Wednesday, July 27, 2011

การโต้กลับของทุนอเมริกัน (จบ) : เศรษฐศาสตร์เพื่อนายทุนของรีพับลิกัน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 1 มิถุนายน 2554

ปฏิกิริยาของคนอเมริกันที่มองเห็นข้อบกพร่องของระบบทุนนิยมหลังจากวิกฤติซับไพร์มและเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐ ทำให้เกิดการ
เคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้เกิดสวัสดิการสังคมมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การปฏิรูประบบประกันสุขภาพโดยผ่านกฎหมาย Affordable Care Act ในปีที่แล้ว ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและความครอบคลุมให้กับเมดิแคร์ (Medicare) โครงการประกันสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุสูงกว่า 65 และคนพิการ รวมทั้งเพิ่มเติมสิทธิและประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นภายในช่วงเวลา 4 ปี

ถึงแม้ประธานาธิบดีโอบามาต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว แต่ "วิกฤติหนี้สาธารณะ" ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนสำหรับรัฐบาลขณะนี้กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหันหลังกลับของนโยบายแบบรัฐสวัสดิการ ร่างข้อเสนองบประมาณสำหรับปีงบประมาณหน้าจากฝ่ายรีพับลิกันถึงกับเสนอให้แปรรูปโปรแกรมเมดิแคร์ไปสู่ผู้ให้บริการที่เป็นเอกชน

ภายใต้ระบบทุนนิยมที่ชูคุณค่า "ปัจเจกชนนิยม" นั้น เมดิแคร์เป็นหนึ่งในไม่กี่โปรแกรมที่มีเค้าโครงใกล้เคียงกับโครงการภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการมากที่สุด ความจริง การเกิดขึ้นของเมดิแคร์นั้นมีเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เพราะโครงการนี้เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ซึ่งถือว่ามีอำนาจทางการเมืองสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง ไม่ว่าประธานาธิบดีจอห์นสันจะมีเจตจำนงในการสร้างระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือไม่ ในที่สุด เขาก็ทำให้เกิดระบบประกันสำหรับคน 2 กลุ่ม คือ เมดิแคร์สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการและเมดิเคด (Medicaid) สำหรับคนยากจนที่สุด ทั้งนี้ ความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าขึ้นมาจากสองระบบนี้ก็ล้มเหลวมาตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ข้ออ้างในเรื่องของต้นทุนมหาศาลในแง่ของการบริหารจัดการ

จากมุมมองของผู้ที่สนับสนุนนโยบายแนวสวัสดิการ ข้อเสนอให้ลดบทบาทของรัฐในระบบประกันสุขภาพขณะนี้เป็นเพียงจิ๊กซอว์เพียงตัวเดียวของภาพใหญ่ นั่นคือ ความพยายามของฝ่ายอนุรักษนิยมที่จะผลักดันนโยบายแนวเสรีนิยมใหม่ โดยใช้ปัญหาหนี้สาธารณะเป็นข้ออ้าง

อันที่จริง ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโอบามาหลังวิกฤติเศรษฐกิจ เราอาจมองความแตกต่างระหว่างนโยบายที่เสนอโดยเดโมแครตและรีพับลิกันจากแว่นอุดมการณ์เศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่การจัดการปัญหาเศรษฐกิจของนายโอบามาได้รับอิทธิพลจากเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซียนที่เน้นการใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างภาษีและงบประมาณรายจ่ายเป็นหลัก ข้อเสนอจากตัวแทนของรีพับลิกันกลับได้รับอิทธิพลจากสำนักการเงินนิยม (Monetarism) ที่มองว่าเป้าหมายของการแทรกแซงควรจะเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่การจ้างงานอย่างที่ฝ่ายเคนส์เซียนให้ความสำคัญ

นโยบายแบบเคนส์เซียนเกิดขึ้นจากข้อเสนอเชิงทฤษฎีของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่เห็นว่ารัฐบาลควรเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อเพิ่มอุปสงค์ที่แท้จริงให้แก่ตลาด แนวนโยบายที่ประยุกต์จากข้อเสนอของเคนส์มีส่วนอย่างมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 1930 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสำนักการเงินนิยม คือ มิลตัน ฟริดแมน (Milton Friedman) ซึ่งเชื่อว่านโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการใช้ป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของเคนส์ที่เชื่อว่าในระหว่างที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำนั้น การใช้นโยบายการเงินจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ รัฐบาลจึงควรใช้งบประมาณแบบขาดดุล เพื่อสร้างการลงทุนและการจ้างงานเอง

ถึงแม้ฟริดแมนจะเสียชีวิตไปแล้วในปี 2549 แต่แนวคิดของฟริดแมนยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อนายทุนและกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ฟริดแมนมีความเชื่อส่วนตัวว่าเสรีภาพส่วนบุคคลรวมถึง "เสรีภาพในการประกอบการ" นั้น เป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าความเสมอภาคหรือความเป็นธรรม นอกจากนี้ แนวคิดของฟริดแมนที่ว่าตลาดมีกฎเกณฑ์ที่คล้าย "กฎธรรมชาติ" ของตนเองควบคุมอยู่ ยังสอดคล้องกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของฝ่ายอนุรักษ์ที่ต้องการลดบทบาทของรัฐลงให้น้อยที่สุด และปล่อยให้เอกชนดำเนินการเองทุกอย่าง

แนวคิดของฟริดแมนเรื่องเสรีภาพของเอกชนนั้นถูกนำมาประยุกต์เป็นรูปธรรมในร่างงบประมาณของสภาผู้แทนที่ผ่านการลงคะแนนของสภาล่างไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายในร่างงบประมาณที่เสนอโดยนายพอล ไรอัน ผู้แทนวิสคอนซินจากพรรครีพับลิกันและประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างงบประมาณของสภาคนปัจจุบัน มีข้อเสนอสำคัญ 4 เรื่อง คือ ประการแรก ลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลง โดยเน้นที่รายจ่ายบริหารของหน่วยงานรัฐและการปรับลดพนักงานของรัฐลง ประการที่สอง กำจัดกฎระเบียบที่ควบคุมธนาคารและภาคธุรกิจ ประการต่อมา คือ การปฏิรูประบบภาษี และสุดท้าย แปรรูประบบสวัสดิการของรัฐ

ในข้อเสนอที่นายไรอันเป็นผู้ร่างและตั้งชื่อว่า "เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง (Path to Prosperity)" นั้น มีฐานคิดว่ากฎเกณฑ์ข้อบังคับรวมทั้งภาษีจำนวนมากที่เกิดขึ้นภายหลังการบริหารของนายโอบามานั้นมีความซับซ้อน ทำให้นักลงทุนสับสนและมีอิสระในการดำเนินการต่างๆ น้อยลง จึงต้องกำจัดกฎระเบียบเหล่านี้ออกไปและปฏิรูประบบภาษีเสียใหม่ นอกจากนี้ ในมุมมองของนายไรอัน สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการว่างงาน คือ เงินเฟ้อ!

วิกฤติหนี้สาธารณะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ประธานาธิบดีโอบามากำลังเผชิญหน้าและวิธีการจัดการกับหนี้สาธารณะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจมีผลตัดสินใจว่าเขาจะได้กลับมาทำหน้าที่ประธานาธิบดีในสมัยที่สองอีกหรือไม่ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาเสนอแผนที่จะลดภาระหนี้สาธารณะภายในระยะเวลา 12 ปี โดยใช้การหั่นงบประมาณในด้านต่างๆ ร่วมกับการเพิ่มภาษีไปพร้อมกัน ขณะที่ทางข้อเสนอจากขั้วรีพับลิกันนั้นสุดโต่งกว่า คือ ใช้เวลาเพียง 10 ปีโดยไม่มีการปรับเพิ่มภาษี แต่ใช้การตัดลดและโอนถ่ายภาระต่างๆ ออกไปจากภาครัฐแทน

ถึงแม้ผลสำรวจที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาในวันที่ 21 พฤษภาคม ได้แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันจำนวนถึง 78% ไม่เห็นด้วยกับการลดการอุดหนุนของรัฐในโครงการเมดิแคร์ รวมทั้งโครงการอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ แต่ข้อเสนอแบบสุดโต่งจากฝ่ายอนุรักษนิยมกลับผ่านความเห็นชอบของสภาล่างและได้รับเสียงสนับสนุนถึง 40% จากสภาสูง เป็นอย่างผู้เขียนได้อ้างคำพูดของพอล ครุกแมน และนาโอมิ ไคลน์ ไว้ในตอน (1) ของบทความชุดนี้ว่า ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เคยลังเลที่จะใช้ยาขนานแรง เพื่อยัดเยียดการปฏิรูปขนานใหญ่ให้กับสังคม เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดสิ่งที่พอจะเรียกว่าได้ว่า "วิกฤติ"

พวกเขาไม่เคยรีรอที่จะโน้มน้าวใจเราว่าถึงเวลาแล้วที่จะ "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" แต่คำถาม ก็คือ โอกาสสำหรับใคร?

การโต้กลับของทุนอเมริกัน (2) : สมรภูมิวิสคอนซิน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 24 มีนาคม 2554

หนึ่งวันหลังจากกฎหมาย 2011 Wisconsin Act 10 ผ่านสภาของรัฐวิสคอนซิน ในวันที่ 11 มีนาคม 2554
ประชาชนนับแสนคนเข้าร่วมการเดินขบวนบนถนนครั้งใหญ่ (massive rally) ไปยังที่ทำการของเมืองแมดิสัน (Madison) เมืองหลวงของวิสคอนซิน เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวร่วมกับบรรดา "คนงาน" ซึ่งปักหลักชุมนุมคัดค้านกฎหมายฉบับนี้มาเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว

การเดินขบวนใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมือง ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการแรงงานมาอย่างยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐ เพราะวิสคอนซิน คือ รัฐแรกที่ให้สวัสดิการการว่างงาน เงินชดเชยการบาดเจ็บจากการทำงาน และก็เป็นแห่งแรกที่ยอมรับสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานของพนักงานของรัฐ

แมดิสัน วิสคอนซิน จึงกลายเป็นสมรภูมิที่สำคัญและเป็นที่จับตามองของนักสหภาพและนักกิจกรรมแรงงานทั่วประเทศ หลังจากที่ "ฝ่ายขวา" ได้เริ่มเปิดฉากการต่อสู้รอบใหม่ภายหลังการเลือกตั้งกลางสมัย (midterm) ที่ครั้งนี้มีสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐเป็นเป้าหมายสำคัญ

ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่าประเทศต้นแบบ "เสรีนิยมใหม่" อย่างสหรัฐอเมริกานั้น แรงงานสัมพันธ์ไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมืองในระดับชาติ รวมทั้งสหภาพแรงงานไม่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองกับทุนและรัฐ ความจริงแล้ว สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐถือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจาก สัดส่วนของแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นมีสูงถึงร้อยละ 36% ของกำลังแรงงานทั้งหมด นอกจากนี้ ลักษณะการผูกขาดของบริการสาธารณะทำให้สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐมีอำนาจต่อรองที่สูง การผละงานแต่ละครั้งทำให้เกิดผลสะเทือนในวงกว้างในแง่ของการทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันหยุดชะงัก

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของสมาชิกสหภาพแรงงานในภาคเอกชนนั้นลดลงจากร้อยละ 33 ของกำลังแรงงานเป็นร้อยละ 15 ขณะที่สัดส่วนในภาครัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่คนงานในภาคเอกชนมีมากกว่าคนงานในภาครัฐถึงกว่าห้าเท่า จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานในภาครัฐของสหรัฐ กลับมีจำนวนถึง 7.6 ล้านคน เมื่อเทียบกับ 7.1 ล้านในภาคเอกชน

นี่คือ แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลก ในญี่ปุ่นและเยอรมนี ช่องว่างระหว่างจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานในสองภาคนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญและก็ถ่างขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ไม่เพียงแต่สหรัฐ และญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะเกินตัว เราจึงได้เห็นการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ที่ฝรั่งเศสและกรีซ

ในสหรัฐ "การปฏิรูป" ที่พุ่งเป้าไปที่สหภาพแรงงานภาครัฐรอบนี้ ก็ถูกนำไปโยงกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และถูกอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดขนาดของรัฐ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า "การโต้กลับของฝ่ายทุน" โดยการนำของวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันในฝั่งมิดเวสต์นั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณมากไปกว่าความพยายามจะทำลายสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐ ที่เปรียบเสมือน "ก้างชิ้นใหญ่" ที่ขวางคอฝ่ายทุนซึ่งต้องการให้ตลาดแรงงานมีความ "ยืดหยุ่น" อย่างเต็มที่ เมื่อการจ้างงานในภาคเอกชนถูกทำให้ "ยืดหยุ่น" และ "แข่งขันได้" ไปราบคาบแล้ว แต่แรงงานในภาครัฐยังคงได้รับการปกป้องสิทธิและสวัสดิการในระดับที่ดีและมีแต่จะเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าแรงงานในสหภาพเหล่านี้มีบทบาทอย่างสำคัญ ที่ช่วยส่งให้นายโอบามาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้ สถิติที่น่าสนใจอีกอัน ก็คือ ตัวแทนอาชีพครูนั้นมีจำนวนมากถึงร้อยละ 10 ของผู้เข้าร่วมประชุมประจำปีของพรรคเดโมแครตในปี 2008 ทีเดียว

พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2008 ได้วิจารณ์ว่าการใช้วิกฤติหนี้สาธารณะเป็นข้ออ้างในการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งมีวาระซ่อนเร้นเพื่อทำลายกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของฝ่ายทุนบรรษัท (Corporation) ตามที่นายสก็อตต์ วอล์คเกอร์ (Scott Walker) ผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินและวุฒิสมาชิกจากรีพับลิกันกำลังทำนั้น สอดคล้องกับสิ่งที่นักเขียนนาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein) ใช้เรียกสิ่งที่สหรัฐเคยทำกับอิรักในปี 2003 หรือ "ลัทธิช็อก (Shock Doctrine)"

ทั้งครุกแมนและไคลน์ออกมาแสดงความเห็นว่าการต่อสู้ที่วิสคอนซินสะท้อนความพยายามของฝ่ายทุนในการผลักดันโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายทุนมากขึ้น โดยใช้เรื่องวิกฤติการคลังเป็นเพียงข้ออ้าง ครุกแมนยังชี้ว่ากฎหมายที่เสนอโดยนายวอล์คเกอร์มีผลเกินกว่าการยกเลิกสิทธิในการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม (collective bargaining rights) ของสหภาพแรงงาน หากพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่ากฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจตัดหรือลดสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของคนงานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ รวมถึงให้อำนาจการตัดสินใจแปรรูปบริการสาธารณะ เช่น โรงไฟฟ้ากับผู้ว่าการรัฐ โดยไม่ต้องปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานก่อน

ในช่วงที่มีการลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี้ในวิสคอนซิน ผู้แทนจากพรรคเดโมแครต 14 คน ทำการประท้วงโดยเดินทางออกจากวิสคอนซินไปพักในรัฐข้างเคียง คือ อิลลินอยส์ เพื่อให้การลงมติในกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินไปได้ตามข้อกำหนดในเรื่ององค์ประชุม อย่างไรก็ตาม นายวอล์คเกอร์ก็แก้ลำโดยการแยกส่วนที่เป็นงบประมาณออกไป และผ่านกฎหมายส่วนที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของพนักงานของรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงคะแนนเสียง ซึ่งก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของฝ่ายแรงงานและผู้สนับสนุนว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามทำลายขบวนการแรงงาน และการเปิดฉากโต้กลับรอบใหม่ของฝ่ายทุนในสหรัฐ

ขณะที่กำลังเขียนบทความชิ้นนี้ กฎหมายลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในหลายรัฐ เช่น โอไฮโอและอินเดียนา ขณะที่ผู้ว่าการวอล์คเกอร์เองก็ได้รับการสรรเสริญจากกลุ่มทุนว่าเป็น "ฮีโร่" คนใหม่ของสหรัฐในอีกฝั่งหนึ่ง ผู้คนจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่เกษตรกร ครู นักศึกษาไปจนถึงผู้กำกับและดาราภาพยนตร์ก็เข้าชุมนุมร่วมกับคนงานในวิสคอนซิน รวมทั้งการชุมนุมในแบบเดียวกันก็กำลังเกิดขึ้นตามเมืองต่างๆ ทั่ววิสคอนซินจนทำให้สมรภูมิวิสคอนซินได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นที่จับตามองของทั่วโลก เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการต่อสู้ระหว่างทุนและขบวนการแรงงานรอบนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร

การโต้กลับของทุนอเมริกัน (1) : เมื่อสหภาพพนักงานของรัฐถูกจับเป็นตัวประกัน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน ทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 28 เมษายน 2554


ถึงแม้กฎหมายที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งและการชุมนุมยืดเยื้อในเมืองเมดิสัน วิสคอนซิน จะผ่านสภาของรัฐไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแต่กฎหมายดังกล่าวก็ถูกระงับอย่างไม่มีกำหนดโดยผู้พิพากษาของมณฑลเดน (เดนเคาน์ตี้-Dane County) ในวิสคอนซิน หลังจากอัยการได้ยื่นเรื่องว่าเกิดการละเมิดขั้นตอนในระหว่างผ่านกฎหมาย

ภายหลังจากกฎหมายที่เสนอโดยผู้ว่าการรัฐสกอตต์ วอล์คเกอร์ ผ่านการลงมติ ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องจากบุคคลถึง 3 กลุ่ม ได้แก่ อัยการของเคาน์ตี้ ผู้บริหารเคาน์ตี้จากเดโมแครตและพนักงานของรัฐที่นำโดยกลุ่มพนักงานดับเพลิง ความคืบหน้าล่าสุด คือ ผู้พิพากษาได้ตัดสินว่าผู้บริหารจากเดโมแครตไม่สามารถฟ้องร้องได้ เพราะขัดกับหลักการที่ห้ามกลไกของรัฐฟ้องร้องการออกกฎหมายของรัฐเอง

ดูเหมือนว่าความพยายามยับยั้งกฎหมายฉบับนี้ไม่ให้มีผลบังคับใช้จะเป็นได้เพียงแค่การซื้อเวลา ขณะที่กระแสสนับสนุนการลดบทบาทของรัฐจากฝ่ายอนุรักษนิยมโดยการนำของกลุ่มทีปาร์ตี้ นับวันก็ยิ่งแรงขึ้นเมื่อใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปีหน้า วันเสาร์ที่ผ่านมา (16 เม.ย.) ซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้สมัครรองประธานาธิบดีจากรีพับลิกันเดินทางมาปราศรัยถึงที่ทำการของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นที่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มต่อต้านกฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมกับประกาศกับกลุ่มผู้สนับสนุนจากทีปาร์ตี้ที่มาให้กำลังใจเธอว่า "การเลือกตั้ง 2012 เริ่มต้นขึ้นที่นี่!"

วิสคอนซินจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการต่อสู้ในหลายระดับ สำหรับการเมืองระบบสองพรรค วิสคอนซินเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตใช้ประกาศศึกก่อนสงครามที่แท้จริง ส่วนในมุมมองของขบวนการเคลื่อนไหว เช่น ทีปาร์ตี้และฝ่ายแรงงานแล้ว วิสคอนซินสะท้อนภาพการช่วงชิงระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องการลดบทบาทของรัฐกับฝ่ายที่สนับสนุนความเป็นธรรมภายในระบบทุนนิยม

สำหรับกลุ่มพนักงานของรัฐ ความไม่พอใจเกิดจากกฎหมายฉบับนี้ตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม (Collective bargaining rights) ของคนงานที่มีอยู่เกือบทั้งหมดและมีผลอย่างสำคัญในการลดทอนอำนาจของสหภาพแรงงาน ที่เป็นกลไกสำหรับต่อรองกับรัฐ

กฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้พนักงานรัฐนำค่าสมาชิกของสหภาพในรายปีมาหักลดหย่อนจากเงินเดือนอีกต่อไป เท่ากับว่ารัฐเลิกทำการอุดหนุนกิจกรรมของสหภาพโดยตรงอย่างที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ยังกำหนดให้พนักงานของรัฐต้องลงคะแนนทุกปีว่าจะต้องการให้มีสหภาพแรงงานเป็นตัวแทนของตนต่อไปหรือไม่

ขณะที่กฎหมายมีผลในการลดทอนสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิประโยชน์ของพนักงานของรัฐโดยรวม แต่พนักงานของรัฐแต่ละกลุ่มก็ได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกันไป เช่น กลุ่มพนักงานของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เช่น อาจารย์และเจ้าหน้าที่นั้นถูกตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมที่มีอยู่ทั้งหมด (ทั้งที่เพิ่งได้รับมาเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากพนักงานมหาวิทยาลัยเรียกร้องสิทธินี้มาเป็นเวลาถึง 40 ปี) ส่วนพนักงานของรัฐที่ไม่ได้สังกัดมหาวิทยาลัยนั้น หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ข้อตกลงสภาพการจ้างงาน (collective bargaining agreement) จะครอบคลุมเฉพาะเรื่องค่าจ้างเพียงอย่างเดียว โดยไม่ครอบคลุมถึงเรื่องชั่วโมงการทำงาน สภาพการทำงาน ฯลฯ ที่คนงานเคยมีส่วนร่วมกำหนดโดยผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองของสหภาพ

ขณะที่สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมนั้นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของแรงงานในภาคเอกชน เพราะเป็นกลไกในการถ่วงดุลระหว่างนายจ้างและคนงาน เพื่อคุ้มครองคนงานที่ต้องการเรียกร้องสิทธิในเรื่องค่าแรง ฯลฯ จากการถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่สำหรับพนักงานของรัฐ ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้กลับเห็นว่า สิทธิดังกล่าวเป็นเพียง "อภิสิทธิ์" ที่ได้มาจากการใช้อิทธิพลทางการเมืองกดดันผ่านกลุ่มผลประโยชน์ของตนเท่านั้น

ในระบบกฎหมายแรงงานของสหรัฐ สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของแรงงานภาคเอกชนได้รับการคุ้มครองเป็นครั้งแรกเมื่อประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ผ่านกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ (National Labor Relations Act) ในปี 1935 โดยหลักการ กระบวนการที่คนงานรวมตัวกันต่อรองกับนายจ้างเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องหลัก คือ กฎเกณฑ์ที่กำกับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย ค่าจ้างค่าแรงและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของทั้งคู่ เช่น ลักษณะงาน ชั่วโมงการทำงาน สภาพการทำงาน ความปลอดภัยในการทำงาน การยุติสัญญาการจ้าง เป็นต้น กระบวนการเจรจาต่อรองร่วมนั้นยังเกี่ยวข้องกับการปรึกษาหารือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมาย คือ สัญญาสภาพการจ้างงานที่กำหนดรายละเอียดต่างๆ อันเป็นผลจากการเจรจาต่อรองร่วมเอาไว้ ทั้งนี้ กฎหมายในแต่ละประเทศกำหนดขอบเขตของประเด็นที่นายจ้างหรือฝ่ายบริหารต้องเจรจากับตัวแทนลูกจ้างแตกต่างกันไป

สำหรับหลักการเรื่องสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานรัฐนั้นได้รับการรับรองจากคำสั่งทางบริหารของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในปี 1962 ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิต่างจากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติที่รับรองสิทธิของแรงงานในภาคเอกชน ในทางปฏิบัติ รัฐแต่ละรัฐจึงกำหนดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงานรัฐแตกต่างกันไป เช่น ในบางรัฐ คนงานไม่สามารถนัดหยุดงานได้ ต้องใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดข้อพิพาทเท่านั้น

สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานในแต่ละรัฐจึงได้มาจากการเรียกร้อง กดดันและใช้อิทธิพลทางการเมืองในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พลังต้านการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐด้วย เช่น กฎหมายซึ่งได้รับการเสนอแก้ไขโดยผู้ว่าการรัฐโอไฮโอนั้นมีความรุนแรงกว่าที่วิสคอนซินมาก ทั้งในแง่ของการลดอำนาจสหภาพแรงงานและกระทบสิทธิและสวัสดิการของพนักงานรัฐแต่การต่อต้านกลับน้อยกว่าและกฎหมายก็ผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา

หลายคนอาจมองว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นของพรรครีพับลิกันภายหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งกลางสมัยในสองสภา แต่หากมองให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น มันก็เป็นภาพสะท้อนความเชื่อพื้นฐานและมุมมองที่แตกต่างกันของเดโมแครตและรีพับลิกันเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสหภาพแรงงาน รวมทั้งสิทธิแรงงานในระดับรวมกลุ่มและปัจเจก

ในแง่หนึ่ง อาจจะพูดได้ว่าความพยายามทำลายสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานของรัฐครั้งนี้ เป็นเพียงการส่งสัญญาณถึงการกลับมาของฝ่ายที่เชื่อมั่นในระบบเสรีนิยมแบบสุดโต่ง ที่เชื่อเหมือนกับมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ว่า "there is no such thing as society (ไม่มีหรอก สิ่งที่เรียกว่าสังคม)"

Saturday, February 19, 2011

มาร์ค กราโนเวตเตอร์:นัยยะของสังคมวิทยาและ "กระบวนการทางสังคม" ต่อนโยบายสาธารณะ

แปลจาก "Mark Granovetter: The Need to Take Social Processes as Seriously as the Economic or Psychological" ที่มา http://www.aapss.org/news/2010/06/01/mark-granovetter-the-need-to-take-social-processes-as-seriously-as-the-economic-or-psychological-1


