<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420</id><updated>2011-12-06T11:56:03.931+02:00</updated><category term='right-based approach'/><category term='Communism; Socialism'/><category term='Coup d&apos;état'/><category term='Current issue; Controversy'/><category term='Cinema'/><category term='Neoliberalism'/><category term='Homage'/><category term='Philosophy; Philosophers'/><category term='Mai 68'/><category term='Labour; Labour movement'/><category term='Manifesto; Petition'/><category term='Political economy'/><category term='Modern State; Modernization'/><category term='Collective choice; Rationality'/><category term='Democracy'/><category term='Capitalism'/><category term='Media; Information; Censorship'/><category term='Politics; Election; Constitution'/><category term='Books'/><title type='text'>Point De Vue</title><subtitle type='html'>Mainstreaming Interdisciplinary Approaches to Economics</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>99</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-2765830825870532390</id><published>2011-07-27T08:10:00.001+03:00</published><updated>2011-07-27T08:10:57.163+03:00</updated><title type='text'>การโต้กลับของทุนอเมริกัน (จบ) : เศรษฐศาสตร์เพื่อนายทุนของรีพับลิกัน</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 1 มิถุนายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิกิริยาของคนอเมริกันที่มองเห็นข้อบกพร่องของระบบทุนนิยมหลังจากวิกฤติซับไพร์มและเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐ ทำให้เกิดการ&lt;br /&gt;เคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้เกิดสวัสดิการสังคมมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การปฏิรูประบบประกันสุขภาพโดยผ่านกฎหมาย Affordable Care Act ในปีที่แล้ว ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและความครอบคลุมให้กับเมดิแคร์ (Medicare) โครงการประกันสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุสูงกว่า 65 และคนพิการ รวมทั้งเพิ่มเติมสิทธิและประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นภายในช่วงเวลา 4 ปี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงแม้ประธานาธิบดีโอบามาต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว แต่ "วิกฤติหนี้สาธารณะ" ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนสำหรับรัฐบาลขณะนี้กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหันหลังกลับของนโยบายแบบรัฐสวัสดิการ ร่างข้อเสนองบประมาณสำหรับปีงบประมาณหน้าจากฝ่ายรีพับลิกันถึงกับเสนอให้แปรรูปโปรแกรมเมดิแคร์ไปสู่ผู้ให้บริการที่เป็นเอกชน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภายใต้ระบบทุนนิยมที่ชูคุณค่า "ปัจเจกชนนิยม" นั้น เมดิแคร์เป็นหนึ่งในไม่กี่โปรแกรมที่มีเค้าโครงใกล้เคียงกับโครงการภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการมากที่สุด ความจริง การเกิดขึ้นของเมดิแคร์นั้นมีเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เพราะโครงการนี้เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ซึ่งถือว่ามีอำนาจทางการเมืองสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง ไม่ว่าประธานาธิบดีจอห์นสันจะมีเจตจำนงในการสร้างระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือไม่ ในที่สุด เขาก็ทำให้เกิดระบบประกันสำหรับคน 2 กลุ่ม คือ เมดิแคร์สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการและเมดิเคด (Medicaid) สำหรับคนยากจนที่สุด ทั้งนี้ ความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าขึ้นมาจากสองระบบนี้ก็ล้มเหลวมาตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ข้ออ้างในเรื่องของต้นทุนมหาศาลในแง่ของการบริหารจัดการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากมุมมองของผู้ที่สนับสนุนนโยบายแนวสวัสดิการ ข้อเสนอให้ลดบทบาทของรัฐในระบบประกันสุขภาพขณะนี้เป็นเพียงจิ๊กซอว์เพียงตัวเดียวของภาพใหญ่ นั่นคือ ความพยายามของฝ่ายอนุรักษนิยมที่จะผลักดันนโยบายแนวเสรีนิยมใหม่ โดยใช้ปัญหาหนี้สาธารณะเป็นข้ออ้าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันที่จริง ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโอบามาหลังวิกฤติเศรษฐกิจ เราอาจมองความแตกต่างระหว่างนโยบายที่เสนอโดยเดโมแครตและรีพับลิกันจากแว่นอุดมการณ์เศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่การจัดการปัญหาเศรษฐกิจของนายโอบามาได้รับอิทธิพลจากเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซียนที่เน้นการใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างภาษีและงบประมาณรายจ่ายเป็นหลัก ข้อเสนอจากตัวแทนของรีพับลิกันกลับได้รับอิทธิพลจากสำนักการเงินนิยม (Monetarism) ที่มองว่าเป้าหมายของการแทรกแซงควรจะเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่การจ้างงานอย่างที่ฝ่ายเคนส์เซียนให้ความสำคัญ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นโยบายแบบเคนส์เซียนเกิดขึ้นจากข้อเสนอเชิงทฤษฎีของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่เห็นว่ารัฐบาลควรเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อเพิ่มอุปสงค์ที่แท้จริงให้แก่ตลาด แนวนโยบายที่ประยุกต์จากข้อเสนอของเคนส์มีส่วนอย่างมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 1930 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสำนักการเงินนิยม คือ มิลตัน ฟริดแมน (Milton Friedman) ซึ่งเชื่อว่านโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการใช้ป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของเคนส์ที่เชื่อว่าในระหว่างที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำนั้น การใช้นโยบายการเงินจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ รัฐบาลจึงควรใช้งบประมาณแบบขาดดุล เพื่อสร้างการลงทุนและการจ้างงานเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงแม้ฟริดแมนจะเสียชีวิตไปแล้วในปี 2549 แต่แนวคิดของฟริดแมนยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อนายทุนและกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ฟริดแมนมีความเชื่อส่วนตัวว่าเสรีภาพส่วนบุคคลรวมถึง "เสรีภาพในการประกอบการ" นั้น เป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าความเสมอภาคหรือความเป็นธรรม นอกจากนี้ แนวคิดของฟริดแมนที่ว่าตลาดมีกฎเกณฑ์ที่คล้าย "กฎธรรมชาติ" ของตนเองควบคุมอยู่ ยังสอดคล้องกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของฝ่ายอนุรักษ์ที่ต้องการลดบทบาทของรัฐลงให้น้อยที่สุด และปล่อยให้เอกชนดำเนินการเองทุกอย่าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แนวคิดของฟริดแมนเรื่องเสรีภาพของเอกชนนั้นถูกนำมาประยุกต์เป็นรูปธรรมในร่างงบประมาณของสภาผู้แทนที่ผ่านการลงคะแนนของสภาล่างไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายในร่างงบประมาณที่เสนอโดยนายพอล ไรอัน ผู้แทนวิสคอนซินจากพรรครีพับลิกันและประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างงบประมาณของสภาคนปัจจุบัน มีข้อเสนอสำคัญ 4 เรื่อง คือ ประการแรก ลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลง โดยเน้นที่รายจ่ายบริหารของหน่วยงานรัฐและการปรับลดพนักงานของรัฐลง ประการที่สอง กำจัดกฎระเบียบที่ควบคุมธนาคารและภาคธุรกิจ ประการต่อมา คือ การปฏิรูประบบภาษี และสุดท้าย แปรรูประบบสวัสดิการของรัฐ  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในข้อเสนอที่นายไรอันเป็นผู้ร่างและตั้งชื่อว่า "เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง (Path to Prosperity)" นั้น มีฐานคิดว่ากฎเกณฑ์ข้อบังคับรวมทั้งภาษีจำนวนมากที่เกิดขึ้นภายหลังการบริหารของนายโอบามานั้นมีความซับซ้อน ทำให้นักลงทุนสับสนและมีอิสระในการดำเนินการต่างๆ น้อยลง จึงต้องกำจัดกฎระเบียบเหล่านี้ออกไปและปฏิรูประบบภาษีเสียใหม่ นอกจากนี้ ในมุมมองของนายไรอัน สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการว่างงาน คือ เงินเฟ้อ! &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิกฤติหนี้สาธารณะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ประธานาธิบดีโอบามากำลังเผชิญหน้าและวิธีการจัดการกับหนี้สาธารณะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจมีผลตัดสินใจว่าเขาจะได้กลับมาทำหน้าที่ประธานาธิบดีในสมัยที่สองอีกหรือไม่ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาเสนอแผนที่จะลดภาระหนี้สาธารณะภายในระยะเวลา 12 ปี โดยใช้การหั่นงบประมาณในด้านต่างๆ ร่วมกับการเพิ่มภาษีไปพร้อมกัน ขณะที่ทางข้อเสนอจากขั้วรีพับลิกันนั้นสุดโต่งกว่า คือ ใช้เวลาเพียง 10 ปีโดยไม่มีการปรับเพิ่มภาษี แต่ใช้การตัดลดและโอนถ่ายภาระต่างๆ ออกไปจากภาครัฐแทน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงแม้ผลสำรวจที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาในวันที่ 21 พฤษภาคม ได้แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันจำนวนถึง 78% ไม่เห็นด้วยกับการลดการอุดหนุนของรัฐในโครงการเมดิแคร์ รวมทั้งโครงการอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ แต่ข้อเสนอแบบสุดโต่งจากฝ่ายอนุรักษนิยมกลับผ่านความเห็นชอบของสภาล่างและได้รับเสียงสนับสนุนถึง 40% จากสภาสูง เป็นอย่างผู้เขียนได้อ้างคำพูดของพอล ครุกแมน และนาโอมิ ไคลน์ ไว้ในตอน (1) ของบทความชุดนี้ว่า ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เคยลังเลที่จะใช้ยาขนานแรง เพื่อยัดเยียดการปฏิรูปขนานใหญ่ให้กับสังคม เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดสิ่งที่พอจะเรียกว่าได้ว่า "วิกฤติ" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พวกเขาไม่เคยรีรอที่จะโน้มน้าวใจเราว่าถึงเวลาแล้วที่จะ "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" แต่คำถาม ก็คือ โอกาสสำหรับใคร?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-2765830825870532390?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/2765830825870532390/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=2765830825870532390' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/2765830825870532390'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/2765830825870532390'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='การโต้กลับของทุนอเมริกัน (จบ) : เศรษฐศาสตร์เพื่อนายทุนของรีพับลิกัน'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5559297838790053408</id><published>2011-07-27T08:09:00.001+03:00</published><updated>2011-07-27T08:09:50.385+03:00</updated><title type='text'>การโต้กลับของทุนอเมริกัน (2) : สมรภูมิวิสคอนซิน</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 24 มีนาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งวันหลังจากกฎหมาย 2011 Wisconsin Act 10 ผ่านสภาของรัฐวิสคอนซิน ในวันที่ 11 มีนาคม 2554&lt;br /&gt;ประชาชนนับแสนคนเข้าร่วมการเดินขบวนบนถนนครั้งใหญ่ (massive rally) ไปยังที่ทำการของเมืองแมดิสัน (Madison) เมืองหลวงของวิสคอนซิน เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวร่วมกับบรรดา "คนงาน" ซึ่งปักหลักชุมนุมคัดค้านกฎหมายฉบับนี้มาเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การเดินขบวนใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมือง ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการแรงงานมาอย่างยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐ เพราะวิสคอนซิน คือ รัฐแรกที่ให้สวัสดิการการว่างงาน เงินชดเชยการบาดเจ็บจากการทำงาน และก็เป็นแห่งแรกที่ยอมรับสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานของพนักงานของรัฐ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แมดิสัน วิสคอนซิน จึงกลายเป็นสมรภูมิที่สำคัญและเป็นที่จับตามองของนักสหภาพและนักกิจกรรมแรงงานทั่วประเทศ หลังจากที่ "ฝ่ายขวา" ได้เริ่มเปิดฉากการต่อสู้รอบใหม่ภายหลังการเลือกตั้งกลางสมัย (midterm) ที่ครั้งนี้มีสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐเป็นเป้าหมายสำคัญ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่าประเทศต้นแบบ "เสรีนิยมใหม่" อย่างสหรัฐอเมริกานั้น แรงงานสัมพันธ์ไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมืองในระดับชาติ รวมทั้งสหภาพแรงงานไม่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองกับทุนและรัฐ ความจริงแล้ว สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐถือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจาก สัดส่วนของแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นมีสูงถึงร้อยละ 36% ของกำลังแรงงานทั้งหมด นอกจากนี้ ลักษณะการผูกขาดของบริการสาธารณะทำให้สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐมีอำนาจต่อรองที่สูง การผละงานแต่ละครั้งทำให้เกิดผลสะเทือนในวงกว้างในแง่ของการทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันหยุดชะงัก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของสมาชิกสหภาพแรงงานในภาคเอกชนนั้นลดลงจากร้อยละ 33 ของกำลังแรงงานเป็นร้อยละ 15 ขณะที่สัดส่วนในภาครัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่คนงานในภาคเอกชนมีมากกว่าคนงานในภาครัฐถึงกว่าห้าเท่า จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานในภาครัฐของสหรัฐ กลับมีจำนวนถึง 7.6 ล้านคน เมื่อเทียบกับ 7.1 ล้านในภาคเอกชน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่คือ แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลก ในญี่ปุ่นและเยอรมนี ช่องว่างระหว่างจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานในสองภาคนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญและก็ถ่างขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ไม่เพียงแต่สหรัฐ และญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะเกินตัว เราจึงได้เห็นการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ที่ฝรั่งเศสและกรีซ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในสหรัฐ "การปฏิรูป" ที่พุ่งเป้าไปที่สหภาพแรงงานภาครัฐรอบนี้ ก็ถูกนำไปโยงกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และถูกอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดขนาดของรัฐ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า "การโต้กลับของฝ่ายทุน" โดยการนำของวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันในฝั่งมิดเวสต์นั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณมากไปกว่าความพยายามจะทำลายสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐ ที่เปรียบเสมือน "ก้างชิ้นใหญ่" ที่ขวางคอฝ่ายทุนซึ่งต้องการให้ตลาดแรงงานมีความ "ยืดหยุ่น" อย่างเต็มที่ เมื่อการจ้างงานในภาคเอกชนถูกทำให้ "ยืดหยุ่น" และ "แข่งขันได้" ไปราบคาบแล้ว แต่แรงงานในภาครัฐยังคงได้รับการปกป้องสิทธิและสวัสดิการในระดับที่ดีและมีแต่จะเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าแรงงานในสหภาพเหล่านี้มีบทบาทอย่างสำคัญ ที่ช่วยส่งให้นายโอบามาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้ สถิติที่น่าสนใจอีกอัน ก็คือ ตัวแทนอาชีพครูนั้นมีจำนวนมากถึงร้อยละ 10 ของผู้เข้าร่วมประชุมประจำปีของพรรคเดโมแครตในปี 2008 ทีเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2008 ได้วิจารณ์ว่าการใช้วิกฤติหนี้สาธารณะเป็นข้ออ้างในการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งมีวาระซ่อนเร้นเพื่อทำลายกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของฝ่ายทุนบรรษัท (Corporation) ตามที่นายสก็อตต์ วอล์คเกอร์ (Scott Walker) ผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินและวุฒิสมาชิกจากรีพับลิกันกำลังทำนั้น สอดคล้องกับสิ่งที่นักเขียนนาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein) ใช้เรียกสิ่งที่สหรัฐเคยทำกับอิรักในปี 2003 หรือ "ลัทธิช็อก (Shock Doctrine)" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งครุกแมนและไคลน์ออกมาแสดงความเห็นว่าการต่อสู้ที่วิสคอนซินสะท้อนความพยายามของฝ่ายทุนในการผลักดันโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายทุนมากขึ้น โดยใช้เรื่องวิกฤติการคลังเป็นเพียงข้ออ้าง ครุกแมนยังชี้ว่ากฎหมายที่เสนอโดยนายวอล์คเกอร์มีผลเกินกว่าการยกเลิกสิทธิในการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม (collective bargaining rights) ของสหภาพแรงงาน หากพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่ากฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจตัดหรือลดสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของคนงานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ รวมถึงให้อำนาจการตัดสินใจแปรรูปบริการสาธารณะ เช่น โรงไฟฟ้ากับผู้ว่าการรัฐ โดยไม่ต้องปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานก่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในช่วงที่มีการลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี้ในวิสคอนซิน ผู้แทนจากพรรคเดโมแครต 14 คน ทำการประท้วงโดยเดินทางออกจากวิสคอนซินไปพักในรัฐข้างเคียง คือ อิลลินอยส์ เพื่อให้การลงมติในกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินไปได้ตามข้อกำหนดในเรื่ององค์ประชุม อย่างไรก็ตาม  นายวอล์คเกอร์ก็แก้ลำโดยการแยกส่วนที่เป็นงบประมาณออกไป และผ่านกฎหมายส่วนที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของพนักงานของรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงคะแนนเสียง ซึ่งก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของฝ่ายแรงงานและผู้สนับสนุนว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามทำลายขบวนการแรงงาน และการเปิดฉากโต้กลับรอบใหม่ของฝ่ายทุนในสหรัฐ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่กำลังเขียนบทความชิ้นนี้ กฎหมายลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในหลายรัฐ เช่น โอไฮโอและอินเดียนา ขณะที่ผู้ว่าการวอล์คเกอร์เองก็ได้รับการสรรเสริญจากกลุ่มทุนว่าเป็น "ฮีโร่" คนใหม่ของสหรัฐในอีกฝั่งหนึ่ง ผู้คนจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่เกษตรกร ครู นักศึกษาไปจนถึงผู้กำกับและดาราภาพยนตร์ก็เข้าชุมนุมร่วมกับคนงานในวิสคอนซิน รวมทั้งการชุมนุมในแบบเดียวกันก็กำลังเกิดขึ้นตามเมืองต่างๆ ทั่ววิสคอนซินจนทำให้สมรภูมิวิสคอนซินได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นที่จับตามองของทั่วโลก เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการต่อสู้ระหว่างทุนและขบวนการแรงงานรอบนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5559297838790053408?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5559297838790053408/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5559297838790053408' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5559297838790053408'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5559297838790053408'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/07/2.html' title='การโต้กลับของทุนอเมริกัน (2) : สมรภูมิวิสคอนซิน'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5602348640299258476</id><published>2011-07-27T08:00:00.000+03:00</published><updated>2011-07-27T08:08:43.760+03:00</updated><title type='text'>การโต้กลับของทุนอเมริกัน (1) : เมื่อสหภาพพนักงานของรัฐถูกจับเป็นตัวประกัน</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน ทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ 28 เมษายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้กฎหมายที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งและการชุมนุมยืดเยื้อในเมืองเมดิสัน วิสคอนซิน จะผ่านสภาของรัฐไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแต่กฎหมายดังกล่าวก็ถูกระงับอย่างไม่มีกำหนดโดยผู้พิพากษาของมณฑลเดน (เดนเคาน์ตี้-Dane County) ในวิสคอนซิน หลังจากอัยการได้ยื่นเรื่องว่าเกิดการละเมิดขั้นตอนในระหว่างผ่านกฎหมาย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภายหลังจากกฎหมายที่เสนอโดยผู้ว่าการรัฐสกอตต์ วอล์คเกอร์ ผ่านการลงมติ ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องจากบุคคลถึง 3 กลุ่ม ได้แก่ อัยการของเคาน์ตี้ ผู้บริหารเคาน์ตี้จากเดโมแครตและพนักงานของรัฐที่นำโดยกลุ่มพนักงานดับเพลิง ความคืบหน้าล่าสุด คือ ผู้พิพากษาได้ตัดสินว่าผู้บริหารจากเดโมแครตไม่สามารถฟ้องร้องได้ เพราะขัดกับหลักการที่ห้ามกลไกของรัฐฟ้องร้องการออกกฎหมายของรัฐเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดูเหมือนว่าความพยายามยับยั้งกฎหมายฉบับนี้ไม่ให้มีผลบังคับใช้จะเป็นได้เพียงแค่การซื้อเวลา ขณะที่กระแสสนับสนุนการลดบทบาทของรัฐจากฝ่ายอนุรักษนิยมโดยการนำของกลุ่มทีปาร์ตี้ นับวันก็ยิ่งแรงขึ้นเมื่อใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปีหน้า วันเสาร์ที่ผ่านมา (16 เม.ย.) ซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้สมัครรองประธานาธิบดีจากรีพับลิกันเดินทางมาปราศรัยถึงที่ทำการของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นที่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มต่อต้านกฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมกับประกาศกับกลุ่มผู้สนับสนุนจากทีปาร์ตี้ที่มาให้กำลังใจเธอว่า "การเลือกตั้ง 2012 เริ่มต้นขึ้นที่นี่!"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิสคอนซินจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการต่อสู้ในหลายระดับ สำหรับการเมืองระบบสองพรรค วิสคอนซินเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตใช้ประกาศศึกก่อนสงครามที่แท้จริง ส่วนในมุมมองของขบวนการเคลื่อนไหว เช่น ทีปาร์ตี้และฝ่ายแรงงานแล้ว วิสคอนซินสะท้อนภาพการช่วงชิงระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องการลดบทบาทของรัฐกับฝ่ายที่สนับสนุนความเป็นธรรมภายในระบบทุนนิยม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับกลุ่มพนักงานของรัฐ ความไม่พอใจเกิดจากกฎหมายฉบับนี้ตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม (Collective bargaining rights) ของคนงานที่มีอยู่เกือบทั้งหมดและมีผลอย่างสำคัญในการลดทอนอำนาจของสหภาพแรงงาน ที่เป็นกลไกสำหรับต่อรองกับรัฐ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้พนักงานรัฐนำค่าสมาชิกของสหภาพในรายปีมาหักลดหย่อนจากเงินเดือนอีกต่อไป เท่ากับว่ารัฐเลิกทำการอุดหนุนกิจกรรมของสหภาพโดยตรงอย่างที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ยังกำหนดให้พนักงานของรัฐต้องลงคะแนนทุกปีว่าจะต้องการให้มีสหภาพแรงงานเป็นตัวแทนของตนต่อไปหรือไม่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่กฎหมายมีผลในการลดทอนสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิประโยชน์ของพนักงานของรัฐโดยรวม แต่พนักงานของรัฐแต่ละกลุ่มก็ได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกันไป เช่น กลุ่มพนักงานของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เช่น อาจารย์และเจ้าหน้าที่นั้นถูกตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมที่มีอยู่ทั้งหมด (ทั้งที่เพิ่งได้รับมาเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากพนักงานมหาวิทยาลัยเรียกร้องสิทธินี้มาเป็นเวลาถึง 40 ปี) ส่วนพนักงานของรัฐที่ไม่ได้สังกัดมหาวิทยาลัยนั้น หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ข้อตกลงสภาพการจ้างงาน (collective bargaining agreement) จะครอบคลุมเฉพาะเรื่องค่าจ้างเพียงอย่างเดียว โดยไม่ครอบคลุมถึงเรื่องชั่วโมงการทำงาน สภาพการทำงาน ฯลฯ ที่คนงานเคยมีส่วนร่วมกำหนดโดยผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองของสหภาพ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมนั้นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของแรงงานในภาคเอกชน เพราะเป็นกลไกในการถ่วงดุลระหว่างนายจ้างและคนงาน เพื่อคุ้มครองคนงานที่ต้องการเรียกร้องสิทธิในเรื่องค่าแรง ฯลฯ จากการถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่สำหรับพนักงานของรัฐ ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้กลับเห็นว่า สิทธิดังกล่าวเป็นเพียง "อภิสิทธิ์" ที่ได้มาจากการใช้อิทธิพลทางการเมืองกดดันผ่านกลุ่มผลประโยชน์ของตนเท่านั้น &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในระบบกฎหมายแรงงานของสหรัฐ สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของแรงงานภาคเอกชนได้รับการคุ้มครองเป็นครั้งแรกเมื่อประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ผ่านกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ (National Labor Relations Act) ในปี 1935  โดยหลักการ กระบวนการที่คนงานรวมตัวกันต่อรองกับนายจ้างเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องหลัก คือ กฎเกณฑ์ที่กำกับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย ค่าจ้างค่าแรงและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของทั้งคู่ เช่น ลักษณะงาน ชั่วโมงการทำงาน สภาพการทำงาน ความปลอดภัยในการทำงาน การยุติสัญญาการจ้าง เป็นต้น กระบวนการเจรจาต่อรองร่วมนั้นยังเกี่ยวข้องกับการปรึกษาหารือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมาย คือ สัญญาสภาพการจ้างงานที่กำหนดรายละเอียดต่างๆ อันเป็นผลจากการเจรจาต่อรองร่วมเอาไว้ ทั้งนี้ กฎหมายในแต่ละประเทศกำหนดขอบเขตของประเด็นที่นายจ้างหรือฝ่ายบริหารต้องเจรจากับตัวแทนลูกจ้างแตกต่างกันไป &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับหลักการเรื่องสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานรัฐนั้นได้รับการรับรองจากคำสั่งทางบริหารของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในปี 1962 ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิต่างจากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติที่รับรองสิทธิของแรงงานในภาคเอกชน ในทางปฏิบัติ รัฐแต่ละรัฐจึงกำหนดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงานรัฐแตกต่างกันไป เช่น ในบางรัฐ คนงานไม่สามารถนัดหยุดงานได้ ต้องใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดข้อพิพาทเท่านั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานในแต่ละรัฐจึงได้มาจากการเรียกร้อง กดดันและใช้อิทธิพลทางการเมืองในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พลังต้านการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐด้วย เช่น กฎหมายซึ่งได้รับการเสนอแก้ไขโดยผู้ว่าการรัฐโอไฮโอนั้นมีความรุนแรงกว่าที่วิสคอนซินมาก ทั้งในแง่ของการลดอำนาจสหภาพแรงงานและกระทบสิทธิและสวัสดิการของพนักงานรัฐแต่การต่อต้านกลับน้อยกว่าและกฎหมายก็ผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลายคนอาจมองว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นของพรรครีพับลิกันภายหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งกลางสมัยในสองสภา แต่หากมองให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น  มันก็เป็นภาพสะท้อนความเชื่อพื้นฐานและมุมมองที่แตกต่างกันของเดโมแครตและรีพับลิกันเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสหภาพแรงงาน รวมทั้งสิทธิแรงงานในระดับรวมกลุ่มและปัจเจก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในแง่หนึ่ง อาจจะพูดได้ว่าความพยายามทำลายสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานของรัฐครั้งนี้ เป็นเพียงการส่งสัญญาณถึงการกลับมาของฝ่ายที่เชื่อมั่นในระบบเสรีนิยมแบบสุดโต่ง ที่เชื่อเหมือนกับมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ว่า "there is no such thing as society (ไม่มีหรอก สิ่งที่เรียกว่าสังคม)"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5602348640299258476?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5602348640299258476/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5602348640299258476' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5602348640299258476'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5602348640299258476'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/07/1.html' title='การโต้กลับของทุนอเมริกัน (1) : เมื่อสหภาพพนักงานของรัฐถูกจับเป็นตัวประกัน'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5188296807187461388</id><published>2011-02-19T08:15:00.003+02:00</published><updated>2011-02-19T08:25:55.369+02:00</updated><title type='text'>มาร์ค กราโนเวตเตอร์:นัยยะของสังคมวิทยาและ "กระบวนการทางสังคม" ต่อนโยบายสาธารณะ</title><content type='html'>แปลจาก "Mark Granovetter: The Need to Take Social Processes as Seriously as the Economic or Psychological" ที่มา http://www.aapss.org/news/2010/06/01/mark-granovetter-the-need-to-take-social-processes-as-seriously-as-the-economic-or-psychological-1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;หลักการเรื่องนโยบายด้านเครือข่ายน่าจะสามารถดึงดูดใจกลุ่มคนที่ต้องการลดบทบาทของรัฐอย่างมาก เพราะเมื่อเรายกระดับความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมแบบไม่ราบรื่น ยุ่งยากและต้นทุนสูง ความจริงแล้ว ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ อันนี้คือหนึ่งในอุปสรรคที่ขัดขวางโครงการทางสังคมที่มีดีจำนวนมาก  &lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ในโอกาสที่ The Amercian Academy of Political and Social Science (AAPSS) ประกาศเกียรติคุณให้ ศ.