้ปะทุขึ้นภายใต้รัฐบาลนิยมตลาดสุดโต่งของจอร์จ บุช อย่างไรก็ตาม ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่คร่ำครึของฝ่ายขวา พวกนักการเงินสายเหยี่ยวและผู้สนับสนุนทีปาร์ตี้ก็ไม่น่าจะเสนอทางเลือกอะไร มาแทนที่สิ่งที่พวกเขาได้ล้อเลียนว่าเป็น “สังคมนิยม” ของโอบามาได้ การปล่อยให้เศรษฐกิจตกต่ำถึงจุดที่ไม่สามารถทำงานต่อได้เพื่อที่จะรอให้มัน ดีงามขึ้นมายิ่งจะนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรงขึ้นจากประชาชนที่กำลังประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจ

แต่ฝ่ายก้าวหน้าก็ไม่ควรจะพึงพอใจต่อความสิ้นไร้ไม้ตอกของแนวคิดเศรษฐกิจแบบทีปาร์ตี้ พวกเขาควรพยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความล้มเหลวของนโยบาย เคนส์เซียนที่อ่อนแรงของโอบามา นอกเหนือจากความผิดพลาดเชิงยุทธวิธีที่เข้ารับผิดชอบวิกฤตและความล้มเหลวที่ไม่สามารถเสนอวาทกรรมต้านเสรีนิยมใหม่ที่มีพลังในการอธิบายวิกฤตแล้ว ปัญหาหลักของโอบามาและทีมงานของเขาก็คือความล้มเหลวที่จะเสนอทางเลือกอื่น เพื่อแทนที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่

จะว่าไปแล้ว องค์ประกอบของทางออกที่ก้าวหน้านั้นได้ถูกคัดทิ้งออกไปโดยนักเศรษฐศาสตร์สาย เคนส์เซียนและสายก้าวหน้าซะเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่, กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับสถาบันการเงิน, นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน, ภาษีสูงสำหรับคนรวย, การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, นโยบายอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว, การควบคุมเงินทุนไหลเข้าเพื่อเก็งกำไร, การควบคุมเงินลงทุนไหลกลับต่างประเทศ, การมีสกุลเงินของโลกและธนาคารกลางของโลก

รัฐบาลภายใต้โอบามาได้พยายามที่จะใช้มาตรการเหล่านี้บางส่วน แต่เนื่องจากความกระตือรือร้นที่ จะใช้หลักการร่วมสองพรรคในสภา, ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของบุคคลสำคัญในรัฐบาลกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและความ ล้มเหลวของบรรดาเทคโนแครตเช่น ซัมเมอรส์และเกทธ์เนอร์ที่ไม่สามารถข้ามพ้นกระบวนทัศน์ของเสรีนิยมใหม่ รัฐบาลนี้จึงล้มเหลวในการนำเสนอมาตรการเหล่านี้ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูป ทางสังคมที่มีขอบเขตกว้างขึ้นเพื่อทำให้การควบคุมและจัดการระบบเศรษฐกิจมี ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

สำหรับฝ่ายก้าวหน้า บทเรียนที่น่าจะได้จากโอบามาโนมิคส์ (Obamanomics) ที่ไม่ทำงานก็คือ การจัดการแบบเทคโนแครตเท่านั้นยังไม่เพียงพอ นโยบายแบบเคนส์ต้องเป็นส่วน หนึ่งของวิสัยทัศน์และแผนที่กว้างขึ้นกว่านี้ ทั้งนี้ กลยุทธ์นี้จะต้องมีแรงผลักสำคัญ 3 ส่วนประกอบกัน คือ หนึ่ง การตัดสินใจที่มีความเป็นประชาธิปไตยในทุกระดับของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับองค์กรจนถึงการวางแผนในระดับมหภาค, สอง ต้องมีความเสมอภาคมากขึ้นในการกระจายตัวของความมั่งคั่งและรายได้ เพื่อชดเชยอัตราการเติบโตที่ต่ำอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสภาพ แวดล้อม และสาม การประสานร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับหลักปฏิบัติเรื่องการแข่งขัน ทั้งในด้านการผลิตการกระจายและการบริโภค

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวไม่สามารถถูกป้อนลงมาจากข้างบนโดยชนชั้นนำเทคโนแครตอย่างที่ เคยเป็นมาภายใต้รัฐบาลนี้อีกต่อไป ความผิดพลาดใหญ่หลวงประการสำคัญที่ผ่านมาก็คือการปล่อยให้ขบวนการเคลื่อนไหว ของมวลชนที่เคยส่งให้โอบามาเข้าสู่อำนาจต้องหมดพลังลงไป ดังนั้น ต้องดึงให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ฝ่ายก้าวหน้าเองคงจะได้บทเรียนสำคัญจากขบวนการทีปาร์ตี้แล้วว่าพวกเขาต้อง เข้าร่วมช่วงชิงพื้นที่กับทีปาร์ตี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในประเด็นเรื่อง ความอยู่รอดหรือปากท้องของคนอเมริกันในระดับรากหญ้า

สุญญากาศดำรงอยู่ไม่ได้นานตามธรรมชาติ


ครุกแมนทำนายว่าผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน "จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายไปอีกหลายปี” อย่างไรก็ตาม ภาวะสุญญากาศไม่สามารถดำรงอยู่ได้นานตามธรรมชาติ ความผิดพลาดที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นจุดร่วมกันของพวกที่เชื่อมั่นในระบบตลาดสุด โต่งกับเทคโนแครตสายเคนส์เซียนนั้น คือ เพิกเฉยต่อความกลัวของผู้ตกงาน ผู้ที่กำลังจะตกงานและประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดช่องว่างเช่นนั้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าคนเหล่านี้จะสร้างพลังทางสังคมขึ้นมาจัดการ กับความกลัวและปัญหาของพวกเขาเอง

ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเติมเต็มที่ว่างนี้อย่างสร้างสรรค์ย่อมเป็นผลให้เกิดการฟื้นกำลังของฝ่าย ขวาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความกังวลที่น้อยลงสำหรับการแทรกแซงจากรัฐอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายขวาที่แข็งแกร่งขึ้นนี้จะเป็นฝ่ายขวาที่สามารถผนวกเอาแนวทางแบบเคนส์ เซียนของเหล่าเทคโนแครตเข้ากับแนวทางประชานิยมที่เป็นแนวปฏิกิริยาทางสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเรามีคำเรียกระบอบแบบนี้ว่า ฟาสซิสต์ และอย่างที่โรเจอร์ บูทล์ (Roger Bootle) ผู้เขียน The Trouble with Markets ได้เตือนพวกเราไว้ ชาวเยอรมันนับล้านได้ตาสว่างกับระบบตลาดเสรีและทุนนิยมในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ครั้งใหญ่ (ในทศวรรษ 1930s: ผู้แปล) แต่ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเสนอทางเลือกที่ทำได้ ทำให้ชาวเยอรมันตกเป็นเหยื่อของพรรคการเมืองที่เมื่อได้เข้าสู่อำนาจแล้ว กลับนำมาตรการแจกเงินแนวเคนส์เซียนที่สามารถลดอัตราว่างงานลงมายัง 3 เปอร์เซ็นต์เข้าผนวกกับข้อเสนอทางสังคมและวัฒนธรรมแบบต้านปฏิกิริยา (counterrevolutionary) ที่มีผลทำลายล้างอย่างเลวร้าย

ฟาสซิสต์ในสหรัฐอเมริกาฯ? มันไม่ได้ไกลเกินจริงอย่างที่คุณเคยคิดหรอก

กระแสต้าน “การเปลี่ยนแปลง” ความท้าทายล่าสุดของโอบามา

คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าการเมือง ทัศนะวิจารณ์
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กันยายน 2553
โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร



28 สิงหาคม พ.ศ. 2506 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ที่ลินคอลน์เมมโมเรียล ในวอชิงตัน ดีซี ซึ่งทุกคนยังจดจำวลีอมตะที่ว่า “ผมเองมีความฝัน (I have a dream)”

47 ปีต่อมา คนอเมริกันร่วมแสนมาชุมนุมในวันและสถานที่เดียวกัน เพื่อประกาศ “ฟื้นฟูเกียรติภูมิ” (Restoring Honor) ของอเมริกากลับคืนมา ในงานนี้ มีแขกสำคัญอย่างซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมาจากพรรครีพับลิกัน และมีผู้จัดและพิธีกรหลักคือ นายเกลน เบ็ค นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ช่อง “ฟ็อกซ์นิวส์” ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากจุดยืนแบบอนุรักษ์นิยม

ที่เป็นตลกร้ายก็คือ ฝูงชนที่มาชุมนุมกันในนามของ “Tea Party Patriots” (คำแปลตรงตัวคือ ผู้รักชาติงานเลี้ยงน้ำชา) เพิ่งถูกโจมตีจากองค์กรพิทักษ์สิทธิคนผิวสีในสหรัฐฯ NAACP ว่ามีรูปแบบของการเหยียดสีผิวในขบวนการเคลื่อนไหว แต่กลับนำมรดกของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงมาใช้เป็นสัญลักษณ์อ้างอิงอันหนึ่งในการชุมนุม

ทั้งนี้ ชื่อ “ทีปาร์ตี้” อ้างอิงกลับไปถึงเหตุการณ์ “บอสตัน ทีปาร์ตี้” ในปลายศตวรรษที่ 18 ขณะที่อเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในขณะนั้น ประชาชนได้ประท้วงการเก็บภาษีชาจากอังกฤษโดยโยนถุงชาจำนวนมากลงในอ่าวบอสตัน เหตุการณ์นั้นกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการประท้วงการเก็บภาษีจากรัฐบาลที่ ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน เนื่องจากชาวอเมริกันไม่มีผู้แทนของตนในสภาของอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมและ ออกกฎหมายบังคับเก็บภาษีจากสินค้าต่างๆ

