Saturday, December 15, 2012

เปิดเมนูเศรษฐกิจและตัวตนของพอล ไรอัน ว่าที่รองปธน.ของสหรัฐ?


(มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 23 ส.ค. 2555)
      
นายมิตต์ รอมนี (Mitt Romney) ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันแทบจะผูกขาดพื้นที่สื่อกระแสหลักในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเขาประกาศชื่อนายพอล ไรอัน (Paul Ryan) สมาชิกสภาคอนเกรสจากวิสคอนซินเป็นคู่ลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

พอล ไรอันเป็นที่รู้จักดีจากบทบาทประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาจากรีพับลิกัน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเสนอแผนปฏิรูปงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางเมื่อต้นปีที่แล้ว หากยังจำได้ สาระสำคัญของแผนปฏิรูปดังกล่าวคือ ตัดงบประมาณรายจ่ายด้านบริหารและปรับลดพนักงานของรัฐลง รวมถึงผ่อนคลายกฎระเบียบที่ควบคุมธนาคารและภาคธุรกิจ ผ่อนคลายภาษีสำหรับผู้มีรายได้สูง และประการสำคัญ แปรรูประบบประกันสังคม (Social Security system) และโครงการสวัสดิการสาธารณสุข อย่างเมดดิแคร์และเมดดิเคดให้กลายเป็นระบบเอกชนในที่สุด

สื่อกระแสหลักมักกล่าวถึงนายไรอันในฐานะนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่ประสบความสำเร็จ รักครอบครัวและเชี่ยวชาญด้านงบประมาณหรือการคลัง ขณะที่เขาเองเป็นขวัญใจของกลุ่ม “ทีปาร์ตี (Tea Party)” กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ปฏิเสธบทบาทของรัฐในด้านสังคม เช่น ประกันการว่างงาน สวัสดิการสาธารณสุข ฯลฯ  และสนับสนุนแนวคิดการคลังแบบอนุรักษ์นิยม (fiscal conservatism) ที่เสนอให้รัฐลดรายจ่ายงบประมาณลง เพื่อไม่ให้เกิดการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลและเพื่อให้ลดการจัดเก็บภาษีในอัตราสูง
ไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ประเด็นเรื่องการลด/เพิ่มภาษีและการปฏิรูประบบประกันสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงใหญ่เกี่ยวกับขนาดของงบประมาณรายจ่ายจะกลายเป็นโจทย์สำคัญในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้ หากยังจำกันได้ ข้อถกเถียงเรื่องการลดหรือเพิ่มภาษีเคยเป็นจุดขายที่ต่างกันของผู้สมัครสองคนคือ นายบารัค โอบามาและจอห์น แมคเคนในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 4 ปีที่แล้วเช่นเดียวกัน

ในแง่ประวัติศาสตร์การเมือง นักการเมืองที่ใช้แนวนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยมจนได้รับการยอมรับคือ อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) จนทำให้เกิดคำว่า “Reaganomics หรือนโยบายเศรษฐกิจแบบเรแกน”  (ค.ศ. 1980 – 1989 หรือ พ.ศ. 2523- 2532) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยมจึงกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของรีพับลิกันเมื่อพูดถึงเมนูเศรษฐกิจของผู้สมัครจากพรรค

นักเศรษฐศาสตร์อาจเรียกเมนูเศรษฐกิจชุดเดียวกันนี้ในหลากหลายชื่อกันออกไป ตั้งแต่นโยบายแบบเศรษฐศาสตร์ฝั่งอุปทาน (Supply Side Economics), สำนักการเงินนิยม (monetarism), นโยบายแบบตลาดเสรีหรือนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยม ทั้งนี้ แต่ละชื่อนั้นมีความเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไป แต่ในความหมายกว้าง ล้วนหมายถึงชุดนโยบายเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของข้อเรียกร้องเชิงปฏิเสธ กล่าวคือ ลดการใช้จ่ายของรัฐ ลดการเก็บภาษี ลดการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวและปฏิเสธเงินเฟ้อในระดับสูง ทั้งนี้ นักการเมืองที่หาเสียงกับชุดนโยบายเศรษฐกิจเชิงปฏิเสธอย่างมิตต์ รอมนีและพอล ไรอัน จึงมักตั้งต้นถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า “คุณคิดว่าคุณพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ในวันนี้มากกว่าสี่ปีที่แล้วหรือไม่?”

ทั้งรอมนีและไรอันรู้ดีว่าแนวนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมนั้นใช้ได้ดีในการหาเสียงกับกลุ่มคนชั้นกลางระดับสูง (upper middle-class) ที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ เหตุผลง่ายๆ ก็คือ การลดภาษีนั้นสร้างแรงจูงใจให้กับคนกลุ่มนี้มากพอ เนื่องจากพวกเขามีรายได้ก่อนหักภาษีในระดับสูง นอกจากนี้ คนกลุ่มนี้ยังสามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการและประกันสุขภาพของเอกชนที่ครอบคลุมและมีคุณภาพดีกว่าของรัฐ จึงไม่เห็นความสำคัญของสวัสดิการที่รัฐจัดหาให้ ต่างจากกลุ่มคนชั้นกลางระดับล่างทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเสนอเมนูเศรษฐกิจแบบอนุรักษ์นิยมเช่นนี้จะไม่ส่งผลให้เกิดแรงสะท้อนกลับ การรณรงค์ตอบโต้จากฝั่งเดโมแครตก็พุ่งเป้าไปที่ประเด็นภาษีเช่นเดียวกัน แต่เป็นเรื่องการจ่าย/หลบเลี่ยงภาษีของนายรอมนี่ ซึ่งส่งผลสะเทือนในทางสาธารณะไม่น้อยท่ามกลางบรรยากาศตื่นตัวเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ข้อเสนอของพอล ไรอันเมื่อไม่กี่วันก่อนให้เฟดหรือธนาคารกลางของสหรัฐฯ หันมาให้ความสนใจกับระดับเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวและละทิ้งเป้าหมายสำคัญอีกประการของเฟด คือ ระดับการจ้างงาน ก็ทำให้เกิดปฏิกริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากหลายกลุ่ม รวมทั้งเฟดเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตราจารย์พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจากมหาวิทยาลัยปรินซตันได้วิจารณ์พอล ไรอันอย่างรุนแรงในคอลัมน์ส่วนตัวของเขาบนหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ว่าข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปงบประมาณของไรอันถูกสร้างขึ้นลอยๆ บนอากาศโดยไม่มีข้อพิสูจน์เกี่ยวกับที่มาของรายได้รัฐเลย

ครุกแมนยังเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์บางคนที่กล่าวว่าไรอันเองไม่ได้เชื่อในนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยมอย่างแท้จริง แต่เป็นคนที่มีความคิดสุดโต่งในการจำกัดบทบาททางสังคมของรัฐบาล ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าพอล ไรอันนิยมระบบตลาดเสรีและลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) อย่างสุดขั้ว เขาเปิดเผยต่อสาธารณะว่าข้อเสนอของเขาได้รับอิทธิพลจากปรัชญาการเมืองและสังคมของอายน์ แรนด์ (Ayn Rand)  นักเขียนและนักปรัชญาอเมริกันเชื้อสายยิวที่อพยพจากรัสเซียขณะที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต เธอจึงมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบคอมมิวนิสต์” อายน์ แรนด์เองเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่เทิดทูนเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างสุดโต่ง จนถึงขั้นเชิดชูสิ่งที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว (Selfishness) และรังเกียจความเป็นส่วนรวมนิยม (collectivism) กรรมสิทธิร่วมกัน รวมถึงสังคมนิยมทุกรูปแบบ

ที่น่ากลัวก็คือ ดูเหมือนว่าพอล ไรอันจะท่องจำคำสอนของอายน์ แรนด์มาอย่างตรงตัวอักษร เขาเคยกล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในการต่อสู้ระหว่างปัจเจกชนนิยมและส่วนรวมนิยม”

ถ้าหากมิตต์ รอมนีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนต่อไปถัดจากนายโอบามาและพอล ไรอันได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แล้ว ก็คงไม่ยากที่จะนึกภาพระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของสหรัฐฯ ในอีกสี่ปีข้างหน้า 

ไทยกับการพัฒนาที่เป็นมิตรกับกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 5 ก.ค. 2555)
                                                                              
อาจไม่เกินจริงไปนัก  หากจะกล่าวว่าถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าสู่อาเซียน โดยมีประเทศพม่าเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญของถนนเหล่านี้ แน่นอน คนกลุ่มแรกๆ ที่เบียดเสียดกันมาเต็มรถโดยสารขบวนแรกหนีไม่พ้นนักลงทุนรายใหญ่ชาวต่างชาติ มีการประเมินว่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เข้าประเทศพม่าเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นกว่า 3 พันล้านเหรียญภายในเวลาเพียง 1 ปี

ขณะที่พม่าถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารมายาวนานกว่า 40 ปี เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่ “มิตร” ของพม่าควรจับตากลุ่มนักลงทุนที่กระตือรือร้นเข้าพม่าล็อตแรกเป็นพิเศษ

ฌอน เทอร์แนล (Sean Turnell) นักเศรษฐศาสตร์จาก Macquarie University ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพม่ากล่าวว่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของพม่า คือ ขาดสถาบันพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ไม่ว่าจะเป็นระบบกรรมสิทธิ์เอกชนและการบังคับใช้สัญญาที่มีประสิทธิภาพ, มีสถาบันทางการเงินและสกุลเงินที่ไร้เสถียรภาพ, การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นไปอย่างขาดหลักการและไร้ทิศทาง ฯลฯ ฉะนั้น กลไกที่เป็นเสมือนหลักประกันผลตอบแทนการลงทุนเพียงอย่างเดียวที่ปรากฎให้เห็นในขณะนี้คือ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (rent-seeking) หรือพูดในภาษาที่เข้าใจง่ายคือ ผ่านการคอรัปชั่นนั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจนัก หากดอว์อองซานซูจี ประธานพรรคเอ็นแอลดีและสมาชิกรัฐสภาของพม่า เลือกกล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุม ณ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)  ที่เจนีวา เมื่อเธอเริ่มต้นการเดินทางเยือนยุโรปกลางเดือนมิถุนายน 2555  ว่าสิ่งที่เธอต้องการเห็นสำหรับพม่าคือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการพัฒนาที่เป็นมิตรกับประชาธิปไตย (democracy-friendly development growth)” เธอเรียกร้องให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า โดยผลักดันให้เกิดความรุดหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปทางการเมือง

ในบริบทของประเทศไทย เพื่อนบ้านใกล้ชิดที่สุดของพม่า ซึ่งสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย (ที่เป็นโครงการของเอกชน) ในฐานะเป็นยุทธศาสตร์ชาตินั้น  ขณะที่รัฐบาลพม่ายังขาดกลไกบังคับใช้กฎหมายที่จะป้องกันการแสวงหาประโยชน์อย่างขาดความรับผิดชอบจากเอกชนที่เข้าลงทุนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่นโครงการทวายฯ รัฐบาลไทยสามารถสนับสนุนการพัฒนาที่เป็นมิตรกับประชาธิปไตยในพม่าโดยกลับไปหารากฐานของแนวคิดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่รู้จักในชื่อของ  “วิสัยทัศน์อาเซียน 2020”

ในภาษาของอาเซียน วิสัยทัศน์ 2020 เป็นเสมือนคำประกาศเจตนารมณ์ของผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในปี 2540 ที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียน อันประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ ประชาคมเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการเมืองความมั่นคงขึ้นภายในปี 2020  (ต่อมา ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น ค.ศ. 2015 หรือ พ.ศ. 2558)   เป้าหมายสำคัญอันหนึ่งคือ การลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก

อันที่จริง แนวคิดเรื่องการลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิก เกิดจากวิสัยทัศน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่รู้จักกันในชื่อ “prosper-thy-neighbors policies” หรือนโยบายช่วยเพื่อนบ้านให้รวย (ตรงข้ามกับ “beggar-thy-neighbors” หรือปล้นเพื่อนบ้าน) ตามแนวคิดของอดีตนายกฯ มหาเธร์ ประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนจะส่งผลกระทบแง่ลบผ่านพรมแดนมาเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตและความสงบของประเทศเราเอง ดังนั้น การพัฒนาให้ประเทศเพื่อนบ้านมีความกินดีอยู่ดีและมีความมั่นคงจะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศพัฒนาควบคู่กันไปในระยะยาว ทั้งนี้ ดร. มหาเธร์มักยกตัวอย่างญี่ปุ่นเป็นต้นแบบของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนากับประเทศมาเลเซีย และมาเลเซียเองก็ทำเช่นเดียวกันต่อประเทศที่ยากจนกว่า เขาเชื่อว่านโยบายช่วยเพื่อนบ้านให้รวย ทำให้ทุกประเทศได้ประโยชน์หรือเป็นวิน-วินเกมส์  ขณะที่นโยบายปล้นเพื่อนบ้านทำให้เพียงฝ่ายเดียวได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์นั้น

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ดร.มหาเธร์เป็นหนึ่งในผู้นำประเทศกำลังพัฒนาน้อยรายที่กล้าแสดงความเห็นอย่างเปิดเผยเรื่องความเลวร้ายของบรรษัทข้ามชาติในการแสวงหากำไรระยะสั้นจากประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งการลงทุนในรูปของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ช่วยพัฒนาความกินดีอยู่ดีของประชาชน แต่หวังเพียงกอบโกยเอาทรัพยากรของประเทศเจ้าบ้าน ในเดือนกันยายน ปี 2540 หลังจากวิกฤตในภูมิภาคปรากฏรูปเต็มที่ ดร. มหาเธร์กล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับข้อเสนอแนวทางการพัฒนาที่หลุดพ้นจากการครอบงำในงานประชุมประจำปีของธนาคารโลกที่ฮ่องกง ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องการลดช่องว่างระหว่างประเทศที่เกิดจาก “prosper-thy-neighbors policies” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 ถึงแม้อาเซียนจะยังคงเดินตามแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตกต่อไป แต่วิสัยทัศน์ของดร. มหาเธร์ก็นำไปสู่วาทกรรม “ชุมชนแห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทร” ที่ช่วยทัดทานวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักไม่มากก็น้อย

อันที่จริงแล้ว ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทยและพม่า กำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญ ที่รอการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของผู้นำรัฐบาลว่า จะเดินต่อไปบนเส้นทางที่เคยเดินมา ที่สะดวกสบาย แต่ทำให้คนกลุ่มเดิมเพียงกลุ่มเดียวได้รับประโยชน์  หรือจะเลือกเส้นทางใหม่ที่อาจจะลำบาก แต่เป็นเส้นทางที่เป็นมิตรกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ที่สำคัญ เป็นเส้นทางที่จะทำให้ทุกคนก้าวเดินไปพร้อมกันฉันท์มิตรอย่างแท้จริง