มาร์ค กราโนเวตเตอร์เป็น James Coleman Fellow เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกของสถาบันและแขกในงานนั้นเกี่ยวกับผลงานของเขาและความเชื่อมโยงต่อภาคนโยบายสาธารณะ มีใจความดังต่อไปนี้&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หน้าที่ที่ผมได้รับมอบหมายในคืนนี้และก็ดูเหมือนว่าผมได้ตอบรับมันไปแล้ว ก็คือ พูดถึงอิทธิพลของงานตัวผมเองและของสาขาของผม (สังคมวิทยา: ผู้แปล) ต่อนโยบายสาธารณะ ปัจจุบัน หากนักสังคมวิทยาพูดถึงเรื่องนี้ก็มักจะตีความได้ว่าเขาอยากให้มันมีอิทธิพล มากกว่าเชื่อว่ามันมีจริงๆ เนื่องจากผลกระทบของสาขาของพวกเราต่อนโยบายนั้นมันน้อยมากอย่างน่าเศร้าใจ มันจึงดูเหมือนว่านี่คือสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อ "จิม โคลแมน" ตามที่ตำแหน่งวิชาการของผมถูกตั้งชื่อตามนั้น ดูเหมือนเป็นข้อยกเว้นที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงก็คือคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของจิมต่อนโยบายมาจากรายงานของเขาในปี 1966 เกี่ยวกับโรงเรียนและความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งมีชื่อที่ยาวเยิ่นเย้อจนไม่มีใครจำได้ ทุกคนจึงเรียกมันว่า "รายงานโคลแมน" ที่จริงแล้ว จิมได้เขียนรายงานนี้ในขณะที่อาชีพวิชาการของเขาเพิ่งเริ่มต้น และยิ่งเขาทำงานวิชาการลึกมากขึ้นไป ปรากฏว่าอิทธิพลของเขาต่อนโยบายก็ยิ่งถดถอยตามไปด้วย ตัวผมเองทำงานวิจัยเกี่ยวกับเครือข่ายทางสังคมและสังคมวิทยาเศรษฐกิจ ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะเป็นสาขาที่สามารถมีอิทธิพลต่อนโยบายทางสังคมได้ แต่ก็ยังคงไม่มีสภาที่ปรึกษาทางสังคมเกิดขึ้นเพื่อทำงานเสริมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ที่ปรึกษาด้านสังคมวิทยาก็ยังไม่เคยเป็นที่ต้องการในขั้นตอนการกำหนดนโนบายระดับสูง ซึ่งนำมาสู่คำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มันอาจจะเป็นเพราะว่าคำปรึกษาของนักเศรษฐศาสตร์อาชีพได้ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อในการป้องกันพายุฝนทางเศรษฐกิจและชะลอการถาโถมของคลื่นเศรษฐกิจ ซึ่งข้อสรุปนี้ก็ไม่เป็นจริง จริงๆ แล้ว มีหนังสือที่ดีมากโดยนักประวัติศาสตร์ไมเคิล เบิร์นสไตน์ (Michael Bernstein) ที่ University of California at San Diego (UCSD) ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว อิทธิพลของนักเศรษฐศาสตร์ต่อภาคนโยบายก็ลุ่มๆ ดอนๆ อย่างมากตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 และเราไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันมีความสำคัญขนาดนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่สถานการณ์ของสังคมวิทยา เพื่อนร่วมงานชาวอิตาเลียนของผม คาร์โล ตริกิเลีย (Carlo Trigilia) ได้ตั้งคำถามเมื่อหลายปีก่อนอย่างเจาะจงว่าทำไมสังคมวิทยาเศรษฐกิจ (economic sociology) ที่ดูเหมือนจะมีแนวคิดมากมายเป็นประโยชน์ต่อนโยบายกลับมีอิทธิพลน้อยมาก ข้อเสนอของเขาก็คือ นักสังคมวิทยาเศรษฐกิจส่วนใหญ่มักทำการวิเคราะห์ในระดับมหภาค (macro) และระดับกึ่งกลาง (meso) ระหว่างระดับมหภาคและจุลภาค เมื่อพูดถึงการทำงานของเครือข่ายทางสังคมจึงมีความซับซ้อนมาก และเพราะว่ามันมีความซับซ้อนอย่างนั้นมันก็จึงยากมากที่จะสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายออกมา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาแรงจูงใจของปัจเจกบุคคลซึ่งพวกเราเข้าใจว่ามันคืออะไรและนักเศรษฐศาสตร์ก็เสนอให้นโยบายกำกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันง่ายที่จะทำความเข้าใจ ถึงแม้ผมจะคิดว่ามันซับซ้อนมากกว่าที่เห็นมากในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะโต้แย้งว่าในความเป็นจริง มันตรงข้ามกับสิ่งที่คาร์โลเสนอ กล่าวคือ ถึงแม้ผลกระทบของกระบวนการของเครือข่ายทางสังคมจำนวนมากจะยากที่จะทำนาย และถ้าคุณอ่านงานศึกษาเกี่ยวกับเครือข่ายที่ซับซ้อนในปัจจุบัน มันก็ค่อนข้างเป็นเทคนิคและซับซ้อน แต่ผมกลับคิดว่ามีข้อเสนอเชิงนโยบายหลายอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการศึกษาเรื่องเครือข่ายทางสังคมซึ่งในความเป็นจริงค่อนข้างง่ายที่จะเข้าใจ และน่าจะเป็นการพัฒนาแนวทางที่กำลังทำกันอยู่อย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงขอพูดอะไรสักเล็กน้อยเกี่ยวกับแนวความคิดเกี่ยวกับนโยบายกลุ่มหนึ่งที่นักสังคมวิทยาอาจสร้างขึ้น ถ้าหากพวกเขามีเวลาและกำลังและถ้าหากเรื่องนโยบายจะได้รับความสนใจจริงจังมากขึ้นในสาขาวิชานี้ ยังไงก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าความคิดเชิงนโยบายด้านสังคมวิทยาจะเป็นที่ต้องการของผู้กำหนดนโยบายด้วย ดังนั้น อย่างที่เราเห็นว่ามันมีวงจรอุบาทว์อยู่ เพราะมีพวกเราไม่กี่คนอยากจะเสียเวลาผลักดันเรื่องนโยบายถ้าหากมันไม่มีความสนใจในเรื่องนี้มากนัก แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็ไม่อาจมีความสนใจเกิดขึ้นได้หากเราไม่ได้ทำลงมือทำมัน จะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไรเป็นประเด็นสำคัญ แต่อาจจะต้องพูดคุยกันในโอกาสอื่น ดังนั้น ผมขออนุญาตเสนอแนะอย่างนี้ วิธีง่ายที่สุดที่จะเข้าใจข้อเสนอของผมก็คือ พูดว่ามันมีประสิทธิภาพในแง่ของต้นทุนอย่างมากที่จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่แล้ว พวกนายจ้างได้ทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วตลอดเวลาโดยพวกเขาไม่ได้รู้ทฤษฏี แต่พวกเขารู้ว่าอะไรเวิร์ค ยกตัวอย่าง เวลาพวกเขารับสมัครคนงานใหม่โดยผ่านเครือข่ายทางสังคมของลูกจ้างที่มีอยู่ ก็เพราะพวกเขารู้ว่าพนักงานใหม่จะปรับตัวเข้ากับที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและจะอยู่ภายใต้กลไกการกำกับทางสังคมที่มีประสิทธิภาพโดยผ่านสายสัมพันธ์กับลูกจ้างคนอื่นๆ อันที่จริง นายจ้างเหล่านี้ไม่ได้ลงทุนเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดผลพวกนี้และพวกเขาก็ไม่สามารถจะลงทุนได้ด้วยถึงแม้จะต้องการมันก็ตาม ผมจึงคิดว่าการใช้ประโยชนจากเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับ "ของฟรี (free lunch)" ในชีวิตประจำวันและอย่างที่เรารู้ ต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญมาก เรามีตัวอย่างลักษณะนี้อยู่จำนวนมาก อีกตัวอย่าง คือผู้บริโภคซื้อรถใช้แล้วจากญาติ เพราะพวกเขาคาดว่าจะได้รับข้อมูลที่ตรงกับความจริงมากขึ้นและราคาที่เป็นธรรมมากกว่า จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ต้องจ่ายอะไรเพื่อให้ได้ประโยชน์เหล่านี้ มันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ หรือคนที่ระดมทุนเพื่อประเด็นทางสังคมก็อาศัยโยงใยของเครือข่ายที่มีเพื่อกระจายความสนใจและสร้างความกระตือรือร้นระหว่างกลุ่มคนที่สนใจในความคิดความเห็นของพวกเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้การระดมทุนจากกลุ่มคนคอเดียวกันมีประสิทธิภาพอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในวงเล็บผมอาจจะต้องพูดว่ามันก็เป็นดาบสองคม อย่างที่เราเรียนรู้จากกรณีอื้อฉาวของการฉ้อโกงแบบเครือข่าย เช่นตัวอย่างของกลวิธีของเบอร์นี แมดดอฟ (Bernie Madoff อดีตที่ปรึกษาและผู้บริหารด้านการเงินซึ่งถูกตัดสินด้วยข้อหาฉ้อโกงเงินในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในปี 2552: ผู้แปล) เรารู้ดีว่าแง่ลบทั้งหมดต้องอยู่แค่ในวงเล็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันมีการนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้เป็นนโยบายสาธารณะอย่างง่ายๆ อยู่ ลองพิจารณาความพยายามที่จะฝึกทักษะใหม่ให้กับคนยากจนและ/หรือคนว่างงานเพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาพ้นจากความยากจน ซึ่งได้กลายเป็นนโยบายหลักช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกากลับถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป้าหมายในการปรับทัศนคติ ปรับปรุงทุนมนุษย์ (human capital) และความสามารถในการหางานของผู้ที่เข้าโครงการ ซึ่งเหตุผลที่เรามองมันในแบบนี้ ผมคิดว่าเป็นผลมาจากอิทธิพลของสาขาจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์ต่อภาคนโยบายสาธารณะ ความจริงคือว่าโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและมีโครงการจำนวนน้อยที่ได้ผลดีก็คือโครงการที่ผู้ฝึกอบรมมีความสัมพันธ์แบบเครือข่ายที่ดีกับนายจ้างท้องถิ่นที่พวกเขาได้พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเพื่อช่วยให้พวกเขามีที่ทางในชุมชนนั้น ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องนี้ ไม่มากนักแต่ก็มีอยู่บ้าง เช่นที่ Edwin Melendez[1] และ Ben Harrison ผู้ล่วงลับได้ทำขึ้น ในปัจจุบัน หลักการเรื่องเครือข่ายเป็นเรื่องง่ายมาก ในตลาดแรงงานทั่วไป คนส่วนใหญ่หางานโดยผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ถึงแม้คุณจะได้รับการฝึกทักษะและคำปรึกษาด้านจิตวิทยาแต่ถ้าคุณไม่มีคอนเนคชั่นกับนายจ้างแล้ว คุณก็ยังคงเสียเปรียบอยู่ดีเมื่อเทียบกับคนที่รู้จักกับใครบางคนในบริษัทที่ต้องการจ้างงาน ทางออกก็คือพัฒนาโครงการที่บุคลากรบางส่วนรับผิดชอบด้านการสร้างความสัมพันธ์แบบเครือข่ายกับนายจ้าง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทำข้อตกลงกับบริษัทว่าจะจัดหาคนงานที่ผ่านการรับรองให้ เพราะเจ้าหน้าที่รู้จักคนงานเหล่านี้จริงๆ แต่สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นเท่าใดนัก เหตุผลหนึ่งก็คือเรามักจะมองการฝึกอบรมในฐานะปริมณฑลของนักจิตวิทยา ที่แนวคิดเรื่องความเป็นนักวิชาชีพทำให้พวกเขาปฏิเสธงานที่ต่ำต้อยอย่างการเดินทางไปโรงงานที่มีสภาพแวดล้อมไม่น่ารื่มรมย์นักเมื่อเทียบกับสถานที่ฝึกอบรมที่ทันสมัย ดังนั้น ผมคิดว่าสังคมวิทยาของวิชาชีพช่วยให้เราเห็นไม่เพียงแต่ว่านโยบายถูกนำไปผิดทางได้อย่างไรแต่ยังมองเห็นว่าประโยชน์ส่วนตัวทำให้เกิดแรงเสียดทานต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เราอยากจะเห็นอย่างไรด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่ามีการประยุกต์ใช้หลักการเรื่องเครือข่ายในลักษณะดังกล่าวให้เป็นนโยบายได้หลายเรื่อง รวมถึงงานที่สำคัญเกี่ยวกับการสืบหาผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งก็ถือเป็นปัญหาเรื่องเครือข่ายเช่นเดียวกัน หรือผู้ที่ศึกษาด้านสาธารณะสุขก็คงจะตระหนักอยู่พอสมควรถึงความจำเป็นของการค้นหาและกำหนดเป้าหมายสำคัญหรือศูนย์กลางที่ส่วนต่อการแพร่กระจายโรคหรือพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการสูบบุหรี่หรือการใช้สารเสพติด รวมทั้งความสำคัญของการทุ่มเทความพยายามไปให้ถูกจุดเพื่อลดผลกระทบของสิ่งเหล่านี้ เพราะมันเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้หรือกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยงแบบสุ่ม ยังไงก็ตาม ความคิดที่เป็นระบบเกี่ยวกับเครือข่ายทางสังคมยังไม่ได้เข้าไปสู่วาทกรรมของนโยบายในภาพรวมเท่าใดนัก ซึ่งผมคิดว่าเราจำเป็นต้องทุ่มเทกำลังไปในทิศทางนี้ให้มากขึ้นและผมอยากจะเสริมว่าความริเริ่มเหล่านี้มีความเป็นกลางทางการเมือง อันที่จริง หลักการเรื่องนโยบายด้านเครือข่ายน่าจะสามารถดึงดูดใจกลุ่มคนที่ต้องการลดบทบาทของรัฐอย่างมาก เพราะเมื่อเรายกระดับความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมแบบไม่ราบรื่น ยุ่งยากและต้นทุนสูง ความจริงแล้ว ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ อันนี้คือหนึ่งในอุปสรรคที่ขัดขวางโครงการทางสังคมที่มีดีจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอที่รวบรัดมากเพื่อให้พวกเราเข้าใจว่าการให้ความสำคัญกับกระบวนการทางสังคมในแบบเดียวกับปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาจะช่วยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายสังคมได้อย่างไร และหากว่าคำวิจารณ์ของผมในโอกาสนี้จะทำให้เกิดการขยับเคลื่อนไปข้างหน้าแม้เพียงนิดเดียว ผมก็จะรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;*มาร์ค กราโนเวตเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา มีบทบาทอย่างสูงในการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะในรูปของเครือข่ายทางสังคมต่อการทำงานของระบบเศรษฐกิจ บทความที่มีอิทธิพลอย่างสูงคือ "The Strength of Weak Ties" และ "Economic Action and Social Structure: The Problem of Embeddedness" ที่เผยแพร่ใน American Journal of Sociology ในปี 1973 และ 1985 ตามลำดับ บทความชิ้นหลังนี้ได้มีส่วนในการก่อให้เกิดสำนัก "สังคมวิทยาเศรษฐกิจใหม่ (new economic sociology)" ในสหรัฐอเมริกา &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;Note&lt;br /&gt;[1]ดูประวัติการศึกษาและผลงานวิชาการได้ที่  http://www.newschool.edu/lang/faculty.aspx?id=1670&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5188296807187461388?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.prachatham.com/detail.htm?code=i1_25012011_01' title='มาร์ค กราโนเวตเตอร์:นัยยะของสังคมวิทยาและ &quot;กระบวนการทางสังคม&quot; ต่อนโยบายสาธารณะ'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5188296807187461388/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5188296807187461388' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5188296807187461388'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5188296807187461388'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/02/blog-post_19.html' title='มาร์ค กราโนเวตเตอร์:นัยยะของสังคมวิทยาและ &quot;กระบวนการทางสังคม&quot; ต่อนโยบายสาธารณะ'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5405044128648818211</id><published>2011-02-18T13:42:00.005+02:00</published><updated>2011-02-18T13:52:26.685+02:00</updated><title type='text'>ผลประโยชน์ของชาติ (ไทย) และประชาชน (พม่า)</title><content type='html'>&lt;span style="font-style:italic;"&gt;จากคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" หน้าทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 ธันวาคม 2553&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้การเลือกตั้งทั่วไปของพม่าในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาจะถูกวิจารณ์ว่าไม่อาจนำไปสู่กระบวนการปรองดองและ ประชาธิปไตยภายในพม่าอย่างแท้จริงได้ แต่หลายประเทศกลับปรับเปลี่ยนนโยบายและท่าทีในทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลใหม่ของ พม่าอย่างรวดเร็วหลังจากการเลือกตั้งเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ล่าสุด นางอองซานซูจีได้ออกมาแสดงความผิดหวังที่อินเดียเปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลพม่า ภายหลังการเลือกตั้ง โดยอินเดียหันไปเจรจาเรื่องการลงทุนกับรัฐบาลใหม่แทนที่จะสนับสนุนพรรคกา เมืองฝ่ายค้านของเธออย่างที่เคยเป็นมา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในช่วงก่อน หน้าการเลือกตั้งนั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ของไทยที่ไม่แสดงท่าทีวิพากษ์ (critical) อย่างเพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและไม่เปิดกว้าง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยก็ไม่รีรอที่จะแสดงความยินดีกับ “การเปลี่ยนแปลง” ในพม่าถึงแม้ทั่วโลกจะมีข้อกังขากับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตาม ทั้งนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์พร้อมคณะได้เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคม 2553 มีการวิเคราะห์ในสื่อภาษาต่างประเทศไม่น้อยว่าประเด็นสำคัญที่นายกฯ หยิบขึ้นมาหารือกับผู้นำพม่าคือ กรณีด่านการค้าแม่สอด- เมียวดีและท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำเมย 20 แห่งที่ถูกทางการพม่าสั่งปิดชั่วคราวมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อตอบโต้การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งโดยเอกชนรายหนึ่งในฝั่งไทยที่ทางการ พม่าอ้างว่าทำให้เกิดการลุกล้ำร่องน้ำของตน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่ผ่านมา ทางการพม่ามักใช้การปิดด่านเป็นเครื่องมือตอบโต้ไทยหากมีการกระทบกระทั่งกัน เกิดขึ้นเนื่องจากผลประโยชน์ของนักธุรกิจไทยจากการค้าชายแดนนั้นถือว่ามีมูลค่า มหาศาล ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าการปิดด่านที่ผ่านมาทำให้ผู้ส่ง ออกของไทยต้องสูญเสียรายได้เป็นมูลค่าเฉลี่ย 100 ล้านบาทต่อวัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผลการวิจัยเรื่อง “บทบาทของกลุ่มธุรกิจไทยในการกำหนดนโยบายความสัมพันธ์ไทย-พม่า, 1988- ปัจจุบัน” โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แสดงให้เห็นว่า นโยบาย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไทยมีต่อพม่าตั้งแต่ปี 2531 จนถึง 2548 นั้นมีความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องสูงมาก กล่าวคือ เป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าจะรัฐบาลใด คือมุ่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับพม่าเป็นหลัก โดยปัจจัยหลักที่กำหนดนโยบายและการดำเนินนโยบายเชิงบวกต่อพม่าก็คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเป็นสถาบันซึ่งมีอิทธิพลสูงอย่างหอการค้า จังหวัดและสภาหอการค้าไทย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากประเด็นการปิดด่าน ยังมีการวิเคราะห์กันว่าสาเหตุที่นายกฯ อภิสิทธิ์มีท่าทีโอนอ่อนต่อรัฐบาลทหารพม่าเป็นพิเศษก่อนการเลือกตั้ง ก็เพราะในขณะนั้น รัฐบาลไทยกำลังรอผลการเจรจาทางธุรกิจครั้งสำคัญกับผู้นำเผด็จการของพม่า นั่นคือ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกดาเวย (หรือทาวอย ชื่อเดิมของเมืองนี้ที่บางคนเรียกว่าทวาย) ซึ่งในที่สุด บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ได้ลงนามกับการท่าเรือของพม่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนหรือหลังจากการเดินทางเยือนพม่าของนายกฯ อภิสิทธิ์ 3 สัปดาห์ สัญญาฉบับนี้ให้สิทธิลดหย่อนภาษีและสัมปทานกับอิตาเลียนไทยในการดำเนินการ ก่อสร้างส่วนของอุตสาหกรรมหนักในโครงการท่าเรือน้ำลึกนี้ถึง 70 ปี รวมถึงสัมปทานในส่วนอุตสาหกรรมเบาอีก 40 ปี ซึ่งอาจจะสามารถต่อสัมปทานได้อีกในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในระหว่าง การประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งที่ 15 ในเดือนตุลาคม 2552 นั้น นายกอภิสิทธิ์ได้ลงนามในสัญญาร่วมกับนายกฯ ของพม่าเพื่อผลักดันโครงการนี้ในระดับยุทธศาสตร์ชาติไปก่อนหน้าแล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่และพบปะกับ รัฐมนตรีของพม่าหลายหน จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจถ้าหากรัฐบาลไทยจะไม่ อยากพูดความจริงเรื่องการเลือกตั้งให้ระคายหูผู้นำพม่า โดยเฉพาะก่อนวันที่นักธุรกิจไทยจะได้เค็กชิ้นใหญ่นี้ ยังไม่ต้องพูดถึงอำนาจต่อรองของพม่าที่มีเหนือไทยเนื่องจากไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติจากพม่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกดาเวยนั้นถือเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคย เกิดขึ้นในประเทศพม่า ภายในพื้นที่โครงการพัฒนานี้ยังประกอบด้วยโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม โครงการพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมันและท่อส่งก๊าซ รวมถึงระบบสาธารณปูโภคพื้นฐานอย่างเช่น ถนนขนาด 8 เลน ฯลฯ ทั้งนี้ ในมุมมองของอาเซียน โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกดาเวยนี้จะมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะจะเป็นท่าเรือน้ำลึกที่จะเชื่อมต่ออาเซียนกับทะเลจีนใต้โดยผ่านทะเล อันดามันและเป็นประตูสู่อินเดีย นอกจากนี้ยังช่วยให้เรือขนส่งสินค้าไม่ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกาอย่างที่ทำ กันในปัจจุบันสำหรับประเทศไทย รัฐบาลเองมีโครงการที่จะสร้างถนนเชื่อมต่อกาญจนบุรีกับดาเวยโดยตรง เพื่อเชื่อมตลาดของไทยเข้ากับท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ทางด้านอันดามัน เพราะท่าเรือน้ำลึกหลักของไทยไม่ว่าจะเป็นแหลมฉบังหรือมาบตาพุดล้วนตั้งอยู่ ในฝั่งอ่าวไทยทั้งสิ้น รวมทั้งความฝันของเอกชนที่จะมีท่าเรือน้ำลึกปากบาราทางฝั่งอันดามันก็ได้รับ แรงต่อต้านอย่างรุนแรงจนต้องพับโครงการเก็บไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจาก ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว รัฐบาลไทยเองต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมของไทยเคลื่อนย้ายฐานไปใช้ทรัพยากร ของนิคมอุตสาหกรรมในดาเวยมากขึ้น เนื่องจากบทเรียนที่รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมได้รับจากกรณีมาบตาพุด ทั้งนี้ นายกได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ ว่า “อุตสาหกรรมบางอย่างนั้นไม่เหมาะสมที่จะตั้งในประเทศไทย” จึงเป็นสาเหตุให้เกิดแผนที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมในโครงการพัฒนาท่าเรือนำ ลึกดาเวยขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากกรณีมาบตาพุด โครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทยจะต้องผ่านการประเมินทางด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้ง การตรวจสอบจากภาคประชาชนที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในประเทศพม่าที่รัฐบาลยังคงอยู่ในความควบคุมของผู้นำทหารนั้น ประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในด้านสิ่งแวดล้อมหรือ สุขภาพของประชาชนไม่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลแม้แต่น้อย ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าหลังจากที่อิตาเลียนไทยได้เข้าไปดำเนินการก่อ สร้างในพื้นที่แล้ว บริษัทก็ยังไม่มีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการชดเชยให้กับผู้ที่ ต้องอพยพออกจากพื้นที่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายตั้งแต่ ระดับเลขาธิการของอาเซียน นายกฯ ของไทยไปจนถึงนักธุรกิจต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จะ ช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนพม่า ข้อเท็จจริงกลับแตกต่างออกไปจากความเชื่อดังกล่าว ทั้งนี้ โครง สร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพม่าที่ยังอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ ความสามารถที่จำกัดในการจัดการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของข้าราชการพม่า ประกอบกับระบบการเมืองที่ขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมจากประชาชนจะเป็น ปัจจัยที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดการ ทำลายวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปของพม่าไม่เคยถามประชาชนว่าต้องการอะไรและ ประชาชนก็ไม่มีสิทธิที่จะพูด คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่รัฐบาลและนักธุรกิจไทยจะสามารถทำให้ประชาชนพม่ามี ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างที่กล่าวอ้าง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5405044128648818211?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5405044128648818211/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5405044128648818211' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5405044128648818211'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5405044128648818211'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/02/blog-post_18.html' title='ผลประโยชน์ของชาติ (ไทย) และประชาชน (พม่า)'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-2197195399623431580</id><published>2011-02-18T13:33:00.001+02:00</published><updated>2011-02-19T04:09:00.857+02:00</updated><title type='text'>Thailand's Silence on Burma Poll is Deafening</title><content type='html'>&lt;em&gt;Op-ed ของผมในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการเลือกตั้งทั่วไปในพม่า ตีพิมพ์วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Thai and foreign media held their breath when Prime Minister Abhisit Vejjajiva made his first official trip to Burma just weeks before the country's first elections in 20 years. The visit turned out to be nothing more than a business trip, with the prime minister showing far more interest in inking a US$13 billion (390 billion baht) deep-sea port investment deal in Dawei, formerly Tavoy, than in discussing the upcoming elections.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Mr Abhisit's silence at this crucial time only assists the junta's efforts to legitimise ongoing military rule under a new "civilian" guise. It would be naive to think the Thai government was unaware of the consequences of its own policy. In fact, in its silence, Thailand is joined by China, India, and other members of the Association of Southeast Asian Nations who regardless of election-day ballot-stuffing, see these elections as a golden opportunity to justify increased trade and investment with their resource-rich neighbour.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;There are two possible reasons for the Thai government's silence, one being its own tenuous position since the crackdown on red shirt protests earlier this year. Since May, Mr Abhisit has faced intense criticism for the 92 casualties of mostly unarmed civilians, putting him in a tough position to call for human rights, freedom of expression, and the release of political prisoners in Burma. The other more significant reason for Thailand's "golden" silence on Burma's politics is that it remains Burma's top trade and investment partner.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;By putting short-term business interests first, Thai policy is not only destructive for Burma's people, but shortsighted for Thailand as well. In fact, the Yadana natural gas pipeline, in which PTTEP holds a large stake, has already proven to be one of the Burma regime's largest sources of income, and continues to be linked to killings and forced labour committed by the Burmese army, which provides pipeline security. Many villagers in the ethnic Karen areas surrounding the pipeline have been forcibly displaced, some joining the 2-3 millions of refugees and migrants who find a safe haven in Thailand. Local people rarely see the benefits of these so-called development projects, and in some cases such aggrieved populations have targeted international investments to express their discontent _ take for example the multiple bombings of China's dam in Kachin state in April.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Expected clashes between the Burmese army and ethnic armies that refused to give up their arms before the election will only contribute to instability along the border. By putting business ahead of politics, Thailand is not only contributing to Burma's threat to regional peace and stability but putting its own investments at risk.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;In the run up to Burma's elections, democratic governments have responded in two main ways, with some boldly stating that the elections will in no way be free or fair, and others taking a "wait and see" approach. Thailand, on the other hand, has already sent clear signals through Mr Abhisit's business trip that it is willing to accept these elections as democratic progress, even if that couldn't be further from the truth.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;During the Asean summit in Hanoi last month, the only regional governments daring to criticise the blatant election problems were Indonesia and the Philippines. By not speaking out while its more democratic neighbours do, Thailand has further proven that it is quickly losing its ground as a positive democratic force in the region.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;If the Thai government wants to move beyond its shortsighted Burma policy, there are two things it can do. First, it can join critical voices inside and outside of Burma who understand that undemocratic elections without reconciliation will not lead to peace and stability. Second, as sitting president of the United Nations Human Rights Council, Thailand can join the global call for a UN Commission of Inquiry into war crimes and crimes against humanity. Such crimes will only increase post-election when the regime is likely to consolidate its power through attacks against ethnic armed groups. Despite Thailand's obvious stake in all of this, and its potential influence as Burma's neighbour and biggest investor, there is little promise that it will do either.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;My coauthor, Emily Hong is a writer and advocate working to support Burma's democracy and ethnic rights movement. She is a contributor to the forthcoming book Nowhere to Be Home: Narrators from Survivors of Burma's Military Regime.&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-2197195399623431580?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.bangkokpost.com/news/local/205248/thailand-silence-on-burma-poll-is-deafening' title='Thailand&apos;s Silence on Burma Poll is Deafening'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/2197195399623431580/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=2197195399623431580' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/2197195399623431580'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/2197195399623431580'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/02/thailands-silence-on-burma-poll-is.html' title='Thailand&apos;s Silence on Burma Poll is Deafening'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5951968540651626946</id><published>2011-02-17T11:26:00.001+02:00</published><updated>2011-02-18T13:13:35.568+02:00</updated><title type='text'>แปลสัมภาษณ์เจมส์ ซี สก็อตต์</title><content type='html'>&lt;span style="font-style:italic;"&gt;&lt;b&gt;ศาสตราจารย์เจมส์ ซี สก็อตต์พูดถึงเกษตรกรรมในฐานะการเมือง (Agriculture as politics) อันตรายจากการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ( Dangers of Standardization) และการไม่ถูกปกครอง (Not being governed)* &lt;i&gt;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตามความเห็นของอาจารย์ อะไรคือข้อท้าทายในปัจจุบันหรือข้อถกเถียงหัวใจของสังคมศาสตร์ที่เน้นการเมือง จุดยืนและคำตอบของอาจารย์ต่อข้อท้าทาย/ ข้อถกเถียงนั้นคือ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ไม่ใช่คำถามที่ผมถามตัวเองบ่อยนัก มีอยู่หนึ่งครั้งที่ผมเคยถาม แต่ก็หลายปีผ่านมาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้จัก “กลุ่มเคลื่อนไหวเปเรสทรอยกา (Perestroika movement)” ในสายรัฐศาสตร์รึเปล่า ในช่วงที่ผ่านมามีแถลงการณ์ที่ไม่ลงชื่อแต่เซ็นต์ลงท้ายว่า “นายเปเรสทรอยกา” ปรากฎขึ้น ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า (ศาสตราจารย์) เบเนดิก แอนเดอร์สันและผมไม่เคยอ่าน American Political Review (วารสารวิชาการกระแสหลักด้านรัฐศาสตร์: ผู้แปล) และก็ยังถามต่อไปถึงเหตุผล โดยอ้างว่าบางทีวารสารนี้และองค์กรทรงอิทธิพลซึ่งสนับสนุนวารสารนี้อาจจะไม่สอดคล้องและเป็นอุปสรรคอย่างแท้จริง ต่อการขยับขยายความรู้ ตอนนี้ กลุ่มเปเรสทรอยกาเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐศาสตร์โพสออทิสติก (Post- Autistic Economics movement) ทางฝั่งยุโรป ที่พยายามเผยแพร่เศรษฐศาสตร์กระแสรองเพื่อทัดทานกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่กลืนกินทุกอย่าง อันที่จริง ที่พวกเขาเชิญผมไปนั่งอยู่ในสภาบริหารของสมาคมรัฐศาสตร์ก็เป็นผลมาจากการแข็งขืนของเปเรสทรอยกา และนั่นเป็นครั้งเดียวที่ผมได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจริงจังกับความพยายามหาคำตอบว่ารัฐศาสตร์ควรจะเป็นอย่างไร โดยภาพรวมแล้ว ผมได้ทำตามหน้าที่ของผมโดยไม่ได้กังวลกับผลที่จะตามมา ผมเลือกที่จะไม่เสียเวลาอยู่ในหลุมของวิวาทะเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกขุดอยู่รอบๆ ตัวผม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่คุณเห็น ผมไม่ค่อยได้คิดจริงจังว่ารัฐศาสตร์ควรจะถูกปฏิรูปยังไง แต่ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่าคนในรัฐศาสตร์พวกที่ชอบเสแสร้งเรื่อง “ความเป็นวิทยาศาสตร์” จริงๆ แล้วกำลังยุ่งมากอยู่กับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ ความจริง มีจุดเปลี่ยนในลักษณะแนวทดลองกับรัฐศาสตร์ ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งกำลังทำสิ่งที่เขาเรียกว่า “การทดลองบริสุทธิ์” ที่มีการออกแบบอย่างที่ทำกันในการทดลองจิตวิทยา ที่มีการควบคุมกลุ่มตัวอย่างและอื่นๆ แต่คำถามที่พวกเขาถามกลับแคบอย่างน่าตกใจ! พวกเขาจินตนาการว่าคนทั่วไปจะคิดถึงคำถามพวกนี้มากเท่าที่จะเป็นไปได้และพวกเขาจะค่อยๆ สร้างป้อมปราการที่ไม่สามารถทำลายได้ของสังคมศาสตร์ ทั้งที่ผมเองคิดว่ามันเป็นแค่กองอิฐที่ไม่ได้เติมต่อยอดให้กับอะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองประทับใจกับคนที่ค่อยๆ ขยับไปข้างหน้ากับประเด็นที่มีความสำคัญ มากกว่าพวกที่สร้างความรุดหน้าในคำถามที่โดยปกติแล้วไม่ควรค่ากับการถามเท่าใด ตัวผมเองมักจะพยายามทุ่มเทงานไปยังประเด็นที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญมาก อย่างเช่น ต้นกำเนิดของรัฐหรือพลวัตรของความสัมพันธ์อำนาจ ไม่ว่าระหว่างรัฐและประชาชนหรือความสัมพันธ์โดยทั่วไปก็ตาม ยกตัวอย่าง หนังสือของผมสองเล่ม (&lt;i&gt;Domination and the Arts of Resistance และ Weapons of the Weak&lt;/i&gt;) นั้นคือความพยายามที่จะเข้าใจความสัมพันธ์อำนาจในโครงสร้างแบบจุลภาค (แทนที่จะเป็นมหภาค) ตอนนี้ เรากำลังให้ความสนใจต่อเงื่อนไขทางการเมืองแบบที่เอื้อต่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่สร้างความหายนะและนี่เป็นคำถามที่ผมถือว่ามีความสำคัญมาก ไม่เพียงแต่สำหรับนักสังคมศาสตร์เท่านั้น แต่คนทั่วไปก็สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำถามที่สำคัญกับคำถามพื้นๆ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;คุณมาถึงจุดที่คุณอยู่นี้ ในเรื่องแนวคิดได้อย่างไร?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนหลังกลับไปนานมาแล้ว ก่อนที่ผมจะเรียนต่อ เพื่อนคนหนึ่งได้พูดว่า “ก่อนแกจะเรียนต่อ ต้องอ่าน&lt;i&gt; The Great Transformation&lt;/i&gt; ของคาร์ล โปลันยี” ผมอ่านมันในช่วงซัมเมอร์ก่อนที่จะกลับไปเรียนต่อ และผมคิดว่าในบางแง่มุม มันเป็นหนังสือที่สำคัญที่สุดที่ผมเคยได้อ่าน หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลต่อผมอย่างมากคือ &lt;i&gt;The Making of the English Working Class&lt;/i&gt; (1963) ของอี พี ธอมสัน (E. P. Thomson) ผมยังจดจำเก้าอี้ตัวที่ผมนั่งอ่านทั้ง 1,000 หน้ากระดาษหนาเตอะได้อย่างดี หนังสือเล่มนี้ขุดลงไปถึงต้นกำเนิดของจิตสำนึกชนชั้นแรงงานในช่วงเวลาเดียวกับที่โปลันยีได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดเพื่ออธิบายการดึงเศรษฐกิจออกจากการกำกับของสังคม หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลคือ &lt;i&gt;Primitive Rebels &lt;/i&gt;ของอิริก ฮอบสบอว์ม (Eric Hobsbawm) เพราะเขาได้ชี้ไปที่รูปแบบต่างๆ ของอาชญากรรมและการฝ่าฝืนกฎหมายในฐานะปรากฏการณ์การเมืองซึ่งควรจะถูกอธิบายอย่างนั้นในแง่ของระเบียบวิธี เพราะมักถูกวิเคราะห์ไปในลักษณะอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมผมถึงชอบนักวิชาการเหล่านี้ พวกเขาได้สอนผมว่าการเสนอแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนต่อสิ่งต่างๆ นั้นถือเป็นคุณูปการณ์ที่สำคัญต่อวงการสังคมศาสตร์ คุณคงรู้จักกล้องคาเลโดสโคปที่พอเขย่าแล้วมันจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ และทำให้คุณเห็นโลกแตกต่างออกไป งานทั้งหมดที่มีผลต่อผมคืองานมีผลต่อการมองโลกของผม คือเมื่อผมมองโลกผ่านกล้องที่นักวิชาการเหล่านี้ยื่นให้ ผมเห็นโลกที่ต่างออกไปอย่างน่าทึ่ง และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงในแง่ของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นและมีผลต่อตัวผม แน่นอนว่าสงครามเวียตนาม ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ผมเริ่มงานแรกเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนที่อยู่มหาวิทยาลับวิสคอนซินในปี 1967 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ ผมได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงและได้ให้สัมภาษณ์รวมทั้งสอนเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านี้ ในช่วงเวลานั้น ผมยังค้นพบว่าผมได้ทำวิทยานิพนธ์ที่น่าเบื่อซึ่งจมหายไปอย่างไร้ร่องรอย (ไร้คุณค่าในสายตาของผู้พูดและไม่ก่อให้เกิดผลอะไรตามมา: ผู้แปล) ผมจึงตัดสินใจในตอนนั้นว่า ในเมื่อชาวนาเป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ผมรู้สึกว่าการศึกษาชาวนาน่าจะทำให้เรามีคุณค่าในชีวิตมากขึ้น ถ้าหากการพัฒนาจะมีความหมายอะไรสักอย่าง มันก็ควรจะหมายถึงการพัฒนาวิถีชีวิตของชาวนาและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาในภาพรวม นอกจากนี้ พวกเขายังมีส่วนร่วมในจุดกำเนิดของสงครามการปลดปล่อยชาติ อย่างที่สงครามเวียตนามทำหน้าที่นั้นสำหรับคนเวียตนาม หนังสือของผม &lt;i&gt;The Moral Economy of the Peasant &lt;/i&gt;เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในสงครามเวียตนามโดยตรง มันเป็นความพยายามของผมที่จะทำความเข้าใจกับการต่อต้านของชาวนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;เพื่อที่จะเป็นนักวิชาการที่ชำนาญและสามารถเข้าใจโลกในมุมมองที่กว้างขวาง นักศึกษาต้องการอะไร?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ผมมีคำตอบที่ชัดเจน (เมื่อเปรียบเทียบกับคำถามแรก: ผู้แปล) เราคงพอนึกภาพได้ว่าทุกคนจะเป็นนักวิชาการที่ถูกฝึกให้เชี่ยวชาญในความชำนาญและสาขาของตน ในความหมายทำนองเดียวกับแรงงาน ดังนั้นผมจะไม่พูดเรื่องนั้น แต่สิ่งที่ผมรักที่จะเล่าให้นักศึกษาในปัจจุบันฟังก็คือ ถ้า 90% ของเวลาที่พวกคุณใช้อ่านตำรานั้น ถูกใช้ไปในตำรารัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยากระแสหลักและถ้าพวกคุณใช้เวลาส่วนใหญ่อีกเช่นเดียวกันไปในการพูดคุยกับคนอื่นที่อ่านตำราประเภทเดียวกัน อย่างนั้นแล้วคุณก็จะผลิตซ้ำแต่รัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยากระแสหลัก ความคิดก็ผมก็คือ ถ้าคุณทำได้ไม่เลวนัก อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสิ่งที่คุณอ่านควรจะมาจากนอกสาขาของคุณ อย่างที่แรงขับเคลื่อนที่น่าสนใจมักมาจากชายขอบของสาขาหรือแม้กระทั่งจากข้างนอก งานวิจัยที่น่าสนใจในสังคมศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อคุณมองเห็นแนวความคิดแปลกๆ ซึ่งสามารถปรับใช้และต่อยอดให้กับสาขาของคุณ ที่ผมแนะนำอยู่นี่ก็เป็นการสร้างทฤษฎีจากสิ่งที่ผมทำ ตอนที่ผมเขียน &lt;i&gt;The Moral Economy of the Peasant  &lt;/i&gt;ผมอ่านวรรณกรรมชาวนาทั้งหมดที่ผมพอจะหาได้ อ่านประวัติศาสตร์บอกเล่าทั้งหมด โดยสรุปก็คือ ผมจับยัดทุกอย่างจากนอกรัฐศาสตร์มากเท่าที่จะทำได้ ถ้าคุณลองดูงานที่มีอิทธิพลในช่วงเวลาต่างๆ คุณจะบอกได้เลยจากดัชนีหรือบรรณานุกรมคนเขียนได้อ่านงานจำนวนมากที่อยู่นอกข่ายงานกระแสหลักทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าคุณเลือกที่จะทำอะไรบางอย่างที่กว้างขวางและท้าทาย คุณก็จะพบกับอุปสรรคและการต่อต้านบางอย่างจากเครื่องจักรกลวิชาการที่แข็งตัวไปแล้ว ลองดูตัวอย่างของ&lt;i&gt; The Social Origins of Dictatorship and Democracy&lt;/i&gt; ของบาร์ริงตัน มัวร์ (Barrington Moore) ที่เป็นอีกงานที่ยิ่งใหญ่ หนังสือเล่มนี้ถูกปฏิเสธถึงหกครั้งจากสำนักพิมพ์ เพราะผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาที่เขาพูดถึงมีปัญหากับแต่ละบทที่เกี่ยวข้องกับสาขาเหล่านั้น ในทางตรงกันข้าม มันสำคัญแค่ไหนที่จะตีพิมพ์บทความเหล่านั้น? เพื่อนร่วมงานของผมวิจัยเกี่ยวกับจำนวนของคนที่อ่านบทความวิชาการจริงๆ และจำนวนเฉลี่ยก็ต่ำกว่าสามคน ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว บทความส่วนใหญ่ที่ถูกตีพิมพ์กันก็เป็นเสมือนฟันเฟืองที่ปฏิเสธการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งประกอบกันขึ้นเพื่อให้คนได้รับตำแหน่งวิชาการ อันนี้รวมถึงพวกบทความที่เป็น peer-reviewed ด้วย ความก้าวหน้าทางวิชาชีพนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของระบบประเมินที่ทำให้ได้จำนวนของบทความ peer-reviewed และอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกของระบบที่ปฏิเสธความเป็นการเมืองหรือเป็นความพยายามที่จะปฏิเสธการตัดสินเชิงคุณภาพเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ว่าดีเพียงใด มันเป็นอะไรที่ดูจะเป็นเรื่องปกติในประชาธิปไตย ที่คุณจำเป็นต้องโน้มน้าวให้ผู้คนมีภววิสัย คุณต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่มีการตัดสินใจเชิงคุณภาพและคุณก็แค่เปรียบเทียบจำนวนเท่านั้น ดังนั้น ถ้าคุณจะผลิตบทความสักอันที่จะมีคนอ่านเพียงสามคนแล้วละก็ แล้วคุณจะคิดทำมันทำไมตั้งแต่ต้น? คุณควรจะทำอะไรอย่างอื่นที่พอจะมีผลกระทบอะไรกับโลกบ้างจะดีกว่า ถ้าคุณทำมันเพื่อเอาอกเอาใจสาขาวิชาที่กำลังเฝ้ามองคุณด้วยความวิตกกังวล งานของคุณก็จะกลายเป็นแค่กำลังแรงงานที่แปลกแยกและผมพูดอย่างนี้ ผมเองก็ยอมรับว่าคุณไม่มีทางก้าวหน้าได้ถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้ มันง่ายสำหรับผมที่จะพูด เพราะผมมาจากช่วงเวลาที่มีความรู้สึกโรแมนติกกับประเทศโลกที่สาม อะไรก็ตามที่พูดถึงโลกที่สามก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับตีพิมพ์ ดังนั้น ผมค่อนข้างจะตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่าผมมีชีวิตที่ง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาในปัจจุบัน ยังไงก็ตาม นอกจากคุณจะปรารถนางานเสมียนแบบเข้าเก้าโมงเช้าออกห้าโมงเย็นที่ต้องตอกบัตรแล้ว คุณก็น่าจะทำอะไรที่มันน่าตื่นเต้นถึงมันจะขายยากก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คุณศึกษามาทางด้านเกษตรกรรม แต่งานเขียนของคุณทั้งหมดกลับมีความเป็นการเมืองอยู่สูง สำหรับคุณ? แล้วอะไรคือนัยยะทางนโยบายสำหรับการสร้างรัฐและการพัฒนาของประเทศโลกที่สาม?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามนี้เกิดขึ้นกับผมระหว่างที่เกิดสงครามเวียตนาม ตอนที่ประชาชนกำลังทำสงครามเพื่อปลดปล่อยแห่งชาติ จุดนั้นเอง เราเริ่มมองว่าชาวนาเวียตนาม ชาวนาอัลจีเรียนและชาวนาเม็กซิกันเป็นผู้ที่ยึดกุมจิตวิญญาณแห่งชาติเป็น ครั้งแรก มันอาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว แต่มันเกิดจากความคิดว่าว่าชาวนาเวียตนามในฐานะสามัญชนนั้นได้ยืดหยัดเพื่อ ความเป็นชาติของเวียตนามในบางแง่มุม สิ่งเหล่านี้นำผมมาศึกษาเกษตรกรรม คือ ถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจการลุกฮือในเวียตนาม คุณต้องทำความเข้าใจชาวนา และถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจชาวนา คุณต้องศึกษาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผลผลิตและอื่นๆ มันเริ่มต้นจากที่ผมได้ศึกษาความรุนแรงทางการเมืองเมื่อสามสิบปีที่แล้ว และตอนนี้ผมกำลังศึกษาการทำให้พืชและสัตว์กลายเป็นสิ่งปลูก-เลี้ยงโดยมนุษย์ (domestification) &lt;br /&gt;ผมคิดว่าในฐานะของวิถีหลักในการเลี้ยงตัวเอง หรือในฐานะของทรัพยากรแหล่งสำคัญที่ผู้คนแก่งแย่ง ประเด็นเรื่องที่ดินกับการชลประทานและอุปทานอาหารกับความอดอยากนั้นอยู่ตรง ใจกลางของประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง ประเด็นเหล่านี้เป็นรูปแบบพื้นฐานของการเมืองและดังนั้น ผมจึงรู้สึกว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อย่างการทำฟาร์ม (farming) จึงเป็นเรื่องของการเมืองโดยตรง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับไปที่โลกสมัยใหม่ที่พัฒนาแล้ว ในยุโรปตะวันตกและในสหรัฐ ภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 5% โดยเฉลี่ยของประชากร อย่างไรก็ตาม มันมีแนวโน้มว่าภาคเกษตรกลับถูกนำเสนอในทางการเมือง (overrepresented) อย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของประชากรในหลายแง่มุม เพราะประเด็นเรื่องนโยบายชนบท การแบ่งเขตทางการเมือง การอุดหนุนภาคการเกษตร ... จะว่าไปแล้ว พวกเกษตรกรรายย่อยและนายทุนน้อยนั้นถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมากกับพรรค การเมืองฝ่ายขวา พวกเขาได้รับการปกป้องและได้รับการอุดหนุนจากรัฐถึงจุดที่ทำให้มีการสะสม ส่วนเกินการผลิตและจริงๆ แล้ว พวกเราทำให้ประเทศโลกที่สามเจอต้องเจอกับปัญหาในการส่งออก ในโลกที่ทำงานแบบนีโอคลาสสิคอย่างแท้จริงแล้ว เราจะไม่มีวันอุดหนุนภาคเกษตรและก็จะบริโภคผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศยากจน ที่อยู่ในเขตรอบนอกของยุโรปและอเมริกาใต้ แม้กระทั่งในประเทศอย่างอินเดียที่มีการพัฒนาของอุตสาหกรรมและของเมืองอย่าง รวดเร็ว ข้อเท็จจริงก็คือประชากรในเขตชนบทและประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาคเกษตรและ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นไม่เคยมีจำนวนมากเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้สัดส่วนจะลดลง แต่จำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ทำให้แนวโน้มนี้เป็นที่สังเกตุเห็นได้ ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือของคุณที่ชื่อ &lt;i&gt;Seeing like a state&lt;/i&gt; เน้นเรื่องความง่ายในการทำความเข้าใจและความพยายามทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป้าหมายในด้านภาษีและระเบียบทางการเมือง คุณคิดว่าหลักการเดียวกันนี้ถูกใช้กับการสร้างสินค้าและตลาด รวมถึง “ประโยชน์” แบบเดียวกันนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้หรือไม่ หรือปรัชญาของตลาดนั้นต้องการคำอธิบายที่ต่างออกไป? พูดอีกอย่างก็คือ อะไรคือความแตกต่างระหว่างความง่ายในการทำความเข้าใจสำหรับเป้าหมายเชิง พาณิชย์และของรัฐ รวมถึงระหว่างอำนาจทางการตลาดและอำนาจของรัฐ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจว่าการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดใหญ่ของสินค้าใดก็ตามล้วนต้องการสิ่ง ที่เรียกว่าความเป็นมาตรฐานในระดับหนึ่ง หนังสือของโครนอนที่ชื่อ Nature’s metropolis ซึ่งพูดถึงประวัติศาสตร์เชิงนิเวศของชิคาโก (งานของ William Cronon ในปี 1992 ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองชิคาโกในศตวรรษที่ 19: ผู้แปล) มีบทหนึ่งเกี่ยวกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าเมล็ดพันธุ์ ในความเป็นจริง มีความหลากหลายตามธรรมชาติอย่างมหาศาลในแง่ของพันธุ์ข้าวโพด ถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ปลูกกัน แต่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้กลับถูกคัดแยกออกเป็นสองหรือสามเกรดในโกดังขนาดใหญ่ เพื่อที่จะส่งออกไปต่างประเทศโดยเรือสินค้าขนาดมหึมา แรงกระตุ้นให้มีการกำหนดมาตรฐานในโกดังยังส่งผลกระทบไปจนถึงภูมิทัศน์และ ความหลากหลายของบริเวณรอบชิคาโกและลดทอนความหลากหลายของภูมิภาคลงไปจนกลาย เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่ผมได้อธิบายใน &lt;i&gt;Seeing like a state&lt;/i&gt; มันก็เป็นหลักการเดียวกันที่ใช้ได้กับเรื่อง Normalbaum (เทคนิคของเยอรมันในการควบคุมการปลูกพืชในป่า: ผู้แปล) ในการจัดการป่าทางวิทยาศาสตร์แบบเยอรมัน สินค้าเกษตรถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเมื่อต้องถูกขนถ่ายในปริมาณมากๆ ผ่านการค้าระหว่างประเทศ ถ้าคุณสร้างแฟรนไชส์ของแมคโดนัลส์หรือเคเอฟซี ก็จะมีคนบอกคุณว่าจะต้องสร้างอาคารอย่างไร คุณจะต้องซื้ออุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐาน อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดจะต้องถูกจัดวางเข้ากับสิ่งอื่นๆ บนแบบแปลนในรูปแบบเดียวกัน รายละเอียดต่างๆ จะถูกกำหนดมาให้ถึงขนาดว่าจะผลิตเบอร์เกอร์หรือไก่ย่างที่มีมาตรฐานเดียวกัน ยังไง และเพราะว่ามันถูกทำให้เป็นมาตรฐาน คนที่มาจากสำนักงานใหญ่ก็สามารถจะไปตรวจสอบทุกที่ที่แทบจะเหมือนกันด้วยเช็ค ลิสต์ โดยตรวจสอบความสะอาด คุณภาพ ผลิตภาพการผลิตและความสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กร นี่คือรูปแบบการควบคุมเหนือระยะทางไกลเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ในที่สุด สายพานการผลิตคืออะไร? มันก็คือความพยายามที่จะทำให้หน่วยของกำลังแรงงานเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด กระบวนการก็แทบไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช เบอร์เกอร์หรือรถยนต์ เช่นเดียวกันผลที่เกิดกับความหลากหลายของมัน ระบบเกษตรแบบพันธะสัญญา (Contract farming) เป็นตัวอย่างของการปรับเกษตรกรรมเข้ากับเงื่อนไขการผลิตแบบหลังฟอร์ด (post-Fordist) ที่เน้นหนักไปในด้านความต้องการบริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เราคงจะจัดให้คุณเป็นเป็นพวกที่วิจารณ์โครงการสร้างความทันสมัยที่มาจากภายในรัฐ คุณจะสามารถยกตัวอย่างรูปแบบการกำกับควบคุมร่วมสมัยที่คุณเห็นด้วยหรือต้อง การส่งเสริมหรือไม่?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่ากระบวนการแบบประชาธิปไตยที่เข้าแทรกแซงขั้นตอนการวางแผน (ของรัฐ) จนทำให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงในแต่ละระดับนั้นทำให้เกิดผลที่น่าพอใจในระยะยาวสำหรับทุกคนที่ เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ มันยังส่งผลให้เกิดความรู้สึกผูกพันของประชาชนเนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าตัว เองมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอในกระบวนการกำหนด ตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปคือโครงการจำนวนมากที่ถูกกำหนดมาอย่างดีจากข้างบน มักล้มเหลวเพราะประชาชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมกับ มันเลย ผมไม่ต้องการจะปฏิเสธโครงการสร้างความทันสมัย ผมเพียงแต่ต้องการลดอิทธิพลของพวกผู้เชี่ยวชาญให้น้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้ว่าตอนผมอยู่ที่ Berlin at the Wissenschaftskolleg (หรือ Wissenschaftskolleg zu Berlin สถาบันวิจัยขั้นสูงเบอร์ลิน ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1930 และมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยที่โดดเด่นได้ทำงานในประเด็นที่ ตนสนใจโดยใช้แรงบันดาลใจจากศาสตร์และจารีตอื่นที่แตกต่างไปจากที่ตนคุ้นเคย: ผู้แปล) มีผู้หญิงคนนึงชื่อบาร์บารา เลน (Barbara Lane) นักประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรม เราได้ไปเยี่ยมเขตที่อยู่อาศัยซึ่งมีบ้านสองแบบ คือ ที่อยู่อาศัยแบบบาวเฮาส์ (Bauhaus) และแบบที่เป็นคู่แข่งของพวกสถาปนิกพรรคสังคมนิยมแห่งชาติ (Bauhaus มีความหมายว่า “บ้านแห่งการก่อสร้าง” หรือ “โรงเรียนก่อสร้าง” คือ สำนักทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงระหว่าง 1913-1933: ผู้แปล) มันน่าสนใจมากที่สถาปนิกของบาวเฮาส์สามารถบอกได้ว่าคนเราต้องการใช้พื้นที่ กี่ตารางเมตร น้ำปริมาณเท่าใด แสงแดดเท่าใด พื้นที่สนามเด็กเล่น.. พวกเขาได้วางแผนสำหรับมนุษย์นามธรรมและสถาปัตยกรรมนี้ก็สามารถสร้างที่ไหนก็ ได้บนโลก ขณะที่สถาปนิกของนาซีได้สร้างบ้านจริงๆ ที่มีปล่องควันเล็กๆ บันไดอิฐขั้นเล็กหน้าบ้าน ทั้งหมดอ้างอิงกับรูปแบบบ้านที่พบเห็นทั่วไปตามวัฒนธรรมเยอรมัน ผมพบว่าในแง่มุมหนึ่ง แรงบันดาลใจของสำนักบาวเฮาส์ในระดับนานาชาตินั้นก็คือต้องการจะให้ใช้ได้ทุก ที่และเป็นสากล อย่างเดียวกับที่ IKEA (ธุรกิจออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านของสวีเดนที่กำลังเติบโตอย่างรวด เร็วและได้รับความนิยม เนื่องจากการออกแบบที่เรียบง่าย ทันสมัยและราคาไม่สูง: ผู้แปล) ทำในขณะนี้ ผมกลับพบว่าผมค่อนข้างละอายที่ตัวเองอยากเลือกที่จะอยู่ในบ้านที่ออกแบบโดย นาซีมากกว่าบ้านบาวเฮาส์ แต่มันก็สะท้อนมุมมองเรื่องการกำกับควบคุมของผม คือ มันถูกสร้างขึ้นมายังไง? มีความทะเยอทะยานแค่ไหน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในแง่นั้น งานของคุณถูกอ้างว่าเป็นแรงบันดาลใจอันหนึ่งที่สำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษาการต่อต้าน (resistance studies) ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมความสนใจเกี่ยวกับพวกที่ถูกปกครอง/ กดขี่ (subaltern/ repressed) หรือคนกลุ่มที่คุณได้ทำให้มีชีวิตและตัวตนขึ้นมาในทางวิชาการ คุณคิดยังไงกับการศึกษาการต่อต้านแบบดังกล่าว?” &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดที่ผมได้ทำในหนังสืออย่าง Weapons of the Weak ก็คือ ได้ศึกษาพฤติกรรมที่โดยทั่วไปแล้ว เรามักเรียกมันว่า “ไม่เป็นการเมือง” หรือ “ไม่สมเหตุผล” ในฐานะรูปแบบของการเมือง นักวิชาการ (ผู้ยิ่งใหญ่) ที่ล่วงลับไปแล้วชารล์ส ทิลลี (Charles Tilly) และผมมีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ว่าความเป็นไปได้ในการรวมตัวกันในที่ สาธารณะ ในการสร้างองค์กร ในการเดินขบวนประท้วงหรือสร้างกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเปิดเผยนั้นไม่มี เลยในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกในอดีตที่ผ่านมา สำหรับเขา การจะเรียกอะไรว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง มันจะต้องปรากฎตัวต่อสาธารณะอย่างยาวนานและมีเป้าหมายสาธารณะที่กว้างขวาง แต่ในทางตรงกันข้าม ผมพยายามจะชี้ให้เห็นพื้นที่ของการกระทำทางการเมืองที่เคยถูกมองว่าไม่เคยมี ตัวตน ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่คำนิยามของการเมืองแบบทางการและมีข้อจำกัดไม่สามารถเอามา ใช้ได้ ผมเพียงแต่ถามคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเรียกมันว่าเป็นการเมือง?” อันที่จริง การขัดขืน ไม่ยอมทำตามและแทคติคอื่นๆ ที่ประชาชนใช้เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจที่โหดเหี้ยมหรือเผด็จการนั้น บ่อยครั้งในเหตการณ์ประวัติศาสตร์ทั่วโลกคือเครื่องมือทางการเมืองเท่าที่ ประชาชนพอจะหาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ มันคือสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่มักมีปกปิดเกี่ยวกับการทำงานของอำนาจและเกี่ยว กับการทำงานของโลก ผมคิดว่าศักยภาพในการปลดปล่อยของสังคมศาสตร์ก็อยู่ที่การทำงานของพวกเรา อย่างซื่อสัตย์ แสดงให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร และมันมีผลในทางทำลายล้างระบบเก่าเพราะอย่างที่บอกว่าสถาบันที่มีอิทธิพลคือ กลุ่มที่มีอะไรซ่อนเร้นมากที่สุด ผมคิดว่าสังคมศาสตร์ที่ดีโดยธรรมชาติของมันจะต้องสามารถปลดปล่อยสังคมและมี หน้าที่ในลักษณะต่อต้าน ทุกวันนี้ ผมมีความมั่นใจน้อยลงเกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้คนที่ต้องการตีแผ่ให้เห็นว่า สิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร พวกเขามักใช้ประโยชน์จากอคติที่รุนแรงของตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และแรงจูงใจของพวกเขาหลายครั้งก็เป็นแรงจูงใจที่ผมไม่เห็นว่ามีค่าพอ&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดมาร์กซิสม์มีความสำคัญกับคุณอย่างไรในการอธิบายการทำงานของโลก?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีคนถามผมถึงความสัมพันธ์กับมาร์กซิสม์ ผมเคยตอบว่าผมเป็นมาร์กซิสต์อย่างหยาบ ผมเน้นที่คำว่าหยาบในความหมายว่าผมให้ความสนใจกับฐานด้านวัตถุ (material basis) ของการต่อสู้ทางการเมืองใดๆ ก็ตามและผมคิดว่าชนชั้นกับฐานด้านวัตถุเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ สิ่งที่ผมต่อเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงชื่นชอบงาน The Great Transformation ของคาร์ล โปลันยีนักก็คือ ผมคิดว่ามันเป็นข้อโต้แย้งที่ทรงพลังเมื่อพูดถึงวิถีที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกกำกับอยู่ภายในความสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงประวัติศาสตร์และไม่สามารถถูกดึงออกมาได้จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 19 เมื่ออุดมการณ์แบบ “เสรีนิยม (laissez-faire)” ถูกพัฒนาขึ้น การต่อสู้ที่โปลันยีชี้ให้เราเห็นคือการต่อสู้ที่เรายังคงเกี่ยวข้องอยู่ทุกวันนี้และแน่นอนว่าหลังจากฉันทามติวอชิงตัน เราจำเป็นที่จะต้องคิดค้นรูปแบบของกลไกคุ้มกันทางสังคมในแบบที่โปลันยีได้พูดถึง ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าสังคมนิยมหรือไม่ก็ตาม มันเป็นรูปแบบของการปกป้องตัวเองสำหรับโอกาส-ชีวิต (life chances –โอกาสที่แต่ละบุคคลพึงมีเพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตน แนวความคิดของนักสังคมวิทยา Max Weber: ผู้แปล)  และยังชีพ คำถามที่ว่าเราจะปกป้องคนธรรมดาสามัญทั่วไปจากการรุกรานของตลาดเป็นคำถามอมตะแบบสังคมนิยมที่ควรจะถูกนำออกมาเป็นข้อถกเถียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันก็แปลกที่ผมพบว่าตัวเองหวนกลับไปนึกถึงสงครามเย็นใน 2 แง่มุม แง่มุมแรก ผมคิดว่าเราอาจจะโต้แย้งในแบบที่โรเจอรส์ สมิทธ์ (Rogers Smith ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย: ผู้แปล) เพื่อนร่วมงานของผมทำว่าก็คือ ถ้าหากเราต้องการจะเข้าใจความสำเร็จของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองในสหรัฐ ปัจจัยหลักอันหนึ่งในช่วงยุคเคนเนดีก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯ กำลังแพ้สงครามเย็น ส่วนหนึ่ง พวกเขาคิดว่าเป็นเพราะเราเป็นสังคมที่เหยียดชนชาติอื่น ดังนั้นการชนะสงครามเย็นจึงกลายเป็นฐานของการปฏิรูปที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราไปสู่สังคมที่เสมอภาคมากขึ้น แง่มุมที่สอง ขณะที่โลกยังถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกยังคงสนใจเรื่องการปฏิรูปที่ดินในที่ซึ่งการกระจายที่ดินเป็นไปอย่างไม่เทียมเทียมกันอย่างมาก แต่หลังจากปี 1989 ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกกลับไม่เคยพูดถึงเรื่องการปฏิรูปที่ดินอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ขณะที่วาทกรรมการต่อสู้ทางชนชั้นที่มีลักษณะเป็นคำทำนายสำเร็จรูปถูกพิสูจน์ว่าผิดโดยประวัติศาสตร์ คำถามของโปลันยีแบบสังคมนิยมต่างยังคงมีชีวิตและใช้การได้ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในหนังสือเล่มล่าสุด คุณพูดว่าพวกเรากำลังประสบกับการขยายตัวอย่างเด็ดขาดและฝังรากของรัฐชาติทั่วโลก ถือเป็นการปิดผนึกขั้นสุดท้าย และคุณได้พูดถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบเสรีนิยมในฐานะข้อจำกัดของแรงบันดาลใจสมัยใหม่ที่อาจนำไปสู่หายนะ แต่ว่าตามแนวคิดของนักสังเกตุการณ์ร่วมสมัยจำนวนมาก น่าจะถูกโต้แย้งได้ว่าตลาดที่ขยายตัวอย่างมากเกินไปอาจต้องถูกควบคุมโดยรัฐ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ใน Seeing like a state ว่าสหภาพแรงงานของฝรั่งเศสได้เคยต่อสู้เพื่อปกป้องระบบประกันสังคมจากชุดนโยบายเสรีนิมของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก และในแง่นั้น รัฐชาติถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคไม่กี่อย่างต่อตลาด เฮนรี เบิร์นสตน์ (อาจารย์ประจำ School of Oriental and African Studies หรือ SOAS, มหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญภูมิภาคอาฟริกาใต้: ผู้แปล) เตือนผมทุกครั้งเมื่อผมวิจารณ์รัฐ ว่ามันเป็นสถาบันเดียวที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเศรษฐกิจโลกแบบเสรีนิยมกับปัจเจกหรือครอบครัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก หรือพูดอีกอย่างในโลกที่สาม รัฐทำตัวเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโลกและบ่อยครั้งเหมือนกัน รัฐก็ถูกจำกัดจากการถ่ายโอนกิจการไปยังพื้นที่เอกชนที่ซึ่งรัฐขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าถึงและกำกับดูแลได้&lt;br /&gt;เราอาจจะเห็นด้วยว่าถ้ารัฐมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นั่นหมายถึงรัฐสามารถลดทอนการบิดเบือนที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างในการสะสมความมั่งคั่งและทรัพย์สินได้  ความสามารถในการควบคุมการบิดเบือนความมั่งคั่ง อำนาจและทรัพย์สินโดยรัฐนี้จะบ่งบอกว่ารัฐเองสามารถทำหน้าที่ได้เพียงใดในการทัดทานการทำงานของตลาดที่โดยปกติเป็นไปอย่างอิสระไม่มีอะไรขัดขวาง อันที่จริง มีเพียงรูปแบบรัฐเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกปกป้องตนเองของประชาชนจากความล้มเหลวของตลาด นั่นคือระบบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างเพียงพอและสามารถหักล้าง ไกล่เกลี่ยและลดผลกระทบของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของการกระจุกตัวของอำนาจ ทรัพย์สินและความมั่งคั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตามนิยามของคุณ ลัทธิเสรีนิยมใหม่คืออะไร?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่หนึ่ง ความแพร่หลายของวิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้คนกลายเป็นเครื่องคำนวณผลตอบแทน มีหนังสือที่ชื่อ Everything I learned about love I learned in business school (ทุกอย่างที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับความรัก ผมเรียนรู้ในหลักสูตรธุรกิจ) และมันเกี่ยวกับ “การลดความสูญเสีย” เกี่ยวกับการมี “แถลงการณ์วิสัยทัศน์ (องค์กร)” เกี่ยวกับ “การวัดความสามารถ”  พวกเราอาจจะคาดคิดไม่ถึง ในแง่ของเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิค ฮอบบ์สเสนอว่าเราต้องการรัฐเพื่อให้รัฐมาจำกัดความต้องการของเรา แต่มันอาจจะหมายความว่ารัฐเสรีนิยมใหม่ได้เป็นเจ้าอาณานิคมการตัดสินใจของเรา (กระตุ้นให้เกิดความต้องการ) และรัฐเสรีนิยมใหม่นั้นก็ได้สร้างมนุษย์ตัวแสดงที่จำเป็นต้องถูกจำกัดควบคุมโดยรัฐขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในหนังสือเล่มล่าสุด &lt;i&gt;The art of not being governed&lt;/i&gt; คุณศึกษาสถานที่และผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปฏิเสธการถูกผนวกรวมเข้าไปอยู่ในระบบของรัฐชาติ มันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่นอกจากนั้นแล้ว มันได้ให้บทเรียนอะไรกับปัจจุบันหรือไม่?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากสิ่งที่ผมได้พูดถึงในตอนต้นว่ามันคือการเข้าใจทางเลือกที่จะไม่ถูกผนวกรวมเข้าในรัฐในฐานะทางเลือกการเมืองของการหลีกหนีที่ตั้งใจแล้ว ผมเสนอว่าภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สถานที่เหล่านี้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ ถึงแม้ไม่ทุกแห่งและไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เราจำเป็นต้องคิดค้นวิธีการในการรวมตัวและร่วมมือข้ามพรมแดนรัฐ รวมถึงรูปแบบของอธิปไตยที่ถูกจำกัดอย่างเช่นคาตาโลเนีย (เขตปกครองตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสเปน: ผู้แปล) แต่ทางเลือกเดียวที่เรามีวันนี้ก็คือการทำให้รัฐชาติเชื่อง เพราะเราไม่สามารถป้องกันไม่ให้มันทำร้ายเราได้ ตอนนี้ มันกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ตรงพรมแดนเหล่านี้ หนังเรื่องอวาตาร์ (Avatar) ที่ทำเหมือนกับว่าเราสามารถเผาสะพานและยังคงรักษา “ความสมัยใหม่” เอาไว้นั่นเป็นเพียงอุดมคติเท่านั้น ผมคิดว่างานของคนพื้นถิ่นเหล่านี้ก็คือ ทำยังไงให้ชะลอการรุกคืบของรัฐชาติให้ช้าลงและเป็นมิตรในลักษณะที่จะทำให้การดูดซับของมันมีมนุษยธรรมมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คุณได้พูดก่อนหน้านี้ว่าคุณเป็น ‘มาร์กซิสต์อย่างหยาบ’ แต่ในหนังสือเล่มหลัง คุณได้ใช้แนวทางแบบ constructionist สร้างความหมายใหม่ให้กับอัตลักษณ์ร่วม (ตามแนวคิดแบบ constructionist ปรากฏการณ์ทางสังคมเกิดจากการกระทำของกลุ่มคนอย่างตั้งใจ: ผู้แปล) โดยแสดงให้เห็นว่าการก่อตัวทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงไปง่ายเพียงใด ถ้าหากว่าฐานทางวัตถุมีความสำคัญจริง คุณจะอธิบายมันกับวิธีการแบบ Constructionism อย่างไร? &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสิ่งของหลายอย่างที่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องกำหนดความโดดเด่นทางอัตลักษณ์ ถ้าเรานึกถึงความเหมือนซึ่งแต่ละกลุ่มคนอาจจะมีร่วมกัน จุดร่วมอันใดหรือชุดใดชุดหนึ่งก็สามารถถูกใช้เป็นฐานของอัตลักษณ์นั้นได้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนบางกลุ่มฝังคนตายในไห พวกเขาก็สามารถเลือกที่จะหยิบใช้อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของเส้นแบ่งที่ยืนยันความเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มได้ แล้วดังนั้น การขับเคลื่อนทางสังคม (social mobilization) จึงเกิดขึ้นจากวิธีการที่ใช้ฝังคนตาย คือ พวกที่ฝังโดยใช้ไหและพวกที่ไม่ได้ใช้ คำถามที่มักเกิดขึ้นก็คือ ชุดของลักษณะทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่มากมายเกือบไม่สิ้นสุดแบบไหนหละจะเป็นฐานของการขับเคลื่อนทางสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขทางวัตถุ คือ ถ้าหากกลุ่มของผู้ถือครองที่ดินรายย่อยทั้งหมดอยู่ในสภาพของการเป็นหนี้เช่นเดียวกัน และถ้าหากมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นและพวกเขาต้องสูญเสียที่ดินของเขาไปในเวลาเดียวกัน นั่นแหละก็มีแนวโน้มที่ความเจ็บปวดแบบนี้จะตกผลึกตัวเองเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของชาวนาเพื่อเรียกร้องการผ่อนผันหนี้ แน่นอนว่าเงื่อนไขแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับการขับเคลื่อนชาวนาฝรั่งเศสที่ต้องประสบปัญหาจากกฎระเบียบแบบเดียวกันของยุโรป  ในขณะที่พวกเขาสนับสนุนทีมฟุตบอลท้องถิ่นแตกต่างกันไป ซึ่งนั่นถือว่าห่างไกลมีจุดร่วมน้อยมาก แต่เมื่อมีกฎระเบียบใหม่ที่พุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรมเดียวกัน พวกเขาจะเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นด้านวัตถุนั้น ในทางกลับกัน คุณอาจจะทำให้ชาวนายากจนในมิชิแกน เช่นเดียวกับกลุ่มเคลื่อนไหวในมิชิแกนตัดสินใจที่จะขับเคลื่อนโดยใช้ประเด็นว่ารัฐบาลเป็นศัตรูของชาวนาผิวขาวที่ยากจน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองว่าหลายปัจจัยมีโอกาสตกผลึกเป็นเงื่อนไขของการขับเคลื่อนสำหรับกลุ่มอัตลักษณ์ต่างๆ แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายว่าจะเป็นปัจจัยไหนในสถานการณ์ที่กำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในแง่หนึ่ง หนังสือเล่มหลังสุดของคุณได้ใช้ข้อโต้แย้งที่คล้ายกับของรุสโซ (ฌอง ฌาร์คส รุสโซ, 1712-1718 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส: ผู้แปล) ที่ว่าภายนอกรัฐนั้น ไม่ได้มีอนาธิปไตย แต่ที่ต่างออกไปอย่างตั้งใจคือ ยังเป็นระเบียบทางการเมือง คุณคิดยังไงกับความคิดปรัชญาเรื่อง “สภาพธรรมชาติ (state of nature)” ที่นักสัจนิยมในสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักวาดภาพว่าเป็นอนาธิปไตยอันตรายที่ “อยู่รอบนอก” รัฐ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบของผมคงจะเป็นเชิงประวัติศาสตร์ รัฐหรือเราจะเรียกว่าองค์กรการเมืองที่รวมศูนย์นั้นอยู่กับเรามาประมาณ 400 ปีแล้ว ถึงแม้ว่ารัฐนี้จะไม่ได้อยู่ในทุกอณูหรือไม่ได้ทรงพลังเหมือนกันในทุกแห่ง แต่รัฐปรากฎอยู่เสมอ ดังนั้น ถึงแม้บางพื้นที่หรือบางคนจะอยู่ “นอก” รัฐ ที่เรียกว่าสภาพธรรมชาติ พวกเขาก็มักจะอยู่ร่วมกับรัฐและมีปฎิสัมพันธ์กับรัฐในเชิงวิภาษวิธี ดังนั้น การพูดว่ามีคนอยู่ภายในและร่วมกับรัฐ รวมทั้งหลายคนอยู่นอกและปราศจากรัฐ และว่าบางทีพวกเขามีพฤติกรรมต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นสมมุติฐานที่เป็นไปได้ยาก ยกตัวอย่าง ผมเองมีความคิดว่าชีวิตภายนอกรัฐนั้นไม่ได้ “ทุกข์ระทม สกปรกและสั้น” อย่างที่ฮอบบ์สว่า บางทีเป็นเพราะจำนวนประชากรยังคงอยู่ในระดับต่ำจนวิธีการจัดการความขัดแย้งก็แค่ขยับออกไปนอกทาง มีสิ่งของจำนวนมากที่ผู้คนดิ้นรนต่อสู้หรือตายเพื่อให้ได้มาเป็นเพียงแค่สินค้า ดังนั้น ถ้าการพูดถึงสภาพธรรมชาติ เราหมายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่นอกรัฐในโลกที่รัฐมีตัวตนอยู่แล้วและคนเหล่านี้อยู่ที่รอบนอกของรัฐแล้ว นี่ก็เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่าง เรารู้ว่าคนที่ประกอบอาชีพหากินกับทุ่งเลี้ยงสัตว์ (pastorialism) จริงๆ แล้วมีการจัดตั้งเพื่อที่จะทำการค้ากับรัฐกสิกรรม มันไม่ใช่รูปแบบของการยังชีพที่มีอยู่ก่อนและถูกครอบด้วยการเกษตรกรรม หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ในศตวรรษที่ 9 ชาวบ้านในบอร์เนียวมักพูดมองว่าเป็นพวกล้าหลังมาก และพวกเขาถูกใช้เป็นตัวอย่างของสังคมล่าสัตว์และหาของป่า พวกเขาเก็บของจำพวกไหน? ขนสัตว์และเรซิ่นบางอย่าง รวมทั้งไส้ติ่งของลิง ของพวกนี้เป็นของมีค่ามหาศาลในประเทศจีนขณะนั้น พวกเขาจึงเก็บของพวกนี้เพื่อค้าขายระหว่างประเทศกับรัฐที่มีอยู่แล้ว การล่าสัตว์และหาของป่าก็เป็นการล่าสัตว์และหาของป่าที่ทำในเงาของรัฐ แล้ว “สภาพธรรมชาติ” แบบไหนที่เรากำลังพูดถึง? ตอนที่รุสโซพูดถึงความป่าเถื่อนที่เขาได้พบ เขาเห็นคนที่ตอบสนองอย่างจงใจกับตัวแทนของรัฐที่มีการจัดตั้ง พวกเขายังแสวงหาประโยชน์ของตนและมีพฤติกรรมทางการเมือง ดังนั้น มโนทัศน์นี้บางทีอาจจะปิดซ่อนอะไรหลายอย่างมากกว่าที่มันเปิดเผยให้เห็นก็ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5951968540651626946?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='แปลสัมภาษณ์เจมส์ ซี สก็อตต์'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5951968540651626946/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5951968540651626946' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5951968540651626946'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5951968540651626946'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='แปลสัมภาษณ์เจมส์ ซี สก็อตต์'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-7597233363668403690</id><published>2010-11-08T18:02:00.001+02:00</published><updated>2010-11-08T18:05:16.843+02:00</updated><title type='text'>ขอเชิญพบกับ "ประชาธิปไตยแบบสายตาสั้น"</title><content type='html'>คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หนัาทัศนะวิจารณ์การเมือง กรุงเทพธูรกิจ&lt;br /&gt;วันที่ 14 ตุลาคม 2553&lt;br /&gt;โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อรุณธาติ รอย นักเขียนและนักเคลื่อนไหว เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมชาวอินเดียเคยตั้งคำถามที่ทรงพลังเอาไว้ว่า "ชีวิตหลังประชาธิปไตย เป็นอย่างไร" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ประชาธิปไตย" ในที่นี้ รอยหมายถึงระบบที่กำลัง "ทำงาน" นั่นคือ ชุดของสถาบันและองค์กร ที่รวมความตั้งแต่วัฒนธรรม จารีต กฎเกณฑ์และองค์กรที่มีอิทธิพลอยู่ในสังคมการเมือง ส่วนคำถามเรื่องชีวิตหลังประชาธิปไตยเป็นการทวงถามถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยในระยะยาว ซึ่งใช้ได้กับใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในประเทศประชาธิปไตย หรือประเทศที่ทำเสมือนว่าเป็นประชาธิปไตย (อย่างเช่น ประเทศไทย) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานเขียนเกี่ยวกับประชาธิปไตยของรอย เธอพุ่งเป้าไปที่ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่มักขาดความเป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นตัวแทนมากเกินไป เพื่อกระตุ้นให้ร่วมกันไตร่ตรองและหาแนวทางปรับปรุงประชาธิปไตยในเชิงโครง สร้าง นอกจากนี้ ยังชี้ชวนให้สมาชิกในสังคมตั้งคำถามถึงสิ่งที่พวกเราได้ร่วมกัน "กระทำ" กับประชาธิปไตย จนกระทั่งมันมีโฉมหน้าแตกต่างไปจากระบบการเมืองในความมุ่งหวังที่เราเคยมี ร่วมกัน ในโอกาสครบรอบวันมหาวิปโยคที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง คำถามเกี่ยวกับประชาธิปไตยในระยะยาวเหมาะสมกับกาลเทศะอย่างยิ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;37 ปีหลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญใน วันที่ 14 ตุลาคม 2516 บริบทการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ความหมายของ "ประชาธิปไตย" รวมถึงโฉมหน้าของ "ประชาชน" และ "ศัตรู" ของประชาธิปไตยในวันนี้ พร่ามัวและคลุมเครืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น มิหนำซ้ำ ยังเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเชิงสถาบันที่เป็นรูปธรรม รัฐธรรมนูญหมดสิ้นความหมาย และกลายเป็นเพียงเอกสารรับรองการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พรรคการเมืองถูกทำให้ไร้เสถียรภาพและอ่อนแอ สถาบันกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมประสบกับวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง เมื่อประชาชนจำนวนมากวิจารณ์ว่ากฎหมายถูกเลือกบังคับใช้อย่างไม่เสมอหน้า ขณะที่นักกฎหมายและตุลาการเองก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความเป็นธรรม เพราะความโอนเอียงตามกระแสการเมืองอย่างไร้จุดยืน นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์กับการเมืองก็เป็นที่ถกเถียง และตกเป็นเป้าของการวิจารณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฯลฯ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรทำให้ประชาธิปไตยไทยเดินทางมาถึงจุดนี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้รัฐประหาร 19 กันยายน จะเป็นจุดหักเหสำคัญของกระบวนการเติบโตของประชาธิปไตยไทยที่ทำให้ฉันทามติ เกี่ยวกับทิศทางและรูปแบบของประชาธิปไตยที่เคยมีร่วมกันต้องสิ้นสุดลง แต่รัฐประหารครั้งล่าสุดก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนธรรมชาติของชน ชั้นนำไทยที่ขาดวิสัยทัศน์หรือ "สายตาสั้น"   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของความคิดตื้น สั้นและมักง่ายของชนชั้นนำไทยนั้นมีให้เห็นดาษดื่น ดูได้ตั้งแต่การวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแจ้งบัญชี ทรัพย์สินที่เป็นเท็จของอดีตนายกฯ ทักษิณในปี 2544 การทำรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 การรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แบบขอไปที การยุบพรรคการเมืองต่างๆ ฯลฯ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้ความสำคัญกับผลตอบแทนการเมืองระยะสั้น เช่น เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมืองเมื่อเผชิญกับปัญหานั้น สร้างเงื่อนไขให้ชนชั้นนำจำเป็นต้องผลิตซ้ำ "ความเป็นสภาพยกเว้น (exceptionalism)" อยู่สม่ำเสมอเพื่อลดแรงเสียดทาน และการต่อต้านจากพลังที่ต้องการความต่อเนื่องในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น เราก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว นั่นคือ ความเชื่อมั่นในคุณค่าของระบบประชาธิปไตยที่ค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงไปทีละเล็กละน้อย   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ชุดของวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ้างความชอบธรรมให้กับประชาธิปไตยแบบ ไทยนั้น ก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยสัมพัทธ์สุดโต่ง" ที่อ้างว่าต้องเป็นคนไทย เติบโตและเคยชินกับจารีตและวัฒนธรรม (อำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์) แบบไทยเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจประชาธิปไตยไทยได้ นอกจากนี้ การพยายามอธิบายประชาธิปไตยในเชิงเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแบบอื่นก็ถูก ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากข้ออ้างเรื่องความเฉพาะเจาะจงเชิงวัฒนธรรม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตุลาการระดับสูงท่านหนึ่งเคยบอกกับเพื่อนชาวต่างชาติของผมระหว่างสนทนา กันเกี่ยวกับการเมืองไทย ว่า เขาต้องเอาประสบการณ์และพื้นเพความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ทิ้งไปให้หมดก่อนที่จะสามารถทำความเข้าใจและวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลไทยได้ นี่คือ ตัวอย่างของประชาธิปไตยสัมพัทธ์แบบสุดโต่งที่หลอมรวมจนเป็นวิธีคิดของคนไทยจำนวนไม่น้อย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพยกเว้นที่ดูเหมือนจะทำงานในลักษณะชั่วคราวและเฉพาะกิจ จึงกลายเป็นสภาพยกเว้นแบบถาวรในสังคมไทยไปจนทำให้การรับรู้และเข้าใจกระบวน การพัฒนาประชาธิปไตยของบ้านเราขาดตอนเป็นช่วงๆ ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยกลุ่มที่ก้าวหน้าจะสามารถขยายฐานสนับสนุนของตนเอง เนื่องจากไม่สามารถจูงใจและขับเคลื่อนคนจำนวนมากที่ยังคงมีความเข้าใจเกี่ยว กับการก่อตัวและพัฒนาการของประชาธิปไตยแบบเป็นชิ้น เป็นเสี้ยว กล่าวคือ ยังคงอ้างอิงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเพียงไม่กี่จุดในประวัติศาสตร์ เช่น การอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งในความเป็นจริงเกิดจากชนชั้นนำไม่กี่คน ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนคนธรรมดาและขาดความร่วมสมัยไปแล้ว หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ที่ถึงแม้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีแต่ก็ต้องพบกับจุดหักเหในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อีก 3 ปีต่อมา ความรับรู้และเข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยไทยที่ขาดตอนแบบนี้ ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงประชาธิปไตยกับความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาค ประชาชนและประชาสังคมในการตรวจสอบและเรียกร้องประชาธิปไตย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงคงจะไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า "ความสายตาสั้น" จากชนชั้นนำถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นธรรมชาติของสังคมไทยโดยรวม ตัวอย่างล่าสุดของการเล็งเห็นประโยชน์เฉพาะหน้าอย่างสุดขั้ว คือการเรียกร้องและสนับสนุนให้รัฐบาลสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ราย! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามความคิดของอรุณธาติ รอย การยอมแลกประโยชน์เฉพาะหน้ากับประโยชน์ในระยะยาวเป็นธรรมชาติพื้นฐานของ มนุษย์และระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็มีปัญหาในการจัดการกับปัญหานี้ เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลมักจะมาจากการตัดสินใจเฉพาะหน้า นั่นคือ ผลการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยแบบตัวแทน จึงเป็นกระจกสะท้อนลักษณะดังกล่าวมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการจัดการกับ มันอย่างที่เรามักเชื่อกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่รอยเสนอนั้นกลับไม่ใช่การปฏิเสธ และโยนระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนทิ้งไป แต่กลับเป็นการเสนอให้ช่วยกันตรวจสอบ แก้ไขและปรับปรุงโครงสร้างของระบบการเมืองแบบนี้ คำถามที่เป็นหัวใจ ก็คือ กลไกการถ่วงดุลแบบใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลตัดสินใจทำอะไรมัก ง่ายอย่างที่เคยเป็นมาอีก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันเกิดจากรัฐบาลสายตาสั้นซ้ำ แล้วซ้ำเล่า เพราะเราแทบจะไม่มีที่ว่างในปฏิทินเหลือให้เพิ่มเติมเหตุการณ์แห่งความสูญเสียอีกแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-7597233363668403690?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/7597233363668403690/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=7597233363668403690' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/7597233363668403690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/7597233363668403690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='ขอเชิญพบกับ &quot;ประชาธิปไตยแบบสายตาสั้น&quot;'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-4220089182774438578</id><published>2010-11-08T17:52:00.003+02:00</published><updated>2010-11-08T17:57:39.978+02:00</updated><title type='text'>ผลลัพธ์ทางการเมืองของการชะงักงันทางเศรษฐกิจ</title><content type='html'>แปลจาก&lt;span style="font-style:italic;"&gt; The Political Consequences of Stagnation &lt;/span&gt;โดย Walden Bello&lt;br /&gt;แปล: ภาคภูมิ แสงกนกกุล&lt;br /&gt;เรียบเรียง: เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้อง ขออภัยต่อที เอส อีเลียต (T.S. Eliot) เป็นการส่วนตัว แต่เดือนกันยายนต่างหากคือเดือนที่โหดร้ายที่สุดไม่ใช่เมษายน (บรรทัดแรกของกวีนิพนธ์ The Waste Land ที่โด่งดังของอีเลียต: ผู้แปล) ก่อนหน้าเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 เคยมี 11 กันยายน 1973 ที่นายพลปิโนเชต์โค่นล้มรัฐบาลอัลเลนเดและเริ่มต้น 17 ปีแห่งการปกครองของความกลัว ใกล้เข้ามา ในวันที่ 15 กันยายน 2008 เลห์แมนบราเธอร์ล้มละลายและส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนให้วิกฤตการ เงินกลายเป็นประสบการณ์เฉียดตายสำหรับระบบการเงินโลก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สองปีให้หลัง เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางมาก สัญญาณของการฟื้นตัวที่ผู้กำหนดนโยบายที่สิ้นหวังเคยกล่าวอ้างว่าได้สังเกตุ เห็นในปลายปี 2009 และต้นปีนี้กลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตา ในยุโรป ประชาชนกว่าสี่ล้านคนตกงานและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่บังคับใช้กับประเทศที่มี หนี้ท่วมท้นอย่างกรีซ สเปน อิตาลีและไอร์แลนด์มีแต่จะเพิ่มจำนวนคนว่างงานขึ้นอีกหลายแสน ทั้งนี้ เยอรมนีอาจรอดพ้นจากสภาพที่หดหู่นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเชิงเทคนิค ถึงแม้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยก็ตาม แต่การฟื้นตัวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด ของโลกที่หดตัวไปแล้วกว่า 2.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009 ตัวเลขนี้ถือเป็นการบ่งบอกถึงสภาพที่อ่อนเปลี้ยของไตรมาสที่สองที่มีอัตรา การเติบโตของจีดีพี 1.6 เปอร์เซ็นต์และอัตราการว่างงานที่แท้จริงสูงกว่าอัตราทางการ 9.6 เปอร์เซ็นต์ถ้าหากเราคิดรวมถึงกลุ่มที่เลิกล้มที่จะหางานไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจยังคงปฏิเสธที่จะลงทุน ธนาคารยังคงไม่ปล่อยเงินกู้ยืม ขณะที่ผู้บริโภคก็ยังปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ถ้าหากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ยังไม่มีออกมา แน่นอนว่าเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงที่หวาดกลัวกันนักหนาจะกลายเป็นความจริง เมื่อผลกระทบของการอัดฉีดเงินโดยรัฐบาลกลางกว่า 787 พันล้านเหรียญในระบบเศรษฐกิจค่อยๆ หมดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผู้บริโภคอเมริกันไม่ยอมใช้จ่ายนั้นก็มีผลสะเทือนไปยังระบบเศรษฐกิจโลกด้วย ไม่ใช่เพียงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เท่านั้น การใช้จ่ายเงินของชาวอเมริกันที่มาจากการกู้ยืมนั้นเคยเป็นแรงขับเคลื่อนของ ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ก่อนหน้าวิกฤตและเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นก็ไม่มีการใช้ จ่ายจากแหล่งอื่นมาแทนที่ สำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีนซึ่งได้รับการอัดฉีดจากแผนกระตุ้นของ รัฐบาลกว่า 585 พันล้านเหรียญนั้นมีผลชะลอแนวโน้มเศรษฐกิจหดตัวได้เป็นการชั่วคราวทั้งภายใน ประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ มันยังส่งผลกระทบบางส่วนไปยังอาฟริกาและอเมริกาใต้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันไม่มากพอที่จะดึงสหรัฐอเมริกาและยุโรปจากความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากไม่มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในจีนแล้ว โอกาสที่เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงไปสู่การเติบโตในอัตราที่ต่ำ การชะลอตัวลงหรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจถดถอยก็อาจจะเป็นจริงขึ้นมาสำหรับ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;จะตัดหรือจะกระตุ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมา ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในแวดวงนโยบายจากฝั่งตะวันตกถูกแบ่งออกได้เป็น สองกลุ่ม กลุ่มแรก มองว่าความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้คืนได้เป็นปัญหาใหญ่กว่า เศรษฐกิจชะลอตัว จึงปฏิเสธที่จะสนับสนุนการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าการชะงักงันของเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่ สุดและต้องการแผนกระตุ้นมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับมัน ในการประชุมจี 20 ที่โตรอนโตในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น ทั้งสองกลุ่มนี้เผชิญหน้ากัน ในด้านหนึ่ง นางแองเกลา แมร์เคลของเยอรมนีสนับสนุนการรัดเข็มขัดและชี้ไปที่ความเสี่ยงจากความไม่ สามารถชำระหนี้ของประเทศลูกหนี้ของเยอรมนีในยุโรปตอนใต้อย่างกรีซ ขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาที่กำลังเผชิญกับอัตราว่างงานระดับสูงอย่างยากที่ จะควบคุมนั้นกลับสนับสนุนนโยบายแบบขยายตัว ถึงแม้เขาจะขาดเสียงสนับสนุนทางการเมืองในการผลักดันนโยบายดังกล่าวก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามความเห็นของฝ่ายที่สนับสนุนการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐ พวกที่ต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลดูจะไม่มีข้อโต้แย้งมากนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาวะเงินฝืดเป็นความเสี่ยงที่กำลังน่าวิตก ความกลัวว่าการใช้จ่ายของรัฐจะเติมเชื้อไฟให้กับเงินเฟ้อดูจะผิดที่ผิดทาง นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับคนรุ่นต่อไปนั้นก็ออกจะไม่เข้า ที เพราะวิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะทำให้กับพลเมืองในอนาคตได้ก็คือสร้างหลัก ประกันให้พวกเขาได้รับส่งต่อระบบเศรษฐกิจที่เติบโตและมีสุขภาพดี การใช้จ่ายงบประมาณขาดดุลในขณะนี้จึงเป็นวิธีที่จะไปสู่การเติบโตแบบที่ว่า ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่สามารถชำระหนี้ของรัฐไม่ใช่ความเสี่ยงที่แท้จริงสำหรับประเทศที่กู้ ยืมในสกุลเงินที่ตนสามารถควบคุมได้ อย่างเช่นสหรัฐฯ เพราะถึงที่สุดแล้ว สหรัฐฯ สามารถจ่ายหนี้คืนโดยการสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่สนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเสียงดังที่สุด น่าจะเป็นพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์โนเบลที่กลายเป็นแกะดำในกลุ่มอนุรักษ์นิยม สำหรับครุกแมน ปัญหาก็คือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ยังใหญ่ไม่พอตั้งแต่ต้น แต่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่เขาต้องการควรจะเป็นเท่าใด? หรือมาตรการอื่นๆ แบบไหนที่รัฐบาลสามารถทำได้? ครุกแมนเองแสดงท่าทีอึกอักต่อคำถามเหล่านี้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาตระหนักได้ว่าแนวคิดเคนส์เซียนแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อ จำกัดของมันอยู่ นั่นคือ “ไม่มีใครรู้ว่ามาตรการเหล่านี้ทำงานได้ดีเพียงใด เหตุผลเท่าที่มีก็คือ ก็ยังดีกว่าที่จะได้ลองใช้มาตรการบางอย่างแม้มันจะไม่ได้ผล แทนที่จะมัวแต่หาข้อแก้ตัวและปล่อยให้แรงงานประสบกับความลำบาก” ครุกแมนกล่าวว่า นอกจากการใช้จ่ายแบบขาดดุลเพิ่มขึ้นแล้ว ทางเลือกที่มีก็คือ “การชะงักงันแบบถาวรและการว่างงานระดับสูง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครุกแมนอาจจะมีเหตุผลที่ดี แต่เหตุผลมักสำคัญน้อยกว่าอุดมการณ์ ผลประโยชน์และการเมือง กล่าวคือ ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับสูง แต่พลังที่ต่อต้านรัฐบาลขนาดใหญ่และงบประมาณแบบขาดดุลนั้นก็กำลังมีบทบาทใน สามประเทศตะวันตกที่สำคัญ นั่นคือ ในอังกฤษ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จในการลดบทบาทของรัฐบาล ในเยอรมนี ภาพของประชาชนกรีกและสเปนที่ฟุ่มเฟือยกำลังใช้จ่ายเงินกู้ยืมจากชาวเยอรมัน ที่ทำงานหนักนั้นกลายเป็นสิ่งที่ส่งให้พรรคของนางแมร์เกลขึ้นสู่อำนาจอย่าง ง่ายดาย และสุดท้าย ในสหรัฐอเมริกา ดังจะกล่าวต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความล้มเหลวของโอบามา &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แนวคิดที่ต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการว่างงานในระดับสูงเนื่องจากสาเหตุหลายประการ กล่าวคือ ประการแรก การต่อต้านงบประมาณขาดดุลนั้นสอดคล้องและไปได้ดีกับความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ กับรัฐบาลขนาดใหญ่ของชนชั้นกลางชาวอเมริกัน ประการที่สอง วอลสตรีทได้ฉวยโอกาสในการรับเอาแนวทางนี้เพื่อใช้สกัดกั้นความพยายามของ รัฐบาลที่จะกำกับและควบคุมตลาดหุ้นมากขึ้น ทั้งนี้ วอลสตรีทได้โจมตีว่ารัฐบาลขนาดใหญ่ต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่สถาบันการเงินขนาดใหญ่  ประการที่สามซึ่งไม่ควรถูกประเมินค่าต่ำเกินไป คือการกลับมาอีกครั้งของอิทธิพลเชิงอุดมการณ์จากพวกเสรีนิยมใหม่ ซึ่งรวมถึงพวกที่มาร์ติน วูฟ (Martin Wolf) นิยามว่า  "เชื่อว่าความตกต่ำถึงขีดสุดจะช่วยชำระล้างสิ่งที่เกินพอดีในอดีตและนำไปสู่ ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแรงยิ่งขึ้น” ประการที่สี่ แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ปฏิเสธการใช้จ่ายของรัฐมีฐานมวลชนจำนวนมาก นั่นคือ ขบวนการทีปาร์ตี้ (the Tea Party Movement : กลุ่มเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าในอเมริกาที่ต่อต้านนโยบายและมาตรการที่เน้นการ ใช้จ่ายของรัฐและการเก็บภาษี: ผู้แปล) ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นกลับได้รับการสนับสนุนจาก ปัญญาชนสายก้าวหน้าที่ปราศจากฐานมวลชนหรือมีฐานแต่ก็ต้องผิดหวังไปเพราะโอบา มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงกระนั้น ชัยชนะของสายเหยี่ยวอาจไม่ได้ถูกกำหนดมาแล้ว อย่างที่อนาโตล คาเลตสกี (Anatole Kaletsky) นักวิจารณ์เศรษฐกิจของนิตยสารไทม์ของลอนดอน ซึ่งถือว่าเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนร่วมกับแนวความคิดก้าวหน้าเท่าใดนักได้กล่าว เอาไว้ อิทธิที่เพิ่มขึ้นของกระแสต่อต้านงบประมาณแบบขาดดุลเกิดขึ้นจากความผิดพลาด ด้านยุทธวิธีของโอบามา ควบคู่กับความล้มเหลวของฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่สามารถเสนอวาทกรรมเกี่ยวกับวิกฤต เศรษฐกิจที่สามารถโน้มน้าวผู้คนได้ ความผิดพลาดด้านยุทธวิธีที่สำคัญของโอบามา คือการเข้ารับผิดชอบผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้โดยใช้หลักการร่วมสองพรรคในสภา (bipartisanship) ซึ่งตรงข้ามกับโรนัล เรแกนและมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ที่เคย “ปฏิเสธไม่ขอรับผิดชอบกับปัญหาเศรษฐกิจใดๆ” ทั้งเรแกนและแทตเชอร์ใช้เวลา “ในช่วงหลายปีแรกของการบริหารเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อว่าวิบากกรรมทาง เศรษฐกิจทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากรัฐบาลฝ่ายซ้ายก่อนหน้านั้น สหภาพแรงงานที่มีบทบาท รวมทั้งชนชั้นนำสายเสรีนิยมก้าวหน้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาเลตสกียังกล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าคือ “เรื่องเล่า” (เน้นโดยผู้แปล) แบบโอบามาที่มีความขัดแย้งในตัวเอง เพราะขณะที่โอบามาพยายามกล่าวโทษผู้บริหารสถาบันการเงินว่าโลภมาก ขณะเดียวกันเขากลับดำเนินการราวกับสถาบันการเงินเหล่านี้ใหญ่เกินกว่าที่จะ ล้มได้ "เมื่อธนาคารเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤตอย่างรวดเร็วและมีผลกำไรดีกว่าที่ ประชาชนถูกทำให้เชื่อ" คาเลตสกีได้เสนอในหนังสือ Capitalism 4.0 ของเขาว่า “นักการเมืองจากทุกพรรคก็ถูกตีตราจากกระแสสังคมว่าเป็นเหมือนตัวตลกที่ถูกทำ ให้ดูน่าขันโดยเหล่านายธนาคารที่พวกเขาพยายามจะตำหนิ"  แน่นอนว่าชุดของแผนการปฏิรูปทางการเงินของพรรคเดโมแครตที่เพิ่งผ่านสภาไป นั้นสามารถตอกย้ำความรับรู้สาธารณะที่ว่าคนเหล่านี้ถูกเหมารวมหรือถูกทำให้ เสียขวัญโดยบรรดานายธนาคารที่พวกเขาประณาม  ที่สำคัญ แผนปฏิรูปที่ว่านี้ ยังขาดข้อกำหนดที่มีประสิทธิภาพ : ข้อกำหนดแบบที่มีในกฎหมาย Glass-Steagall (เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกาปี 1929 จุดประสงค์เพื่อป้องกันการเก็งกำไร : ผู้แปล)  ที่ป้องกันธนาคารพาณิชย์ไม่ให้เล่นบทวาณิชธนกิจควบคู่ไปด้วย; ห้ามการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟท (Warren Buffett) เรียกว่าเป็น "อาวุธทำลายล้างรุนแรง; "จัดเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศหรือ Tobin Tax (ภาษีที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล James Tobin จุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อลดการผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและป้องกันการเก็ง กำไรในระยะสั้น : ผู้แปล) และควบคุมการจ่ายผลตอบแทน โบนัสและแรงจูงใจอย่าง สต็อกออปชั่น (stock options) ให้กับผู้บริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาเลตสกีเชื่อ ว่าโอบามาน่าจะวาดภาพวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ในลักษณะว่ามันถูกสร้างขึ้นโดย “ปรัชญาแบบเชื่อมั่นตลาดสุดโต่งที่สร้างความแตกแยกและถูกทำให้ดูง่ายเกิน จริง แทนที่จะเป็นข้อบกพร่องส่วนตัวของนายทุนธนาคารและผู้กำกับดูแลสถาบันการ เงิน”  ด้วยการนำเสนอคำอธิบายที่เป็นระบบของการเกิดวิกฤตแบบนี้  นักการเมืองก็จะสามารถยึดกุมจินตนาการสาธารณะด้วยเรื่องเล่าหลังวิกฤตแทน ที่จะเป็นการตั้งศาลเตี้ยให้กับพวกนายทุนจอมโลภ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วน่าเร้าใจกว่า” แต่อาจเป็นเพราะผู้ใกล้ชิดอย่างเลขาฯ กระทรวงการคลัง ทิม เกทธ์เนอร์ (Tim Geithner) และผู้อำนวยการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ ลาร์รี ซัมเมอรส์ (Larry Summers) ซึ่งทั้งคู่ต่างก็แยกตัวเองไม่ออกจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ เรื่องราวที่เป็นระบบแบบที่ว่ากลับไม่ปรากฏให้เห็น&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;สู่ยุทธศาสตร์แบบก้าวหน้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายขวานั้นกำลังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้และอาจจะประสบชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งสหรัฐฯที่จะถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ พวกเขาจะสามารถมัดโอบามาและพวกเดโมแครตเข้ากับวิกฤติอย่างแน่นหนาจนทำให้คน ลืมไปว่ามันได้ปะทุขึ้นภายใต้รัฐบาลนิยมตลาดสุดโต่งของจอร์จ บุช อย่างไรก็ตาม ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่คร่ำครึของฝ่ายขวา พวกนักการเงินสายเหยี่ยวและผู้สนับสนุนทีปาร์ตี้ก็ไม่น่าจะเสนอทางเลือกอะไร มาแทนที่สิ่งที่พวกเขาได้ล้อเลียนว่าเป็น “สังคมนิยม” ของโอบามาได้ การปล่อยให้เศรษฐกิจตกต่ำถึงจุดที่ไม่สามารถทำงานต่อได้เพื่อที่จะรอให้มัน ดีงามขึ้นมายิ่งจะนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรงขึ้นจากประชาชนที่กำลังประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ฝ่ายก้าวหน้าก็ไม่ควรจะพึงพอใจต่อความสิ้นไร้ไม้ตอกของแนวคิดเศรษฐกิจแบบทีปาร์ตี้  พวกเขาควรพยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความล้มเหลวของนโยบาย เคนส์เซียนที่อ่อนแรงของโอบามา  นอกเหนือจากความผิดพลาดเชิงยุทธวิธีที่เข้ารับผิดชอบวิกฤตและความล้มเหลวที่ไม่สามารถเสนอวาทกรรมต้านเสรีนิยมใหม่ที่มีพลังในการอธิบายวิกฤตแล้ว ปัญหาหลักของโอบามาและทีมงานของเขาก็คือความล้มเหลวที่จะเสนอทางเลือกอื่น เพื่อแทนที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้ว องค์ประกอบของทางออกที่ก้าวหน้านั้นได้ถูกคัดทิ้งออกไปโดยนักเศรษฐศาสตร์สาย เคนส์เซียนและสายก้าวหน้าซะเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่,  กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับสถาบันการเงิน, นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน, ภาษีสูงสำหรับคนรวย, การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, นโยบายอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว, การควบคุมเงินทุนไหลเข้าเพื่อเก็งกำไร, การควบคุมเงินลงทุนไหลกลับต่างประเทศ, การมีสกุลเงินของโลกและธนาคารกลางของโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลภายใต้โอบามาได้พยายามที่จะใช้มาตรการเหล่านี้บางส่วน แต่เนื่องจากความกระตือรือร้นที่ จะใช้หลักการร่วมสองพรรคในสภา, ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของบุคคลสำคัญในรัฐบาลกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและความ ล้มเหลวของบรรดาเทคโนแครตเช่น ซัมเมอรส์และเกทธ์เนอร์ที่ไม่สามารถข้ามพ้นกระบวนทัศน์ของเสรีนิยมใหม่ รัฐบาลนี้จึงล้มเหลวในการนำเสนอมาตรการเหล่านี้ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูป ทางสังคมที่มีขอบเขตกว้างขึ้นเพื่อทำให้การควบคุมและจัดการระบบเศรษฐกิจมี ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับฝ่ายก้าวหน้า บทเรียนที่น่าจะได้จากโอบามาโนมิคส์ (Obamanomics) ที่ไม่ทำงานก็คือ การจัดการแบบเทคโนแครตเท่านั้นยังไม่เพียงพอ นโยบายแบบเคนส์ต้องเป็นส่วน หนึ่งของวิสัยทัศน์และแผนที่กว้างขึ้นกว่านี้ ทั้งนี้ กลยุทธ์นี้จะต้องมีแรงผลักสำคัญ 3 ส่วนประกอบกัน คือ หนึ่ง การตัดสินใจที่มีความเป็นประชาธิปไตยในทุกระดับของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับองค์กรจนถึงการวางแผนในระดับมหภาค, สอง ต้องมีความเสมอภาคมากขึ้นในการกระจายตัวของความมั่งคั่งและรายได้ เพื่อชดเชยอัตราการเติบโตที่ต่ำอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสภาพ แวดล้อม และสาม การประสานร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับหลักปฏิบัติเรื่องการแข่งขัน ทั้งในด้านการผลิตการกระจายและการบริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวไม่สามารถถูกป้อนลงมาจากข้างบนโดยชนชั้นนำเทคโนแครตอย่างที่ เคยเป็นมาภายใต้รัฐบาลนี้อีกต่อไป ความผิดพลาดใหญ่หลวงประการสำคัญที่ผ่านมาก็คือการปล่อยให้ขบวนการเคลื่อนไหว ของมวลชนที่เคยส่งให้โอบามาเข้าสู่อำนาจต้องหมดพลังลงไป ดังนั้น ต้องดึงให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ฝ่ายก้าวหน้าเองคงจะได้บทเรียนสำคัญจากขบวนการทีปาร์ตี้แล้วว่าพวกเขาต้อง เข้าร่วมช่วงชิงพื้นที่กับทีปาร์ตี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในประเด็นเรื่อง ความอยู่รอดหรือปากท้องของคนอเมริกันในระดับรากหญ้า &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;สุญญากาศดำรงอยู่ไม่ได้นานตามธรรมชาติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครุกแมนทำนายว่าผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน "จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายไปอีกหลายปี” อย่างไรก็ตาม ภาวะสุญญากาศไม่สามารถดำรงอยู่ได้นานตามธรรมชาติ ความผิดพลาดที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นจุดร่วมกันของพวกที่เชื่อมั่นในระบบตลาดสุด โต่งกับเทคโนแครตสายเคนส์เซียนนั้น คือ เพิกเฉยต่อความกลัวของผู้ตกงาน ผู้ที่กำลังจะตกงานและประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดช่องว่างเช่นนั้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าคนเหล่านี้จะสร้างพลังทางสังคมขึ้นมาจัดการ กับความกลัวและปัญหาของพวกเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเติมเต็มที่ว่างนี้อย่างสร้างสรรค์ย่อมเป็นผลให้เกิดการฟื้นกำลังของฝ่าย ขวาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความกังวลที่น้อยลงสำหรับการแทรกแซงจากรัฐอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายขวาที่แข็งแกร่งขึ้นนี้จะเป็นฝ่ายขวาที่สามารถผนวกเอาแนวทางแบบเคนส์ เซียนของเหล่าเทคโนแครตเข้ากับแนวทางประชานิยมที่เป็นแนวปฏิกิริยาทางสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเรามีคำเรียกระบอบแบบนี้ว่า ฟาสซิสต์ และอย่างที่โรเจอร์ บูทล์ (Roger Bootle) ผู้เขียน The Trouble with Markets ได้เตือนพวกเราไว้ ชาวเยอรมันนับล้านได้ตาสว่างกับระบบตลาดเสรีและทุนนิยมในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ครั้งใหญ่ (ในทศวรรษ 1930s: ผู้แปล) แต่ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเสนอทางเลือกที่ทำได้ ทำให้ชาวเยอรมันตกเป็นเหยื่อของพรรคการเมืองที่เมื่อได้เข้าสู่อำนาจแล้ว กลับนำมาตรการแจกเงินแนวเคนส์เซียนที่สามารถลดอัตราว่างงานลงมายัง 3 เปอร์เซ็นต์เข้าผนวกกับข้อเสนอทางสังคมและวัฒนธรรมแบบต้านปฏิกิริยา (counterrevolutionary) ที่มีผลทำลายล้างอย่างเลวร้าย&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;br /&gt;ฟาสซิสต์ในสหรัฐอเมริกาฯ? มันไม่ได้ไกลเกินจริงอย่างที่คุณเคยคิดหรอก&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-4220089182774438578?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/4220089182774438578/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=4220089182774438578' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/4220089182774438578'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/4220089182774438578'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/11/political-consequences-of-stagnation.html' title='ผลลัพธ์ทางการเมืองของการชะงักงันทางเศรษฐกิจ'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-8812167798636814286</id><published>2010-11-08T17:46:00.003+02:00</published><updated>2010-11-08T17:52:30.958+02:00</updated><title type='text'>กระแสต้าน “การเปลี่ยนแปลง” ความท้าทายล่าสุดของโอบามา</title><content type='html'>&lt;blockquote&gt;คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หน้าการเมือง ทัศนะวิจารณ์ &lt;br /&gt;กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กันยายน 2553&lt;br /&gt;โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;28 สิงหาคม พ.ศ. 2506 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ที่ลินคอลน์เมมโมเรียล ในวอชิงตัน ดีซี ซึ่งทุกคนยังจดจำวลีอมตะที่ว่า “ผมเองมีความฝัน (I have a dream)”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;47 ปีต่อมา คนอเมริกันร่วมแสนมาชุมนุมในวันและสถานที่เดียวกัน เพื่อประกาศ “ฟื้นฟูเกียรติภูมิ” (Restoring Honor) ของอเมริกากลับคืนมา ในงานนี้ มีแขกสำคัญอย่างซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมาจากพรรครีพับลิกัน และมีผู้จัดและพิธีกรหลักคือ นายเกลน เบ็ค นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ช่อง “ฟ็อกซ์นิวส์” ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากจุดยืนแบบอนุรักษ์นิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เป็นตลกร้ายก็คือ ฝูงชนที่มาชุมนุมกันในนามของ “Tea Party Patriots” (คำแปลตรงตัวคือ ผู้รักชาติงานเลี้ยงน้ำชา) เพิ่งถูกโจมตีจากองค์กรพิทักษ์สิทธิคนผิวสีในสหรัฐฯ NAACP ว่ามีรูปแบบของการเหยียดสีผิวในขบวนการเคลื่อนไหว แต่กลับนำมรดกของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงมาใช้เป็นสัญลักษณ์อ้างอิงอันหนึ่งในการชุมนุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ชื่อ “ทีปาร์ตี้” อ้างอิงกลับไปถึงเหตุการณ์ “บอสตัน ทีปาร์ตี้” ในปลายศตวรรษที่ 18 ขณะที่อเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในขณะนั้น ประชาชนได้ประท้วงการเก็บภาษีชาจากอังกฤษโดยโยนถุงชาจำนวนมากลงในอ่าวบอสตัน เหตุการณ์นั้นกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการประท้วงการเก็บภาษีจากรัฐบาลที่ ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน เนื่องจากชาวอเมริกันไม่มีผู้แทนของตนในสภาของอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมและ ออกกฎหมายบังคับเก็บภาษีจากสินค้าต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เว็บไซต์ของเครือข่ายทีปาร์ตี้ได้นิยามขบวนการของตนไว้ว่า “ที ปาร์ตี้ คือ ขบวนการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าที่ต้องการสร้างความตระหนักต่อประเด็นต่างๆ ที่ท้าทายความมั่นคง อธิปไตยหรือความสงบเรียบร้อยภายในชาติอันเป็นที่รัก นั่นคือ สหรัฐอเมริกา”  ส่วนในถ้อยแถลงภารกิจ (Mission Statement) ของกลุ่มผู้รักชาติทีปาร์ตี้ ได้ระบุว่าแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ การใช้จ่ายและการเก็บภาษีที่สูงเกินไปของรัฐบาล ภารกิจของขบวนการนั้นจึงเป็นการเรียกร้อง ให้ความรู้ จัดตั้งและขับเคลื่อนให้ผู้คนได้ร่วมกันกำกับนโยบายสาธารณะเพื่อให้สอดคล้อง กับคุณค่าหลัก 3 ประการคือ ความรับผิดชอบทางการคลัง รัฐบาลที่ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและตลาดเสรี!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาชิกของทีปาร์ตี้เชื่อว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ได้คุ้มครองปัจเจกชนจากการถูกรัฐบาลเก็บภาษีสูง เพื่อให้แต่ละคนมี “เสรีภาพส่วนบุคคล” ในการใช้จ่ายรายได้หรือเงินที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง พวกเขาจึงคัดค้านการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลของรัฐบาลที่จะนำไปสู่การเก็บ ภาษีในอัตราสูงในอนาคต รวมถึงปฏิเสธการจัดหาสวัสดิการทุกประเภทให้แก่ประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชุมนุมในนามของทีปาร์ตี้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2552 และค่อยๆ ขยายตัวจนกลายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ปัจจุบัน เครือข่ายมีกิจกรรมทั้งเล็กและใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การจัดตั้งและรวมตัวอย่างต่อเนื่อง การชุมนุมเรียกร้องที่ผ่านมาคือ การคัดค้านโครงการจัดการสินทรัพย์ที่มีปัญหา (Troubled Asset Relief Program) ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา การคัดค้านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกฎหมายสร้างการลงทุนและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อเมริกัน (American Recovery and Reinvestment Act) ของประธานาธิบดีโอบามา รวมถึงปฏิเสธการปฏิรูประบบสวัสดิการสาธารณสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถพูดได้ว่าแก่นกลางของข้อเรียกร้องของขบวนการคือ การลดบทบาทของรัฐบาลทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมลงให้เหลือเพียงบทบาทของ “ผู้คุมกฎ” และรักษาความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้ สาวกของทีปาร์ตี้ก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า เสรีภาพส่วนบุคคลคือรากฐานของสังคมประชาธิปไตยขณะที่ตลาดเสรีเป็นผลผลิตของ เสรีภาพส่วนบุคคลดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 28 สิงหาคมตามหน้าสื่ออเมริกัน ทำให้ได้เห็นสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ผู้สนับสนุนทีปาร์ตี้ต่างสะท้อนทัศนคติที่ตรงกันในทำนองว่าคนรวยคือคนที่ทำงานหนัก ส่วนคนจนคือคนขี้เกียจ ดังนั้น การกระจายรายได้โดยรัฐจึงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ “ความฝัน” ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงที่เคยอยากเห็นลูกหลานชาวอาฟริกันอเมริกันได้ดำเนินชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับพลเมืองผิวขาวจะเป็นจริง ขึ้นมาแล้วก็ตาม (ถึงขั้นที่มีประธานาธิบดีผิวสีเป็นคนแรกด้วย!) แต่เราต้องไม่ลืมว่าคนอเมริกันจำนวนมากก็ยังคงวิ่งไล่ตามความฝันในแบบ “อเมริกันดรีม” ทั้งที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นมีแต่จะเขยิบห่างออกไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหลังสุดได้กระตุกให้เราหันหลังกลับมาทบทวนระบบ เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของอุดมการณ์เสรีนิยมในระดับโลกแล้วละก็ ในสังคม ไทยเอง สังคมอเมริกันน่าจะเป็นตัวแบบสุดโต่งที่เราสามารถนำมาตั้งคำถามและถกเถียง อย่างกว้างขวางว่านี่คือ คุณค่าที่เราอยากจะปลูกฝังในสังคมไทยหรือไม่?  ผมคิดว่าน่าจะมีใครรับเป็นเจ้าภาพในประเด็นสำคัญเช่นนี้ โดยเฉพาะในขณะที่สังคมกำลังตื่นตัวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-8812167798636814286?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/8812167798636814286/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=8812167798636814286' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8812167798636814286'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8812167798636814286'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/11/16-2553-28.html' title='กระแสต้าน “การเปลี่ยนแปลง” ความท้าทายล่าสุดของโอบามา'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-2699416632246900536</id><published>2010-09-12T07:30:00.001+03:00</published><updated>2010-09-12T07:34:16.051+03:00</updated><title type='text'>ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... อย่าให้เส้นผมบังภูเขา</title><content type='html'>คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ&lt;br /&gt;โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร&lt;br /&gt;วันที่ 18 สิงหาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องน่ายินดีที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจอย่างจริงจังกับการคุ้มครองสิทธิของผู้รับบริการสาธารณสุขถึงขั้นที่จะมีกฎหมายเฉพาะขึ้น ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ กฏหมายดังกล่าวยังคงเป็นเพียงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปในเดือนเมษายนและกำลังรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีตที่ผ่านมา หากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับผู้เข้ารับบริการด้านสาธารณสุข แพทย์หรือบุคคลากรทางการแพทย์ก็มักโต้แย้งว่าเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยหรือภาวะแทรกซ้อน ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้ให้บริการ เมื่อไม่มีการเยียวยาเฉพาะหน้าและขาดการคุ้มครองสิทธิของผู้รับบริการอย่างเป็นระบบ ผู้ได้รับความเสียหายจึงต้องดิ้นรนเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนไปตามกำลังและความสามารถของแต่ละคน  การจัดการกับปัญหานี้ในอดีตจึงมีลักษณะที่เรียกว่าตัวใครตัวมัน กล่าวคือ ผู้รับบริการแต่ละรายแบกรับความเสี่ยงกันเอาเอง หากเกิดความเสียหายขึ้นโดยเฉพาะกับผู้ที่มีฐานะยากจน เนื่องจากมีความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมต่ำ บ่อยครั้ง ผู้เสียหายต้องก้มหน้ารับ “โชคชะตา” ที่เกิดขึ้นและ “อยู่กับ” ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนไปตามลำพัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ได้พยายามสร้างกลไกที่จะเยียวยาความเสียหายในลักษณะดังกล่าว โดยกำหนดให้กันเงินจากกองทุนส่วนหนึ่งไว้จ่ายชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการการรับบริการโดยตรง แต่กลไกนี้ก็ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เพราะความช่วยเหลือนี้ครอบคลุมเฉพาะผู้ที่อยู่ในข่ายใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือบัตรทองเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหายเฉพาะหน้า ที่ไม่สามารถรอผลการพิสูจน์ถูกหรือผิดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกังวลและคับข้องใจต่อบริการด้านสาธารณสุขยังคงมีอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รับบริการที่ไม่มีทางเลือกนัก แต่รูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นเชิงอุปถัมภ์ระหว่างหมอกับคนไข้และความตื่นตัวเรื่องสิทธิของผู้รับบริการ (หรือผู้บริโภค) ที่ยังไม่มากนักในบ้านเราก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การฟ้องร้องต่อบุคลากรทางการแพทย์ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดได้ทำให้รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการด้านสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะการแข่งขันในตลาดทำให้ผู้ให้บริการวางบทบาทของตนเป็นมืออาชีพหรือนักวิชาชีพมากขึ้น จึงมีความสัมพันธ์ในระดับบุคคลกับผู้รับบริการน้อยลง นอกจากนี้ การแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่อดึงดูด “ลูกค้า” ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงของผู้รับบริการด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเพิ่มความรับผิดชอบของตนขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระดับสังคม หากยังไม่มีการจัดการกับความเสียหายที่เกิดกับผู้รับบริการสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจบริการด้านการแพทย์ก็มีแนวโน้มที่จะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเสียหายที่เกิดจากบริการสาธารณสุขนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับผลกระทบภายนอก (externalities) ที่ไม่พึงปรารถนาของสังคมรูปแบบอื่นๆ เช่นเป็นมลพิษทางเสียงหรือทางอากาศ เมื่อต้นทุนของการจัดการผลกระทบนี้ไม่เคยถูกนำไปคิดคำนวนอยู่ในต้นทุนของการผลิตหรือการให้บริการแล้ว สังคมก็มีแนวโน้มที่จะจัดสรรทรัพยากรแก่บริการด้านสาธารณสุขมากเกินไป เพราะทรัพยากรบางส่วนที่ควรจะเป็นของสังคมหรือผู้ได้รับผลกระทบกลับถูกโยกย้ายไปให้กับผู้ให้บริการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยหลักการ ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... นั้นแก้ไขปัญหาการจัดสรรทรัพยากรดังกล่าวโดยกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง คือ สถานพยาบาล ทั้งของรัฐและเอกชนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเยียวยาความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น รวมทั้งจ่ายเงินชดเชยโดยตรงเมื่อปรากฎว่าความเสียหายเป็นผลจากการกระทำของผู้ให้บริการ วิธีการนี้จึงทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น ที่กล่าวว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนทางสังคมที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้นถูกนำกลับไปคิดเป็นต้นทุนในการผลิตบริการสาธารณสุข (ถึงแม้จะมีการผลักภาระบางส่วนไปยังผู้รับบริการก็ตาม) ส่วนที่กล่าวว่าเป็นธรรมเพิ่มขึ้น ก็เพราะสังคมได้เฉลี่ยและกระจายต้นทุนหรือความเสี่ยงอย่างทั่วถึงกันมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ผู้รับบริการแต่ละคนแบกรับความเสี่ยงกันไปตามยถากรรมเช่นที่ผ่านมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของการกำหนดความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้หลักการเรื่องความรับผิดชอบทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการเยียวยาผู้เสียหาย ไม่ใช่หลักการลงโทษผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมุ่งเอาผิดแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อย่างที่เข้าใจกัน ทั้งนี้ การมุ่งเน้นการเยียวยาความเสียหายเฉพาะหน้าโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ถูกหรือผิด จะมีส่วนอย่างสำคัญในการลดความคับข้องใจของผู้เสียหายลงและถือว่าช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่างผู้ให้และรับบริการลงในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเลยที่จะเพ่งโทษไปที่ตัวบุคคลผู้ให้บริการหรือการกำหนดให้ผู้เสียหายต้องเลือกระหว่างการใช้ช่องทางการรับเงินชดเชยหรือการฟ้องร้องคดีทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว (มาตรา 34 ของร่างฉบับของรัฐบาล) ก็แสดงเจตนารมณ์ที่แน่ชัดว่าต้องการที่จะสร้างกลไกการจัดการความขัดแย้งที่เน้นการเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณีและหวังที่จะลดการฟ้องร้องคดีอาญาที่อาจเกิดขึ้น จึงต้องถือว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ไม่น้อยไปกว่าผู้รับบริการด้านสาธารณสุขเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจะน่าเสียดายถ้าหากว่าข้อถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ยังไม่ชัดเจนจะมาบดบังหลักการที่ดีของร่างกฎหมายฉบับนี้ ในลักษณะเดียวกับเส้นผมบังภูเขา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-2699416632246900536?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/2699416632246900536/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=2699416632246900536' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/2699416632246900536'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/2699416632246900536'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/09/blog-post_12.html' title='ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... อย่าให้เส้นผมบังภูเขา'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5050437167653727571</id><published>2010-09-12T07:20:00.003+03:00</published><updated>2010-09-12T07:28:33.994+03:00</updated><title type='text'>ประเด็นท้าทายของการปฏิรูปประเทศไทย</title><content type='html'>คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ&lt;br /&gt;โดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร&lt;br /&gt;วันที่ 21 กรกฎษคม 2553&lt;br /&gt;-----------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่ทราบกันดีว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมา 2 ชุดคือ คณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุนและนายแพทย์ประเวศ วะสีเป็นประธาน ตามลำดับ ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วยอดีตข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในความเชี่ยวชาญจำนวน 19 คน ขณะที่คณะกรรมการชุดหลังประกอบด้วยตัวแทนของสาขาอาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ สถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่างๆ อีก 27 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการปฏิรูปชุด “อิน-จัน” นี้คงไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ ประการแรก ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการทั้งสองล้วนมีบทบาทในสังคมกันมาอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะในฐานะของปัญญาชนสาธารณะ นักเคลื่อนไหวหรือผู้ที่มีโอกาสชี้นำการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านต่างๆ กรรมการบางท่านก็ได้มีโอกาสเสนอแนะแนวความคิดของท่านในเรื่องปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่อง ประการต่อมา ถึงแม้ว่าวิกฤตสังคมในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาจะสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแคลนองค์ความรู้ในการจัดการความขัดแย้งและต้องการข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ประเด็นของการปฏิรูปกลับไม่ได้อยู่ที่ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องการสร้างบรรยากาศทางการเมืองและปัจจัยทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้พลัง “ก้าวหน้า” ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสามารถทำงานได้ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 2535 อันนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองขนานใหญ่ในขณะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภารกิจหลักของคณะกรรมการทั้งสองชุด จึงไม่น่าใช่การหาคำตอบว่าเราจะปฏิรูปอะไรและอย่างไร แต่เป็นการทำให้เกิดเงื่อนไขของการปฏิรูป ซึ่งความท้าทายอยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายของความขัดแย้งยอมรับและสนับสนุนการปฏิรูปและการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปทั้งสองชุดดังกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงื่อนไขของการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าคณะกรรมการปฏิรูปทั้งสองชุดจะประกอบไปด้วย “คนดี” หรือ “คนเก่ง” มากเพียงใด ในสังคมประชาธิปไตย การตัดสินใจว่าจะปฏิรูปโครงสร้างส่วนไหน อย่างไรนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือกันของ “ผู้รู้” เพียงกลุ่มหนึ่งได้ คณะกรรมการทั้งสองชุดจึงเป็นเพียงกลไกหรือผู้อำนวยให้เกิดการปฏิรูปเท่านั้น นอกจากนี้ การตัดสินใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นประเด็นการเมืองที่จะส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรใหม่ในสังคม กระบวนการตัดสินใจในเรื่องการปฏิรูปจึงต้องได้รับความไว้วางใจจากคนส่วนใหญ่และจะต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนโดยวิธีการแบบประชาธิปไตย ดังนั้น คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปหรือกรรมการชุดของหมอประเวศจึงต้องมุ่งเน้นในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้างอย่างจริงจังที่สุด เพื่อให้สังคมส่วนรวมยอมรับว่าการปฏิรูปที่กำลังเกิดขึ้นจะผลักดันไปสู่สังคมในรูปแบบที่เขารับได้ร่วมกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาดูเงื่อนไขและบรรยากาศในสังคมท่ามกลางการคงประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) ปรากฏว่ายังคงมีกลุ่มคนจำนวนมากที่ถูกกีดกันออกจากกระบวนการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะโดยถูกริดลอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยตรงหรือถูกผลักออกไปจากกระบวนการโดยทางอ้อม เนื่องด้วยความหวาดกลัว คับข้องใจ ความระแวงหรือความคับแค้น อันเกิดจากผลของเหตุการณ์ปะทะในเดือนเมษายนและ/หรือการสลายชุมนุมที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่กระบวนการตรวจสอบและค้นหาความจริงยังคงไปไม่ถึงไหนก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก ฉุกเฉินเพื่อการเปิดพื้นที่สำหรับความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะคู่กรณีในความขัดแย้งกับรัฐโดยตรง นั่นคือ กลุ่มคนเสื้อแดง จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นประการแรกสำหรับการผลักดันให้การปฏิรูปสามารถเดินหน้าไปได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนและผลักดันให้กลไกที่สำคัญอย่าง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธานนั้นสามารถทำหน้าที่อย่างอิสระและไม่เนิ่นนานจนเกินไป เพราะความปรองดองถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับกระบวนการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าผลสรุปของการศึกษาเรื่องการปฏิรูปประเทศจะออกมาอย่างไร ถ้าหากว่ารัฐบาลได้แสดงความจริงใจในการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่อยู่อีกด้านของความขัดแย้งและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากพลังทุกส่วนในสังคมแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้งสองชุดก็น่าจะได้รับการยอมรับและสนับสนุนอย่างดีจากคนทุกกลุ่ม รวมทั้งกระบวนการปฏิรูปก็น่าจะเริ่มต้นขับเคลื่อนได้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากว่ารัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกฯ อภิสิทธิ์ยังคงเลือกที่จะละเลยคนบางส่วนของประเทศ เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้นิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์แล้วละก็ การปฏิรูปประเทศซึ่งถือเป็นการทำงานระยะยาวและเกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างและสถาบัน ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ซ้ำร้าย เราก็อาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเฉพาะหน้า โดยการบ่มเพาะความเกลียดชังและไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมให้มากขึ้นด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5050437167653727571?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5050437167653727571/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5050437167653727571' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5050437167653727571'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5050437167653727571'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='ประเด็นท้าทายของการปฏิรูปประเทศไทย'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-8393971759377560604</id><published>2010-07-20T09:30:00.002+03:00</published><updated>2010-07-20T09:33:45.072+03:00</updated><title type='text'>วิพากษ์อารมณ์โหยหา “ศูนย์การค้า” ของคนเมือง</title><content type='html'>เขม่าควันไฟและคราบดินปืนยังไม่ทันจางหายไปจากถนนธุรกิจกลางกรุงเทพฯ บรรยากาศก็ดูเหมือนจะถูกเร่งให้กลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ที่จังหวะการหมุนของเงินไวกว่าการเต้นของชีพจรอย่างน่าใจหาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะคนหนึ่งที่สนใจศึกษาระบบทุนนิยม โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจและพฤติกรรมของตัวละคร ในระบบ ปรากฏการณ์ที่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่รีรอที่จะกระโจนกลับเข้าสู่สมรภูมิการบริโภคนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ ยิ่งเมื่อพิจารณาความรุนแรงที่พึ่งเกิดขึ้นด้วยแล้ว ก็ยิ่งขับเน้นให้ภาพของความกระตือรือร้นที่จะกลับไป “ช็อป” ดูน่าขันและน่าศึกษาขึ้นไปอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิที่ต้องหยุดชะงักไปก่อนหน้านี้ไม่ส่งผลดีกับภาคธุรกิจ ปฏิกริยาเชิงรุกของผู้ประกอบการที่กำลังโหมแคมเปญลดราคาสินค้าเพื่อชดเชยการขาดทุนจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่สำหรับผู้บริโภค ซึ่งไม่ว่าจะมีสถานะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือไม่ก็ตาม อารมณ์ “โหยหาศูนย์การค้า” เป็นพฤติกรรมที่น่าวิเคราะห์เพราะสะท้อนลักษณะทางสังคมและมานุษยวิทยาเศรษฐกิจของเราบางประการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุค โบลตานสกี (Luc Boltanski) และอีฟ ชีอาเปลโล (Eve Chiappello) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสซึ่งศึกษาวาทกรรมด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่โดยวิธีที่เรียกว่าสังคมวิทยาของทุนนิยม (sociology of capitalism) พยายามศึกษาว่าอะไรเป็นเหตุให้ผู้คนถูกดึงดูดเข้าไปสัมพันธ์กับระบบทุนนิยม ทั้งที่ “ระบบทุนนิยมนั้นถือเป็นระบบที่ไร้สาระหรือไม่มีเหตุและผล (capitalism is an absurd system)” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าไร้สาระก็เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ทั้งนายทุนและลูกจ้างที่กินเงินเดือนต่างมีความสัมพันธ์เชิงขัดแย้งกับระบบทั้งสิ้น กล่าวคือ ผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตหรือนายทุนนั้นไม่สามารถจะหยุดอยู่นิ่งได้ท่ามกลางภาวะการแข่งขันกันสะสมทุน ทำให้ไม่เคยได้บรรลุถึงเป้าหมายสุดท้ายของตน ขณะที่ลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนเองยิ่งไม่เคยมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะนอกจากจะต้องสูญเสียความสามารถในการควบคุมปัจจัยการผลิตของตนนั่นคือแรงงานแล้ว ยังต้องสุ่มเสี่ยงกับความไม่แน่นอนจากวิกฤตเศรษฐกิจและการตกงานที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะผันตัวเองไปเป็นนายทุนซะเอง ซึ่งก็ทำไม่ได้ง่ายๆ และถึงจะทำได้ ก็ต้องพบกับความเสี่ยงและการแข่งขันไม่สิ้นสุดอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โบลตานสกีและชีอาเปลโลอธิบายว่าพลังที่ตรึงผู้คนไว้กับระบบที่เปราะบางนี้ สามารถอธิบายได้ในสองระดับ ระดับแรกหรือระดับนามธรรม คือระบบคุณค่าและความเชื่อในสังคมซึ่งถูกใช้เพื่ออธิบายและสร้างความชอบธรรมให้กับทุนนิยม (ในความเป็นจริง ตัวของระบบมีพลวัตรและปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามช่วงเวลา) ทั้งสองคนเรียกระบบคุณค่านี้ว่า “จิตวิญญาณของทุนนิยม (Spirit of capitalism)” ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ส่วนในระดับที่สองหรือระดับรูปธรรม คือการแสดงออกของระบบความเชื่อดังกล่าวในมิติเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในรูปของความรู้สึกของแต่ละคนภายหลังทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้นและท้าทาย ความมั่นคงหรือแม้กระทั่งความเป็นธรรมก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาระบบคุณค่าและความเชื่อที่สนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในสังคมไทยถือเป็นเรื่องท้าทายและอาจช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมชนชั้นกลางไทยอย่างเป็นระบบมากว่าการคาดเดาอย่างที่ทำกันอยู่ในขณะนี้  โดยเฉพาะปรากฏการณ์โหยหาศูนย์การค้าของชนชั้นกลางที่กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มที่พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมจากการกระทำของรัฐและเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;ผู้เขียนขออนุญาตยกตัวอย่างสโลแกนจากแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง (ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ราชประสงค์โดยตรง) ที่เชิญชวนให้คนกลับไป “ช็อปให้หายคิดถึง” เพราะมีนัยที่สะท้อนการทำงานของวาทกรรมในระบบทุนนิยมที่น่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักภาษาศาสตร์เชื่อว่า “วาทกรรมเชิงทุนนิยม (capitalist discourse)” มักเชื่อมโยงการบริโภคเข้ากับความรักหรือความต้องการ (love or desire) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฌาคส์ ลากอง (Lacan) นักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงได้กล่าวว่าทุนนิยมเป็นระบบที่ทำงานอยู่บนความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้ วาทกรรมในทุนนิยมจึงมักจะออกมาในรูปของการทำให้คนเชื่อว่าเรากำลังขาดความสุข แต่ความสุขก็สร้างขึ้นได้ด้วยตัวเราเองโดยไม่ต้องรอ ผ่านทางการบริโภค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในสังคมที่มีการบริโภคเข้มข้นหรือบริโภคนิยม จะมีการจัดความสัมพันธ์ภายในสังคมใหม่ เพราะวาทกรรมทุนทำงานโดยผ่านการสร้างความสัมพันธ์แบบประธานกับกรรม (subject-object) หรือผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ แทนที่จะเป็นประธานกับประธาน (subject-subject) ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์พื้นฐานที่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างคนจึงถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัตถุสิ่งของ ลากองจึงเชื่อว่าลัทธิบริโภคนิยมมีผลในลักษณะต่อต้านสังคม (anti-social effect) และมีแนวโน้มที่จะทำลายสายใยและความผูกพันระหว่างผู้คนภายในสังคมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าเป็นการโยนบาปให้ระบบทุนนิยมมากเกินไปหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าทุนนิยมและบริโภคนิยมกำลังทำลายสายสัมพันธ์ของคนภายในสังคมไทยลง  เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากหลบหนีจากความจริงไปหา “ความสุข” ตรงที่คนไทยเคยประหัตประหารกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" กรุงเทพธุรกิจ 24 มิถุนายน 2553)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-8393971759377560604?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/8393971759377560604/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=8393971759377560604' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8393971759377560604'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8393971759377560604'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='วิพากษ์อารมณ์โหยหา “ศูนย์การค้า” ของคนเมือง'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-109672938731920726</id><published>2010-05-28T10:48:00.000+03:00</published><updated>2010-05-28T10:53:13.246+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Current issue; Controversy'/><title type='text'>ใช่.. เราทำได้ (จริงหรือ?)</title><content type='html'>แผนปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (Health Care Reform) ของประธานาธิบดีโอบามาได้ผ่านการรับรองจากทั้งสองสภาและนายโอบามาได้จรด ปากกาเซ็นผ่านเป็นกฎหมายไปสดๆ ร้อนๆ ในวันอังคารที่ 23 มีนาคมผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะทางการเมืองที่พรรคเดโมแครตภาคภูมิใจและถือเป็นการ ตัดสินใจเชิงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ของอเมริกันครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะทันทีที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลที่เคยถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติโดยข้อบังคับและ เงื่อนไขของบริษัทประกันจะได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนายโอบามาและพรรคเดโมแครตได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยและหายจากอาการ “แฮงค์โอเวอร์” ในการฉลองชัยชนะครั้งนี้ ก้าวต่อไปของเขาก็จะเป็นการผลักดันเรื่องการรื้อกฎระเบียบของตลาดเงินตลาด ทุน ที่เป็นต้นตอให้เกิดวิกฤติภาคการเงินในปี 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ประเมินผลการดำเนินการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีโอบามาในช่วงปีที่ผ่านมาเพราะมาตรการชุดดังกล่าวเพิ่งจะมีอา ยุครบ 1 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความสนใจของสังคมจะมุ่งไปสู่แผนปฏิรูปด้านสุขภาพและการเงินต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฎหมายสร้างการลงทุนและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอเมริกัน (ARRA) หรือกฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ปี 2552 และมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ ช่วยเหลือ, ฟื้นตัว และสร้างการลงทุน (Rescue, Recovery, Reinvestment) โดยใช้ประโยชน์จากงบประมาณจำนวนกว่า 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาปัญหาและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของวัตถุประสงค์ เงินงบประมาณ 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถูกจัดสรรออกเป็นสามส่วนที่มีขนาดพอกัน โดยหนึ่งในสามส่วนของงบประมาณทั้งหมดจะถูกใช้ในรูปของการลดหย่อนภาษีสำหรับ บุคคลและธุรกิจ อีกหนึ่งในสามส่วนเป็นงบประมาณในรูปของการลดภาษีที่จ่ายช่วยเหลือให้กับผู้ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงให้กับรัฐบาลมลรัฐและท้องถิ่นเพื่อให้สามารถคงการจ้างงานเดิมไว้ได้ ขณะที่ส่วนสุดท้ายจะเป็นส่วนของการลงทุนโดยตรงของรัฐบาล สำหรับสร้างสาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุขและลงทุนด้านพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน ระยะเวลาถึง 10 ปี แต่ด้วยความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับการ ลดลงของอุปสงค์รวม (aggregate demand) ระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนี้จึงออกแบบให้เกิดการใช้มาตรการทางการคลัง ตลอดช่วง 2 ปีแรกหลังจากที่กฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประกาศใช้หรือระหว่างปี 2552-2553 ในปริมาณเงินที่เท่ากัน ขณะที่งบประมาณอีกกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เหลือจะถูกใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีถัดไป คือ หลังจากปี 2554 เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ สิ้นปี 2552 รัฐบาลสหรัฐได้ดำเนินการทางการคลังไปแล้วคิดเป็นเงินงบประมาณกว่า 263 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณหนึ่งในสามส่วนของแผนการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปของภาษีที่ลดลงให้แก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ รวมทั้งได้ใช้จ่ายงบประมาณในรูปของการลงทุนโดยผ่านรัฐบาลท้องถิ่นในโครงการ และกิจกรรมต่างๆ คิดเป็นเงินกว่า 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้ โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่ายงบประมาณ รายงานที่สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (Congressional Budget Office) ร่วมกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี (Council of Economic Advisers) เปิดเผยว่า ภายหลังจากครบรอบ 1 ปีของการใช้กฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผลที่เกิดขึ้นคือ มีการสร้างงานหรือรักษาตำแหน่งงานที่อาจจะสูญเสียไปเพราะเศรษฐกิจถดถอยไว้ ได้กว่า 2 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากการจ้างงานในภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนโดยรัฐบาลท้องถิ่นและ มลรัฐ รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานการประเมินผลการดำเนินการตามกฎหมายสร้างการลงทุนและการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจอเมริกันของหน่วยงานต่างๆ ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดผลกระทบใน แง่บวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงได้เริ่มขยับสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ขณะที่การเพิ่มขึ้นของจำนวนงานที่เกิดจากการเลิกจ้างลดเหลือเพียงหนึ่งในสิบ ส่วนของจำนวนที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาสแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าโอบามาจะประสบความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายสำคัญสองฉบับ ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งเพียงหนึ่งปีเศษ และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอเมริกันก็เริ่มมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงที่ยังรอคอยการพิสูจน์จากเขา น่าจะเป็นความท้าทายในเชิงอุดมการณ์และแนวคิดเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งนายโอบามาจะต้องผลักดันให้เกิดการทบทวนและปฏิรูปกระบวนทัศน์เกี่ยวกับ “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เป็นธรรมยิ่งขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างแท้จริงให้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2553&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-109672938731920726?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/109672938731920726/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=109672938731920726' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/109672938731920726'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/109672938731920726'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/05/blog-post_1547.html' title='ใช่.. เราทำได้ (จริงหรือ?)'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-350115346411291123</id><published>2010-05-28T10:46:00.001+03:00</published><updated>2010-05-28T10:54:04.187+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='right-based approach'/><title type='text'>ทำไมความยากจนจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน!</title><content type='html'>กัลยาณมิตรท่านหนึ่งเคยบ่นให้ฟังว่าเขาเองไม่สู้จะเห็นด้วยนัก ที่องค์กรพัฒนาเอกชนมักกล่าวว่า ความยากจนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์จากการทำงานทำให้ผมมั่นใจว่าปฏิกิริยาเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่มีรากฐานมาจากความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน กับการพัฒนาในสังคมไทยที่ยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะกล่าวอย่างอุปมาอุปไมย ก็คือ สาเหตุที่ประเด็นความยากจนไม่เคยถูกพิจารณาในมุมมองสิทธิมนุษยชนนั้นเกิดจาก ข้อต่อของสายโซ่ที่ขาดหายไป 2 ชิ้น นั่นคือ ห่วงโซ่ที่ผูกพันรัฐกับภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในมิติต่างๆ ของประชาชน รวมทั้งห่วงโซ่ที่ร้อยรัดการพัฒนาในมิติทางเศรษฐกิจเข้ากับมิติทางสังคมและ วัฒนธรรม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันในกติการะหว่างประเทศและอนุสัญญาเกี่ยวกับ สิทธิต่างๆ รวม 6 ฉบับ ซึ่งฉบับที่เกี่ยวข้องกับ "เรื่องปากท้อง" โดยตรง คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant of Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคีในปี 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีนั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามหลักการ รัฐบาลจึงมีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ สิทธิในการมีงานทำและมีเงื่อนไขการทำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและสิทธิที่จะหยุดงาน สิทธิที่จะได้รับสวัสดิการ และการประกันด้านสังคม สิทธิที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดีเพียงพอ สิทธิในสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ฯลฯ เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างเต็มที่ โดยเริ่มจากระดับของทรัพยากรที่มีอยู่ และดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าขึ้นไปเป็นลำดับขั้น อย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังถูกกำหนดจากฐานคิดด้านการพัฒนาที่ คับแคบ และละเลยที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิต่างๆ แม้กระทั่งสิทธิทางเศรษฐกิจอย่างสิทธิในการมีงานทำ และมีเงื่อนไขการทำงานที่เป็นธรรม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ไม่ใช่ปัญหาของผู้กำหนดนโยบาย หรือนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่กระบวนการกำหนดนโยบายถูกครอบงำ โดยความคิดแบบกระแสหลักที่หมกมุ่นกับตัวเลขอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ บูชากลไกตลาดมากเกินไป เพราะหลงในมายาคติว่าการแข่งขันเสรีของระบบตลาดนั้นเป็นข้อเท็จจริง แทนที่จะเป็นเพียงสมมติฐานในทางทฤษฎี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้ว ความล้มเหลวของรัฐในการดำเนินนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและประกันความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่มีฐานะยากจนในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน ผู้หญิงในชนบท คนพิการและชนกลุ่มน้อย ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลของการดำเนินนโยบายของรัฐในด้าน การพัฒนา ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งล่าสุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการศึกษาล่าสุดของสหประชาชาติเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจกับการศึกษา ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างงบประมาณที่ต้องการสำหรับด้านการศึกษากับ จำนวนที่รัฐบาลจัดให้จริงนั้น กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เข้าเรียน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ จึงเกิดความตื่นตัวอย่างมากในช่วงหลังวิกฤติ ในการทบทวนกรอบความคิดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐ ทั้งนี้ งานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Rethinking Macro Economic Strategies from a Human Rights Perspective - Why MES with Human Rights (ทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมหภาคจากมุมมองทางด้านสิทธิมนุษยชน) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ อังกฤษ และแอฟริกาใต้ ตามลำดับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานนี้ได้เสนอการวิเคราะห์ที่ใหม่และรอบด้านอย่างยิ่ง ในแง่ของการประเมินและตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค จากมุมมองของการคุ้มครองสิทธิทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมโดยการดำเนินนโยบายและมาตรการของรัฐ ตามกรอบของกติการะหว่างประเทศ โดยในรายงานวิจัยนี้ มีบทหนึ่งที่แนะนำแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้กับนักเศรษฐศาสตร์ และอีกบทที่แนะนำศัพท์วิชาการในการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคให้กับนักสิทธิ มนุษยชน ที่สำคัญ ทีมนักวิจัยได้นำเสนอเครื่องมือที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในปริมณฑล ซึ่งประเด็นทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนมาพบกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงได้แนะนำให้กัลยาณมิตรคนดังกล่าวกลับไปอ่านรายงานวิจัยฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนจากกัน ผมได้ทิ้งท้ายไว้แบบทีเล่นทีจริง ว่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเขา เพราะที่ถูกต้องควรจะเป็น "ความยากจนถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงที่สุดรูปแบบหนึ่ง ที่รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 17 มีนาคม 2553&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-350115346411291123?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/350115346411291123/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=350115346411291123' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/350115346411291123'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/350115346411291123'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/05/blog-post_1532.html' title='ทำไมความยากจนจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน!'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-1406112367098616638</id><published>2010-05-28T10:41:00.001+03:00</published><updated>2010-05-28T10:54:17.153+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Philosophy; Philosophers'/><title type='text'>มือที่เราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น?</title><content type='html'>นอกจากเราจะพบเห็นชุมชนขนาดใหญ่ของแรงงานข้ามชาติใน จังหวัดตามแนวพรมแดนอย่างตากหรือระนอง ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างพังงาหรือภูเก็ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมทั้งในเขตอุตสาหกรรมของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างเช่น สมุทรปราการหรือสมุทรสาครแล้ว ในเขตเมืองของกรุงเทพฯ ก็มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากทั้งหญิงและชายที่ทำงานตามบ้าน ร้านอาหารและทำงานก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ จึงถือเป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่งของสังคมไทยอย่างแยกไม่ออก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ ข้อเท็จจริงนี้กลับถูกละเลยในสังคมไทยและนโยบาย รวมทั้งมาตรการด้านความมั่นคงก็แสดงความลักลั่นกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่ว่าแรงงานเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าไทยลดต่ำลงไป มากกว่าที่เป็น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แรงงานเหล่านี้ได้รับตอบแทนกลับเป็นค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม สภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ไม่ต่างจากทาส รวมทั้งมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่ว่าพวกเขาจะมีเอกสารรับรองการทำงานหรือไม่ก็ตาม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างที่ผู้เขียนได้เคยสัมผัสด้วยตนเอง พนักงานเสิร์ฟอาหารในเขตอำเภอแม่สอด จะได้รับค่าตอบแทนคิดเป็นรายเดือนเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 บาท บางรายอาจจะได้ 700 หรือในบางกรณีอาจจะสูงถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการและปัจจัยอื่นๆ อาทิเช่น ทักษะของคนงาน ความพึงพอใจและระดับของ "มนุษยธรรม" ของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณงานและผลกำไรที่คนงานเหล่านี้ผลิตขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคนงานในโรงงานที่ผู้เขียนได้สอบถาม ส่วนใหญ่ตอบว่าได้รับค่าจ้างเฉลี่ยประมาณวันละ 70-80 บาท ขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดตากในปัจจุบัน คือ 151 บาทต่อวัน จะเห็นว่าแรงงานเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอัตราที่กฎหมาย กำหนด ไม่ต้องพูดถึงจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เกินเวลาโดยไม่มีค่าชดเชย และการไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งวันหยุดตามที่กฎหมายกำหนด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนักธุรกิจ อาจมองว่าการแข่งขันในด้านอุปทานแรงงานนี้ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่ ต้องการ! &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีคิดดังกล่าวแลดูสมเหตุผลและตรงกับหลักการของกลไกตลาด หรือ "มือที่มองไม่เห็น" ของ อดัม สมิท ที่มักถูกลดทอนลงเหลือเพียงใจความว่า "การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวในระดับปัจเจก ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระดับสังคม!"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่คุ้นเคยกับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง ก็อาจหยิบยกประโยคที่โด่งดังของสมิทจาก The Wealth of Nation มาเสริมว่า "ไม่ใช่เพราะความใจดีของพ่อค้าหมู คนหมักเบียร์หรือคนทำขนมปังหรอก ที่ทำให้เรามีอาหารเย็นรับประทาน แต่เป็นเพราะความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของคนเหล่านี้ต่างหาก พวกเราไม่ได้พูดถึงมนุษยธรรมกับพวกเขาแต่เป็นความ รักตัวเอง และเราไม่เคยบอกกับพวกเขาให้มองถึงความจำเป็นของเรา แต่เป็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเป็นจริง เราไม่สามารถทำความเข้าใจความคิดของอดัม สมิท อย่างถ่องแท้หากไม่ศึกษางานเขียนหลักของเขาสองเล่มควบคู่กัน เล่มแรก คือ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nation (การศึกษาคุณลักษณะและสาเหตุของความมั่งคั่งของชาติ) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า The Wealth of Nation ส่วนอีกเล่ม คือ The Theory of Moral Sentiments (ทฤษฎีของความรู้สึกทางศีลธรรม)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่สมิทมุ่งเน้นถึงบทบาทของประโยชน์ส่วนตัวใน The Wealth of Nation ในฐานะพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในระดับจุลภาค และเขาพยายามฉายภาพให้เห็นกลไกการจัดระเบียบภายใน "ตลาด" ใน The Theory of Moral Sentiments เขากลับพูดถึงด้านที่ตรงกันข้ามของธรรมชาติมนุษย์ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและความรู้สึกร่วมของสังคม สำหรับสมิทแล้ว ประโยชน์ของชาติและปัจเจกบุคคลจะผสานกลมกลืนกัน เมื่อกลไกทั้งสองทำงานทำงานควบคู่กันไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไป ในมโนทัศน์ของอดัม สมิท มนุษย์จึงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจที่หิวโหยและบริโภคได้ทุกอย่างแม้ กระทั่งซากของเสีย หากแต่มนุษย์คือผู้ที่แสวงหาความสุขและสวัสดิการ ทั้งในฐานะปัจเจกและในฐานะสมาชิกของครอบครัว ของรัฐและของสังคมที่เป็นสุข ดังนั้น  จึงเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายหากคิดว่า "มือที่มองไม่เห็น"  ก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำงานของระบบเศรษฐกิจ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อระบบสังคมเป็นมากกว่าพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์ ส่วนตัว ยิ่งไปกว่านั้น ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจและกระทำในระดับปัจเจก ชุดของจริยธรรมในระดับสังคมและการทำงานของระบบเศรษฐกิจนั้นเชื่อมโยงและ สัมพันธ์ส่งผลต่อกันเป็นโยงใย กระบวนการวางแผนและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้เป็นทางเลือกระหว่างประโยชน์ส่วนตนหรือจริยธรรมในระดับสังคม แต่ต้องคำนึงถึงทั้งสองระดับควบคู่กันไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้เพียงวิธีคิดแบบกลไกตลาด ที่วางอยู่บนฐานของแนวความคิดเรื่องการแข่งขันหรือประโยชน์ส่วนตัวที่แยก ส่วนและบิดเบี้ยวมากำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจนั้น กำลังทำให้เกิดการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนจำนวนมากในสังคมไทย และกำลังส่งผลให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งความเกลียดชังและความหวาดกลัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มือของคนงานเหล่านี้ที่ฝืนทนทำงาน เพื่อให้คุณได้กอบโกยกำไรและได้บริโภคสินค้าราคาถูกต่างหาก ที่คุณน่าจะเหลือบตามองดูบ้าง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 10 ธ.ค. 2552&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-1406112367098616638?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/1406112367098616638/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=1406112367098616638' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/1406112367098616638'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/1406112367098616638'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/05/blog-post_28.html' title='มือที่เราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น?'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-171944202116972128</id><published>2010-05-28T10:36:00.000+03:00</published><updated>2010-05-28T10:54:53.705+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Capitalism'/><title type='text'>เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมีงานทำ</title><content type='html'>เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดของสหรัฐ ได้กล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐว่า "จากมุมมองทางเทคนิค พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในขณะนี้ และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง ทศวรรษที่ 1930 จะสิ้นสุดลง แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็พบว่าเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางและอ่อนแอ ...เนื่องจากอัตราว่างงานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง..."&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานการวิเคราะห์วิกฤติภาคการธนาคารของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ก็สอดคล้องกับท่าทีที่ระมัดระวังของนายเบน เบอร์นันเก้ เมื่อกล่าวถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวนั้น อาจต้องใช้ระยะเวลาพักใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ทำให้เกิดการลดลงของการผลิต การจ้างงาน รวมถึงผลกำไรหรือการลงทุนในอนาคต ส่งผลให้การฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่คาดการณ์กัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบริบทของสหรัฐ อุปสรรคสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็คือ อัตราว่างงานที่สูง สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐ ระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประชากรกว่า 7.5 แสนคน ต้องกลายเป็นแรงงาน "ที่ถูกบั่นทอนกำลังใจ" (discouraged worker) คือ เลิกล้มความตั้งใจที่จะหางาน เพราะเชื่อว่าไม่มีงานเพียงพอสำหรับตน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการ เพื่อสร้างงานใหม่และการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนงานเหล่านี้อย่างเร่งด่วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเทศไทย ผู้บริหารนโยบายและนักวิจัยอาวุโสส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ปัจจัยทางด้านนโยบาย การเงิน การคลังและสถานการณ์การส่งออกเมื่อถูกถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว  อาทิเช่น นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และการฟื้นตัวจะเป็นรูปตัว U แต่ก็มีความเสี่ยงจะเป็นรูปตัว L ได้ หากดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในทำนองเดียวกัน ว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นรูปตัว U ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่นเศรษฐกิจโลก ความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมือง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมุมมองของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาใหม่คงจะเป็นสิ่ง สำคัญลำดับต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ล่อแหลมและอันตรายมาก ก็คือ ความพยายามสร้างความเชื่อมั่นมากเกินไปจนละเลย "ความเป็นจริง" ทางเศรษฐกิจและสังคม อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ความเป็นจริง" ดังกล่าว ก็คือ สถานการณ์การเลิกจ้างที่น่าเป็นห่วง สภาพการทำงานที่สุ่มเสี่ยงและไร้ความมั่นคงของแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน "นอกระบบ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาคอุตสาหกรรมของไทย การปิดตัวลงของสถานประกอบการที่มีการจ้างงานขนาดใหญ่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่าง ต่อเนื่อง กรณีล่าสุด คือ บริษัทผู้ผลิตกรอบประตู หน้าต่างอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมส่งออกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรร มนวนคร (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี) ได้ประกาศเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่าจะหยุดกิจการและจำเป็นต้องเลิกจ้างคน งานจำนวนมากกว่า 5,500 คน!&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรายงานสถานการณ์แรงงานรายไตรมาสของกระทรวงแรงงาน ถึงแม้สถิติการปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานในไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ของปี 2552 จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) กล่าวคือ จากจำนวนสถานประกอบการที่เลิกกิจการ 272 แห่ง หรือจำนวนลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 23,712 คน ลดลงเป็น 101 แห่ง หรือจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 10,199 คน แต่เมื่อรวมตัวเลขของคนงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วง 6 เดือนเข้าด้วยกัน พบว่าสถานการณ์ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพิจารณาในเชิงสาขา คนงานส่วนใหญ่ หรือประมาณร้อยละ 70 ของคนงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งไม่สามารถปรับตัวในแง่ของการฝึกทักษะเพิ่มเติมและหางานใหม่ได้ดีเท่ากับ แรงงานในภาคบริการ อาทิเช่น การเงินหรือการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนของการปิดกิจการต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ สถานประกอบการที่ปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานกว่าร้อยละ 60 อ้างสาเหตุการขาดทุนและขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน รองลงมา คือ เลิกกิจการเพราะมีคำสั่งซื้อลดลง คิดเป็นประมาณร้อยละ 28.71&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงนำไปสู่คำถามว่า "จุดต่ำที่สุดที่ผ่านไปแล้ว" สำหรับเศรษฐกิจไทย ที่แท้จริงแล้ว คืออะไร? หรือว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงกันนั้นจะมีตัวตนอยู่แต่ในมุมมอง "ทางเทคนิค" ในความหมายเดียวกับที่ประธานเฟดของสหรัฐใช้ และกล่าวถึงในตอนต้นบทความ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแรงงานไทยในปัจจุบัน จุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤติสำหรับพวกเขายังคงไม่ผ่านพ้นไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่พวกเขายังต้องประสบกับความสุ่มเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่นายจ้างของตนจะหยุดกิจการชั่วคราวตามอำเภอใจและ ต่อรองให้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า 75% โดยอ้างปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือแย่กว่านั้น ก็อาจจะถูกเลิกจ้างโดยที่นายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหมายถึงต้นทุนทั้งเวลาและตัวเงินที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ต่อสู้เรียก ร้องสิทธิที่ตนควรได้รับตามกฎหมาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่ต้องกล่าวถึงคนงานอีกจำนวนกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.8 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่ถูกเรียกว่าแรงงาน "นอกระบบ" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสวัสดิการตามที่กฎหมาย กำหนด ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระต้นทุนท่ามกลางสภาวะการแข่งขันรุนแรง ไม่ว่าการตีความ "การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ" จะแตกต่างกันไปอย่างไรสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองและนักวิชาการ สำหรับคนงานที่หาเช้ากินค่ำ ดัชนีชี้วัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีเพียงตัวเดียวที่แม่นยำที่สุด นั่นคือ การมีงานที่มั่นคงทำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลนี้เองละมั้ง คนไทยจึงมักไม่เชื่อถือนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ แต่ใช้วิธีสอบถามเอาจากคนขับแท็กซี่ หรือตรวจสอบจากราคาไข่ไก่ในตลาดใกล้บ้าน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 1 ต.ค. 2552&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-171944202116972128?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/171944202116972128/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=171944202116972128' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/171944202116972128'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/171944202116972128'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมีงานทำ'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-6982334923900852249</id><published>2009-09-15T13:24:00.001+03:00</published><updated>2010-05-28T10:55:04.268+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Political economy'/><title type='text'>อย่ามองข้าม Normative Economics ของสติกลิตซ์</title><content type='html'>การเดินทางมาบรรยายในประเทศไทยของโจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของโนเบล ปี 2544 เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้หลายคนอดจับตามองไม่ได้ว่า “ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ” กิตติมศักดิ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์คนนี้จะมีข้อเสนออะไรที่น่าสนใจให้กับประเทศไทยบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานสัมมนา “เอเชีย: เส้นทางสู่เศรษฐกิจใหม่” ซึ่งจัดโดยกลุ่มสื่อเนชั่นร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ ศาสตราจารย์สติกลิตซ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวคนสำคัญ (keynote speaker) ได้วิพากษ์วิจารณ์ความคิดกระแสหลักอย่างถึงราก เมื่อกล่าวว่าวิกฤตภาคการเงินทั่วโลกนี้เป็นภาพแทนความล้มเหลวของเศรษฐกิจระบบตลาดสไตล์อเมริกันและลัทธิเสรีนิยมที่มีรากฐานบนการบริโภคไม่สิ้นสุดหรือความโลภนั้นกำลังทำลายตัวเองและสร้างปัญหาให้กับเราผ่านทางปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การกล่าวโทษระบบทุนนิยมอเมริกันรวมทั้งพาดพิงว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีนั้นไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่ดี ทำให้สติกลิตซ์ถูกตำหนิอยู่บ้างว่าไม่ได้เสนออะไรแปลกใหม่ไปกว่าที่มีการพูดกันมา ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยลดการพึ่งพาการส่งออกไปประเทศตะวันตกยังทำให้เขาถูกโจมตีว่าเสนออะไรที่เป็นไปไม่ได้ ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ถึงแม้จะมีฉันทามติเกี่ยวกับการยอมรับความล้มเหลวของระบบทุนนิยมอเมริกัน แต่นิ้วทั้งหลายมักพุ่งเป้าชี้ไปที่ความหละหลวมและผิดพลาดของภาคการเงินและสถาบันการเงินเป็นสำคัญ บทสนทนากระแสหลักก็มักวนเวียนอยู่แต่ประเด็นของระบบการกำกับตรวจสอบ “ระบอบการเงิน” (financial regime) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่ควรจะเป็นในอนาคตเพื่อลดความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในช่วงหลังของสติกลิตซ์กลับให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม” (economic and social justice) อย่างมาก ในการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของสหประชาชาติกับวิกฤตเศรษฐกิจ ที่สำนักงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกของสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสเคป (UNESCAPE) ที่กรุงเทพฯ ก่อนหน้าการสัมมนา “เอเชีย” เพียงหนึ่งวัน ดร. สติกลิตซ์ได้เน้นประเด็นเรื่องความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมากขึ้นในการจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจ เขาได้เสนอให้ประชาคมโลกร่วมกันสร้างสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจของโลก (global financial architecture) ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศทั้งหมด  ไม่ใช่แค่ประเทศที่ร่ำรวยเพียงหยิบมือเดียวอย่างกลุ่มประเทศ G8 หรือ G20 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาได้เสนอให้กลุ่มประเทศร่ำรวยอย่าง G20 โอนเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ของชุดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus package) ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้จัดการกับปัญหาความยากจน เนื่องจากที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในมือของประเทศหยิบมือเดียว ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกลับต้องมาร่วมแบกรับผลกระทบของวิกฤตเศษฐกิจที่มีต้นตอจากประเทศกลุ่มเล็กๆ นอกจากนี้ ปัญหาความยากจนก็ถูกซ้ำเติมอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้คนเหล่านี้ถูกริดรอนสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการได้บริโภคน้ำสะอาดหรืออาหารที่ถูกสุขลักษณะ สิทธิในการมีสุขภาพที่ดีและการเข้าถึงศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะประธานของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (UN Commission of Experts on Reforms of International Monetary and Financial System) ต้องถือว่าสติกลิตซ์เป็นกระบอกเสียงที่ดีของนายมิเกล เดสโคโต บร็อคแมน ประธานสมัชชาแห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ซึ่งมีภูมิหลังการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาในหลายประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2552 นายบร็อคแมนได้แถลงว่า “ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของโลก สมาชิกทั้งหมดของสมัชชาฯ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม G192 เท่านั้นที่จะสามารถนำการปฏิรูปมาสู่ศตวรรษที่ 21 ได้”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร. สติกลิตซ์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิกฤตภาคการเงินกับบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทม์เมื่อเดือนกันยายน ปี 2551 มีใจความตอนหนึ่งว่าวิกฤตทุกครั้งย่อมต้องผ่านไป แต่สิ่งที่จะหลงเหลือจากวิกฤตที่รุนแรงระดับนี้ก็คือ การต่อสู้ทางความคิดในระดับโลกเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในอนาคตที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดกับคนจำนวนมากที่สุด ดังนั้น เขาจึงเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนจำนวนมากได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการสัมมนาที่กระทรวงต่างประเทศ เขาจึงพยายามเสนอให้มีการจัดความสัมพันธ์ใหม่ในเรื่องบทบาทของตลาด รัฐและทุกภาคส่วนในสังคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลอีกชิ้นที่น่าสนใจก็คือบทบาทในปัจจุบันของสติกลิตซ์ในฐานะประธานของคณะกรรมาธิการว่าด้วยการวัดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม (Commission on the Measurement of Economic Performance and Social Progress) ซึ่งทำหน้าที่ค้นหาดัชนีทางเลือกที่จะใช้แทนผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) โดยมีแนวทางการศึกษาที่ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญคือ แนวคิดของจีดีพีในอดีต แนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานชุดนี้ถูกตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดีซาร์โกซีของฝรั่งเศสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2551 และน่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่ออมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลผู้สนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่เคารพสิทธิและเสรีภาพได้มาเป็นที่ปรึกษาให้สติกลิตซ์ รวมทั้งยังมีสมาชิกที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการหัวก้าวหน้าจากหลายประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่ศาสตราจารย์สติกลิตซ์จะหยิบยกประเด็นของจีดีพีที่เป็นปัญหาขึ้นมากล่าวถึงในการสัมมนาครั้งนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียท่านนี้อาจทำให้คนไทยหลายคนผิดหวังที่ไม่ได้ยินคำตอบแบบสำเร็จรูปสำหรับเศรษฐกิจไทย แต่นั่นก็เพราะเขากำลังให้ความสำคัญกับเศรษฐศาสตร์เชิงปทัสถาน (Normative Economics) หรือเศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็น ซึ่งมุ่งเน้นการค้นหารูปแบบของสังคมที่พึงปรารถนา และไม่อาจตัดค่านิยมหรือความเชื่อออกจากการวิเคราะห์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สติกลิตซ์ได้เคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้ระบบเศรษฐกิจจะโลกาภิวัฒน์ แต่ความรู้นั้นยังคงเป็นเรื่องท้องถิ่น เพราะคุณย่อมรู้ดีกว่าคนอื่นเกี่ยวกับสังคมของตัวคุณเอง ดังนั้น คงไม่มีใครรู้จักเศรษฐกิจไทยดีไปกว่าคนไทยหรอกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;มุมมองบ้านสามย่าน, กรุงเทพธุรกิจ 27 สิงหาคม 2552&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-6982334923900852249?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/6982334923900852249/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=6982334923900852249' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/6982334923900852249'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/6982334923900852249'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2009/09/normative-economics.html' title='อย่ามองข้าม Normative Economics ของสติกลิตซ์'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-4542214916226766055</id><published>2009-06-25T16:26:00.002+03:00</published><updated>2010-05-28T10:56:05.331+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Democracy'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Homage'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='right-based approach'/><title type='text'>"สิทธิชุมชน แปลว่า บ้านกู"</title><content type='html'>หลายคนคงจำได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ศาลปกครองจังหวัดระยองได้ประกาศ ให้พื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อันได้แก่ ตำบลเนินพระ ตำบลมาบข่า ตำบลทับมา ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองและตำบลบ้านฉาง ในอำเภอบ้านฉางเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น คำตัดสินดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสสนับสนุนและคัดค้านเป็นคลื่นสองระลอก คือ เกิดความปิติในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษ กลุ่มต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิชุมชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะตามมาด้วยกระแสคัดค้านของธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มทุนขนาดใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงนั้น เสียงต่อต้านจากฝ่ายหลังดูเหมือนจะได้รับการประสานอย่างดีจากนักการเมือง-เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารบางคนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก รวมทั้ง “ม็อบ” ของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง จนทำให้ดูเหมือนว่าการพิจารณาของศาลปกครองยังไม่รอบด้านเพียงพอและหน่วยงานของรัฐจำเป็นจะต้องเข้ามาอุทธรณ์คำตัดสินครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเป็นเพราะกระแสทัดทานการยื่นอุทธรณ์จากภาคประชาชนหรือไม่ก็มิอาจทราบได้ แต่ผลที่สุดปรากฏว่าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเห่งชาติ (สวล.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นมีมติให้อุทธรณ์คำตัดสินเพียงประเด็นที่ศาลระบุว่าคณะกรรมการฯ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสื่อมวลชนเองพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอความขัดแย้งนี้ในลักษณะ “เหรียญสองด้าน” เข้าทำนองว่า “ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาย่อมมีทั้งได้และเสีย” เท่านั้น ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะนอกจากสื่อกำลังปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐแล้ว สื่อยังช่วยตอกย้ำคำตอบแบบขอไปทีของนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งนิยมใช้คาถารักษาทุกโรคว่า “ทุกอย่างในโลกมีสองด้านเสมอ มีได้ต้องมีเสีย” โดยไม่สนใจว่าใครคือคนได้และใครเสีย จำนวนเท่าใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าเราไม่สามารถนำจำนวนเสียงสนับสนุนมาเปรียบเทียบแบบง่ายๆ กับเสียงคัดค้านได้ แต่จำเป็นต้องมีการแยกแยะให้ชัดเจนว่ากลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มีกลุ่มใดบ้างเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders)” ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาโดยตรง และกลุ่มใดบ้างเป็นเพียง “กลุ่มผลประโยชน์ (interest groups)” ที่พยายามสร้างแรงกดดันเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายให้เป็นประโยชน์กับตนหรือป้องกันการสูญเสียในอนาคต ซึ่งความสับสนในการแยกแยะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ออกจาก “กลุ่มผลประโยชน์” ในกรณีของมาบตาพุดทำให้สังคมสับสนประเด็นของผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมกับเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุนของจังหวัดระยอง ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่เราต้องตระหนักคือผลกระทบด้านลบทางสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและสุขภาพของผู้คนได้เกิดขึ้นจริง ไม่มีใครปฏิเสธได้และผู้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเหล่านี้ต้องรับผิดชอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพูดถึงประเด็นนี้มีงานวิจัยที่ชื่อ “อนาคตระยอง เส้นทางสู่สังคมสุขภาพ” ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ทำการประเมินผลกระทบของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดและจังหวัดระยองอย่างรอบด้านแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพ 4 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สังคมและเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในด้านสิ่งแวดล้อม ประชาชนในเขตมาบตาพุดต้องรับผลกระทบของปัญหามลพิษอย่างรุนแรงทั้งด้านอากาศ น้ำ ความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมีและกากของเสียที่ถูกนำมาทิ้งตามที่สาธารณะ ในส่วนของมลภาวะทางอากาศ อันตรายจากสารอินทรีย์ก่อมะเร็งนั้นถือว่าเข้าขั้นวิกฤต อย่างที่เห็นในกรณีตัวอย่างของคุณลุงน้อย ใจตั้ง ชาวมาบตาพุดที่ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหลายคนไปด้วยโรคมะเร็ง ขณะที่ภรรยาก็กำลังป่วยด้วยโรคนี้ในปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในด้านทรัพยากร ชาวระยองที่ได้รับผลกระทบประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่งอย่างรุนแรง ขณะที่ในด้านสังคม การพัฒนาอุตสาหกรรมและเมืองได้ทำลายความเป็นชุมชนท้องถิ่นและสถาบันครอบครัวลง รวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ที่มากับการขยายเมืองตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การติดเชื้อเอดส์ การล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย ในทางเศรษฐกิจ  การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งแต่สนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เคยสมดุลของระยองลง กล่าวคือ จากในปี 2524 ที่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เหมืองแร่ การค้าและบริการเคยสร้างผลผลิตได้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณ ร้อยละ 36, ร้อยละ 35 และร้อยละ 29 ตามลำดับ ปรากฏว่าในปี 2549 สัดส่วนดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเป็นร้อยละ 3, ร้อยละ 79 และร้อยละ 18 ซึ่งกลายไปเป็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาก&lt;br /&gt;งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจในแง่ของความเหลื่อมล้ำ และการกระจุกตัวของรายได้ รวมทั้งระบบการจัดเก็บและจัดสรรภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหลักเพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้า  จากนั้นปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ยังถูกซ้ำเติมจากระบบภาษีที่เงินภาษีกว่าร้อยละ 80 ถูกจัดเก็บเข้ากรุงเทพฯ เพราะบริษัทเหล่านี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ดังนั้น หากเปรียบเทียบสัดส่วนของผลผลิตที่เกิดขึ้นในระยองกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรแล้ว ปรากฏว่า ระยองได้รับจัดสรรงบประมาณคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.71 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดเท่านั้น!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์และบทเรียนจากมาบตาพุดและระยองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับประวัติศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยแต่อย่างใด การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นแต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและให้ความสำคัญกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อหัวได้พิสูจน์ให้เห็นนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าผิดพลาดและอันตราย เพราะไม่ได้สนใจชุมชนและมนุษย์ รวมทั้งไม่เคารพวิสัยทัศน์และความต้องการของชุมชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่น ในกรณีของมาบตาพุด สิ่งที่ภาครัฐเรียกว่า “ความเจริญ” เกิดขึ้นบนต้นทุนมหาศาล นั่นคือ การล่มสลายของภาคเกษตรกรรม ความยากจน การทำลายชุมชนและลดค่าความเป็นมนุษย์ของคนในเขตนิคมอุตสาหกรรมให้กลายเป็นเพียงปัจจัยการผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อภาครัฐอ่อนแอและเชื่องช้าเกินกว่าที่จะเรียนรู้และแก้ไขความผิดพลาดอันเกิดจากแนวทางการพัฒนาของตน ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นผู้ได้รับผลกระทบของการพัฒนาโดยตรงที่จะต้องต่อสู้และเรียกร้องเพื่อสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง อย่างเช่นที่ชาวมาบตาพุดแสดงให้เราเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตจบบทความโดยอ้างอิงประโยคง่ายๆ แต่ได้ใจความ ซึ่งตัดมาจากสุทรพจน์อันคำคายและลึกซึ้งของคุณ “กรณ์อุมา พงษ์น้อย” ภรรยาของคุณเจริญ วัดอักษร  ที่ได้กล่าวเอาไว้ในโอกาสครบรอบ 5 ปีการเสียชีวิตของคุณเจริญ วัดอักษร “นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนบ่อนอก” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552 ว่า  ”สิทธิชุมชน แปลง่ายๆ ว่า “บ้านกู” และ  สิทธิมนุษยชนก็แปลว่า  “มึงก็คน กูก็คน” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;===========================================================================&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 26 มิถุนายน 2552&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-4542214916226766055?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/4542214916226766055/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=4542214916226766055' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/4542214916226766055'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/4542214916226766055'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='&quot;สิทธิชุมชน แปลว่า บ้านกู&quot;'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-1754808037031024627</id><published>2009-05-28T12:36:00.002+03:00</published><updated>2010-05-28T10:55:44.897+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Democracy'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Homage'/><title type='text'>แด่จิตวิญญาณเดือนพฤษภาคม เดือนแห่งการต่อสู้ของประชาชน</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_yDvuwiGQFws/Sh5boOvAaKI/AAAAAAAAAZA/2DryS1hXtHA/s1600-h/may18.bmp"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 166px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_yDvuwiGQFws/Sh5boOvAaKI/AAAAAAAAAZA/2DryS1hXtHA/s320/may18.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340806954816137378" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์วันที่ 18 พฤษภาคม (May 18 Commemorative Ceremony) ที่เมืองกวางจู (Gwangju) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนหลังไปเมื่อ 29 ปีที่แล้ว ที่เมืองกวางจูซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงของประเทศไปประมาณ 270 กม. ได้เกิดเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นของมวลประชาชน (popular uprising) เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญในฐานะก้าวย่างแรกของกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเหตุการณ์นี้ ประชาชนหลายร้อยต้องจบชีวิตลงเนื่องจากการปะทะกับกำลังปราบปรามของทหาร คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ของไทย จะแตกต่างกันก็ตรงที่บรรดาญาติวีรชนและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดความหมายทางการเมือง กระทั่งสามารถผลักดันให้เกิดสำนึกร่วมต่อภาระในการชำระประวัติศาสตร์ และสามารถนำตัวผู้นำเผด็จการที่ออกคำสั่งสังหารประชาชนในขณะนั้นมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;พิธีรำลึกจัดขึ้นที่สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม (May 18 National Cemetery) ซึ่งนอกจากเป็นที่ตั้งของสุสานผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์และพิพิทธภัณฑ์แล้ว ที่น่าสนใจคือ ภายในบริเวณยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสุสานของวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสามัญชนธรรมดาที่ได้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เช่นตัวอย่างที่ผมจดจำได้ดี คือ หลุมศพของคนขับแท็กซี่ผู้หนึ่งซึ่งเผาตัวตายเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานพิธีการนั้นจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและสง่างาม องค์ประกอบต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าหลายภาคส่วนได้ร่วมกันทุ่มเทกำลังความสามารถให้กับพิธีรำลึกครั้งนี้ ท่ามกลางความรู้สึกทั้งประทับใจปนประหลาดใจในหลายเรื่อง สิ่งที่ดึงดูดใจผมเป็นพิเศษนั้นคือคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี ฮัน ซุง ซู ซึ่งได้ใช้เวลาและเนื้อหาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบ! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายฮัน ซุง ซู ได้กล่าวในตอนต้นของสุนทรพจน์ไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในวันนี้เป็นผลโดยตรงมาจากคุณูปการของวีรชนประชาธิปไตย เช่น วีรชนในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ อันเป็นผลให้กระบวนการประชาธิปไตยในเกาหลีใต้นั้นดำเนินคืบหน้ามาเป็นลำดับ ถึงแม้เขาจะใช้เวลาค่อนข้างมาก (จนถึงมากเกินไป ในความรู้สึกของผม) ในสุนทรพจน์นี้กับเรื่องเศรษฐกิจและวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเขาพยายามสร้างความมั่นใจและปลุกใจให้ผู้ฟังร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ทั้งที่แขกของงานส่วนใหญ่เป็นญาติวีรชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย แต่เราก็พอเข้าใจได้ว่าความกังวลต่อวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ได้เข้าแทรกซึมและครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างเสมอหน้ากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากตัดวาระเฉพาะกิจเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจออกไป ผมคิดว่าเราจะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้ผมกลับมาขบคิดถึงคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางทฤษฎี นักเศรษฐศาสตร์ (รวมทั้งรัฐศาสตร์) จำนวนไม่น้อยพยายามศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์และความสอดคล้อง/ขัดแย้งระหว่างประชาธิปไตยและทุนนิยม ซึ่งโดยพื้นฐานมีธรรมชาติที่ตรงข้ามกัน กล่าวคือ ประชาธิปไตยมีลักษณะเสมอภาค (egalitarian) เพราะทุกคนมีสิทธิทางการเมืองเท่ากันไม่ว่าจะรวยหรือจน และมีลักษณะจัดสรร (distributive) เพราะบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ขณะที่พื้นฐานของระบบทุนนิยมมีลักษณะไม่เสมอภาค (inegalitarian) เพราะขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพยากร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายใต้กรอบคิดนี้ กลไกสำคัญภายในระบบทุนนิยมประชาธิปไตย (democratic capitalism)  จึงประกอบด้วย ตลาดในฐานะผู้จัดสรรทรัพยากรตามเกณฑ์ของประสิทธิภาพและรัฐซึ่งทำหน้าที่กระจายรายได้ใหม่ตามการกดดัน/เรียกร้องหรืออุปสงค์ทางการเมือง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม วิธีคิดแบบแยกขั้ว (polarization) ระหว่างการเมือง/เศรษฐกิจหรือรัฐ/ตลาด รวมทั้งการมองประชาธิปไตยและทุนนิยมว่าทั้งคู่มีความเป็นหนึ่งเดียวนั้นใช้อธิบายปรากฏการณ์จริงไม่ได้ เพราะไม่สามารถอธิบายการดำรงอยู่ร่วมกัน (coexistence) ระหว่างระบบการเมืองและเศรษฐกิจบางรูปแบบ (เช่น กึ่งประชาธิปไตยและทุนนิยม) หรือไม่สามารถอธิบายว่าทำไมระบบเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจึงทำงานได้ดีกว่าอีกประเทศหนึ่งทั้งที่สองประเทศนั้นมีระบบการเมืองและเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจสำหรับคำถามเหล่านี้ นำไปสู่ความคิดปฏิกิริยาว่าระบบประชาธิปไตยและ/หรือทุนนิยมนั้นไม่ได้วิเศษเลิศเลออย่างที่กล่าวอ้างกัน ทั้งที่จริง การมองแบบแยกส่วนและสำเร็จรูปต่างหากที่ทำให้การวิเคราะห์กลไกการทำงานของระบบทุนนิยมประชาธิปไตยผิดพลาด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ กรอบคิดแบบแยกขั้วระหว่างรัฐและตลาดยังทำให้เรามองข้ามอีกปริมณฑลหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ทางสังคม ซึ่งถูกผลักให้ออกไปอยู่นอกการแบ่ง 2 ขั้วคือเศรษฐกิจ/การเมืองและทำให้สังคมกลายเป็นเพียงแนวคิดที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เราละเลยกลไกสำคัญอย่างภาคประชาสังคม (civil society) ซึ่งผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีและเกาหลีใต้ได้แสดงให้เห็นว่าเส้นทางการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นแสนสาหัสไม่แพ้ที่ใดในโลก อย่างไรก็ตาม ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของอิสรภาพเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ประชาชนของเขาได้มีโอกาสเฉลิมฉลองอย่างภาคภูมิกับความเจริญรุดหน้าทั้งในแง่ของประชาธิปไตยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่มีระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ค่อนข้างต่ำ จะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงค์ของการรู้ระลึกคุณวีรชนประชาธิปไตยที่ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างที่เห็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หันกลับมามองตัวเองบ้าง คุณรู้สึกละอายใจเหมือนผมกับสิ่งที่เราปฏิบัติกับผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยในบ้านเราบ้างไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---------------------------------------------------&lt;br /&gt;มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 28 พฤษภาคม 2552&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-1754808037031024627?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/1754808037031024627/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=1754808037031024627' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/1754808037031024627'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/1754808037031024627'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='แด่จิตวิญญาณเดือนพฤษภาคม เดือนแห่งการต่อสู้ของประชาชน'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_yDvuwiGQFws/Sh5boOvAaKI/AAAAAAAAAZA/2DryS1hXtHA/s72-c/may18.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-5776077946874401079</id><published>2009-04-24T19:31:00.003+03:00</published><updated>2010-05-28T10:56:34.701+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Capitalism'/><title type='text'>โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?</title><content type='html'>ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม โดยเฉพาะระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันอย่างรุนแรง ทั้งจากกลุ่มนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกือบทุกเวทีของการประชุมระดับผู้นำ จะต้องปรากฏข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนและถอดบทเรียนจากระบบการเงินที่ล้มเหลวในการควบคุมตรวจสอบการให้สินเชื่อ การเก็งกำไรและการจัดการความเสี่ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้นำประเทศอุตสาหกรรมบางคนถึงกับเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางความคิดเกี่ยวกับระบบทุนนิยมอย่างถึงราก ตัวอย่างที่สำคัญคือประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โกซีของฝรั่งเศส ซึ่งได้ประกาศอย่างท้าทายในระหว่างการประชุม “โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่ (New World, New Capitalism)” ที่ปารีสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า “ทุนนิยมเสรี (laisser-faire capitalism) ได้ตายไปแล้ว!” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประชุมชื่อเต็มว่า โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่: คุณค่า การพัฒนาและการกำหนดกฎเกณฑ์  (New World, New Capitalism: Values, Development and Regulation) เกิดจากความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีซาร์โกซีและอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ของอังกฤษที่ต้องการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดวาทกรรมเกี่ยวกับแบบจำลองที่ควรจะเป็น ของระบบเศรษฐกิจโลก (global economy) ซึ่งถูกผูกขาดโดยสหรัฐฯมาเป็นเวลานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการประชุมดังกล่าว ประเด็นเกี่ยวกับทุนนิยม “เก่า” และ “ใหม่” จึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสนทนาซึ่งเน้นหนักไปที่ผลกระทบเชิงลบของโลกาภิวัฒน์ (เช่น ความเหลื่อมล้ำและขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ) วิกฤตภาคการเงินซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติของระบบทุนนิยมอเมริกันที่ถือกำไรระยะสั้นเป็นแรงจูงใจและมีระบบควบคุมตรวจสอบ (governance) การดำเนินธุรกิจที่บกพร่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกรอบความคิด เพื่อก้าวออกจากทุนนิยมที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจโลกไปสู่ทุนนิยมที่มี “จริยธรรม” นั่นคือระบบเศรษฐกิจซึ่งรัฐและธุรกิจมีจิตสำนึกและรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งเคารพข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเอกสารกำหนดประเด็นการสนทนาซึ่งเตรียมโดยสถาบันวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส (Centre d’analyse stratégique) ยังได้อ้างถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เสนอให้นำกลไกเชิงสถาบันที่นอกเหนือจากกลไกตลาด เช่น กลไกการรวมกลุ่มต่อรองทางสังคมมาช่วยจัดสรรทรัพยากรและแทรกแซงให้เกิดสังคมที่เสมอภาคยิ่งขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อเป็นทางเลือก จึงไม่ใช่แค่แนวนโยบายแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) ที่เราคุ้นเคย ซึ่งเสนอเพียงให้รัฐแสดงบทบาทนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องการพัฒนา โดยเสนอให้นำตัวแปรเช่น “Capabilities” (ขีดความสามารถ: ผู้เขียน) มาใช้เป็นดัชนีวัดทั้งรายได้และความเป็นอยู่ของคนแทนรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ “ขีดความสามารถ (capabilities)” เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ได้รับการเสนอจากอมาตยา เซ็น (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งแต่สิบปีที่แล้วและได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นที่รู้จักในฐานะกรอบความคิดใหม่ที่เรียกว่า Capabilities Approach &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซ็นอธิบายว่าขีดความสามารถ (capabilities) สะท้อนถึงความสามารถของบุคคลที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบุคคลนั้นปรารถนาที่จะทำหรือจะเป็น (things that a person may value doing or being) โดยครอบคลุมตั้งแต่ความจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น ได้บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะหรือได้อุปโภคเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด ไปจนถึงการทำกิจกรรม/ดำรงสถานะ/อยู่ในสภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทความล่าสุดของเซ็นเกี่ยวกับระบบทุนนิยมและวิกฤต ที่ชื่อว่า Capitalism Beyond the Crisis (25 กุมภาพันธ์ 2552, เผยแพร่ใน New York Review of Books, 26 มีนาคม 2552) เซนได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้ คือระบบทุนนิยม “ใหม่” ที่มีรูปแบบและวิธีการทำงานแตกต่างไปจากเดิมหรือว่าระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น หลากหลายและเคารพระบบคุณค่าทางสังคมและสถาบันที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมกันแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซ็นกล่าวว่าวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ทำให้เราหวนกลับมาตั้งคำถามตัวเองเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่เราต้องการ กล่าวคือ วิชาเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่เราจะสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราอาจต้องทำอันดับแรก คือประเมินเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสอนและถูกใช้กันอยู่ในปัจจุบันในฐานะคู่มือชี้นำและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ เขายังพยายามชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจที่ไม่แตกฉานในระบบตลาดและแยกแยะไม่ออกว่ากลไกตลาดนั้น “จำเป็น” หรือ “พอเพียง” ก็เป็นอีกปัญหาสำคัญซึ่งทำให้เกิดการตีความ “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิท (Adam Smith) ผิดเพี้ยนไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเซ็นแล้ว อดัม สมิทคือนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “ผลประโยชน์ส่วนบุคคล” สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่งเพียงใดในการจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความมั่งคั่งให้กับสังคมส่วนรวม และที่สำคัญ สมิทสนับสนุนกลไกตลาดในบริบทของสังคมเศรษฐกิจช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งการค้าเสรีโดยเอกชน ที่ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ได้ก่อให้เกิดผลได้ในแง่ของการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชากร ลดความยากจนและความอดอยากลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม พวกที่บูชาตลาดอย่างสุดโต่ง (market fundamentalists) มักจะกล่าวอ้าง “มือที่มองไม่เห็น” ของสมิทอย่างพร่ำเพรื่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังมักไม่ค่อยตระหนักเกี่ยวกับงานของอดัม สมิทก็คือ สมิทเห็นว่าตลาดและกลไกตลาดสามารถทำงานได้ดีก็เพียงในปริมณฑลทางเศรษฐกิจเท่านั้น สังคมที่พึงปรารถนายังคงต้องการการสนับสนุนจากสถาบันอื่น เช่น บริการสาธารณะ โรงเรียน ฯลฯ นอกจากนี้ ในงานเขียนหลายชิ้นของเขา สมิทได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่กำไร ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรมและมนุษยธรรม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอธิบายความคิดและความเชื่อของอดัม สมิทในบทความของเซ็น ทำให้เราเห็นว่าเศรษฐศาสตร์นั้นไม่ได้ขาดแคลนองค์ความรู้เกี่ยวกับทุนนิยมแม้แต่น้อย นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ยุคของอดัม สมิทก็ได้เตือนให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของกลไกตลาดและระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเพียงกลไกตลาดโดยลำพังมาเป็นเวลานานแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพิจารณาถึง “โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่” อาจไม่สำคัญเท่าไรนัก หากเราสามารถเข้าใจโลก “เก่า” ที่เรายืนอยู่ได้อย่างดีเพียงพอ คำถามที่ผมอยากจะเสนอให้เราพิจารณาดูก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจ” ของเราเองต่อวิธีการทำงานของระบบทุนนิยมมากกว่าส่วนที่มาจากความบกพร่องที่เกิดขึ้นจากตัวระบบเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแล้ว เราอาจตกใจระคนทึ่งหากได้ค้นพบว่าเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “โลกเก่า ทุนนิยมเก่า” คลาดเคลื่อนไปมากแค่ไหน !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------------------------------------------&lt;br /&gt;กรุงเทพธุรกิจ หน้าทัศนะวิจารณ์ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน  วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-5776077946874401079?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/5776077946874401079/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=5776077946874401079' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5776077946874401079'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/5776077946874401079'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-4423057801030351358</id><published>2009-02-12T18:15:00.003+02:00</published><updated>2010-05-28T10:56:49.406+03:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='right-based approach'/><title type='text'>โรฮิงญา แรงงานข้ามชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง</title><content type='html'>ประเด็นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เป็นกระแสขึ้นมาพักใหญ่หลังจากการเปิดเผยของสำนักข่าวบีบีซีเมื่อประมาณกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น มักถูกพูดถึงในบริบทของ “ความมั่นคง” หรือสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ทั้งที่ประเด็นนี้เกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวว่าเกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้อพยพทางเรือที่เราเรียกว่ามนุษย์เรือ (Boat People) โรฮิงญาในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้ามนุษย์หรือขบวนการลักลอบขนส่งแรงงานข้ามพรมแดนเพื่อนำไปขายเป็นแรงงานราคาถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพิจารณาอย่างไม่แยกส่วน ในกรณีของโรฮิงญา ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นเพียงหน้าหนึ่งของเหรียญ ขณะที่อีกหน้าหนึ่งคือปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่ผลักดันประชาชนเหล่านี้ให้ออกจากถิ่นที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สภาพความเป็นอยู่ที่ยากไร้ รวมทั้งการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในกรณีของชาวโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาระกันที่นับถือศาสนาอิสลามเหล่านี้ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง นับถือศาสนาและสิทธิในการประกอบอาชีพโดยอิสระ (โดยถูกยึดที่ดิน) รวมทั้งตกเป็นเหยื่อของการกดขี่และข่มเหงอย่างไร้มนุษยธรรม ขณะที่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) และวัฒนธรรมก็เข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา กล่าวคือ มักจะเดินทางไปประเทศที่มีเศรษฐกิจดี มีการจ้างงานและมีสภาพสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างและเอื้อให้คนเหล่านี้สามารถดำรงวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อเดิมโดยไม่ถูกกดทับหรือกีดกันอย่างรุนแรงเหมือนในพม่า เมื่อประกอบกับระยะทางที่ไม่ไกลนัก ประเทศอย่างมาเลเซียและไทยจึงกลายเป็นจุดหมายที่พึงปรารถนาสำหรับชาวโรฮิงญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่นี้ ผมอยากจะพูดถึงกรณีโรฮิงญาในบริบททางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งจะขอเน้นประเด็นแรงงานข้ามชาติและความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเช่น ความต้องการแรงงานราคาถูกภายในประเทศ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ รวมทั้งท่าทีของรัฐและทุนต่อแรงงานข้ามชาติ โดยอยากจะเริ่มต้นทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกว่า แรงงานข้ามชาติเป็นปรากฏการณ์ข้ามพรมแดนที่แต่ละประเทศเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่าและความเข้าใจต่อปัญหานี้มักถูกจำกัดอยู่ในแง่มุมที่แต่ละประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ (receiving country) ปัจจัยผลักดันหรือแรงถีบจากภายในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่นกรณีของพม่า) ประกอบกับปัจจัยดึงดูดในประเทศไทยเองทำให้แรงงานเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ด้อยโอกาสหรือได้รับการปฏิบัติในประเทศตนอย่างไม่เป็นธรรม เลือกเดินทางมาเพื่อหางานทำ นอกจากนี้ การที่ระบบเศรษฐกิจไทยพัฒนาบนฐานของการผลิตเพื่อส่งออก โดยเน้นความสามารถในการแข่งขันที่เกิดจากค่าแรงราคาถูก ก็ยิ่งทำให้แรงงานเหล่านี้ถูกดึงดูดเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของจีนและเวียดนามและการเชื่อมโยงของตลาดผ่านโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าลืมนะครับว่าการจ้างงานคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากอุปสงค์และอุปทานไม่มาพบกัน ดังนั้น แนวคิดและวิธีการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยตั้งสมมติฐานว่าฝ่ายแรงงานเป็นฝ่ายผิดและต้องรับผิดชอบเพียงฝั่งเดียวนั้นออกจะดูตาชั่งเอียงไปซักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้บางคนอาจจะอยากปฏิเสธว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการผลิตอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเกือบทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตที่เน้นแรงงานมากกว่าทุน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจ้างแรงงานข้ามชาติราคาถูกในภาคการจ้างงานที่ไม่เป็นแบบแผน (non-traditional employment) เช่น รับจ้างทำงานบ้าน หรือก่อสร้างและประมงนั้น ล้วนเกิดจากความพยายามที่จะลดต้นทุนของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริการขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัยและอาหาร ซึ่งมีผลช่วยฉุดรั้งไม่ให้ค่าครองชีพและราคาสินค้าพื้นฐานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้น และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของประเทศไทยลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น พูดอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดแล้ว ในว่าเราจะเป็นผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี (แต่ราคาถูก) เป็นเจ้าของบ้านที่ต้องการแรงงานราคาถูกทำงานบ้าน (รวมทั้งไม่เรื่องมากและไม่มีปากเสียง) หรือเป็นผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตโดยจ้างแรงงานที่สามารถจ่ายค่าแรงเท่ากับ (หรือต่ำกว่า) ค่าแรงขั้นต่ำได้ เราทุกคนล้วนมีส่วนสนับสนันให้เกิดแม่เหล็กขนาดใหญ่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย เราจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของพี่น้องแรงงานข้ามชาติ อย่างเช่นชาวโรฮิงญาที่ต้องเผชิญยถากรรมในการเดินทาง 15 วันกลางทะเลโดยเรือเก่าๆ ขนาดเล็กและยอมแลกชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่ได้รับค่าแรงต่ำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้น ในการจัดการกับปัญหาเรื่องโรฮิงญา รวมทั้งแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นๆ จึงไม่อาจพิจารณาเพียงมิติของความมั่นคงของชาติ ซึ่งคับแคบและละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยกลุ่มต่างๆ เพราะประเด็นนี้สลับซับซ้อนและมีมิติหลากหลายซ้อนทับกันตามที่ได้เรียนไปแล้ว นอกจากนี้ หากเราตระหนักว่าเราทุกคนมีส่วนก่อให้เกิดปัญหานี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทัศนคติของคนไทยรวมทั้งท่าทีของรัฐบาลไทยในการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติจึงควรถูกทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเรื่อง “ความมั่นคง” จะต้องถูกรื้อใหม่ เพราะไม่ได้ช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังทับถมและสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐไทยจะต้องหันมายึดถือหลักการ “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งยึดถือเอาคนไม่ว่าจะเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใดเป็นตัวตั้งแทน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน ชาติหรือภูมิภาค เพราะความมั่นคงของมนุษย์ครอบคุมถึงทุกมิติ ทั้งการมีงานทำ มีอาหารที่สะอาดและเพียงพอ มีสุขภาพแข็งแรง มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีสังคมที่สงบสุขและอยู่ในระบบการเมืองที่สร้างสรรค์ การใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาจึงเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากรัฐไทยไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนาและจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ผมอยากขอให้เริ่มต้นจากการพึงระลึกไว้เสมอว่ารัฐและสังคมมีหน้าที่ส่งเสริมและรักษา โดยไม่แบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ ให้สมาชิกทุกคนเป็นอิสระจากภัยคุกคามพื้นฐานสองประการ คือ “อิสระจากความกลัว” เช่น อันตรายจากความรุนแรงหรือสงครามและ “อิสระจากความต้องการ” เช่น ความหิวโหย ขาดการเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาที่เคารพมิติของความเป็นมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยพึงระลึกและปฏิบัติได้ตามที่ว่านี้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวจะถูกใครครหาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนเลยละครับ&lt;br /&gt;------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความโดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-4423057801030351358?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/4423057801030351358/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=4423057801030351358' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/4423057801030351358'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/4423057801030351358'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='โรฮิงญา แรงงานข้ามชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-8569207962555647054</id><published>2009-01-05T06:58:00.000+02:00</published><updated>2009-01-05T07:19:14.620+02:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Labour; Labour movement'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Current issue; Controversy'/><title type='text'>วิกฤตเศรษฐกิจกับแรงงานไทย</title><content type='html'>ถึงแม้ประเด็นการเลิกจ้างคนงานจะถูกพูดถึงมากขึ้นตามสื่อต่างๆ ในขณะนี้ แต่ข้อมูลที่ปรากฎส่วนใหญ่ยังสะท้อนมุมมองแบบราชการที่ยึดติดอยู่กับตัวเลขเชิงมหภาคและให้ความสำคัญกับข้อห่วงใยจากภาคธุรกิจหรือฝ่ายผู้ประกอบการ แต่ละเลยสภาพปัญหาและความต้องการของแรงงานผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกกลุ่มหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมุมมองของคนงานจำนวนไม่น้อย การโหมกระแสข่าววิกฤตเศรษฐกิจโดยสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง (แต่ผิวเผินและฉาบฉวย) กลับทำให้ข่าวการเลิกจ้างกลายเป็นเรื่อง “พอเข้าใจได้” ในสามัญสำนึกของคนทั่วไป และกลายเป็นข้ออ้างให้กับนายจ้างสามารถลดคนงานหรือเลิกจ้างเพื่อ “เพลย์เซฟ” ในระยะไม่ปลอดภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกมุมหนึ่ง ข้อโต้แย้งของฝ่ายนายจ้างอาจฟังดูมีน้ำหนัก เมื่อกล่าวว่าไม่มีใครต้องการประสบปัญหาจนกระทั่งต้องปิดกิจการ รวมทั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนงานนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2551 กลับแสดงให้เห็นว่าโรงงานหลายแห่งกำลังอ้างเหตุผลในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อนำมาตรการบางอย่างที่กฏหมายเปิดช่องให้ มาใช้เพื่อรักษากิจการของตนบนผลประโยชน์ของคนงาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น กรณีที่นายจ้างจำนวนมากใช้ประโยชน์จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ที่เปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้กับคนงานเต็มจำนวน   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ตาม พ.ร.บ. แก้ไขฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 กำหนดให้นายจ้างที่มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่นายจ้างมิได้ให้ลูกจ้างทำงาน และจะต้องทำการแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนมากให้คนงานบางคนหรือบางกลุ่มหยุดงานชั่วคราวอย่างสม่ำเสมอ โดยละเลยข้อกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือในบางกรณี ก็ขอร้องให้คนงานตกลงหยุดงานชั่วคราวในลักษณะสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับการจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด (เช่น เสนอว่าจะจ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรง) โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าไม่ช่วยกันโรงงานก็อาจอยู่ไม่รอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสังเกตุของผมก็คือ เจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายฯ คงไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายนายจ้างใช้มาตรา 75 เป็นเครื่องมือในการผ่อนปรนภาระต้นทุนเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแน่นอน การใช้วิธีการนี้จึงน่าจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิของคนงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเรื่องการใช้วิธีการตามมาตรา 75 แล้ว ฝ่ายแรงงานเองยังได้แสดงความวิตกต่อพฤติการณ์อีกหลายลักษณะของนายจ้างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่น การคัดคนงานออกโดยไม่ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ทราบ การเลิกจ้างที่พุ่งเป้าไปที่กรรมการลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพ รวมทั้งการพยายามโยกย้ายการผลิตออกไปจ้างเหมาช่วง เนื่องจากแรงงานเหมาช่วงเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่ถือว่าเป็นพนักงานของบริษัทจึงไม่ได้รับสวัสดิการตามกฏหมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจกล่าวได้ว่ากระแส “ความเชื่อมั่น” ว่าเศรษฐกิจไทยจะซบเซาอย่างหนักในปีหน้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้แรงงานสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับขบวนการแรงงานเอง ปัญหาที่น่าวิตกกังวลอีกประการคือ คนงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะในโรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานหรือที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพฯ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิที่ตนควรได้รับจากนายจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสภาพเศรษฐกิจและบรรยากาศเช่นปัจจุบันนี้ จึงถือว่าแรงงานตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและไร้ความมั่นคงอย่างสูง  ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของฝ่ายแรงงานที่มีไม่มากอยู่แล้ว กลับลดลงและแทบสูญเสียความสามารถในต่อสู้เรียกร้องสิทธิไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานขึ้น เพราะการณ์กลับปรากฏว่ากระบวนการไต่สวนของศาลแรงงานกลับยืดเยื้อยาวนานหลายปีจนคนงานไม่สามารถแบกรับต้นทุนของเวลาและค่าใช้จ่ายได้ ข้อเท็จจริงนี้กลับกลายเป็นผลดีกับฝ่ายนายจ้างและอาจเป็นแรงจูงใจให้นายจ้างเลือกที่จะฝ่าฝืนกฏหมายแรงงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคส่วนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชนและขบวนการแรงงานเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลการเลิกจ้างที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนงานอย่างที่ฝ่ายแรงงานกำลังหวาดวิตก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะต้องข้ามให้พ้นจากกรอบความคิดแบบสำเร็จรูปที่ถูกเสนอตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจะต้องพิจารณากรณีการเลิกจ้างเป็นรายกรณี ไม่ยึดติดอยู่กับตัวเลขในลักษณะมหภาคที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงในระดับคนงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนนักข่าวที่ตั้งใจดีและพยายามจะเสนอข่าวคนงานถูกเลิกจ้าง ก็จะต้องไปไกลเกินกว่าการเสนอข่าวแบบ “วงเวียนชีวิต” ที่เน้นสะท้อนภาพความทุกข์ยากของคนงานเพียงคนเดียวหรือครอบครัวเดียวและผู้บริโภคสื่อก็ไม่ได้เข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง สื่อจะต้องหันมาเพิ่มบทบาทการให้ความรู้กับแรงงานเรื่องสิทธิ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบให้สังคมรับทราบ รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงให้กับแรงงานเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องเชิงนโยบายไปสู่รัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย ขบวนการแรงงานเช่นสหภาพแรงงานในโรงงานต่างๆ  จะต้องเป็นกำลังสำคัญเพื่อสอดส่องติดตามการเลิกจ้างในโรงงานของสมาชิกอย่างใกล้ชิด ในเบื้องต้น สหภาพจะเป็นผู้ตรวจสอบที่ดีเยี่ยมว่านายจ้างได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นอกจากนี้ สหภาพจะต้องมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้กับสมาชิกคนงานเกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติที่ตนพึงได้รับจากนายจ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญที่สุด การรวมตัวเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหภาพแรงงานจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและทำให้การผลักดันข้อเรียกร้องในระดับนโยบายเข้มแข็งมากขึ้น อย่างน้อยวันนี้ เราก็รู้แล้วว่าหน้าตาของรัฐบาลเป็นอย่างไรและจะต้องต่อรองกับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" กรุงเทพธุรกิจ 1 มกราคม 2552&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-8569207962555647054?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/8569207962555647054/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=8569207962555647054' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8569207962555647054'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8569207962555647054'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='วิกฤตเศรษฐกิจกับแรงงานไทย'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-8251298941024952306</id><published>2008-11-06T04:59:00.005+02:00</published><updated>2009-01-05T07:18:22.231+02:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Capitalism'/><title type='text'>ทุนนิยมต้านทุนนิยม</title><content type='html'>หมายเหตุ: ขออนุญาตเอาบทความของตัวเองที่ลงในกรุงเทพธุรกิจในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่านฯ" เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนมาให้อ่าน &lt;br /&gt;==========================================================&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิกฤติภาคการเงินของสหรัฐ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วในขณะนี้ อาจกำลังเตือนพวกเราอีกครั้งถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเปราะบางนี้ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ เราต่างตระหนักดีว่าวิกฤติเป็นคุณสมบัติภายในของระบบ หรือจะเรียกว่าเป็นธรรมชาติของทุนนิยมก็อาจจะไม่ผิด อย่างที่โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เคยกล่าวว่า ทุนนิยมดำรงอยู่และเติบโตได้ เพราะมีลักษณะทำลายเพื่อสร้างใหม่ ตามที่เขาใช้คำว่า "creative destruction" เมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นตามหลังการชะงักงัน และหดตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะเป็นวัฏจักร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจของโลกเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้การติดต่อสื่อสารและรับรู้ข่าวสารระหว่างแต่ละมุมโลกในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้เรามักจะพูดถึงระบบทุนนิยมกันในแบบเอกพจน์ ราวกับว่าทุนนิยมมีความเป็นหนึ่งเดียว และมีเพียงแบบจำลองเดียว ในความเป็นจริง ระบบทุนนิยมมีพลวัต ความหลากหลายและความเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ ทุนนิยมโมเดลต่างๆ ย่อมเปิดตัวเองต่อความเสี่ยงและวิกฤติเศรษฐกิจในลักษณะและระดับความรุนแรงที่ต่างกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางทