Wednesday, July 27, 2011

การโต้กลับของทุนอเมริกัน (จบ) : เศรษฐศาสตร์เพื่อนายทุนของรีพับลิกัน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 1 มิถุนายน 2554

ปฏิกิริยาของคนอเมริกันที่มองเห็นข้อบกพร่องของระบบทุนนิยมหลังจากวิกฤติซับไพร์มและเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐ ทำให้เกิดการ
เคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้เกิดสวัสดิการสังคมมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การปฏิรูประบบประกันสุขภาพโดยผ่านกฎหมาย Affordable Care Act ในปีที่แล้ว ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและความครอบคลุมให้กับเมดิแคร์ (Medicare) โครงการประกันสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุสูงกว่า 65 และคนพิการ รวมทั้งเพิ่มเติมสิทธิและประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นภายในช่วงเวลา 4 ปี

ถึงแม้ประธานาธิบดีโอบามาต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว แต่ "วิกฤติหนี้สาธารณะ" ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนสำหรับรัฐบาลขณะนี้กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหันหลังกลับของนโยบายแบบรัฐสวัสดิการ ร่างข้อเสนองบประมาณสำหรับปีงบประมาณหน้าจากฝ่ายรีพับลิกันถึงกับเสนอให้แปรรูปโปรแกรมเมดิแคร์ไปสู่ผู้ให้บริการที่เป็นเอกชน

ภายใต้ระบบทุนนิยมที่ชูคุณค่า "ปัจเจกชนนิยม" นั้น เมดิแคร์เป็นหนึ่งในไม่กี่โปรแกรมที่มีเค้าโครงใกล้เคียงกับโครงการภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการมากที่สุด ความจริง การเกิดขึ้นของเมดิแคร์นั้นมีเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เพราะโครงการนี้เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ซึ่งถือว่ามีอำนาจทางการเมืองสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง ไม่ว่าประธานาธิบดีจอห์นสันจะมีเจตจำนงในการสร้างระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือไม่ ในที่สุด เขาก็ทำให้เกิดระบบประกันสำหรับคน 2 กลุ่ม คือ เมดิแคร์สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการและเมดิเคด (Medicaid) สำหรับคนยากจนที่สุด ทั้งนี้ ความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าขึ้นมาจากสองระบบนี้ก็ล้มเหลวมาตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ข้ออ้างในเรื่องของต้นทุนมหาศาลในแง่ของการบริหารจัดการ

จากมุมมองของผู้ที่สนับสนุนนโยบายแนวสวัสดิการ ข้อเสนอให้ลดบทบาทของรัฐในระบบประกันสุขภาพขณะนี้เป็นเพียงจิ๊กซอว์เพียงตัวเดียวของภาพใหญ่ นั่นคือ ความพยายามของฝ่ายอนุรักษนิยมที่จะผลักดันนโยบายแนวเสรีนิยมใหม่ โดยใช้ปัญหาหนี้สาธารณะเป็นข้ออ้าง

อันที่จริง ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโอบามาหลังวิกฤติเศรษฐกิจ เราอาจมองความแตกต่างระหว่างนโยบายที่เสนอโดยเดโมแครตและรีพับลิกันจากแว่นอุดมการณ์เศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่การจัดการปัญหาเศรษฐกิจของนายโอบามาได้รับอิทธิพลจากเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซียนที่เน้นการใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างภาษีและงบประมาณรายจ่ายเป็นหลัก ข้อเสนอจากตัวแทนของรีพับลิกันกลับได้รับอิทธิพลจากสำนักการเงินนิยม (Monetarism) ที่มองว่าเป้าหมายของการแทรกแซงควรจะเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่การจ้างงานอย่างที่ฝ่ายเคนส์เซียนให้ความสำคัญ

นโยบายแบบเคนส์เซียนเกิดขึ้นจากข้อเสนอเชิงทฤษฎีของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่เห็นว่ารัฐบาลควรเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อเพิ่มอุปสงค์ที่แท้จริงให้แก่ตลาด แนวนโยบายที่ประยุกต์จากข้อเสนอของเคนส์มีส่วนอย่างมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 1930 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสำนักการเงินนิยม คือ มิลตัน ฟริดแมน (Milton Friedman) ซึ่งเชื่อว่านโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการใช้ป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของเคนส์ที่เชื่อว่าในระหว่างที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำนั้น การใช้นโยบายการเงินจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ รัฐบาลจึงควรใช้งบประมาณแบบขาดดุล เพื่อสร้างการลงทุนและการจ้างงานเอง