เว็บไซต์ของเครือข่ายทีปาร์ตี้ได้นิยามขบวนการของตนไว้ว่า “ที ปาร์ตี้ คือ ขบวนการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าที่ต้องการสร้างความตระหนักต่อประเด็นต่างๆ ที่ท้าทายความมั่นคง อธิปไตยหรือความสงบเรียบร้อยภายในชาติอันเป็นที่รัก นั่นคือ สหรัฐอเมริกา” ส่วนในถ้อยแถลงภารกิจ (Mission Statement) ของกลุ่มผู้รักชาติทีปาร์ตี้ ได้ระบุว่าแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ การใช้จ่ายและการเก็บภาษีที่สูงเกินไปของรัฐบาล ภารกิจของขบวนการนั้นจึงเป็นการเรียกร้อง ให้ความรู้ จัดตั้งและขับเคลื่อนให้ผู้คนได้ร่วมกันกำกับนโยบายสาธารณะเพื่อให้สอดคล้อง กับคุณค่าหลัก 3 ประการคือ ความรับผิดชอบทางการคลัง รัฐบาลที่ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและตลาดเสรี!

สมาชิกของทีปาร์ตี้เชื่อว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ได้คุ้มครองปัจเจกชนจากการถูกรัฐบาลเก็บภาษีสูง เพื่อให้แต่ละคนมี “เสรีภาพส่วนบุคคล” ในการใช้จ่ายรายได้หรือเงินที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง พวกเขาจึงคัดค้านการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลของรัฐบาลที่จะนำไปสู่การเก็บ ภาษีในอัตราสูงในอนาคต รวมถึงปฏิเสธการจัดหาสวัสดิการทุกประเภทให้แก่ประชาชน

การชุมนุมในนามของทีปาร์ตี้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2552 และค่อยๆ ขยายตัวจนกลายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ปัจจุบัน เครือข่ายมีกิจกรรมทั้งเล็กและใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การจัดตั้งและรวมตัวอย่างต่อเนื่อง การชุมนุมเรียกร้องที่ผ่านมาคือ การคัดค้านโครงการจัดการสินทรัพย์ที่มีปัญหา (Troubled Asset Relief Program) ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา การคัดค้านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกฎหมายสร้างการลงทุนและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อเมริกัน (American Recovery and Reinvestment Act) ของประธานาธิบดีโอบามา รวมถึงปฏิเสธการปฏิรูประบบสวัสดิการสาธารณสุข

เราสามารถพูดได้ว่าแก่นกลางของข้อเรียกร้องของขบวนการคือ การลดบทบาทของรัฐบาลทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมลงให้เหลือเพียงบทบาทของ “ผู้คุมกฎ” และรักษาความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้ สาวกของทีปาร์ตี้ก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า เสรีภาพส่วนบุคคลคือรากฐานของสังคมประชาธิปไตยขณะที่ตลาดเสรีเป็นผลผลิตของ เสรีภาพส่วนบุคคลดังกล่าว

คำสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 28 สิงหาคมตามหน้าสื่ออเมริกัน ทำให้ได้เห็นสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ผู้สนับสนุนทีปาร์ตี้ต่างสะท้อนทัศนคติที่ตรงกันในทำนองว่าคนรวยคือคนที่ทำงานหนัก ส่วนคนจนคือคนขี้เกียจ ดังนั้น การกระจายรายได้โดยรัฐจึงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม!

ถึงแม้ “ความฝัน” ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงที่เคยอยากเห็นลูกหลานชาวอาฟริกันอเมริกันได้ดำเนินชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับพลเมืองผิวขาวจะเป็นจริง ขึ้นมาแล้วก็ตาม (ถึงขั้นที่มีประธานาธิบดีผิวสีเป็นคนแรกด้วย!) แต่เราต้องไม่ลืมว่าคนอเมริกันจำนวนมากก็ยังคงวิ่งไล่ตามความฝันในแบบ “อเมริกันดรีม” ทั้งที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นมีแต่จะเขยิบห่างออกไปเรื่อยๆ

ถ้าหากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหลังสุดได้กระตุกให้เราหันหลังกลับมาทบทวนระบบ เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของอุดมการณ์เสรีนิยมในระดับโลกแล้วละก็ ในสังคม ไทยเอง สังคมอเมริกันน่าจะเป็นตัวแบบสุดโต่งที่เราสามารถนำมาตั้งคำถามและถกเถียง อย่างกว้างขวางว่านี่คือ คุณค่าที่เราอยากจะปลูกฝังในสังคมไทยหรือไม่? ผมคิดว่าน่าจะมีใครรับเป็นเจ้าภาพในประเด็นสำคัญเช่นนี้ โดยเฉพาะในขณะที่สังคมกำลังตื่นตัวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน