Wednesday, August 14, 2013

The Fire of Liberty (3): Elisée Réclus กับปารีส คอมมูน

Elisée Réclus เกิดในครอบครัว ที่เคร่งศาสนา (พ่อของเขาเป็นนักบวชนิกายโปรแตสแตนท์) ในหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งในแคว้นดอร์ดอญน์ (Dordogne) ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1830  อันเนื่องมาจากอาชีพและความสนใจของพ่อ เขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินเพื่อศึกษาเทววิทยา (Theology) ในปี 1851 ถึงแม้ในขณะที่ศึกษาอยู่ที่นั่น เขาจะได้เข้าฟังบรรยายที่ได้รับความนิยมของ Carl Ritter ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์บ้างก็ตาม ความสนใจในภูมิศาสตร์นั้นได้ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นโดยการเดินทางไปยังอเมริกาและไอร์แลนด์ ที่เขาได้พบเห็นกับสภาพความลำบากที่เลวร้ายจากความอดอยาก ประสบการณ์ซึ่งช่วยเติมเต็มความสนใจเกี่ยวกับขบวนการสังคมนิยมให้เพิ่มขึ้น ดังนั้ เมื่อเขากลับไปยังปารีสในปี 1857 ที่ Réclus ได้กลายเป็นนักภูมิศาสตร์และนักเคลื่อนไหวแรดิคัล ที่มีบทบาทในสมาคมภูมิศาสตร์ปารีส (Paris Geographical Society) มีบทบาทในสมาคมลับ Brotherhood ของ Bakunin และใน the First International



อย่างไรก็ตาม ต้องรอจนถึงการวิบัติขึ้นของเหตุการณ์ปารีสคอมมูนที่ทำให้ Elisée Réclus และพี่ชายของเขา Elie เริ่มมองตัวเองว่าเข้าสังกัดกับกลุ่ม libertarian หรืออนาธิปัตย์ ปีกหนึ่งของขบวนการสังคมนิยม ปารีสคอมมูนเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 18 มีนาคม 1871 เมื่อคนงานในปารีสเข้ายึดอำนาจการปกครองของเมือง เพื่อต่อต้านระบอบอำนาจนิยมและความยากลำบากที่พวกเขาต้องเจอหลังจากการสถาปนาจักรวรรดิ์ที่สอง (ของหลุยส์ โบนาปาร์ต) เหตุการณ์ปารีสคอมมูนได้ทำให้เกิดชนชั้นทางสังคมใหม่ เมื่อประชาชนเริ่มแสดงบทบาทใหม่และปกป้องเมืองจากกองกำลังของทหารฝรั่งเศสเอง เกาะแห่งเสรีภาพในเมืองนี้เป็นจริงขึ้นมาภายในช่วงเวลา 73 วัน ซึ่งเสริมกำลังให้กับผู้คนที่กำลังนำสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมทั้งมอบโอกาสให้  Réclus ได้ทดสอบความคิดของตนในทางปฏิบัติการ

          ในการต่อสู้บนท้องถนนที่ทำให้ปารีสคอมมูนต้องสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม ประชาชนกว่า 25,000 คนต้องถูกสังหารและ Réclus เอง เช่นเดียวกับคนอื่น ถูกจองจำและต่อมาต้องลี้ภัยไปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ที่นั่น เขาได้เริ่มเขียนหนังสือภูมิศาสตร์และหนังสือนำเที่ยว ควบคู่ไปกับแผ่นพับอนาธิปัตย์ ซึ่งทำให้เขามีบทบาทมากขึ้นในขบวนการเคลื่อนไหวระดับสากล ระหว่าง 1876-1894 เขาได้ตีพิมพ์ La Nouvelle Géographie Universelle (New Universal Geography) ที่มีถึง 19 เล่ม และระหว่าง 1905- 1908 ได้ตีพิมพ์ L’Homme et la Terre (Man and Earth) อีก 6 เล่ม ตำราภูมิศาสตร์ที่ละเอียดและสมบูรณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นที่รวบรวมแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของโลก ซึ่งในทางการเมืองได้ถูกออกแบบให้แสดงว่าทรัพยากรของโลกนั้นได้ถูกจัดสรรอย่างไรเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคน นอกจากนั้น เขายังได้ใช้มันเพื่อท้าทายกลุ่มของนักภูมิศาสตร์ที่ร่วมมือกับจักรวรรดินิยมแสวงหาประโยชน์จากประเทศกำลังพัฒนา โดย Réclus พยายามใข้ภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ข้ามพรมแดน ลดทอนอำนาจของรัฐจักรวรรดิ์โดยส่งเสริมจิตวิญญาณของมนุษยชนที่เป็นสากลระหว่างประชาชนในรัฐชาติและอาณาบริเวณที่แตกต่างกัน Réclus ใช้ภาษาที่สะท้อนถึงข้อกังวลทางสิ่งแวดล้อมในยุคสมัยปัจจุบัน เขาเน้นให้เห็นถึงวิถีทางที่คนจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับโลกธรรมชาติ (ที่เขาอ้างคำว่า “ดุลยภาพ)  วิธีการแบบองค์รวม (holistic) นี้ต่อมาได้ถูกกดทับโดยแนวทางการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาค (regional geography) แบบอื่น แต่ประเด็นในงานของเขายังคงสะท้อนความสนใจในโลกปัจจุบันอย่างน่าเหลือเชื่อ


          Réclus ย้ายไปบรัสเซลในช่วง 11 ปีสุดท้ายของชีวิต ที่เขามีส่วนร่วมก่อตั้ง New University และตั้งสถาบันภูมิศาสตร์ (Geographical Institute) ที่นั่นในปี 1898 ที่นั่น เขาได้ให้บรรยายและกวดวิชาโดยไม่คิดเงิน รวมถึงทำงานวิจัยและงานเขียนอย่างต่อเนื่องเพื่อจุนเจือครอบครัว เขาได้เสียชีวิตลงในปี 1905

Tuesday, August 13, 2013

The Fire of Liberty (2): ชีวิตของ Peter Kropotkin (Box 1.2)


เจ้าชาย Peter Alexeivich Kropotkin ถือกำเนิดในยุคขุนนางของรัสเซียในปี 1842  พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพ เป็นเจ้าของทรัพย์สินใน Moscow และที่ดินที่มีไพร่ติดที่ดิน (serf) กว่า 12,000 คนใน Kaluga  เช่นเดียวกับคนอื่นในชนชั้นเดียวกัน Kropotkin ในวัยหนุ่มเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารที่มีชื่อว่า The Corps of Pages (หมายเหตุ pages หมายถึงพลทหารในเครื่องแบบที่ทำงานตามสั่ง รวมทั้งส่งเอกสารและเปิดประตู: ผู้แปล) ตั้งแต่ช่วงต้นวัยรุ่นและเขาได้ทำงานในตำแหน่ง Page de Chambre ให้กับซาร์องค์ใหม่ อเล็กซานเดอร์ที่สอง


อย่างไรก็ตาม มันชัดเจนว่า Kropotkin เบื่อหน่ายกับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ และเริ่มพัฒนาความคิดแบบสุดโต่ง อย่างที่เห็นว่าในช่วงอายุยี่สิบต้น เขาเลือกที่จะออกประจำการกับหน่วย Cossacks of the Amur ในไซบีเรียมากกว่าจะเลือกงานที่ปลอดภัยกว่า ห้าปีในไซบีเรียได้พิสูจน์ว่าเป็นจุดพลิกผันไปสู่แนวทางปฏิวัติเมื่อที่เขาต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่ดงดิบและไม่คุ้นเคย ควบคู่ไปกับแนวคิดอนาธิปัตย์จากหมู่ผู้ลี้ภัยที่ถูกกุมขังในพื้นที่ การออกศึกษาพื้นที่ได้กลายเป็นรากฐานของชื่อเสียงเขาในเวลาต่อมาในฐานะนักภูมิศาสตร์กายภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kropotkin ได้พัฒนาทฤษฏีใหม่เกี่ยวกับธรณีวิทยาน้ำแข็ง (glaciology) และการศึกษาเกี่ยวกับภูเขา (orography) ของเอเชีย นอกจากนั้น การติดต่อกับผู้คนที่อาศัยโดยปราศจากการปกครองและกฎระเบียบของรัฐ ที่สร้างชุมชนของพวกเขาขึ้นมาในเงื่อนไขที่แสนสาหัส ได้ช่วยเติมเต็มความคิดอนาธิปัตย์นิยมของเขา อย่างที่เขาได้เขียนใน Memoirs ของเขาว่า " (สิ่งที่) ฉันได้ทำหายไปในไซบีเรีย (คือ) ความศรัทธาใดๆก็ตามเกี่ยวกับการจัดระเบียบของรัฐที่ฉันเคยชื่นชมมาก่อน ฉันถูกเตรียมให้กลายเป็นนักอนาธิปัตย์ (1962: 148)"

ความสนใจดังกล่าวได้ถูกกระตุ้นมากยิ่งขึ่้นเมื่อเขาเดินทางไปเยี่ยมเมือง Jura ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในปี 1872  ช่างทำนาฬิกาในภูมิภาคนี้มีชื่อเสียงในเรื่องแนวคิดทางการเมืองและวิถีชีวิตแบบชุมชนนิยม (communitarian) ของพวกเขา และพวกเขามีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อความคิดอนาธิปัตย์นิยมที่กำลังพัฒนาขึ้นของ Kropotkin นอกจากนั้น การได้เดินทางไปในยุโรปตะวันตกได้ทำให้เขาติดต่อกับองค์กร First International และสัมผัสกับลัทธิ libertarianism ของ Michael Bakunin  เมื่อเดินทางกลับสู่รัสเซีย Kropotkin ได้ตามหาผู้คนที่มีความคิดไปในทางเดียวกันกับเขาในบ้านเกิด ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม Chaikovsky Circle  เป็นเวลาสองปีและเกี่ยวข้องกับขบวนการ Narodniks ที่มีฐานมวลชนเป็นชาวนา ผลที่ตามมาจากกิจกรรมเหล่านี้คือ เขาถูกจับกุมและคุมขังเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 1874  ถูกขังในป้อม Peter and Paul Fortess ที่ขึ้นชื่อ (ว่าโหด) ในเมืองเซนท์ปีเตอร์สบรูก เขาสามารถหลบหนีออกมาได้ก็ภายหลังจากสามปีผ่านไป ขณะลี้ภัย เขาได้ย้ายไปยุโรปตะวันตกที่เขาได้สร้างมิตรเอาไว้ในสหราชอาณาจักร สเปน อิตาลีและสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งช่วยให้เขาได้ก่อตั้งวารสารอนาธิปัตย์ใหม่ที่ชื่อ La Révolte (การปฏิวัติ)

หลังจากถูกเนรเทศออกจากสวิสเซอร์แลนด์ เขาได้ถูกจับกุมที่เมืองลียง (ของฝรั่งเศส) ในปี 1882 ที่ซึ่งเขาถูกขังจนกระทั่งปี 1886 ทางการฝรั่งเศสได้รับการเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาจากนักวิชาการชาวอังกฤษ 15 คน สมาคมภูมิศาสตร์ในราชูปถัมภ์ (Royal Geographical Society) รวมถึง William Morris และ Patrick Geddes ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงชื่อเสียงในระดับนานาชาติของเขาในฐานะนักวิชาการและนักคิดทางการเมือง

เมื่อเขาอายุ 44  Kropotkin ได้ย้ายไปยังลอนดอน ที่เขาอาศัยไปอีก 41 ปี ที่นี่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับวารสาร Freedom และได้บรรยายทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงยังคงเดินทางไปต่างประเทศ Kropotkin ได้ผลิตงานเขียนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้เขาจะใช้ชีวิตที่ตัดขาดจากโลกมากขึ้น เป็นผลจากการสนับสนุนสงครามโลกครั้งที่ 1 ของเขาทำให้เขาถูกโดดเดี่ยวจากคนอื่นในขบวนการ ในช่วงสามปีสุดท้ายของชีวิต Kropotkin กลับไปยังรัสเซีย ความตื่นเต้นในการปฏิวัติได้ถูกทำลายลงโดยความกลัวที่เขามีต่อวิธีการของบอลเชวิค เขาเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 1921 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองมอสโคว ผู้คนมากกว่า 100,000 เข้าร่วมในพิธีศพของนักคิดอนาธิปัตย์และนักภูมิศาสตร์คนนี้

แปล The Fire of Liberty : Anarchism and Geography (1)

Anarchism* 

(แปลจาก The Fire of Liberty: Anarchism and Geography, ใน Dissident Geographies: An Introduction to Radical Ideas and Practice (2000) ของ Alison Blunt และ Jane Wills)

คำภาษากรีก anarchos มีความหมายง่ายๆ ว่า "ปราศจากผู้ปกครอง" และคำว่า anarchy มักถูกใช้เพื่ออธิบายความไร้ระเบียบทางสังคม ความรุนแรงและความวุ่นวายที่เกี่ยวกับการล่มสลายของสิทธิอำนาจ (authority) และการละเมิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย ยังไงแล้ว นักอนาธิปัตย์ (anarchists) ปรารถนาให้การไร้ซึ่งสิทธิอำนาจเป็นก้าวที่สร้างสรรค์ไปสู่หนทางแห่งการสร้างสังคมใหม่ ที่เป็นหนึ่งเดียวกับตนเองและกับธรรมชาติ แทนที่จะเป็นคำที่มีความหมายลบ anarchy ได้รับการกล่าวถึงในฐานะของการพัฒนาทางสังคมที่เป็นบวก (positive social development) ที่เปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลได้เบ่งบานโดยปราศจากข้อจำกัดและการปิดกั้นของสิทธิอำนาจ กฎหมายและการควบคุม อย่างไรก็ดี โดยธรรมชาติของมันแล้ว ขนบของการแข็งขืน (dissent) นี้มีความเป็นสรรพ์(เกิดจากหลายสิ่งปะปนกัน - eclectic) และค่อนข้างยากที่จะชี้ชัดลงไป นักเขียนสายอนาธิปัตย์มักมีแนวโน้มที่จะหลบเลี่ยงแนวทางการเมืองหรือปฏิบัติการในเชิงองค์กรที่ชัดเจนเด็ดขาด และมักมีการประสานงานระหว่างกลุ่มอนาธิปัตย์น้อย อันที่จริง อย่างที่ (Sébastian) Fauré ได้กล่าวไว้ นักอนาธิปัตย์นั้นรวมตัวกันได้เฉพาะในเรื่องการต่อต้านอำนาจทุกรูปแบบ และยิ่งไปกว่านั้น มีความหลากหลายมหาศาลภายในขนบแบบนี้:


อาจมีและที่จริง มีความหลากหลายมากของนักอนาธิปัตย์ ที่ต่างก็มีลักษณะร่วมซึ่งแบ่งแยกพวกเขาออกจากมนุษยชาติที่เหลือ จุดร่วมอันนี้อยู่ที่การปฏิเสธหลักการเรื่องอำนาจผู้ปกครองในการจัดองค์กรทางสังคมและที่ความเกลียดชังต่อข้อจำกัดทั้งมวลที่กำเนิดมาจากสถาบันที่งอกเงยขึ้นบนหลักการดังกล่าว ดังนั้น ใครก็ตามที่ปฏิเสธอำนาจผู้ปกครองและต่อต้านมันย่อมเป็นนักอนาธิปัตย์ (Anarchist) (โดย Fauré อ้างใน Woodcock, 1977: 62; เน้นโดยผู้เขียน)

          ถึงแม้จะมีต้นแบบจากการกบฎทั้งหลายของมนุษย์ในอดีต และโดยเฉพาะในการต่อสู้ทางการเมืองช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษและการปฏิวัติฝรั่งเศส สำนึกของขนบแบบอนาธิปัตย์เองนั้นก่อตัวขึ้นในกลางศตวรรษที่ 19  นักคิดสายอนาธิปัตย์อย่าง Pierre Joseph Proudhon, Michael Bakunin, Peter Kropotkin และ Elisée Réclus เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสังคมนิยมที่ใหญ่กว่า และจวบจนกระทั่งทศวรรษ 1870s นักอนาธิปัตย์เริ่มจะแยกตัวเองอย่างชัดเจนออกจากพวกนักมาร์กซิสต์ในข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐ ภาวะการนำและกลไกที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในบทนี้ เราจะเน้นที่ความคิดสำคัญของนักอนาธิปัตย์ในศตวรรษที่ 19 กลุ่มนี้ เราจะสำรวจภูมิศาสตร์ของการจัดองค์กรและการทดลองแบบอนาธิปัตย์ และเราจะพิจารณาถึงนัยทางสาขา(ภูมิศาสตร์)ของความคิดอนาธิปัตย์เท่าที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ ในแง่นี้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เผยแพร่ความคิดหลักในประวัติศาสตร์อนาธิปัตย์นิยมนั้นเป็นนักภูมิศาสตร์อาชีพ ความสนใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและในความหลากหลายของการก่อตัวทางสังคมได้เป็นแรงบันดาลใจทั้งต่อภูมิศาสตร์และความคิดอนาธิปัตย์นิยมของ Peter Kropotkin และ Elisée Réclus และในขณะนั้น ทั้งสองคนได้รับการยกย่องในฐานะนักวิชาการด้านภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิภาค (physical and regional geography)