ถึงแม้ฟริดแมนจะเสียชีวิตไปแล้วในปี 2549 แต่แนวคิดของฟริดแมนยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อนายทุนและกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ฟริดแมนมีความเชื่อส่วนตัวว่าเสรีภาพส่วนบุคคลรวมถึง "เสรีภาพในการประกอบการ" นั้น เป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าความเสมอภาคหรือความเป็นธรรม นอกจากนี้ แนวคิดของฟริดแมนที่ว่าตลาดมีกฎเกณฑ์ที่คล้าย "กฎธรรมชาติ" ของตนเองควบคุมอยู่ ยังสอดคล้องกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของฝ่ายอนุรักษ์ที่ต้องการลดบทบาทของรัฐลงให้น้อยที่สุด และปล่อยให้เอกชนดำเนินการเองทุกอย่าง

แนวคิดของฟริดแมนเรื่องเสรีภาพของเอกชนนั้นถูกนำมาประยุกต์เป็นรูปธรรมในร่างงบประมาณของสภาผู้แทนที่ผ่านการลงคะแนนของสภาล่างไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายในร่างงบประมาณที่เสนอโดยนายพอล ไรอัน ผู้แทนวิสคอนซินจากพรรครีพับลิกันและประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างงบประมาณของสภาคนปัจจุบัน มีข้อเสนอสำคัญ 4 เรื่อง คือ ประการแรก ลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลง โดยเน้นที่รายจ่ายบริหารของหน่วยงานรัฐและการปรับลดพนักงานของรัฐลง ประการที่สอง กำจัดกฎระเบียบที่ควบคุมธนาคารและภาคธุรกิจ ประการต่อมา คือ การปฏิรูประบบภาษี และสุดท้าย แปรรูประบบสวัสดิการของรัฐ

ในข้อเสนอที่นายไรอันเป็นผู้ร่างและตั้งชื่อว่า "เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง (Path to Prosperity)" นั้น มีฐานคิดว่ากฎเกณฑ์ข้อบังคับรวมทั้งภาษีจำนวนมากที่เกิดขึ้นภายหลังการบริหารของนายโอบามานั้นมีความซับซ้อน ทำให้นักลงทุนสับสนและมีอิสระในการดำเนินการต่างๆ น้อยลง จึงต้องกำจัดกฎระเบียบเหล่านี้ออกไปและปฏิรูประบบภาษีเสียใหม่ นอกจากนี้ ในมุมมองของนายไรอัน สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการว่างงาน คือ เงินเฟ้อ!

วิกฤติหนี้สาธารณะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ประธานาธิบดีโอบามากำลังเผชิญหน้าและวิธีการจัดการกับหนี้สาธารณะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจมีผลตัดสินใจว่าเขาจะได้กลับมาทำหน้าที่ประธานาธิบดีในสมัยที่สองอีกหรือไม่ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาเสนอแผนที่จะลดภาระหนี้สาธารณะภายในระยะเวลา 12 ปี โดยใช้การหั่นงบประมาณในด้านต่างๆ ร่วมกับการเพิ่มภาษีไปพร้อมกัน ขณะที่ทางข้อเสนอจากขั้วรีพับลิกันนั้นสุดโต่งกว่า คือ ใช้เวลาเพียง 10 ปีโดยไม่มีการปรับเพิ่มภาษี แต่ใช้การตัดลดและโอนถ่ายภาระต่างๆ ออกไปจากภาครัฐแทน

ถึงแม้ผลสำรวจที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาในวันที่ 21 พฤษภาคม ได้แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันจำนวนถึง 78% ไม่เห็นด้วยกับการลดการอุดหนุนของรัฐในโครงการเมดิแคร์ รวมทั้งโครงการอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ แต่ข้อเสนอแบบสุดโต่งจากฝ่ายอนุรักษนิยมกลับผ่านความเห็นชอบของสภาล่างและได้รับเสียงสนับสนุนถึง 40% จากสภาสูง เป็นอย่างผู้เขียนได้อ้างคำพูดของพอล ครุกแมน และนาโอมิ ไคลน์ ไว้ในตอน (1) ของบทความชุดนี้ว่า ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เคยลังเลที่จะใช้ยาขนานแรง เพื่อยัดเยียดการปฏิรูปขนานใหญ่ให้กับสังคม เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดสิ่งที่พอจะเรียกว่าได้ว่า "วิกฤติ"

พวกเขาไม่เคยรีรอที่จะโน้มน้าวใจเราว่าถึงเวลาแล้วที่จะ "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" แต่คำถาม ก็คือ โอกาสสำหรับใคร?

การโต้กลับของทุนอเมริกัน (2) : สมรภูมิวิสคอนซิน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 24 มีนาคม 2554

หนึ่งวันหลังจากกฎหมาย 2011 Wisconsin Act 10 ผ่านสภาของรัฐวิสคอนซิน ในวันที่ 11 มีนาคม 2554
ประชาชนนับแสนคนเข้าร่วมการเดินขบวนบนถนนครั้งใหญ่ (massive rally) ไปยังที่ทำการของเมืองแมดิสัน (Madison) เมืองหลวงของวิสคอนซิน เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวร่วมกับบรรดา "คนงาน" ซึ่งปักหลักชุมนุมคัดค้านกฎหมายฉบับนี้มาเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว

การเดินขบวนใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมือง ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการแรงงานมาอย่างยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐ เพราะวิสคอนซิน คือ รัฐแรกที่ให้สวัสดิการการว่างงาน เงินชดเชยการบาดเจ็บจากการทำงาน และก็เป็นแห่งแรกที่ยอมรับสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานของพนักงานของรัฐ

แมดิสัน วิสคอนซิน จึงกลายเป็นสมรภูมิที่สำคัญและเป็นที่จับตามองของนักสหภาพและนักกิจกรรมแรงงานทั่วประเทศ หลังจากที่ "ฝ่ายขวา" ได้เริ่มเปิดฉากการต่อสู้รอบใหม่ภายหลังการเลือกตั้งกลางสมัย (midterm) ที่ครั้งนี้มีสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐเป็นเป้าหมายสำคัญ

ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่าประเทศต้นแบบ "เสรีนิยมใหม่" อย่างสหรัฐอเมริกานั้น แรงงานสัมพันธ์ไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมืองในระดับชาติ รวมทั้งสหภาพแรงงานไม่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองกับทุนและรัฐ ความจริงแล้ว สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐถือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจาก สัดส่วนของแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นมีสูงถึงร้อยละ 36% ของกำลังแรงงานทั้งหมด นอกจากนี้ ลักษณะการผูกขาดของบริการสาธารณะทำให้สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐมีอำนาจต่อรองที่สูง การผละงานแต่ละครั้งทำให้เกิดผลสะเทือนในวงกว้างในแง่ของการทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันหยุดชะงัก

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของสมาชิกสหภาพแรงงานในภาคเอกชนนั้นลดลงจากร้อยละ 33 ของกำลังแรงงานเป็นร้อยละ 15 ขณะที่สัดส่วนในภาครัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่คนงานในภาคเอกชนมีมากกว่าคนงานในภาครัฐถึงกว่าห้าเท่า จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานในภาครัฐของสหรัฐ กลับมีจำนวนถึง 7.6 ล้านคน เมื่อเทียบกับ 7.1 ล้านในภาคเอกชน

นี่คือ แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลก ในญี่ปุ่นและเยอรมนี ช่องว่างระหว่างจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานในสองภาคนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญและก็ถ่างขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ไม่เพียงแต่สหรัฐ และญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะเกินตัว เราจึงได้เห็นการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ที่ฝรั่งเศสและกรีซ

ในสหรัฐ "การปฏิรูป" ที่พุ่งเป้าไปที่สหภาพแรงงานภาครัฐรอบนี้ ก็ถูกนำไปโยงกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และถูกอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดขนาดของรัฐ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า "การโต้กลับของฝ่ายทุน" โดยการนำของวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันในฝั่งมิดเวสต์นั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณมากไปกว่าความพยายามจะทำลายสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐ ที่เปรียบเสมือน "ก้างชิ้นใหญ่" ที่ขวางคอฝ่ายทุนซึ่งต้องการให้ตลาดแรงงานมีความ "ยืดหยุ่น" อย่างเต็มที่ เมื่อการจ้างงานในภาคเอกชนถูกทำให้ "ยืดหยุ่น" และ "แข่งขันได้" ไปราบคาบแล้ว แต่แรงงานในภาครัฐยังคงได้รับการปกป้องสิทธิและสวัสดิการในระดับที่ดีและมีแต่จะเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าแรงงานในสหภาพเหล่านี้มีบทบาทอย่างสำคัญ ที่ช่วยส่งให้นายโอบามาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้ สถิติที่น่าสนใจอีกอัน ก็คือ ตัวแทนอาชีพครูนั้นมีจำนวนมากถึงร้อยละ 10 ของผู้เข้าร่วมประชุมประจำปีของพรรคเดโมแครตในปี 2008 ทีเดียว

พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2008 ได้วิจารณ์ว่าการใช้วิกฤติหนี้สาธารณะเป็นข้ออ้างในการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งมีวาระซ่อนเร้นเพื่อทำลายกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของฝ่ายทุนบรรษัท (Corporation) ตามที่นายสก็อตต์ วอล์คเกอร์ (Scott Walker) ผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินและวุฒิสมาชิกจากรีพับลิกันกำลังทำนั้น สอดคล้องกับสิ่งที่นักเขียนนาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein) ใช้เรียกสิ่งที่สหรัฐเคยทำกับอิรักในปี 2003 หรือ "ลัทธิช็อก (Shock Doctrine)"

ทั้งครุกแมนและไคลน์ออกมาแสดงความเห็นว่าการต่อสู้ที่วิสคอนซินสะท้อนความพยายามของฝ่ายทุนในการผลักดันโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายทุนมากขึ้น โดยใช้เรื่องวิกฤติการคลังเป็นเพียงข้ออ้าง ครุกแมนยังชี้ว่ากฎหมายที่เสนอโดยนายวอล์คเกอร์มีผลเกินกว่าการยกเลิกสิทธิในการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม (collective bargaining rights) ของสหภาพแรงงาน หากพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่ากฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจตัดหรือลดสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของคนงานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ รวมถึงให้อำนาจการตัดสินใจแปรรูปบริการสาธารณะ เช่น โรงไฟฟ้ากับผู้ว่าการรัฐ โดยไม่ต้องปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานก่อน

ในช่วงที่มีการลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี้ในวิสคอนซิน ผู้แทนจากพรรคเดโมแครต 14 คน ทำการประท้วงโดยเดินทางออกจากวิสคอนซินไปพักในรัฐข้างเคียง คือ อิลลินอยส์ เพื่อให้การลงมติในกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินไปได้ตามข้อกำหนดในเรื่ององค์ประชุม อย่างไรก็ตาม นายวอล์คเกอร์ก็แก้ลำโดยการแยกส่วนที่เป็นงบประมาณออกไป และผ่านกฎหมายส่วนที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของพนักงานของรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงคะแนนเสียง ซึ่งก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของฝ่ายแรงงานและผู้สนับสนุนว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามทำลายขบวนการแรงงาน และการเปิดฉากโต้กลับรอบใหม่ของฝ่ายทุนในสหรัฐ

ขณะที่กำลังเขียนบทความชิ้นนี้ กฎหมายลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในหลายรัฐ เช่น โอไฮโอและอินเดียนา ขณะที่ผู้ว่าการวอล์คเกอร์เองก็ได้รับการสรรเสริญจากกลุ่มทุนว่าเป็น "ฮีโร่" คนใหม่ของสหรัฐในอีกฝั่งหนึ่ง ผู้คนจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่เกษตรกร ครู นักศึกษาไปจนถึงผู้กำกับและดาราภาพยนตร์ก็เข้าชุมนุมร่วมกับคนงานในวิสคอนซิน รวมทั้งการชุมนุมในแบบเดียวกันก็กำลังเกิดขึ้นตามเมืองต่างๆ ทั่ววิสคอนซินจนทำให้สมรภูมิวิสคอนซินได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นที่จับตามองของทั่วโลก เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการต่อสู้ระหว่างทุนและขบวนการแรงงานรอบนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร

การโต้กลับของทุนอเมริกัน (1) : เมื่อสหภาพพนักงานของรัฐถูกจับเป็นตัวประกัน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน ทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 28 เมษายน 2554


ถึงแม้กฎหมายที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งและการชุมนุมยืดเยื้อในเมืองเมดิสัน วิสคอนซิน จะผ่านสภาของรัฐไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแต่กฎหมายดังกล่าวก็ถูกระงับอย่างไม่มีกำหนดโดยผู้พิพากษาของมณฑลเดน (เดนเคาน์ตี้-Dane County) ในวิสคอนซิน หลังจากอัยการได้ยื่นเรื่องว่าเกิดการละเมิดขั้นตอนในระหว่างผ่านกฎหมาย

ภายหลังจากกฎหมายที่เสนอโดยผู้ว่าการรัฐสกอตต์ วอล์คเกอร์ ผ่านการลงมติ ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องจากบุคคลถึง 3 กลุ่ม ได้แก่ อัยการของเคาน์ตี้ ผู้บริหารเคาน์ตี้จากเดโมแครตและพนักงานของรัฐที่นำโดยกลุ่มพนักงานดับเพลิง ความคืบหน้าล่าสุด คือ ผู้พิพากษาได้ตัดสินว่าผู้บริหารจากเดโมแครตไม่สามารถฟ้องร้องได้ เพราะขัดกับหลักการที่ห้ามกลไกของรัฐฟ้องร้องการออกกฎหมายของรัฐเอง

ดูเหมือนว่าความพยายามยับยั้งกฎหมายฉบับนี้ไม่ให้มีผลบังคับใช้จะเป็นได้เพียงแค่การซื้อเวลา ขณะที่กระแสสนับสนุนการลดบทบาทของรัฐจากฝ่ายอนุรักษนิยมโดยการนำของกลุ่มทีปาร์ตี้ นับวันก็ยิ่งแรงขึ้นเมื่อใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปีหน้า วันเสาร์ที่ผ่านมา (16 เม.ย.) ซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้สมัครรองประธานาธิบดีจากรีพับลิกันเดินทางมาปราศรัยถึงที่ทำการของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นที่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มต่อต้านกฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมกับประกาศกับกลุ่มผู้สนับสนุนจากทีปาร์ตี้ที่มาให้กำลังใจเธอว่า "การเลือกตั้ง 2012 เริ่มต้นขึ้นที่นี่!"

วิสคอนซินจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการต่อสู้ในหลายระดับ สำหรับการเมืองระบบสองพรรค วิสคอนซินเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตใช้ประกาศศึกก่อนสงครามที่แท้จริง ส่วนในมุมมองของขบวนการเคลื่อนไหว เช่น ทีปาร์ตี้และฝ่ายแรงงานแล้ว วิสคอนซินสะท้อนภาพการช่วงชิงระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องการลดบทบาทของรัฐกับฝ่ายที่สนับสนุนความเป็นธรรมภายในระบบทุนนิยม

สำหรับกลุ่มพนักงานของรัฐ ความไม่พอใจเกิดจากกฎหมายฉบับนี้ตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม (Collective bargaining rights) ของคนงานที่มีอยู่เกือบทั้งหมดและมีผลอย่างสำคัญในการลดทอนอำนาจของสหภาพแรงงาน ที่เป็นกลไกสำหรับต่อรองกับรัฐ

กฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้พนักงานรัฐนำค่าสมาชิกของสหภาพในรายปีมาหักลดหย่อนจากเงินเดือนอีกต่อไป เท่ากับว่ารัฐเลิกทำการอุดหนุนกิจกรรมของสหภาพโดยตรงอย่างที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ยังกำหนดให้พนักงานของรัฐต้องลงคะแนนทุกปีว่าจะต้องการให้มีสหภาพแรงงานเป็นตัวแทนของตนต่อไปหรือไม่

ขณะที่กฎหมายมีผลในการลดทอนสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิประโยชน์ของพนักงานของรัฐโดยรวม แต่พนักงานของรัฐแต่ละกลุ่มก็ได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกันไป เช่น กลุ่มพนักงานของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เช่น อาจารย์และเจ้าหน้าที่นั้นถูกตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมที่มีอยู่ทั้งหมด (ทั้งที่เพิ่งได้รับมาเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากพนักงานมหาวิทยาลัยเรียกร้องสิทธินี้มาเป็นเวลาถึง 40 ปี) ส่วนพนักงานของรัฐที่ไม่ได้สังกัดมหาวิทยาลัยนั้น หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ข้อตกลงสภาพการจ้างงาน (collective bargaining agreement) จะครอบคลุมเฉพาะเรื่องค่าจ้างเพียงอย่างเดียว โดยไม่ครอบคลุมถึงเรื่องชั่วโมงการทำงาน สภาพการทำงาน ฯลฯ ที่คนงานเคยมีส่วนร่วมกำหนดโดยผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองของสหภาพ

ขณะที่สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมนั้นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของแรงงานในภาคเอกชน เพราะเป็นกลไกในการถ่วงดุลระหว่างนายจ้างและคนงาน เพื่อคุ้มครองคนงานที่ต้องการเรียกร้องสิทธิในเรื่องค่าแรง ฯลฯ จากการถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่สำหรับพนักงานของรัฐ ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้กลับเห็นว่า สิทธิดังกล่าวเป็นเพียง "อภิสิทธิ์" ที่ได้มาจากการใช้อิทธิพลทางการเมืองกดดันผ่านกลุ่มผลประโยชน์ของตนเท่านั้น

ในระบบกฎหมายแรงงานของสหรัฐ สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของแรงงานภาคเอกชนได้รับการคุ้มครองเป็นครั้งแรกเมื่อประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ผ่านกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ (National Labor Relations Act) ในปี 1935 โดยหลักการ กระบวนการที่คนงานรวมตัวกันต่อรองกับนายจ้างเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องหลัก คือ กฎเกณฑ์ที่กำกับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย ค่าจ้างค่าแรงและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของทั้งคู่ เช่น ลักษณะงาน ชั่วโมงการทำงาน สภาพการทำงาน ความปลอดภัยในการทำงาน การยุติสัญญาการจ้าง เป็นต้น กระบวนการเจรจาต่อรองร่วมนั้นยังเกี่ยวข้องกับการปรึกษาหารือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมาย คือ สัญญาสภาพการจ้างงานที่กำหนดรายละเอียดต่างๆ อันเป็นผลจากการเจรจาต่อรองร่วมเอาไว้ ทั้งนี้ กฎหมายในแต่ละประเทศกำหนดขอบเขตของประเด็นที่นายจ้างหรือฝ่ายบริหารต้องเจรจากับตัวแทนลูกจ้างแตกต่างกันไป

สำหรับหลักการเรื่องสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานรัฐนั้นได้รับการรับรองจากคำสั่งทางบริหารของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในปี 1962 ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิต่างจากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติที่รับรองสิทธิของแรงงานในภาคเอกชน ในทางปฏิบัติ รัฐแต่ละรัฐจึงกำหนดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงานรัฐแตกต่างกันไป เช่น ในบางรัฐ คนงานไม่สามารถนัดหยุดงานได้ ต้องใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดข้อพิพาทเท่านั้น

สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานในแต่ละรัฐจึงได้มาจากการเรียกร้อง กดดันและใช้อิทธิพลทางการเมืองในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พลังต้านการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐด้วย เช่น กฎหมายซึ่งได้รับการเสนอแก้ไขโดยผู้ว่าการรัฐโอไฮโอนั้นมีความรุนแรงกว่าที่วิสคอนซินมาก ทั้งในแง่ของการลดอำนาจสหภาพแรงงานและกระทบสิทธิและสวัสดิการของพนักงานรัฐแต่การต่อต้านกลับน้อยกว่าและกฎหมายก็ผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา

หลายคนอาจมองว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นของพรรครีพับลิกันภายหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งกลางสมัยในสองสภา แต่หากมองให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น มันก็เป็นภาพสะท้อนความเชื่อพื้นฐานและมุมมองที่แตกต่างกันของเดโมแครตและรีพับลิกันเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสหภาพแรงงาน รวมทั้งสิทธิแรงงานในระดับรวมกลุ่มและปัจเจก

ในแง่หนึ่ง อาจจะพูดได้ว่าความพยายามทำลายสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานของรัฐครั้งนี้ เป็นเพียงการส่งสัญญาณถึงการกลับมาของฝ่ายที่เชื่อมั่นในระบบเสรีนิยมแบบสุดโต่ง ที่เชื่อเหมือนกับมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ว่า "there is no such thing as society (ไม่มีหรอก สิ่งที่เรียกว่าสังคม)"