หลักการเรื่องนโยบายด้านเครือข่ายน่าจะสามารถดึงดูดใจกลุ่มคนที่ต้องการลดบทบาทของรัฐอย่างมาก เพราะเมื่อเรายกระดับความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมแบบไม่ราบรื่น ยุ่งยากและต้นทุนสูง ความจริงแล้ว ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ อันนี้คือหนึ่งในอุปสรรคที่ขัดขวางโครงการทางสังคมที่มีดีจำนวนมาก


ในโอกาสที่ The Amercian Academy of Political and Social Science (AAPSS) ประกาศเกียรติคุณให้ ศ.มาร์ค กราโนเวตเตอร์เป็น James Coleman Fellow เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกของสถาบันและแขกในงานนั้นเกี่ยวกับผลงานของเขาและความเชื่อมโยงต่อภาคนโยบายสาธารณะ มีใจความดังต่อไปนี้

"หน้าที่ที่ผมได้รับมอบหมายในคืนนี้และก็ดูเหมือนว่าผมได้ตอบรับมันไปแล้ว ก็คือ พูดถึงอิทธิพลของงานตัวผมเองและของสาขาของผม (สังคมวิทยา: ผู้แปล) ต่อนโยบายสาธารณะ ปัจจุบัน หากนักสังคมวิทยาพูดถึงเรื่องนี้ก็มักจะตีความได้ว่าเขาอยากให้มันมีอิทธิพล มากกว่าเชื่อว่ามันมีจริงๆ เนื่องจากผลกระทบของสาขาของพวกเราต่อนโยบายนั้นมันน้อยมากอย่างน่าเศร้าใจ มันจึงดูเหมือนว่านี่คือสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ชื่อ "จิม โคลแมน" ตามที่ตำแหน่งวิชาการของผมถูกตั้งชื่อตามนั้น ดูเหมือนเป็นข้อยกเว้นที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงก็คือคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของจิมต่อนโยบายมาจากรายงานของเขาในปี 1966 เกี่ยวกับโรงเรียนและความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งมีชื่อที่ยาวเยิ่นเย้อจนไม่มีใครจำได้ ทุกคนจึงเรียกมันว่า "รายงานโคลแมน" ที่จริงแล้ว จิมได้เขียนรายงานนี้ในขณะที่อาชีพวิชาการของเขาเพิ่งเริ่มต้น และยิ่งเขาทำงานวิชาการลึกมากขึ้นไป ปรากฏว่าอิทธิพลของเขาต่อนโยบายก็ยิ่งถดถอยตามไปด้วย ตัวผมเองทำงานวิจัยเกี่ยวกับเครือข่ายทางสังคมและสังคมวิทยาเศรษฐกิจ ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะเป็นสาขาที่สามารถมีอิทธิพลต่อนโยบายทางสังคมได้ แต่ก็ยังคงไม่มีสภาที่ปรึกษาทางสังคมเกิดขึ้นเพื่อทำงานเสริมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ที่ปรึกษาด้านสังคมวิทยาก็ยังไม่เคยเป็นที่ต้องการในขั้นตอนการกำหนดนโนบายระดับสูง ซึ่งนำมาสู่คำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มันอาจจะเป็นเพราะว่าคำปรึกษาของนักเศรษฐศาสตร์อาชีพได้ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อในการป้องกันพายุฝนทางเศรษฐกิจและชะลอการถาโถมของคลื่นเศรษฐกิจ ซึ่งข้อสรุปนี้ก็ไม่เป็นจริง จริงๆ แล้ว มีหนังสือที่ดีมากโดยนักประวัติศาสตร์ไมเคิล เบิร์นสไตน์ (Michael Bernstein) ที่ University of California at San Diego (UCSD) ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว อิทธิพลของนักเศรษฐศาสตร์ต่อภาคนโยบายก็ลุ่มๆ ดอนๆ อย่างมากตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 และเราไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันมีความสำคัญขนาดนั้น

กลับมาที่สถานการณ์ของสังคมวิทยา เพื่อนร่วมงานชาวอิตาเลียนของผม คาร์โล ตริกิเลีย (Carlo Trigilia) ได้ตั้งคำถามเมื่อหลายปีก่อนอย่างเจาะจงว่าทำไมสังคมวิทยาเศรษฐกิจ (economic sociology) ที่ดูเหมือนจะมีแนวคิดมากมายเป็นประโยชน์ต่อนโยบายกลับมีอิทธิพลน้อยมาก ข้อเสนอของเขาก็คือ นักสังคมวิทยาเศรษฐกิจส่วนใหญ่มักทำการวิเคราะห์ในระดับมหภาค (macro) และระดับกึ่งกลาง (meso) ระหว่างระดับมหภาคและจุลภาค เมื่อพูดถึงการทำงานของเครือข่ายทางสังคมจึงมีความซับซ้อนมาก และเพราะว่ามันมีความซับซ้อนอย่างนั้นมันก็จึงยากมากที่จะสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายออกมา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาแรงจูงใจของปัจเจกบุคคลซึ่งพวกเราเข้าใจว่ามันคืออะไรและนักเศรษฐศาสตร์ก็เสนอให้นโยบายกำกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันง่ายที่จะทำความเข้าใจ ถึงแม้ผมจะคิดว่ามันซับซ้อนมากกว่าที่เห็นมากในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะโต้แย้งว่าในความเป็นจริง มันตรงข้ามกับสิ่งที่คาร์โลเสนอ กล่าวคือ ถึงแม้ผลกระทบของกระบวนการของเครือข่ายทางสังคมจำนวนมากจะยากที่จะทำนาย และถ้าคุณอ่านงานศึกษาเกี่ยวกับเครือข่ายที่ซับซ้อนในปัจจุบัน มันก็ค่อนข้างเป็นเทคนิคและซับซ้อน แต่ผมกลับคิดว่ามีข้อเสนอเชิงนโยบายหลายอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการศึกษาเรื่องเครือข่ายทางสังคมซึ่งในความเป็นจริงค่อนข้างง่ายที่จะเข้าใจ และน่าจะเป็นการพัฒนาแนวทางที่กำลังทำกันอยู่อย่างชัดเจน

ผมจึงขอพูดอะไรสักเล็กน้อยเกี่ยวกับแนวความคิดเกี่ยวกับนโยบายกลุ่มหนึ่งที่นักสังคมวิทยาอาจสร้างขึ้น ถ้าหากพวกเขามีเวลาและกำลังและถ้าหากเรื่องนโยบายจะได้รับความสนใจจริงจังมากขึ้นในสาขาวิชานี้ ยังไงก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าความคิดเชิงนโยบายด้านสังคมวิทยาจะเป็นที่ต้องการของผู้กำหนดนโยบายด้วย ดังนั้น อย่างที่เราเห็นว่ามันมีวงจรอุบาทว์อยู่ เพราะมีพวกเราไม่กี่คนอยากจะเสียเวลาผลักดันเรื่องนโยบายถ้าหากมันไม่มีความสนใจในเรื่องนี้มากนัก แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็ไม่อาจมีความสนใจเกิดขึ้นได้หากเราไม่ได้ทำลงมือทำมัน จะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไรเป็นประเด็นสำคัญ แต่อาจจะต้องพูดคุยกันในโอกาสอื่น ดังนั้น ผมขออนุญาตเสนอแนะอย่างนี้ วิธีง่ายที่สุดที่จะเข้าใจข้อเสนอของผมก็คือ พูดว่ามันมีประสิทธิภาพในแง่ของต้นทุนอย่างมากที่จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่แล้ว พวกนายจ้างได้ทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วตลอดเวลาโดยพวกเขาไม่ได้รู้ทฤษฏี แต่พวกเขารู้ว่าอะไรเวิร์ค ยกตัวอย่าง เวลาพวกเขารับสมัครคนงานใหม่โดยผ่านเครือข่ายทางสังคมของลูกจ้างที่มีอยู่ ก็เพราะพวกเขารู้ว่าพนักงานใหม่จะปรับตัวเข้ากับที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและจะอยู่ภายใต้กลไกการกำกับทางสังคมที่มีประสิทธิภาพโดยผ่านสายสัมพันธ์กับลูกจ้างคนอื่นๆ อันที่จริง นายจ้างเหล่านี้ไม่ได้ลงทุนเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดผลพวกนี้และพวกเขาก็ไม่สามารถจะลงทุนได้ด้วยถึงแม้จะต้องการมันก็ตาม ผมจึงคิดว่าการใช้ประโยชนจากเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับ "ของฟรี (free lunch)" ในชีวิตประจำวันและอย่างที่เรารู้ ต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญมาก เรามีตัวอย่างลักษณะนี้อยู่จำนวนมาก อีกตัวอย่าง คือผู้บริโภคซื้อรถใช้แล้วจากญาติ เพราะพวกเขาคาดว่าจะได้รับข้อมูลที่ตรงกับความจริงมากขึ้นและราคาที่เป็นธรรมมากกว่า จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ต้องจ่ายอะไรเพื่อให้ได้ประโยชน์เหล่านี้ มันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ หรือคนที่ระดมทุนเพื่อประเด็นทางสังคมก็อาศัยโยงใยของเครือข่ายที่มีเพื่อกระจายความสนใจและสร้างความกระตือรือร้นระหว่างกลุ่มคนที่สนใจในความคิดความเห็นของพวกเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้การระดมทุนจากกลุ่มคนคอเดียวกันมีประสิทธิภาพอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในวงเล็บผมอาจจะต้องพูดว่ามันก็เป็นดาบสองคม อย่างที่เราเรียนรู้จากกรณีอื้อฉาวของการฉ้อโกงแบบเครือข่าย เช่นตัวอย่างของกลวิธีของเบอร์นี แมดดอฟ (Bernie Madoff อดีตที่ปรึกษาและผู้บริหารด้านการเงินซึ่งถูกตัดสินด้วยข้อหาฉ้อโกงเงินในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในปี 2552: ผู้แปล) เรารู้ดีว่าแง่ลบทั้งหมดต้องอยู่แค่ในวงเล็บ

มันมีการนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้เป็นนโยบายสาธารณะอย่างง่ายๆ อยู่ ลองพิจารณาความพยายามที่จะฝึกทักษะใหม่ให้กับคนยากจนและ/หรือคนว่างงานเพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาพ้นจากความยากจน ซึ่งได้กลายเป็นนโยบายหลักช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกากลับถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป้าหมายในการปรับทัศนคติ ปรับปรุงทุนมนุษย์ (human capital) และความสามารถในการหางานของผู้ที่เข้าโครงการ ซึ่งเหตุผลที่เรามองมันในแบบนี้ ผมคิดว่าเป็นผลมาจากอิทธิพลของสาขาจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์ต่อภาคนโยบายสาธารณะ ความจริงคือว่าโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและมีโครงการจำนวนน้อยที่ได้ผลดีก็คือโครงการที่ผู้ฝึกอบรมมีความสัมพันธ์แบบเครือข่ายที่ดีกับนายจ้างท้องถิ่นที่พวกเขาได้พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเพื่อช่วยให้พวกเขามีที่ทางในชุมชนนั้น ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องนี้ ไม่มากนักแต่ก็มีอยู่บ้าง เช่นที่ Edwin Melendez[1] และ Ben Harrison ผู้ล่วงลับได้ทำขึ้น ในปัจจุบัน หลักการเรื่องเครือข่ายเป็นเรื่องง่ายมาก ในตลาดแรงงานทั่วไป คนส่วนใหญ่หางานโดยผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ถึงแม้คุณจะได้รับการฝึกทักษะและคำปรึกษาด้านจิตวิทยาแต่ถ้าคุณไม่มีคอนเนคชั่นกับนายจ้างแล้ว คุณก็ยังคงเสียเปรียบอยู่ดีเมื่อเทียบกับคนที่รู้จักกับใครบางคนในบริษัทที่ต้องการจ้างงาน ทางออกก็คือพัฒนาโครงการที่บุคลากรบางส่วนรับผิดชอบด้านการสร้างความสัมพันธ์แบบเครือข่ายกับนายจ้าง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทำข้อตกลงกับบริษัทว่าจะจัดหาคนงานที่ผ่านการรับรองให้ เพราะเจ้าหน้าที่รู้จักคนงานเหล่านี้จริงๆ แต่สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นเท่าใดนัก เหตุผลหนึ่งก็คือเรามักจะมองการฝึกอบรมในฐานะปริมณฑลของนักจิตวิทยา ที่แนวคิดเรื่องความเป็นนักวิชาชีพทำให้พวกเขาปฏิเสธงานที่ต่ำต้อยอย่างการเดินทางไปโรงงานที่มีสภาพแวดล้อมไม่น่ารื่มรมย์นักเมื่อเทียบกับสถานที่ฝึกอบรมที่ทันสมัย ดังนั้น ผมคิดว่าสังคมวิทยาของวิชาชีพช่วยให้เราเห็นไม่เพียงแต่ว่านโยบายถูกนำไปผิดทางได้อย่างไรแต่ยังมองเห็นว่าประโยชน์ส่วนตัวทำให้เกิดแรงเสียดทานต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เราอยากจะเห็นอย่างไรด้วย

ผมคิดว่ามีการประยุกต์ใช้หลักการเรื่องเครือข่ายในลักษณะดังกล่าวให้เป็นนโยบายได้หลายเรื่อง รวมถึงงานที่สำคัญเกี่ยวกับการสืบหาผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งก็ถือเป็นปัญหาเรื่องเครือข่ายเช่นเดียวกัน หรือผู้ที่ศึกษาด้านสาธารณะสุขก็คงจะตระหนักอยู่พอสมควรถึงความจำเป็นของการค้นหาและกำหนดเป้าหมายสำคัญหรือศูนย์กลางที่ส่วนต่อการแพร่กระจายโรคหรือพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการสูบบุหรี่หรือการใช้สารเสพติด รวมทั้งความสำคัญของการทุ่มเทความพยายามไปให้ถูกจุดเพื่อลดผลกระทบของสิ่งเหล่านี้ เพราะมันเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้หรือกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยงแบบสุ่ม ยังไงก็ตาม ความคิดที่เป็นระบบเกี่ยวกับเครือข่ายทางสังคมยังไม่ได้เข้าไปสู่วาทกรรมของนโยบายในภาพรวมเท่าใดนัก ซึ่งผมคิดว่าเราจำเป็นต้องทุ่มเทกำลังไปในทิศทางนี้ให้มากขึ้นและผมอยากจะเสริมว่าความริเริ่มเหล่านี้มีความเป็นกลางทางการเมือง อันที่จริง หลักการเรื่องนโยบายด้านเครือข่ายน่าจะสามารถดึงดูดใจกลุ่มคนที่ต้องการลดบทบาทของรัฐอย่างมาก เพราะเมื่อเรายกระดับความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมแบบไม่ราบรื่น ยุ่งยากและต้นทุนสูง ความจริงแล้ว ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ อันนี้คือหนึ่งในอุปสรรคที่ขัดขวางโครงการทางสังคมที่มีดีจำนวนมาก

ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอที่รวบรัดมากเพื่อให้พวกเราเข้าใจว่าการให้ความสำคัญกับกระบวนการทางสังคมในแบบเดียวกับปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาจะช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายสังคมได้อย่างไร และหากว่าคำวิจารณ์ของผมในโอกาสนี้จะทำให้เกิดการขยับเคลื่อนไปข้างหน้าแม้เพียงนิดเดียว ผมก็จะรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก"

*มาร์ค กราโนเวตเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา มีบทบาทอย่างสูงในการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะในรูปของเครือข่ายทางสังคมต่อการทำงานของระบบเศรษฐกิจ บทความที่มีอิทธิพลอย่างสูงคือ "The Strength of Weak Ties" และ "Economic Action and Social Structure: The Problem of Embeddedness" ที่เผยแพร่ใน American Journal of Sociology ในปี 1973 และ 1985 ตามลำดับ บทความชิ้นหลังนี้ได้มีส่วนในการก่อให้เกิดสำนัก "สังคมวิทยาเศรษฐกิจใหม่ (new economic sociology)" ในสหรัฐอเมริกา

Note
[1]ดูประวัติการศึกษาและผลงานวิชาการได้ที่ http://www.newschool.edu/lang/faculty.aspx?id=1670

Friday, February 18, 2011

ผลประโยชน์ของชาติ (ไทย) และประชาชน (พม่า)

จากคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 ธันวาคม 2553


ถึงแม้การเลือกตั้งทั่วไปของพม่าในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาจะถูกวิจารณ์ว่าไม่อาจนำไปสู่กระบวนการปรองดองและ ประชาธิปไตยภายในพม่าอย่างแท้จริงได้ แต่หลายประเทศกลับปรับเปลี่ยนนโยบายและท่าทีในทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลใหม่ของ พม่าอย่างรวดเร็วหลังจากการเลือกตั้งเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ล่าสุด นางอองซานซูจีได้ออกมาแสดงความผิดหวังที่อินเดียเปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลพม่า ภายหลังการเลือกตั้ง โดยอินเดียหันไปเจรจาเรื่องการลงทุนกับรัฐบาลใหม่แทนที่จะสนับสนุนพรรคกา เมืองฝ่ายค้านของเธออย่างที่เคยเป็นมา

ในช่วงก่อน หน้าการเลือกตั้งนั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ของไทยที่ไม่แสดงท่าทีวิพากษ์ (critical) อย่างเพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและไม่เปิดกว้าง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยก็ไม่รีรอที่จะแสดงความยินดีกับ “การเปลี่ยนแปลง” ในพม่าถึงแม้ทั่วโลกจะมีข้อกังขากับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตาม ทั้งนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์พร้อมคณะได้เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคม 2553 มีการวิเคราะห์ในสื่อภาษาต่างประเทศไม่น้อยว่าประเด็นสำคัญที่นายกฯ หยิบขึ้นมาหารือกับผู้นำพม่าคือ กรณีด่านการค้าแม่สอด- เมียวดีและท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำเมย 20 แห่งที่ถูกทางการพม่าสั่งปิดชั่วคราวมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อตอบโต้การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งโดยเอกชนรายหนึ่งในฝั่งไทยที่ทางการ พม่าอ้างว่าทำให้เกิดการลุกล้ำร่องน้ำของตน

ที่ผ่านมา ทางการพม่ามักใช้การปิดด่านเป็นเครื่องมือตอบโต้ไทยหากมีการกระทบกระทั่งกัน เกิดขึ้นเนื่องจากผลประโยชน์ของนักธุรกิจไทยจากการค้าชายแดนนั้นถือว่ามีมูลค่า มหาศาล ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าการปิดด่านที่ผ่านมาทำให้ผู้ส่ง ออกของไทยต้องสูญเสียรายได้เป็นมูลค่าเฉลี่ย 100 ล้านบาทต่อวัน

ผลการวิจัยเรื่อง “บทบาทของกลุ่มธุรกิจไทยในการกำหนดนโยบายความสัมพันธ์ไทย-พม่า, 1988- ปัจจุบัน” โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แสดงให้เห็นว่า นโยบาย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไทยมีต่อพม่าตั้งแต่ปี 2531 จนถึง 2548 นั้นมีความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องสูงมาก กล่าวคือ เป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าจะรัฐบาลใด คือมุ่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับพม่าเป็นหลัก โดยปัจจัยหลักที่กำหนดนโยบายและการดำเนินนโยบายเชิงบวกต่อพม่าก็คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเป็นสถาบันซึ่งมีอิทธิพลสูงอย่างหอการค้า จังหวัดและสภาหอการค้าไทย

นอกจากประเด็นการปิดด่าน ยังมีการวิเคราะห์กันว่าสาเหตุที่นายกฯ อภิสิทธิ์มีท่าทีโอนอ่อนต่อรัฐบาลทหารพม่าเป็นพิเศษก่อนการเลือกตั้ง ก็เพราะในขณะนั้น รัฐบาลไทยกำลังรอผลการเจรจาทางธุรกิจครั้งสำคัญกับผู้นำเผด็จการของพม่า นั่นคือ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกดาเวย (หรือทาวอย ชื่อเดิมของเมืองนี้ที่บางคนเรียกว่าทวาย) ซึ่งในที่สุด บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ได้ลงนามกับการท่าเรือของพม่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนหรือหลังจากการเดินทางเยือนพม่าของนายกฯ อภิสิทธิ์ 3 สัปดาห์ สัญญาฉบับนี้ให้สิทธิลดหย่อนภาษีและสัมปทานกับอิตาเลียนไทยในการดำเนินการ ก่อสร้างส่วนของอุตสาหกรรมหนักในโครงการท่าเรือน้ำลึกนี้ถึง 70 ปี รวมถึงสัมปทานในส่วนอุตสาหกรรมเบาอีก 40 ปี ซึ่งอาจจะสามารถต่อสัมปทานได้อีกในอนาคต


ในระหว่าง การประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งที่ 15 ในเดือนตุลาคม 2552 นั้น นายกอภิสิทธิ์ได้ลงนามในสัญญาร่วมกับนายกฯ ของพม่าเพื่อผลักดันโครงการนี้ในระดับยุทธศาสตร์ชาติไปก่อนหน้าแล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่และพบปะกับ รัฐมนตรีของพม่าหลายหน จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจถ้าหากรัฐบาลไทยจะไม่ อยากพูดความจริงเรื่องการเลือกตั้งให้ระคายหูผู้นำพม่า โดยเฉพาะก่อนวันที่นักธุรกิจไทยจะได้เค็กชิ้นใหญ่นี้ ยังไม่ต้องพูดถึงอำนาจต่อรองของพม่าที่มีเหนือไทยเนื่องจากไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติจากพม่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก

โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกดาเวยนั้นถือเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคย เกิดขึ้นในประเทศพม่า ภายในพื้นที่โครงการพัฒนานี้ยังประกอบด้วยโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม โครงการพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมันและท่อส่งก๊าซ รวมถึงระบบสาธารณปูโภคพื้นฐานอย่างเช่น ถนนขนาด 8 เลน ฯลฯ ทั้งนี้ ในมุมมองของอาเซียน โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกดาเวยนี้จะมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะจะเป็นท่าเรือน้ำลึกที่จะเชื่อมต่ออาเซียนกับทะเลจีนใต้โดยผ่านทะเล อันดามันและเป็นประตูสู่อินเดีย นอกจากนี้ยังช่วยให้เรือขนส่งสินค้าไม่ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกาอย่างที่ทำ กันในปัจจุบันสำหรับประเทศไทย รัฐบาลเองมีโครงการที่จะสร้างถนนเชื่อมต่อกาญจนบุรีกับดาเวยโดยตรง เพื่อเชื่อมตลาดของไทยเข้ากับท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ทางด้านอันดามัน เพราะท่าเรือน้ำลึกหลักของไทยไม่ว่าจะเป็นแหลมฉบังหรือมาบตาพุดล้วนตั้งอยู่ ในฝั่งอ่าวไทยทั้งสิ้น รวมทั้งความฝันของเอกชนที่จะมีท่าเรือน้ำลึกปากบาราทางฝั่งอันดามันก็ได้รับ แรงต่อต้านอย่างรุนแรงจนต้องพับโครงการเก็บไป

นอกจาก ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว รัฐบาลไทยเองต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมของไทยเคลื่อนย้ายฐานไปใช้ทรัพยากร ของนิคมอุตสาหกรรมในดาเวยมากขึ้น เนื่องจากบทเรียนที่รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมได้รับจากกรณีมาบตาพุด ทั้งนี้ นายกได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ ว่า “อุตสาหกรรมบางอย่างนั้นไม่เหมาะสมที่จะตั้งในประเทศไทย” จึงเป็นสาเหตุให้เกิดแผนที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมในโครงการพัฒนาท่าเรือนำ ลึกดาเวยขึ้น

หลังจากกรณีมาบตาพุด โครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทยจะต้องผ่านการประเมินทางด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้ง การตรวจสอบจากภาคประชาชนที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในประเทศพม่าที่รัฐบาลยังคงอยู่ในความควบคุมของผู้นำทหารนั้น ประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในด้านสิ่งแวดล้อมหรือ สุขภาพของประชาชนไม่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลแม้แต่น้อย ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าหลังจากที่อิตาเลียนไทยได้เข้าไปดำเนินการก่อ สร้างในพื้นที่แล้ว บริษัทก็ยังไม่มีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการชดเชยให้กับผู้ที่ ต้องอพยพออกจากพื้นที่

ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายตั้งแต่ ระดับเลขาธิการของอาเซียน นายกฯ ของไทยไปจนถึงนักธุรกิจต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จะ ช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนพม่า ข้อเท็จจริงกลับแตกต่างออกไปจากความเชื่อดังกล่าว ทั้งนี้ โครง สร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพม่าที่ยังอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ ความสามารถที่จำกัดในการจัดการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของข้าราชการพม่า ประกอบกับระบบการเมืองที่ขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมจากประชาชนจะเป็น ปัจจัยที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดการ ทำลายวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น

ในเมื่อรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปของพม่าไม่เคยถามประชาชนว่าต้องการอะไรและ ประชาชนก็ไม่มีสิทธิที่จะพูด คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่รัฐบาลและนักธุรกิจไทยจะสามารถทำให้ประชาชนพม่ามี ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างที่กล่าวอ้าง

Thailand's Silence on Burma Poll is Deafening

Op-ed ของผมในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการเลือกตั้งทั่วไปในพม่า ตีพิมพ์วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553


Thai and foreign media held their breath when Prime Minister Abhisit Vejjajiva made his first official trip to Burma just weeks before the country's first elections in 20 years. The visit turned out to be nothing more than a business trip, with the prime minister showing far more interest in inking a US$13 billion (390 billion baht) deep-sea port investment deal in Dawei, formerly Tavoy, than in discussing the upcoming elections.

Mr Abhisit's silence at this crucial time only assists the junta's efforts to legitimise ongoing military rule under a new "civilian" guise. It would be naive to think the Thai government was unaware of the consequences of its own policy. In fact, in its silence, Thailand is joined by China, India, and other members of the Association of Southeast Asian Nations who regardless of election-day ballot-stuffing, see these elections as a golden opportunity to justify increased trade and investment with their resource-rich neighbour.

There are two possible reasons for the Thai government's silence, one being its own tenuous position since the crackdown on red shirt protests earlier this year. Since May, Mr Abhisit has faced intense criticism for the 92 casualties of mostly unarmed civilians, putting him in a tough position to call for human rights, freedom of expression, and the release of political prisoners in Burma. The other more significant reason for Thailand's "golden" silence on Burma's politics is that it remains Burma's top trade and investment partner.

By putting short-term business interests first, Thai policy is not only destructive for Burma's people, but shortsighted for Thailand as well. In fact, the Yadana natural gas pipeline, in which PTTEP holds a large stake, has already proven to be one of the Burma regime's largest sources of income, and continues to be linked to killings and forced labour committed by the Burmese army, which provides pipeline security. Many villagers in the ethnic Karen areas surrounding the pipeline have been forcibly displaced, some joining the 2-3 millions of refugees and migrants who find a safe haven in Thailand. Local people rarely see the benefits of these so-called development projects, and in some cases such aggrieved populations have targeted international investments to express their discontent _ take for example the multiple bombings of China's dam in Kachin state in April.

Expected clashes between the Burmese army and ethnic armies that refused to give up their arms before the election will only contribute to instability along the border. By putting business ahead of politics, Thailand is not only contributing to Burma's threat to regional peace and stability but putting its own investments at risk.

In the run up to Burma's elections, democratic governments have responded in two main ways, with some boldly stating that the elections will in no way be free or fair, and others taking a "wait and see" approach. Thailand, on the other hand, has already sent clear signals through Mr Abhisit's business trip that it is willing to accept these elections as democratic progress, even if that couldn't be further from the truth.

During the Asean summit in Hanoi last month, the only regional governments daring to criticise the blatant election problems were Indonesia and the Philippines. By not speaking out while its more democratic neighbours do, Thailand has further proven that it is quickly losing its ground as a positive democratic force in the region.

If the Thai government wants to move beyond its shortsighted Burma policy, there are two things it can do. First, it can join critical voices inside and outside of Burma who understand that undemocratic elections without reconciliation will not lead to peace and stability. Second, as sitting president of the United Nations Human Rights Council, Thailand can join the global call for a UN Commission of Inquiry into war crimes and crimes against humanity. Such crimes will only increase post-election when the regime is likely to consolidate its power through attacks against ethnic armed groups. Despite Thailand's obvious stake in all of this, and its potential influence as Burma's neighbour and biggest investor, there is little promise that it will do either.

My coauthor, Emily Hong is a writer and advocate working to support Burma's democracy and ethnic rights movement. She is a contributor to the forthcoming book Nowhere to Be Home: Narrators from Survivors of Burma's Military Regime.

Thursday, February 17, 2011

แปลสัมภาษณ์เจมส์ ซี สก็อตต์

ศาสตราจารย์เจมส์ ซี สก็อตต์พูดถึงเกษตรกรรมในฐานะการเมือง (Agriculture as politics) อันตรายจากการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ( Dangers of Standardization) และการไม่ถูกปกครอง (Not being governed)*


ตามความเห็นของอาจารย์ อะไรคือข้อท้าทายในปัจจุบันหรือข้อถกเถียงหัวใจของสังคมศาสตร์ที่เน้นการเมือง จุดยืนและคำตอบของอาจารย์ต่อข้อท้าทาย/ ข้อถกเถียงนั้นคือ?

นี่ไม่ใช่คำถามที่ผมถามตัวเองบ่อยนัก มีอยู่หนึ่งครั้งที่ผมเคยถาม แต่ก็หลายปีผ่านมาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้จัก “กลุ่มเคลื่อนไหวเปเรสทรอยกา (Perestroika movement)” ในสายรัฐศาสตร์รึเปล่า ในช่วงที่ผ่านมามีแถลงการณ์ที่ไม่ลงชื่อแต่เซ็นต์ลงท้ายว่า “นายเปเรสทรอยกา” ปรากฎขึ้น ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า (ศาสตราจารย์) เบเนดิก แอนเดอร์สันและผมไม่เคยอ่าน American Political Review (วารสารวิชาการกระแสหลักด้านรัฐศาสตร์: ผู้แปล) และก็ยังถามต่อไปถึงเหตุผล โดยอ้างว่าบางทีวารสารนี้และองค์กรทรงอิทธิพลซึ่งสนับสนุนวารสารนี้อาจจะไม่สอดคล้องและเป็นอุปสรรคอย่างแท้จริง ต่อการขยับขยายความรู้ ตอนนี้ กลุ่มเปเรสทรอยกาเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐศาสตร์โพสออทิสติก (Post- Autistic Economics movement) ทางฝั่งยุโรป ที่พยายามเผยแพร่เศรษฐศาสตร์กระแสรองเพื่อทัดทานกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่กลืนกินทุกอย่าง อันที่จริง ที่พวกเขาเชิญผมไปนั่งอยู่ในสภาบริหารของสมาคมรัฐศาสตร์ก็เป็นผลมาจากการแข็งขืนของเปเรสทรอยกา และนั่นเป็นครั้งเดียวที่ผมได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจริงจังกับความพยายามหาคำตอบว่ารัฐศาสตร์ควรจะเป็นอย่างไร โดยภาพรวมแล้ว ผมได้ทำตามหน้าที่ของผมโดยไม่ได้กังวลกับผลที่จะตามมา ผมเลือกที่จะไม่เสียเวลาอยู่ในหลุมของวิวาทะเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกขุดอยู่รอบๆ ตัวผม

อย่างที่คุณเห็น ผมไม่ค่อยได้คิดจริงจังว่ารัฐศาสตร์ควรจะถูกปฏิรูปยังไง แต่ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่าคนในรัฐศาสตร์พวกที่ชอบเสแสร้งเรื่อง “ความเป็นวิทยาศาสตร์” จริงๆ แล้วกำลังยุ่งมากอยู่กับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ ความจริง มีจุดเปลี่ยนในลักษณะแนวทดลองกับรัฐศาสตร์ ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งกำลังทำสิ่งที่เขาเรียกว่า “การทดลองบริสุทธิ์” ที่มีการออกแบบอย่างที่ทำกันในการทดลองจิตวิทยา ที่มีการควบคุมกลุ่มตัวอย่างและอื่นๆ แต่คำถามที่พวกเขาถามกลับแคบอย่างน่าตกใจ! พวกเขาจินตนาการว่าคนทั่วไปจะคิดถึงคำถามพวกนี้มากเท่าที่จะเป็นไปได้และพวกเขาจะค่อยๆ สร้างป้อมปราการที่ไม่สามารถทำลายได้ของสังคมศาสตร์ ทั้งที่ผมเองคิดว่ามันเป็นแค่กองอิฐที่ไม่ได้เติมต่อยอดให้กับอะไรเลย

ผมเองประทับใจกับคนที่ค่อยๆ ขยับไปข้างหน้ากับประเด็นที่มีความสำคัญ มากกว่าพวกที่สร้างความรุดหน้าในคำถามที่โดยปกติแล้วไม่ควรค่ากับการถามเท่าใด ตัวผมเองมักจะพยายามทุ่มเทงานไปยังประเด็นที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญมาก อย่างเช่น ต้นกำเนิดของรัฐหรือพลวัตรของความสัมพันธ์อำนาจ ไม่ว่าระหว่างรัฐและประชาชนหรือความสัมพันธ์โดยทั่วไปก็ตาม ยกตัวอย่าง หนังสือของผมสองเล่ม (Domination and the Arts of Resistance และ Weapons of the Weak) นั้นคือความพยายามที่จะเข้าใจความสัมพันธ์อำนาจในโครงสร้างแบบจุลภาค (แทนที่จะเป็นมหภาค) ตอนนี้ เรากำลังให้ความสนใจต่อเงื่อนไขทางการเมืองแบบที่เอื้อต่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่สร้างความหายนะและนี่เป็นคำถามที่ผมถือว่ามีความสำคัญมาก ไม่เพียงแต่สำหรับนักสังคมศาสตร์เท่านั้น แต่คนทั่วไปก็สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำถามที่สำคัญกับคำถามพื้นๆ ได้


คุณมาถึงจุดที่คุณอยู่นี้ ในเรื่องแนวคิดได้อย่างไร?


ย้อนหลังกลับไปนานมาแล้ว ก่อนที่ผมจะเรียนต่อ เพื่อนคนหนึ่งได้พูดว่า “ก่อนแกจะเรียนต่อ ต้องอ่าน The Great Transformation ของคาร์ล โปลันยี” ผมอ่านมันในช่วงซัมเมอร์ก่อนที่จะกลับไปเรียนต่อ และผมคิดว่าในบางแง่มุม มันเป็นหนังสือที่สำคัญที่สุดที่ผมเคยได้อ่าน หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลต่อผมอย่างมากคือ The Making of the English Working Class (1963) ของอี พี ธอมสัน (E. P. Thomson) ผมยังจดจำเก้าอี้ตัวที่ผมนั่งอ่านทั้ง 1,000 หน้ากระดาษหนาเตอะได้อย่างดี หนังสือเล่มนี้ขุดลงไปถึงต้นกำเนิดของจิตสำนึกชนชั้นแรงงานในช่วงเวลาเดียวกับที่โปลันยีได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดเพื่ออธิบายการดึงเศรษฐกิจออกจากการกำกับของสังคม หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลคือ Primitive Rebels ของอิริก ฮอบสบอว์ม (Eric Hobsbawm) เพราะเขาได้ชี้ไปที่รูปแบบต่างๆ ของอาชญากรรมและการฝ่าฝืนกฎหมายในฐานะปรากฏการณ์การเมืองซึ่งควรจะถูกอธิบายอย่างนั้นในแง่ของระเบียบวิธี เพราะมักถูกวิเคราะห์ไปในลักษณะอื่น

ทำไมผมถึงชอบนักวิชาการเหล่านี้ พวกเขาได้สอนผมว่าการเสนอแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนต่อสิ่งต่างๆ นั้นถือเป็นคุณูปการณ์ที่สำคัญต่อวงการสังคมศาสตร์ คุณคงรู้จักกล้องคาเลโดสโคปที่พอเขย่าแล้วมันจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ และทำให้คุณเห็นโลกแตกต่างออกไป งานทั้งหมดที่มีผลต่อผมคืองานมีผลต่อการมองโลกของผม คือเมื่อผมมองโลกผ่านกล้องที่นักวิชาการเหล่านี้ยื่นให้ ผมเห็นโลกที่ต่างออกไปอย่างน่าทึ่ง และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อน

มาถึงในแง่ของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นและมีผลต่อตัวผม แน่นอนว่าสงครามเวียตนาม ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ผมเริ่มงานแรกเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนที่อยู่มหาวิทยาลับวิสคอนซินในปี 1967 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ ผมได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงและได้ให้สัมภาษณ์รวมทั้งสอนเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านี้ ในช่วงเวลานั้น ผมยังค้นพบว่าผมได้ทำวิทยานิพนธ์ที่น่าเบื่อซึ่งจมหายไปอย่างไร้ร่องรอย (ไร้คุณค่าในสายตาของผู้พูดและไม่ก่อให้เกิดผลอะไรตามมา: ผู้แปล) ผมจึงตัดสินใจในตอนนั้นว่า ในเมื่อชาวนาเป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ผมรู้สึกว่าการศึกษาชาวนาน่าจะทำให้เรามีคุณค่าในชีวิตมากขึ้น ถ้าหากการพัฒนาจะมีความหมายอะไรสักอย่าง มันก็ควรจะหมายถึงการพัฒนาวิถีชีวิตของชาวนาและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาในภาพรวม นอกจากนี้ พวกเขายังมีส่วนร่วมในจุดกำเนิดของสงครามการปลดปล่อยชาติ อย่างที่สงครามเวียตนามทำหน้าที่นั้นสำหรับคนเวียตนาม หนังสือของผม The Moral Economy of the Peasant เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในสงครามเวียตนามโดยตรง มันเป็นความพยายามของผมที่จะทำความเข้าใจกับการต่อต้านของชาวนา


เพื่อที่จะเป็นนักวิชาการที่ชำนาญและสามารถเข้าใจโลกในมุมมองที่กว้างขวาง นักศึกษาต้องการอะไร?


เรื่องนี้ผมมีคำตอบที่ชัดเจน (เมื่อเปรียบเทียบกับคำถามแรก: ผู้แปล) เราคงพอนึกภาพได้ว่าทุกคนจะเป็นนักวิชาการที่ถูกฝึกให้เชี่ยวชาญในความชำนาญและสาขาของตน ในความหมายทำนองเดียวกับแรงงาน ดังนั้นผมจะไม่พูดเรื่องนั้น แต่สิ่งที่ผมรักที่จะเล่าให้นักศึกษาในปัจจุบันฟังก็คือ ถ้า 90% ของเวลาที่พวกคุณใช้อ่านตำรานั้น ถูกใช้ไปในตำรารัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยากระแสหลักและถ้าพวกคุณใช้เวลาส่วนใหญ่อีกเช่นเดียวกันไปในการพูดคุยกับคนอื่นที่อ่านตำราประเภทเดียวกัน อย่างนั้นแล้วคุณก็จะผลิตซ้ำแต่รัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยากระแสหลัก ความคิดก็ผมก็คือ ถ้าคุณทำได้ไม่เลวนัก อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสิ่งที่คุณอ่านควรจะมาจากนอกสาขาของคุณ อย่างที่แรงขับเคลื่อนที่น่าสนใจมักมาจากชายขอบของสาขาหรือแม้กระทั่งจากข้างนอก งานวิจัยที่น่าสนใจในสังคมศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อคุณมองเห็นแนวความคิดแปลกๆ ซึ่งสามารถปรับใช้และต่อยอดให้กับสาขาของคุณ ที่ผมแนะนำอยู่นี่ก็เป็นการสร้างทฤษฎีจากสิ่งที่ผมทำ ตอนที่ผมเขียน The Moral Economy of the Peasant ผมอ่านวรรณกรรมชาวนาทั้งหมดที่ผมพอจะหาได้ อ่านประวัติศาสตร์บอกเล่าทั้งหมด โดยสรุปก็คือ ผมจับยัดทุกอย่างจากนอกรัฐศาสตร์มากเท่าที่จะทำได้ ถ้าคุณลองดูงานที่มีอิทธิพลในช่วงเวลาต่างๆ คุณจะบอกได้เลยจากดัชนีหรือบรรณานุกรมคนเขียนได้อ่านงานจำนวนมากที่อยู่นอกข่ายงานกระแสหลักทั่วไป

แต่ถ้าคุณเลือกที่จะทำอะไรบางอย่างที่กว้างขวางและท้าทาย คุณก็จะพบกับอุปสรรคและการต่อต้านบางอย่างจากเครื่องจักรกลวิชาการที่แข็งตัวไปแล้ว ลองดูตัวอย่างของ The Social Origins of Dictatorship and Democracy ของบาร์ริงตัน มัวร์ (Barrington Moore) ที่เป็นอีกงานที่ยิ่งใหญ่ หนังสือเล่มนี้ถูกปฏิเสธถึงหกครั้งจากสำนักพิมพ์ เพราะผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาที่เขาพูดถึงมีปัญหากับแต่ละบทที่เกี่ยวข้องกับสาขาเหล่านั้น ในทางตรงกันข้าม มันสำคัญแค่ไหนที่จะตีพิมพ์บทความเหล่านั้น? เพื่อนร่วมงานของผมวิจัยเกี่ยวกับจำนวนของคนที่อ่านบทความวิชาการจริงๆ และจำนวนเฉลี่ยก็ต่ำกว่าสามคน ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว บทความส่วนใหญ่ที่ถูกตีพิมพ์กันก็เป็นเสมือนฟันเฟืองที่ปฏิเสธการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งประกอบกันขึ้นเพื่อให้คนได้รับตำแหน่งวิชาการ อันนี้รวมถึงพวกบทความที่เป็น peer-reviewed ด้วย ความก้าวหน้าทางวิชาชีพนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของระบบประเมินที่ทำให้ได้จำนวนของบทความ peer-reviewed และอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกของระบบที่ปฏิเสธความเป็นการเมืองหรือเป็นความพยายามที่จะปฏิเสธการตัดสินเชิงคุณภาพเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ว่าดีเพียงใด มันเป็นอะไรที่ดูจะเป็นเรื่องปกติในประชาธิปไตย ที่คุณจำเป็นต้องโน้มน้าวให้ผู้คนมีภววิสัย คุณต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่มีการตัดสินใจเชิงคุณภาพและคุณก็แค่เปรียบเทียบจำนวนเท่านั้น ดังนั้น ถ้าคุณจะผลิตบทความสักอันที่จะมีคนอ่านเพียงสามคนแล้วละก็ แล้วคุณจะคิดทำมันทำไมตั้งแต่ต้น? คุณควรจะทำอะไรอย่างอื่นที่พอจะมีผลกระทบอะไรกับโลกบ้างจะดีกว่า ถ้าคุณทำมันเพื่อเอาอกเอาใจสาขาวิชาที่กำลังเฝ้ามองคุณด้วยความวิตกกังวล งานของคุณก็จะกลายเป็นแค่กำลังแรงงานที่แปลกแยกและผมพูดอย่างนี้ ผมเองก็ยอมรับว่าคุณไม่มีทางก้าวหน้าได้ถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้ มันง่ายสำหรับผมที่จะพูด เพราะผมมาจากช่วงเวลาที่มีความรู้สึกโรแมนติกกับประเทศโลกที่สาม อะไรก็ตามที่พูดถึงโลกที่สามก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับตีพิมพ์ ดังนั้น ผมค่อนข้างจะตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่าผมมีชีวิตที่ง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาในปัจจุบัน ยังไงก็ตาม นอกจากคุณจะปรารถนางานเสมียนแบบเข้าเก้าโมงเช้าออกห้าโมงเย็นที่ต้องตอกบัตรแล้ว คุณก็น่าจะทำอะไรที่มันน่าตื่นเต้นถึงมันจะขายยากก็ตาม

คุณศึกษามาทางด้านเกษตรกรรม แต่งานเขียนของคุณทั้งหมดกลับมีความเป็นการเมืองอยู่สูง สำหรับคุณ? แล้วอะไรคือนัยยะทางนโยบายสำหรับการสร้างรัฐและการพัฒนาของประเทศโลกที่สาม?

คำถามนี้เกิดขึ้นกับผมระหว่างที่เกิดสงครามเวียตนาม ตอนที่ประชาชนกำลังทำสงครามเพื่อปลดปล่อยแห่งชาติ จุดนั้นเอง เราเริ่มมองว่าชาวนาเวียตนาม ชาวนาอัลจีเรียนและชาวนาเม็กซิกันเป็นผู้ที่ยึดกุมจิตวิญญาณแห่งชาติเป็น ครั้งแรก มันอาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว แต่มันเกิดจากความคิดว่าว่าชาวนาเวียตนามในฐานะสามัญชนนั้นได้ยืดหยัดเพื่อ ความเป็นชาติของเวียตนามในบางแง่มุม สิ่งเหล่านี้นำผมมาศึกษาเกษตรกรรม คือ ถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจการลุกฮือในเวียตนาม คุณต้องทำความเข้าใจชาวนา และถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจชาวนา คุณต้องศึกษาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผลผลิตและอื่นๆ มันเริ่มต้นจากที่ผมได้ศึกษาความรุนแรงทางการเมืองเมื่อสามสิบปีที่แล้ว และตอนนี้ผมกำลังศึกษาการทำให้พืชและสัตว์กลายเป็นสิ่งปลูก-เลี้ยงโดยมนุษย์ (domestification)
ผมคิดว่าในฐานะของวิถีหลักในการเลี้ยงตัวเอง หรือในฐานะของทรัพยากรแหล่งสำคัญที่ผู้คนแก่งแย่ง ประเด็นเรื่องที่ดินกับการชลประทานและอุปทานอาหารกับความอดอยากนั้นอยู่ตรง ใจกลางของประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง ประเด็นเหล่านี้เป็นรูปแบบพื้นฐานของการเมืองและดังนั้น ผมจึงรู้สึกว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อย่างการทำฟาร์ม (farming) จึงเป็นเรื่องของการเมืองโดยตรง

กลับไปที่โลกสมัยใหม่ที่พัฒนาแล้ว ในยุโรปตะวันตกและในสหรัฐ ภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 5% โดยเฉลี่ยของประชากร อย่างไรก็ตาม มันมีแนวโน้มว่าภาคเกษตรกลับถูกนำเสนอในทางการเมือง (overrepresented) อย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของประชากรในหลายแง่มุม เพราะประเด็นเรื่องนโยบายชนบท การแบ่งเขตทางการเมือง การอุดหนุนภาคการเกษตร ... จะว่าไปแล้ว พวกเกษตรกรรายย่อยและนายทุนน้อยนั้นถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมากกับพรรค การเมืองฝ่ายขวา พวกเขาได้รับการปกป้องและได้รับการอุดหนุนจากรัฐถึงจุดที่ทำให้มีการสะสม ส่วนเกินการผลิตและจริงๆ แล้ว พวกเราทำให้ประเทศโลกที่สามเจอต้องเจอกับปัญหาในการส่งออก ในโลกที่ทำงานแบบนีโอคลาสสิคอย่างแท้จริงแล้ว เราจะไม่มีวันอุดหนุนภาคเกษตรและก็จะบริโภคผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศยากจน ที่อยู่ในเขตรอบนอกของยุโรปและอเมริกาใต้ แม้กระทั่งในประเทศอย่างอินเดียที่มีการพัฒนาของอุตสาหกรรมและของเมืองอย่าง รวดเร็ว ข้อเท็จจริงก็คือประชากรในเขตชนบทและประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาคเกษตรและ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นไม่เคยมีจำนวนมากเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้สัดส่วนจะลดลง แต่จำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ทำให้แนวโน้มนี้เป็นที่สังเกตุเห็นได้ ชัด

หนังสือของคุณที่ชื่อ Seeing like a state เน้นเรื่องความง่ายในการทำความเข้าใจและความพยายามทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป้าหมายในด้านภาษีและระเบียบทางการเมือง คุณคิดว่าหลักการเดียวกันนี้ถูกใช้กับการสร้างสินค้าและตลาด รวมถึง “ประโยชน์” แบบเดียวกันนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้หรือไม่ หรือปรัชญาของตลาดนั้นต้องการคำอธิบายที่ต่างออกไป? พูดอีกอย่างก็คือ อะไรคือความแตกต่างระหว่างความง่ายในการทำความเข้าใจสำหรับเป้าหมายเชิง พาณิชย์และของรัฐ รวมถึงระหว่างอำนาจทางการตลาดและอำนาจของรัฐ?

ผมเข้าใจว่าการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดใหญ่ของสินค้าใดก็ตามล้วนต้องการสิ่ง ที่เรียกว่าความเป็นมาตรฐานในระดับหนึ่ง หนังสือของโครนอนที่ชื่อ Nature’s metropolis ซึ่งพูดถึงประวัติศาสตร์เชิงนิเวศของชิคาโก (งานของ William Cronon ในปี 1992 ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองชิคาโกในศตวรรษที่ 19: ผู้แปล) มีบทหนึ่งเกี่ยวกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าเมล็ดพันธุ์ ในความเป็นจริง มีความหลากหลายตามธรรมชาติอย่างมหาศาลในแง่ของพันธุ์ข้าวโพด ถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ปลูกกัน แต่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้กลับถูกคัดแยกออกเป็นสองหรือสามเกรดในโกดังขนาดใหญ่ เพื่อที่จะส่งออกไปต่างประเทศโดยเรือสินค้าขนาดมหึมา แรงกระตุ้นให้มีการกำหนดมาตรฐานในโกดังยังส่งผลกระทบไปจนถึงภูมิทัศน์และ ความหลากหลายของบริเวณรอบชิคาโกและลดทอนความหลากหลายของภูมิภาคลงไปจนกลาย เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

อย่างที่ผมได้อธิบายใน Seeing like a state มันก็เป็นหลักการเดียวกันที่ใช้ได้กับเรื่อง Normalbaum (เทคนิคของเยอรมันในการควบคุมการปลูกพืชในป่า: ผู้แปล) ในการจัดการป่าทางวิทยาศาสตร์แบบเยอรมัน สินค้าเกษตรถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเมื่อต้องถูกขนถ่ายในปริมาณมากๆ ผ่านการค้าระหว่างประเทศ ถ้าคุณสร้างแฟรนไชส์ของแมคโดนัลส์หรือเคเอฟซี ก็จะมีคนบอกคุณว่าจะต้องสร้างอาคารอย่างไร คุณจะต้องซื้ออุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐาน อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดจะต้องถูกจัดวางเข้ากับสิ่งอื่นๆ บนแบบแปลนในรูปแบบเดียวกัน รายละเอียดต่างๆ จะถูกกำหนดมาให้ถึงขนาดว่าจะผลิตเบอร์เกอร์หรือไก่ย่างที่มีมาตรฐานเดียวกัน ยังไง และเพราะว่ามันถูกทำให้เป็นมาตรฐาน คนที่มาจากสำนักงานใหญ่ก็สามารถจะไปตรวจสอบทุกที่ที่แทบจะเหมือนกันด้วยเช็ค ลิสต์ โดยตรวจสอบความสะอาด คุณภาพ ผลิตภาพการผลิตและความสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กร นี่คือรูปแบบการควบคุมเหนือระยะทางไกลเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ในที่สุด สายพานการผลิตคืออะไร? มันก็คือความพยายามที่จะทำให้หน่วยของกำลังแรงงานเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด กระบวนการก็แทบไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช เบอร์เกอร์หรือรถยนต์ เช่นเดียวกันผลที่เกิดกับความหลากหลายของมัน ระบบเกษตรแบบพันธะสัญญา (Contract farming) เป็นตัวอย่างของการปรับเกษตรกรรมเข้ากับเงื่อนไขการผลิตแบบหลังฟอร์ด (post-Fordist) ที่เน้นหนักไปในด้านความต้องการบริโภค

เราคงจะจัดให้คุณเป็นเป็นพวกที่วิจารณ์โครงการสร้างความทันสมัยที่มาจากภายในรัฐ คุณจะสามารถยกตัวอย่างรูปแบบการกำกับควบคุมร่วมสมัยที่คุณเห็นด้วยหรือต้อง การส่งเสริมหรือไม่?

ผมรู้สึกว่ากระบวนการแบบประชาธิปไตยที่เข้าแทรกแซงขั้นตอนการวางแผน (ของรัฐ) จนทำให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงในแต่ละระดับนั้นทำให้เกิดผลที่น่าพอใจในระยะยาวสำหรับทุกคนที่ เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ มันยังส่งผลให้เกิดความรู้สึกผูกพันของประชาชนเนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าตัว เองมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอในกระบวนการกำหนด ตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปคือโครงการจำนวนมากที่ถูกกำหนดมาอย่างดีจากข้างบน มักล้มเหลวเพราะประชาชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมกับ มันเลย ผมไม่ต้องการจะปฏิเสธโครงการสร้างความทันสมัย ผมเพียงแต่ต้องการลดอิทธิพลของพวกผู้เชี่ยวชาญให้น้อยลง

ผมจำได้ว่าตอนผมอยู่ที่ Berlin at the Wissenschaftskolleg (หรือ Wissenschaftskolleg zu Berlin สถาบันวิจัยขั้นสูงเบอร์ลิน ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1930 และมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยที่โดดเด่นได้ทำงานในประเด็นที่ ตนสนใจโดยใช้แรงบันดาลใจจากศาสตร์และจารีตอื่นที่แตกต่างไปจากที่ตนคุ้นเคย: ผู้แปล) มีผู้หญิงคนนึงชื่อบาร์บารา เลน (Barbara Lane) นักประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรม เราได้ไปเยี่ยมเขตที่อยู่อาศัยซึ่งมีบ้านสองแบบ คือ ที่อยู่อาศัยแบบบาวเฮาส์ (Bauhaus) และแบบที่เป็นคู่แข่งของพวกสถาปนิกพรรคสังคมนิยมแห่งชาติ (Bauhaus มีความหมายว่า “บ้านแห่งการก่อสร้าง” หรือ “โรงเรียนก่อสร้าง” คือ สำนักทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงระหว่าง 1913-1933: ผู้แปล) มันน่าสนใจมากที่สถาปนิกของบาวเฮาส์สามารถบอกได้ว่าคนเราต้องการใช้พื้นที่ กี่ตารางเมตร น้ำปริมาณเท่าใด แสงแดดเท่าใด พื้นที่สนามเด็กเล่น.. พวกเขาได้วางแผนสำหรับมนุษย์นามธรรมและสถาปัตยกรรมนี้ก็สามารถสร้างที่ไหนก็ ได้บนโลก ขณะที่สถาปนิกของนาซีได้สร้างบ้านจริงๆ ที่มีปล่องควันเล็กๆ บันไดอิฐขั้นเล็กหน้าบ้าน ทั้งหมดอ้างอิงกับรูปแบบบ้านที่พบเห็นทั่วไปตามวัฒนธรรมเยอรมัน ผมพบว่าในแง่มุมหนึ่ง แรงบันดาลใจของสำนักบาวเฮาส์ในระดับนานาชาตินั้นก็คือต้องการจะให้ใช้ได้ทุก ที่และเป็นสากล อย่างเดียวกับที่ IKEA (ธุรกิจออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านของสวีเดนที่กำลังเติบโตอย่างรวด เร็วและได้รับความนิยม เนื่องจากการออกแบบที่เรียบง่าย ทันสมัยและราคาไม่สูง: ผู้แปล) ทำในขณะนี้ ผมกลับพบว่าผมค่อนข้างละอายที่ตัวเองอยากเลือกที่จะอยู่ในบ้านที่ออกแบบโดย นาซีมากกว่าบ้านบาวเฮาส์ แต่มันก็สะท้อนมุมมองเรื่องการกำกับควบคุมของผม คือ มันถูกสร้างขึ้นมายังไง? มีความทะเยอทะยานแค่ไหน?

ในแง่นั้น งานของคุณถูกอ้างว่าเป็นแรงบันดาลใจอันหนึ่งที่สำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษาการต่อต้าน (resistance studies) ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมความสนใจเกี่ยวกับพวกที่ถูกปกครอง/ กดขี่ (subaltern/ repressed) หรือคนกลุ่มที่คุณได้ทำให้มีชีวิตและตัวตนขึ้นมาในทางวิชาการ คุณคิดยังไงกับการศึกษาการต่อต้านแบบดังกล่าว?”

ทั้งหมดที่ผมได้ทำในหนังสืออย่าง Weapons of the Weak ก็คือ ได้ศึกษาพฤติกรรมที่โดยทั่วไปแล้ว เรามักเรียกมันว่า “ไม่เป็นการเมือง” หรือ “ไม่สมเหตุผล” ในฐานะรูปแบบของการเมือง นักวิชาการ (ผู้ยิ่งใหญ่) ที่ล่วงลับไปแล้วชารล์ส ทิลลี (Charles Tilly) และผมมีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ว่าความเป็นไปได้ในการรวมตัวกันในที่ สาธารณะ ในการสร้างองค์กร ในการเดินขบวนประท้วงหรือสร้างกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเปิดเผยนั้นไม่มี เลยในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกในอดีตที่ผ่านมา สำหรับเขา การจะเรียกอะไรว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง มันจะต้องปรากฎตัวต่อสาธารณะอย่างยาวนานและมีเป้าหมายสาธารณะที่กว้างขวาง แต่ในทางตรงกันข้าม ผมพยายามจะชี้ให้เห็นพื้นที่ของการกระทำทางการเมืองที่เคยถูกมองว่าไม่เคยมี ตัวตน ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่คำนิยามของการเมืองแบบทางการและมีข้อจำกัดไม่สามารถเอามา ใช้ได้ ผมเพียงแต่ถามคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเรียกมันว่าเป็นการเมือง?” อันที่จริง การขัดขืน ไม่ยอมทำตามและแทคติคอื่นๆ ที่ประชาชนใช้เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจที่โหดเหี้ยมหรือเผด็จการนั้น บ่อยครั้งในเหตการณ์ประวัติศาสตร์ทั่วโลกคือเครื่องมือทางการเมืองเท่าที่ ประชาชนพอจะหาได้

นอกจากนี้ มันคือสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่มักมีปกปิดเกี่ยวกับการทำงานของอำนาจและเกี่ยว กับการทำงานของโลก ผมคิดว่าศักยภาพในการปลดปล่อยของสังคมศาสตร์ก็อยู่ที่การทำงานของพวกเรา อย่างซื่อสัตย์ แสดงให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร และมันมีผลในทางทำลายล้างระบบเก่าเพราะอย่างที่บอกว่าสถาบันที่มีอิทธิพลคือ กลุ่มที่มีอะไรซ่อนเร้นมากที่สุด ผมคิดว่าสังคมศาสตร์ที่ดีโดยธรรมชาติของมันจะต้องสามารถปลดปล่อยสังคมและมี หน้าที่ในลักษณะต่อต้าน ทุกวันนี้ ผมมีความมั่นใจน้อยลงเกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้คนที่ต้องการตีแผ่ให้เห็นว่า สิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร พวกเขามักใช้ประโยชน์จากอคติที่รุนแรงของตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และแรงจูงใจของพวกเขาหลายครั้งก็เป็นแรงจูงใจที่ผมไม่เห็นว่ามีค่าพอ

แนวคิดมาร์กซิสม์มีความสำคัญกับคุณอย่างไรในการอธิบายการทำงานของโลก?


เมื่อมีคนถามผมถึงความสัมพันธ์กับมาร์กซิสม์ ผมเคยตอบว่าผมเป็นมาร์กซิสต์อย่างหยาบ ผมเน้นที่คำว่าหยาบในความหมายว่าผมให้ความสนใจกับฐานด้านวัตถุ (material basis) ของการต่อสู้ทางการเมืองใดๆ ก็ตามและผมคิดว่าชนชั้นกับฐานด้านวัตถุเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ สิ่งที่ผมต่อเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงชื่นชอบงาน The Great Transformation ของคาร์ล โปลันยีนักก็คือ ผมคิดว่ามันเป็นข้อโต้แย้งที่ทรงพลังเมื่อพูดถึงวิถีที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกกำกับอยู่ภายในความสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงประวัติศาสตร์และไม่สามารถถูกดึงออกมาได้จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 19 เมื่ออุดมการณ์แบบ “เสรีนิยม (laissez-faire)” ถูกพัฒนาขึ้น การต่อสู้ที่โปลันยีชี้ให้เราเห็นคือการต่อสู้ที่เรายังคงเกี่ยวข้องอยู่ทุกวันนี้และแน่นอนว่าหลังจากฉันทามติวอชิงตัน เราจำเป็นที่จะต้องคิดค้นรูปแบบของกลไกคุ้มกันทางสังคมในแบบที่โปลันยีได้พูดถึง ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าสังคมนิยมหรือไม่ก็ตาม มันเป็นรูปแบบของการปกป้องตัวเองสำหรับโอกาส-ชีวิต (life chances –โอกาสที่แต่ละบุคคลพึงมีเพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตน แนวความคิดของนักสังคมวิทยา Max Weber: ผู้แปล) และยังชีพ คำถามที่ว่าเราจะปกป้องคนธรรมดาสามัญทั่วไปจากการรุกรานของตลาดเป็นคำถามอมตะแบบสังคมนิยมที่ควรจะถูกนำออกมาเป็นข้อถกเถียง

มันก็แปลกที่ผมพบว่าตัวเองหวนกลับไปนึกถึงสงครามเย็นใน 2 แง่มุม แง่มุมแรก ผมคิดว่าเราอาจจะโต้แย้งในแบบที่โรเจอรส์ สมิทธ์ (Rogers Smith ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย: ผู้แปล) เพื่อนร่วมงานของผมทำว่าก็คือ ถ้าหากเราต้องการจะเข้าใจความสำเร็จของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองในสหรัฐ ปัจจัยหลักอันหนึ่งในช่วงยุคเคนเนดีก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯ กำลังแพ้สงครามเย็น ส่วนหนึ่ง พวกเขาคิดว่าเป็นเพราะเราเป็นสังคมที่เหยียดชนชาติอื่น ดังนั้นการชนะสงครามเย็นจึงกลายเป็นฐานของการปฏิรูปที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราไปสู่สังคมที่เสมอภาคมากขึ้น แง่มุมที่สอง ขณะที่โลกยังถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกยังคงสนใจเรื่องการปฏิรูปที่ดินในที่ซึ่งการกระจายที่ดินเป็นไปอย่างไม่เทียมเทียมกันอย่างมาก แต่หลังจากปี 1989 ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกกลับไม่เคยพูดถึงเรื่องการปฏิรูปที่ดินอีก

ดังนั้น ขณะที่วาทกรรมการต่อสู้ทางชนชั้นที่มีลักษณะเป็นคำทำนายสำเร็จรูปถูกพิสูจน์ว่าผิดโดยประวัติศาสตร์ คำถามของโปลันยีแบบสังคมนิยมต่างยังคงมีชีวิตและใช้การได้ดี

ในหนังสือเล่มล่าสุด คุณพูดว่าพวกเรากำลังประสบกับการขยายตัวอย่างเด็ดขาดและฝังรากของรัฐชาติทั่วโลก ถือเป็นการปิดผนึกขั้นสุดท้าย และคุณได้พูดถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบเสรีนิยมในฐานะข้อจำกัดของแรงบันดาลใจสมัยใหม่ที่อาจนำไปสู่หายนะ แต่ว่าตามแนวคิดของนักสังเกตุการณ์ร่วมสมัยจำนวนมาก น่าจะถูกโต้แย้งได้ว่าตลาดที่ขยายตัวอย่างมากเกินไปอาจต้องถูกควบคุมโดยรัฐ

ผมตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ใน Seeing like a state ว่าสหภาพแรงงานของฝรั่งเศสได้เคยต่อสู้เพื่อปกป้องระบบประกันสังคมจากชุดนโยบายเสรีนิมของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก และในแง่นั้น รัฐชาติถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคไม่กี่อย่างต่อตลาด เฮนรี เบิร์นสตน์ (อาจารย์ประจำ School of Oriental and African Studies หรือ SOAS, มหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญภูมิภาคอาฟริกาใต้: ผู้แปล) เตือนผมทุกครั้งเมื่อผมวิจารณ์รัฐ ว่ามันเป็นสถาบันเดียวที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเศรษฐกิจโลกแบบเสรีนิยมกับปัจเจกหรือครอบครัว

แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก หรือพูดอีกอย่างในโลกที่สาม รัฐทำตัวเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโลกและบ่อยครั้งเหมือนกัน รัฐก็ถูกจำกัดจากการถ่ายโอนกิจการไปยังพื้นที่เอกชนที่ซึ่งรัฐขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าถึงและกำกับดูแลได้
เราอาจจะเห็นด้วยว่าถ้ารัฐมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นั่นหมายถึงรัฐสามารถลดทอนการบิดเบือนที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างในการสะสมความมั่งคั่งและทรัพย์สินได้ ความสามารถในการควบคุมการบิดเบือนความมั่งคั่ง อำนาจและทรัพย์สินโดยรัฐนี้จะบ่งบอกว่ารัฐเองสามารถทำหน้าที่ได้เพียงใดในการทัดทานการทำงานของตลาดที่โดยปกติเป็นไปอย่างอิสระไม่มีอะไรขัดขวาง อันที่จริง มีเพียงรูปแบบรัฐเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกปกป้องตนเองของประชาชนจากความล้มเหลวของตลาด นั่นคือระบบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างเพียงพอและสามารถหักล้าง ไกล่เกลี่ยและลดผลกระทบของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของการกระจุกตัวของอำนาจ ทรัพย์สินและความมั่งคั่ง

ตามนิยามของคุณ ลัทธิเสรีนิยมใหม่คืออะไร?

ในแง่หนึ่ง ความแพร่หลายของวิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้คนกลายเป็นเครื่องคำนวณผลตอบแทน มีหนังสือที่ชื่อ Everything I learned about love I learned in business school (ทุกอย่างที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับความรัก ผมเรียนรู้ในหลักสูตรธุรกิจ) และมันเกี่ยวกับ “การลดความสูญเสีย” เกี่ยวกับการมี “แถลงการณ์วิสัยทัศน์ (องค์กร)” เกี่ยวกับ “การวัดความสามารถ” พวกเราอาจจะคาดคิดไม่ถึง ในแง่ของเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิค ฮอบบ์สเสนอว่าเราต้องการรัฐเพื่อให้รัฐมาจำกัดความต้องการของเรา แต่มันอาจจะหมายความว่ารัฐเสรีนิยมใหม่ได้เป็นเจ้าอาณานิคมการตัดสินใจของเรา (กระตุ้นให้เกิดความต้องการ) และรัฐเสรีนิยมใหม่นั้นก็ได้สร้างมนุษย์ตัวแสดงที่จำเป็นต้องถูกจำกัดควบคุมโดยรัฐขึ้นมา

ในหนังสือเล่มล่าสุด The art of not being governed คุณศึกษาสถานที่และผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปฏิเสธการถูกผนวกรวมเข้าไปอยู่ในระบบของรัฐชาติ มันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่นอกจากนั้นแล้ว มันได้ให้บทเรียนอะไรกับปัจจุบันหรือไม่?

นอกจากสิ่งที่ผมได้พูดถึงในตอนต้นว่ามันคือการเข้าใจทางเลือกที่จะไม่ถูกผนวกรวมเข้าในรัฐในฐานะทางเลือกการเมืองของการหลีกหนีที่ตั้งใจแล้ว ผมเสนอว่าภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สถานที่เหล่านี้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ ถึงแม้ไม่ทุกแห่งและไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เราจำเป็นต้องคิดค้นวิธีการในการรวมตัวและร่วมมือข้ามพรมแดนรัฐ รวมถึงรูปแบบของอธิปไตยที่ถูกจำกัดอย่างเช่นคาตาโลเนีย (เขตปกครองตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสเปน: ผู้แปล) แต่ทางเลือกเดียวที่เรามีวันนี้ก็คือการทำให้รัฐชาติเชื่อง เพราะเราไม่สามารถป้องกันไม่ให้มันทำร้ายเราได้ ตอนนี้ มันกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ตรงพรมแดนเหล่านี้ หนังเรื่องอวาตาร์ (Avatar) ที่ทำเหมือนกับว่าเราสามารถเผาสะพานและยังคงรักษา “ความสมัยใหม่” เอาไว้นั่นเป็นเพียงอุดมคติเท่านั้น ผมคิดว่างานของคนพื้นถิ่นเหล่านี้ก็คือ ทำยังไงให้ชะลอการรุกคืบของรัฐชาติให้ช้าลงและเป็นมิตรในลักษณะที่จะทำให้การดูดซับของมันมีมนุษยธรรมมากขึ้น

คุณได้พูดก่อนหน้านี้ว่าคุณเป็น ‘มาร์กซิสต์อย่างหยาบ’ แต่ในหนังสือเล่มหลัง คุณได้ใช้แนวทางแบบ constructionist สร้างความหมายใหม่ให้กับอัตลักษณ์ร่วม (ตามแนวคิดแบบ constructionist ปรากฏการณ์ทางสังคมเกิดจากการกระทำของกลุ่มคนอย่างตั้งใจ: ผู้แปล) โดยแสดงให้เห็นว่าการก่อตัวทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงไปง่ายเพียงใด ถ้าหากว่าฐานทางวัตถุมีความสำคัญจริง คุณจะอธิบายมันกับวิธีการแบบ Constructionism อย่างไร?

มีสิ่งของหลายอย่างที่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องกำหนดความโดดเด่นทางอัตลักษณ์ ถ้าเรานึกถึงความเหมือนซึ่งแต่ละกลุ่มคนอาจจะมีร่วมกัน จุดร่วมอันใดหรือชุดใดชุดหนึ่งก็สามารถถูกใช้เป็นฐานของอัตลักษณ์นั้นได้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนบางกลุ่มฝังคนตายในไห พวกเขาก็สามารถเลือกที่จะหยิบใช้อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของเส้นแบ่งที่ยืนยันความเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มได้ แล้วดังนั้น การขับเคลื่อนทางสังคม (social mobilization) จึงเกิดขึ้นจากวิธีการที่ใช้ฝังคนตาย คือ พวกที่ฝังโดยใช้ไหและพวกที่ไม่ได้ใช้ คำถามที่มักเกิดขึ้นก็คือ ชุดของลักษณะทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่มากมายเกือบไม่สิ้นสุดแบบไหนหละจะเป็นฐานของการขับเคลื่อนทางสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขทางวัตถุ คือ ถ้าหากกลุ่มของผู้ถือครองที่ดินรายย่อยทั้งหมดอยู่ในสภาพของการเป็นหนี้เช่นเดียวกัน และถ้าหากมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นและพวกเขาต้องสูญเสียที่ดินของเขาไปในเวลาเดียวกัน นั่นแหละก็มีแนวโน้มที่ความเจ็บปวดแบบนี้จะตกผลึกตัวเองเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของชาวนาเพื่อเรียกร้องการผ่อนผันหนี้ แน่นอนว่าเงื่อนไขแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับการขับเคลื่อนชาวนาฝรั่งเศสที่ต้องประสบปัญหาจากกฎระเบียบแบบเดียวกันของยุโรป ในขณะที่พวกเขาสนับสนุนทีมฟุตบอลท้องถิ่นแตกต่างกันไป ซึ่งนั่นถือว่าห่างไกลมีจุดร่วมน้อยมาก แต่เมื่อมีกฎระเบียบใหม่ที่พุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรมเดียวกัน พวกเขาจะเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นด้านวัตถุนั้น ในทางกลับกัน คุณอาจจะทำให้ชาวนายากจนในมิชิแกน เช่นเดียวกับกลุ่มเคลื่อนไหวในมิชิแกนตัดสินใจที่จะขับเคลื่อนโดยใช้ประเด็นว่ารัฐบาลเป็นศัตรูของชาวนาผิวขาวที่ยากจน

ผมมองว่าหลายปัจจัยมีโอกาสตกผลึกเป็นเงื่อนไขของการขับเคลื่อนสำหรับกลุ่มอัตลักษณ์ต่างๆ แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายว่าจะเป็นปัจจัยไหนในสถานการณ์ที่กำหนด

ในแง่หนึ่ง หนังสือเล่มหลังสุดของคุณได้ใช้ข้อโต้แย้งที่คล้ายกับของรุสโซ (ฌอง ฌาร์คส รุสโซ, 1712-1718 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส: ผู้แปล) ที่ว่าภายนอกรัฐนั้น ไม่ได้มีอนาธิปไตย แต่ที่ต่างออกไปอย่างตั้งใจคือ ยังเป็นระเบียบทางการเมือง คุณคิดยังไงกับความคิดปรัชญาเรื่อง “สภาพธรรมชาติ (state of nature)” ที่นักสัจนิยมในสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักวาดภาพว่าเป็นอนาธิปไตยอันตรายที่ “อยู่รอบนอก” รัฐ?

คำตอบของผมคงจะเป็นเชิงประวัติศาสตร์ รัฐหรือเราจะเรียกว่าองค์กรการเมืองที่รวมศูนย์นั้นอยู่กับเรามาประมาณ 400 ปีแล้ว ถึงแม้ว่ารัฐนี้จะไม่ได้อยู่ในทุกอณูหรือไม่ได้ทรงพลังเหมือนกันในทุกแห่ง แต่รัฐปรากฎอยู่เสมอ ดังนั้น ถึงแม้บางพื้นที่หรือบางคนจะอยู่ “นอก” รัฐ ที่เรียกว่าสภาพธรรมชาติ พวกเขาก็มักจะอยู่ร่วมกับรัฐและมีปฎิสัมพันธ์กับรัฐในเชิงวิภาษวิธี ดังนั้น การพูดว่ามีคนอยู่ภายในและร่วมกับรัฐ รวมทั้งหลายคนอยู่นอกและปราศจากรัฐ และว่าบางทีพวกเขามีพฤติกรรมต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นสมมุติฐานที่เป็นไปได้ยาก ยกตัวอย่าง ผมเองมีความคิดว่าชีวิตภายนอกรัฐนั้นไม่ได้ “ทุกข์ระทม สกปรกและสั้น” อย่างที่ฮอบบ์สว่า บางทีเป็นเพราะจำนวนประชากรยังคงอยู่ในระดับต่ำจนวิธีการจัดการความขัดแย้งก็แค่ขยับออกไปนอกทาง มีสิ่งของจำนวนมากที่ผู้คนดิ้นรนต่อสู้หรือตายเพื่อให้ได้มาเป็นเพียงแค่สินค้า ดังนั้น ถ้าการพูดถึงสภาพธรรมชาติ เราหมายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่นอกรัฐในโลกที่รัฐมีตัวตนอยู่แล้วและคนเหล่านี้อยู่ที่รอบนอกของรัฐแล้ว นี่ก็เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่าง เรารู้ว่าคนที่ประกอบอาชีพหากินกับทุ่งเลี้ยงสัตว์ (pastorialism) จริงๆ แล้วมีการจัดตั้งเพื่อที่จะทำการค้ากับรัฐกสิกรรม มันไม่ใช่รูปแบบของการยังชีพที่มีอยู่ก่อนและถูกครอบด้วยการเกษตรกรรม หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ในศตวรรษที่ 9 ชาวบ้านในบอร์เนียวมักพูดมองว่าเป็นพวกล้าหลังมาก และพวกเขาถูกใช้เป็นตัวอย่างของสังคมล่าสัตว์และหาของป่า พวกเขาเก็บของจำพวกไหน? ขนสัตว์และเรซิ่นบางอย่าง รวมทั้งไส้ติ่งของลิง ของพวกนี้เป็นของมีค่ามหาศาลในประเทศจีนขณะนั้น พวกเขาจึงเก็บของพวกนี้เพื่อค้าขายระหว่างประเทศกับรัฐที่มีอยู่แล้ว การล่าสัตว์และหาของป่าก็เป็นการล่าสัตว์และหาของป่าที่ทำในเงาของรัฐ แล้ว “สภาพธรรมชาติ” แบบไหนที่เรากำลังพูดถึง? ตอนที่รุสโซพูดถึงความป่าเถื่อนที่เขาได้พบ เขาเห็นคนที่ตอบสนองอย่างจงใจกับตัวแทนของรัฐที่มีการจัดตั้ง พวกเขายังแสวงหาประโยชน์ของตนและมีพฤติกรรมทางการเมือง ดังนั้น มโนทัศน์นี้บางทีอาจจะปิดซ่อนอะไรหลายอย่างมากกว่าที่มันเปิดเผยให้เห็นก็ได้