Wednesday, November 21, 2012

คดีที่ดินลำพูน กรณีศึกษาความล้มเหลวของการจัดการที่ดินของไทย


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 12 พ.ค. 2555)


ถึงแม้สังคมไทยจะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาความยากจนในชนบทกับการขาดที่ดินทำกิน โดยเฉพาะการสูญเสียที่ดินของชาวบ้านให้กับนายทุนนอกพื้นที่  แต่คำอธิบายเรื่องการสูญเสียที่ดินมักวนเวียนอยู่กับเรื่องความโลภของนายทุน การทุจริตคอรัปชันของข้าราชการท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวบ้าน ยังไม่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับรากของปัญหา นั่นคือ แนวคิดและวิธีการในการจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน รวมถึงกลไกกำกับการใช้ประโยชน์จากกรรมสิทธิ์ที่ดินในสังคม

การจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐบาลไทยเกิดขึ้นอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ผ่านโครงการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (Land Titling Program) ระหว่างปี 2527 2547 ที่รัฐบาลเรียกว่า “โครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ”  ซึ่งได้รับเงินกู้ยืมจากธนาคารโลกรวมเป็นเงินกว่า 180 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งการสนับสนุนทางด้านเทคนิคจากหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของออสเตรเลีย (AusAID)  

ในมุมมองแบบธนาคารโลก โครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินเป็นต้นแบบความสำเร็จในการจัดการที่ดินโดยใช้กรรมสิทธิ์แบบเอกชนในระดับโลก โครงการดังกล่าวถึงกับได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากธนาคารโลก (World Bank Award for Excellence) ในปี 2540 ทั้งนี้ มีการประเมินว่าโครงการดังกล่าวทำให้เกิดเอกสารสิทธิ์ถึง 13 ล้านสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินและทำให้เกิดประโยชน์ทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเงินกับประเทศไทยคิดเป็นมูลค่ามหาศาล อย่างไรก็ตาม กลับเป็นเรื่องย้อนแย้งพอสมควรกับรางวัลที่ได้รับในปี 2540 เพราะในปีเดียวกันนี้ ทุกคนทราบดีว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากฟองสบู่ในภาคการเงินของไทยได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ถึงขนาดทำให้วิกฤตเศรษฐกิจโลกคราวนั้นได้รับการอ้างอิงว่าเป็น วิกฤตต้มยำกุ้ง

ข้อมูลอีกด้านแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินหลายครั้งในช่วงปลายทศวรรษ 2520 และต้นทศวรรษ 2530 เพื่ออำนวยให้กระบวนการออกโฉนดเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ตอบสนองกับความต้องการที่ดินจากการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กระบวนการดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้เกิดการแข่งขันกันสะสมที่ดินเพื่อเก็งกำไรและฟองสบู่ขนาดใหญ่ขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ลักษณะเดียวกับที่เกิด “วิกฤตซับไพรม์” ทั้งนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินของมูลนิธิสถาบันที่ดินในปี 2544  แสดงให้เห็นว่าราคาที่ดินหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจลดลงประมาณร้อยละ 30- 40  หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียที่ส่วนมากเป็นเงินกู้อสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นไปสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านบาทในช่วงกลางปี 2543 
อย่างไรก็ตาม สถิติสถาบันการเงินที่ถูกปิดตัว มูลค่าของหนี้เน่า NPL หรือราคาเกินจริงของที่ดินบนจอคอมพิวเตอร์นั้นล้วนเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้เห็นเท่านั้น ฐานรากของปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นกลับเป็นเรื่องการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินที่ซ้ำเติมปัญหาการเข้าถึงที่ดินสำหรับทำกินของชาวบ้านในชนบทที่มีอยู่แล้ว

กรณี “ที่ดินลำพูน” นั้นเป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่สำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะกรมที่ดินที่จะประเมิน “ความสำเร็จ” ของโครงการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เนื่องจากข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรและนายทุนในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดลำพูนนั้นเป็นผลลัพธ์โดยตรงของโครงการดังกล่าวที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2528  กล่าวคือ ในทศวรรษ 2530 กระบวนการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินตามโครงการดังกล่าวทำให้ที่ดินสาธารณะจำนวนมากที่ชุมชนเคยครอบครองและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ถูกนำไปออกเอกสารสิทธิ์และขายตกไปอยู่ในมือนายทุนเอกชนภายนอกโดยที่ชาวบ้านไม่ได้รับรู้ ที่ดินเหล่านี้จำนวนมากถูกซื้อเพื่อเก็งกำไรและปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ทำประโยชน์ ขณะที่จำนวนหนึ่งต่อมากลายเป็น NPL ของสถาบันการเงินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารที่ยึดทรัพย์สินเหล่านั้นตามลำดับ

ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของจังหวัดลำพูนจึงร่วมกันเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินสาธารณะเหล่านั้น แต่นายทุนหลายรายกลับฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขณะที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ได้เจรจากับรัฐบาลเพื่อขอให้แก้ไขข้อพิพาทดังกล่าว รวมทั้งเรียกร้องให้มีการนำที่ดินเอกชนมาทำการปฏิรูปและจัดสรรให้กับชุมชน (ในที่สุด ประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายป่าชุมชนและธนาคารที่ดิน) อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา มีชาวบ้านถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 125 คน  จนกระทั่งปัจจุบัน มีชาวบ้านจากบ้านท่าหลุก กิ่งอำเภอเวียงหนองล่องและบ้านดงขี้เหล็ก อ.บ้านโฮ่ง ถูกตัดสินจำคุกแล้ว 24 ราย  ในจำนวนนี้ 1 รายเสียชีวิตในขณะถูกคุมขังตามที่เคยปรากฎเป็นข่าว ทั้งนี้ วันที่ 6 มิถุนายน 2555 ที่จะถึงนี้ จะมีการพิจารณาตัดสินคดีเพิ่มเติมในชั้นศาลฎีกากับผู้ถูกฟ้องร้องอีก 3 รายจากพื้นที่บ้านพระบาท อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

คดีที่ดินลำพูนเป็นเพียงหนึ่งกรณีตัวอย่างที่ยกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงที่ดินนั้นเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกับวิกฤตภาคการเงิน การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเข้าถึงความยุติธรรมของคนในชนบท นอกจากนี้ การพิจารณาความสำเร็จของนโยบายหรือโครงการของรัฐก็เป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่เข้าใจกัน สุดท้าย อาจกล่าวได้สั้นๆ เพียงว่า หากไม่มีการปฏิรูประบบที่ดินให้เป็นธรรมมากขึ้นแล้ว คนตัวเล็กที่ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจในสังคมก็คงจะต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่แสนแพงสำหรับ “ความมั่งคั่ง” ของคนส่วนใหญ่เช่นนี้ต่อไป

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อะไรคือก้าวต่อไปของฝ่ายแรงงาน??


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 12 เมษายน 2555)

อย่างที่ทราบกันดีว่ากระทรวงแรงงานได้ประกาศให้มีการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำใน 7 จังหวัดนำร่องไปตั้งแต่วันที่  1 เมษายนที่ผ่านมา สำหรับกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐมและนนทบุรี กำหนดให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำเริ่มต้นที่อัตราใหม่ 301 บาท จากเดิม 215 บาทต่อวัน และภูเก็ต เริ่มต้นที่ 309 บาท จาก 221 บาทต่อวัน

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ถือว่ามีนัยสำคัญสำหรับผู้ใช้แรงงานในสังคมไทยสองประการ กล่าวคือ ประการแรก ถือเป็นการเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดดหรือจะพูดว่าเป็นการปรับค่าแรงในสัดส่วนที่สูงที่สุด นั่นคือร้อยละ 40 ของอัตราค่าจ้างที่ใช้กันอยู่ เท่าที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่มีการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำมาตั้งแต่ปี 2515 ก็ว่าได้ ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเจตนารมณ์ของฝ่ายราชการแต่เกิดขึ้นจากนโยบายของพรรคการเมืองในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป นั่นคือ พรรคเพื่อไทย (ความจริง พรรคการเมืองใหญ่แทบทุกพรรคแข่งขันกันเสนอนโยบายนี้ ความแตกต่างจึงอยู่ที่สัดส่วนของอัตราค่าแรงที่เสนอให้ปรับขึ้นเท่านั้น) จึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของผู้ใช้แรงงานที่ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศในฐานะฐานเสียงของพรรคการเมือง

จึงต้องถือว่าการได้มาซึ่งค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้ ต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ไม่ได้เป็นผลลัพภ์ของการร้องขอและรอความกรุณาจากฝ่ายข้าราชการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อนปัญหาในระดับชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานผ่านกลไกหรือช่องทางการเมืองที่เป็นทางการ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการรณรงค์จากฝ่ายแรงงานเองตั้งแต่ต้นก็ตาม

แน่นอน เราทราบกันดีอีกเช่นกันว่าการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่บและเป็นไปตามที่ฝ่ายแรงงานคาดหวัง เพราะอุปสรรคสำคัญของการปรับอัตราค่าแรงให้สะท้อนกับความเป็นจริงเรื่องค่าครองชีพนั้นคือ อิทธิพลของฝ่ายนายจ้างและนักอุตสาหกรรมอย่างสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงกลไกการปรับค่าแรงที่ใช้กันอยู่ก็คือ คณะกรรมการค่าจ้างกลางซึ่งเป็นโครงสร้างที่ถูกครอบงำโดยฝ่ายราชการเป็นหลัก ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้การปรับค่าแรงในอดีตเป็นไปอย่างยากลำบากตลอดมา เสียงของคนงานที่กระจัดกระจายและอ่อนแรงจึงไม่ค่อยได้รับความสนใจจากภาคการเมืองและสื่อกระแสหลักนัก

ผู้ที่ติดตามวิวาทะเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมาตั้งแต่ต้น ย่อมรู้ดีว่ากระแสต่อต้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่สำคัญนั้นเกิดขึ้นจากองค์กรผลประโยชน์ของฝ่ายนายจ้างดังกล่าว ล่าสุด ต้นเดือนเมษายนที่เพิ่งมีการประกาศใช้อัตราค่าแรงขั้นต่ำใน 7 จังหวัดนำร่องนั้น นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทยได้ให้สัมภาษณ์ว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีการจ้างพนักงานตั้งแต่ 1-25 คน ซึ่งมีจำนวนถึง 98% ของสถานประกอบการในประเทศ

ผู้เขียนเชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามบิดเบือนประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำของเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การขาดแหล่งเงินทุนและสาธารณูปโภคที่ทันสมัย การขาดความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการและนโยบายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นเพียงเรื่องค่าแรง นอกจากนี้ ฝ่ายนายจ้างยังไม่เคยเสนอความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่ว่าการแข่งขันบนฐานของการกดค่าแรงให้ต่ำนั้นส่งผลเสียต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเองในระยะยาว ยังไม่ต้องพูดว่างานวิจัยจำนวนมากก็ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการผลิตของคนงานไทยสูงกว่าค่าแรงที่พวกเขาได้รับอยู่มาก

ประเด็นสำคัญก็คือ ฝ่ายนายจ้างพยายามเรียกร้องให้การตัดสินใจปรับค่าแรงขั้นต่ำกลับไปผ่านกลไกคณะกรรมการค่าจ้างกลางเหมือนที่ผ่านมา เพราะทราบดีว่านี่เป็นกลไกที่ฝ่ายนายจ้างสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าและพวกเขาได้ประโยชน์จากกลไกนี้มาโดยตลอด  ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 1 เมษายนก็คือ โรงงานหลายแห่งในพื้นที่นำร่อง 7 จังหวัดเริ่มส่งสัญญาณว่าต้องการปรับตัวเพื่อรักษาอัตรากำไรเดิมโดยไม่สนใจความเป็นอยู่ของคนงาน ไม่ต้องพูดถึงการปรับปรุงศักยภาพการบริหารของกิจการ คนงานจำนวนหนึ่งจึงได้รับคำบอกกล่าวล่วงหน้าแล้วว่าพวกเขาจะถูกตัดลดสวัสดิการการจ้างงานที่เคยได้รับ ไม่ว่าค่าทำงานล่วงเวลา ค่าที่พักหรือค่าอาหาร ที่ถือเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนให้คนงานสามารถรับมือกับค่าครองชีพที่สูงในปัจจุบันได้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จึงสุ่มเสียงที่จะกลายเป็นเพียงการเล่นกลหลอกตาของฝ่ายนายจ้าง

ถึงแม้อัตราค่าแรงขั้นต่ำใน 7 จังหวัดจะประกาศใช้ไปแล้ว รวมถึงอีก 70  จังหวัดที่เหลือที่กำลังจะรอปรับตามไปในวันที่ 1 มกราคมศกหน้า แต่ประเด็นสำคัญที่ยังรอคอยฝ่ายแรงงานและสังคมไทยอยู่ข้างหน้าก็ยังคงเป็นเรื่องอำนาจต่อรองที่เหลื่อมล้ำระหว่างคนงานกับฝ่ายนายจ้าง ทั้งภายในและภายนอกโรงงาน (ที่มีระบบข้าราชการอ่อนแอเป็นผู้คุมกฎกติกา) สุดท้าย แนวโน้มที่พี่น้องคนงานจะได้รับประโยชน์จากนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำคงไม่มีมากนักหากคนงานและฝ่ายแรงงานเองไม่อาจฉกฉวยโอกาสที่เริ่มแง้มออกเล็กน้อยนี้ เพื่อสอดแทรกเอาตัวเข้าไปยืนในพื้นที่การต่อรองเรื่องค่าจ้างให้มั่นคงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ การรวมกลุ่มจัดตั้งเพื่อการต่อรองอย่างเข้มแข็งเท่านั้นที่จะช่วยให้คนงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ไม่ใช่การรอรับความกรุณาจากฝ่ายราชการหรือฝ่ายการเมือง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฝ่ายนายจ้างที่เล็งเห็นแต่กำไรสูงสุดของตัวเองเป็นหลัก

สวัสดีปีใหม่ไทย

บทเรียนจากแอปเปิ้ลและฟ็อกคอนน์ การละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ โดยตลาด


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 1 มีนาคม 2555)

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาพการประท้วงของคนงานโรงงานฟ็อกคอนน์ (Foxconn) ในเมืองเซินเจิ้นกว่า 150 คนที่พยายามฆ่าตัวตายหมู่ด้วยการกระโดดออกจากตึกของโรงงานปรากฎเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ข่าวดังกล่าวได้สะกิดให้สื่อมวลชนเริ่มหันมาสนใจปัญหาเรื่องสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของคนงานในโรงงานฟ็อกคอนน์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์สัญชาติไต้หวันรายใหญ่ที่สุดในเขตอุตสาหกรรมพิเศษเซินเจิ้นทางตอนใต้ของจีน

ฟ็อกคอนน์รับจ้างผลิตชิ้นส่วนอย่างแผงวงจรและจอแอลซีดี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ ไม่ว่าจะเป็น MP3 โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งแทปเลตพีซีที่คนไทยกำลังนิยม ให้กับแบรนด์ข้ามชาติอย่างแอปเปิ้ล โซนี และฮิวเลตต์ แพคการ์ด

ความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิคส์ ด้วยต้นทุนต่ำภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ฟ็อกคอนน์กลายเป็นผู้รับจ้างเหมาช่วง (outsourcer) รายใหญ่ที่สุดที่ซุเปอร์แบรนด์อย่างแอปเปิ้ล ไว้ใจให้ทำหน้าที่เป็นซัพพลายเออร์หลักให้กับสินค้าชูโรงอย่างไอโฟนและไอแพด ทั้งนี้ ผู้บริหารของฟ็อกคอนน์เคยให้สัมภาษณ์ในปี 2553 ว่าโรงงานฟ็อกคอนน์ในเซินเจิ้นสามารถผลิตไอโฟน 4s หนึ่งเครื่องด้วยเวลาเพียง 1.5 วินาที หรือ 90 เครื่องในเวลา 1 นาที (137,000 เครื่องต่อวัน) !

สภาพกดดันในการทำงานเพื่อผลิตสินค้าในอัตราเร่งที่น่าตกใจนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนงานฟ็อกคอนน์ในเซินเจิ้นจำนวนมากเลือกที่จะปลิดชีวิตตัวเองโดยกระโดดออกจากตึกของโรงงาน รายงานข่าวกล่าวว่าปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่แอปเปิ้ลเร่งผลิตไอโฟนเพื่อป้อนความต้องการของตลาด ปรากฏว่าจำนวนคนงานพยายามฆ่าตัวตายโดยการกระโดดตกสูงถึง 18 ครั้ง และประสบความสำเร็จ 14 ราย

คาดการณ์ว่าอัตราเร่งของความพยายามฆ่าตัวตายของคนงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แต่มาตรการที่ฟ็อกคอนน์ทำได้ดีที่สุดในเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา หลังจากคนงานเสียชีวิตไปแล้ว 11 รายภายในปีเดียวคือ ขึงตาข่ายรอบอาคารของโรงงานเพื่อป้องกันไม่ให้คนงานกระโดดออกจากตึก!

สภาพความกดดันจากการแข่งขันอย่างหนักของแบรนด์อิเล็คโทรนิคส์ในตลาด ทำให้ซัพพลายเออร์อย่างฟ็อกคอนน์จำเป็นต้องคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้โรงงานสามารถรีดเฟ้นกำลังแรงงานจากคนงานแต่ละคนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าแรงตามจำนวนชิ้นที่ผลิตได้เพื่อจูงใจคนงานให้ทำงานหนักที่สุด หรือการจำกัดระยะเวลาที่คนงานจะพักจากการผลิตให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ นักข่าวสายอิเล็คโทรนิคส์ที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมโรงงานฟ็อกคอนน์ในเซินเจิ้นภายหลังข่าวอื้อฉาวดังกล่าวเปิดเผยว่า โรงงานควบคุมคนงานอย่างเข้มงวดถึงขนาดที่คนงานจะต้องยกมือค้างรอไว้หากต้องการเข้าห้องน้ำ จนกว่าจะตำแหน่งของตนในสายการผลิตจะได้รับการดูแลแทน

ถึงแม้ผู้บริหารของฟ็อกคอนน์จะพยายามแก้ต่างว่าสภาพความเป็นอยู่ที่โรงงานจัดหาให้ภายในเขตอุตสาหกรรมพิเศษนั้น ไม่ได้สกปรกและย่ำแย่เหมือน “โรงงานนรก” ที่เคยเห็นกันในประเทศกำลังพัฒนา แต่ประเด็นของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ว่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานของคนงาน ถึงเฉลี่ยวันละ 10-12 ชั่วโมงและอาจมากถึง 15 ชั่วโมง ขณะที่ค่าแรงที่ได้รับนั้นก็ต่ำจนเรียกได้ว่า “ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (แหล่งข่าวบางแห่งระบุว่าคนงานอาจได้รับค่าแรงเพียง 1,350 บาทต่อเดือน) ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากลักษณะงานที่ต้องทำซ้ำเป็นเวลานาน ภายใต้ความตึงเครียดที่ทำให้คนงานมีอาการซึมเศร้าและน่าจะเป็นสาเหตุให้หลายคนฆ่าตัวตายในที่สุด  และผลกระทบจากการสัมผัสกับสารพิษในระหว่างการทำงานที่ทำให้ต้องล้มป่วย ล่าสุด คนงานฟ็อกคอนน์ในจีน 2 คน คือ กู่ ฮุย เฉียง (Gou Rui-Qiang) และเจีย จิง ฉวน (Jia Jing-Chuan) ได้ร่อนจดหมายเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานทั้งหมด 137 คนที่มีอาการป่วยจากการสัมผัสสาร N-hexane ที่ใช้ทำความสะอาดจอไอโฟนในขั้นตอนการผลิต คำถามที่ตรงไปตรงมาก็คือ สังคมแบบใดกันที่ปล่อยให้เกิดการละเมิดสิทธิแรงงาน หรือแม้กระทั่งสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบภายในกลไกการผลิตและแลกเปลี่ยนในระดับนี้ได้?

ในปี 2554 แอปเปิ้ลทำกำไรเฉลี่ยต่อพนักงานหนึ่งคนเท่ากับ 4 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 12,000,000 บาท) ขณะที่โครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยวทำให้อัตรากำไรของแอปเปิ้ลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในสี่ปี ขณะที่อัตรากำไรของฟ็อกคอนน์กลับลดลงเกือบ 50% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน แรงกดดันนี้ทำให้ผู้รับจ้างเหมาช่วงอย่างฟ็อกคอนน์ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด แน่นอนว่า เราต้องไม่มองเรื่องนี้เป็นเพียงปัญหาของฟ็อกคอนน์หรือแอปเปิ้ลโดยเฉพาะ เพราะแบรนด์ข้ามชาติอื่นก็กำลังโอนถ่ายกิจกรรมการผลิตไปให้กับผู้รับจ้างเหมาช่วงในประเทศค่าแรงต่ำมากขึ้น โรงงานแบบฟ็อกคอนน์จึงเกิดขึ้นมากมายและแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่งภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเหล่านั้น รวมทั้งประเทศไทย

นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในแง่กฎหมายและระบบคุณค่าภายในสังคมก็ว่าได้ ในแง่ของกฎหมายนั้น เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเรามีกฎหมายและกลไกคุ้มครองแรงงานที่อ่อนแอและสร้างความได้เปรียบให้กับนายจ้างเสมอ ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นภายใต้ระบบการเมืองแบบตัวแทนที่ไม่โปร่งใส ในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น จะเห็นว่าสังคมปัจจุบันทำให้พวกเรากลับบูชาวัตถุ เทคโนโลยีหรือเงินตรามากกว่าจะมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่น โดยเฉพาะคนยากจนที่กลายเป็นปัจจัยการผลิตที่ถูกแทนที่ใหม่ได้เสมอ สุดท้าย ผมไม่ได้ต้องการให้พวกเราปฏิเสธเทคโนโลยีหรือเงินหรือเพียงประนามนักธุรกิจเป็นพวกโลภมากไม่รู้จักพอเพียงเท่านั้น แต่หวังว่าบทเรียนจากกรณีของฟ็อกคอนน์และแอปเปิ้ลน่าจะทำให้เราเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบนี้ ที่ทำให้เราสมยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่คร่าชีวิตคนได้ เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีราคาถูกลง ซึ่งในที่สุดก็จะถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่กว่าในอีกในกี่เดือนข้างหน้า

โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบ “ช่างมัน ไม่ใช่บ้านเรา”

 (เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 12 มกราคม 2555)

นักธุรกิจภาคอุตสาหกรรมและสื่อมวลชนมักวาดภาพโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายในลักษณะ “ขุมทอง” ที่รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจต้องรีบฉกฉวย เพื่อเพิ่มโอกาสและศักยภาพด้านการแข่งขันของไทยท่ามกลางกระแสการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อตอบรับกับการหลอมรวมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

บทวิเคราะห์และรายงานต่างๆ เกี่ยวกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายจึงโน้มเอียงไปในทางโฆษณาความมหึมาของโครงการนี้ เช่น พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภายในโครงการมีขนาดใหญ่กว่านิคมฯ มาบตาพุดถึง 10 เท่า นอกจากนี้ ยังจัดสรรพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมหนักและเบาแทบทุกประเภทที่เราจะมีจินตนาการไปถึง ไม่ว่าจะเป็นโรงถลุงเหล็ก โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปุ๋ยและกระดาษ ฯลฯ

9 มกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีด้านพลังงานของพม่าเพิ่งประกาศยกเลิกส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินภายในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายตามที่วางแผนไว้ หลังจากรัฐบาลได้เห็นผลการศึกษาและได้ฟัง “เสียงของประชาชนในพื้นที่” เกี่ยวกับความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 

ประสบการณ์ในอดีตเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ในพม่า โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานบังคับ การยึดที่ดินและบังคับโยกย้ายประชาชน ฯลฯ ทำให้คาดการณ์กันตั้งแต่ปรากฏข่าวโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายว่านี่คงเป็นอีกโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้านเช่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลพม่าในกรณีนี้ รวมทั้งการชะลอการสร้างเขื่อนมิตโซนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ทางตอนเหนือทำให้หลายฝ่ายที่กำลังจับตากระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่าเริ่มมีทัศนคติที่ดีต่อรัฐบาลพม่ามากขึ้น เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลพม่าจะสนใจภาพลักษณ์ของตนในสายตาประชาคมโลกขึ้นมาก

อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องค่อนข้างตลกร้ายอยู่เหมือนกันที่ประชาชนในทวาย รวมทั้งองค์กรและเครือข่ายที่ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากโครงการขนาดใหญ่ในพม่ากลับต้องหันมาระแวดระวังรัฐบาลและเอกชนไทยมากกว่ารัฐบาล “ประชาธิปไตยแบบควบคุม” ของพม่า ส่วนสำคัญมาจากยุทธศาสตร์เรื่องโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายของรัฐบาลและเอกชนไทยนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะแสวงหาประโยชน์จากเพื่อนบ้านโดยไม่สนใจว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและวิถีชีวิตของชาวบ้าน เมื่อต้นปีที่แล้ว สื่อได้รายงานคำพูดของนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ว่าประเทศไทยคงจะต้องพับโครงการอย่างเซาท์เทิร์นซีบอร์ดและโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราแล้วหันไปมุ่งส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมหนักที่ทวายแทน เนื่องจากโครงการเหล่านี้ในประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าได้ เมื่อประชาชนในพื้นที่ประท้วงและต่อต้านอย่างต่อเนื่อง!

จากการเดินทางของผู้เขียนเพื่อเก็บข้อมูลในพื้นที่และสัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ ผู้นำชุมชน นักธุรกิจและพระ รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัครที่ติดตามโครงการนี้ ปรากฎว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ไม่สู้ดีนักกับรัฐบาลไทยและบริษัทผู้รับสัมปทานในการก่อสร้างและดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย (นั่นคือ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด) เนื่องจากพวกเขาได้รับรู้ทัศนคติและท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการตัดสินใจผลักดันโครงการนี้จากสื่อ ขณะที่พวกเขาไม่เคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายจากในพื้นที่เลย ไม่ว่าจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือตัวแทนของบริษัท

ตามข้อมูลจากการศึกษา พบว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการท่าเรือน้ำลึกทวานประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกคือ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นโครงการท่าเรือน้ำลึก ซึ่งไม่ค่อยมีประชาชนอาศัยอยู่นักเพราะเป็นพื้นที่สีเขียว (ที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ติดกับชายหาด โดยปกติเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนในพื้นที่) อีกส่วนคือ ส่วนที่ถูกกระทบจากการก่อสร้างถนนเชื่อมมายังประเทศไทย (road link) และเส้นทางลำเลียงสำหรับการก่อสร้าง (transmission line) ที่เชื่อมต่อตัวเมืองทวายกับโครงการ ทั้งนี้ การสร้างและขยายเส้นทางทั้ง 2 ทำให้ต้องเวนคืนที่ดินจากประชาชนซึ่งตั้งบ้านเรือนหรือเพาะปลูกอยู่สองข้างทาง ปรากฏว่าได้มีขั้นตอนการขึ้นทะเบียนรายการที่ดินและทรัพย์สินเช่น ประเภทและจำนวนต้นไม้ที่อยู่บนเส้นทางเวนคืนไปตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา โดยไม่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยที่ชัดเจนกับชาวบ้านเหล่านี้ ที่สำคัญไปกว่านั้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าความบกพร่องในการให้ข้อมูล รวมทั้งการจ่ายค่าชดเชยเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน น่าจะมาจากการบริหารจัดการของบริษัทผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทแม็กซ์ เมียนมาร์ ผู้รับเหมาช่วงเกี่ยวกับการจัดการในพื้นที่

ผู้เขียนไม่ทราบว่าความบกพร่องในการบริหารจัดการโครงการนี้เป็นผลมาจากความต้องการที่จะแสวงหากำไรสูงสุดของบริษัทที่รับผิดชอบเพียงอย่างเดียวหรือไม่ สิ่งที่ทราบแน่ชัดและบอกได้ก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็น “ขุมทอง” ของเรานั้น สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ เขากลับเห็นว่ามันเป็น “ภัยคุกคาม”

เรากำลังพูดกันมากเรื่องการทำอาเซียนให้เป็น “ประชาคมแห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทร (caring and sharing community)” ถ้าหากเราหมายความแบบนั้นจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าก็ควรจะต้องยกเลิกโครงการที่กำลังสร้างความบาดหมางระหว่างประเทศไทยและเพื่อนบ้านลักษณะนี้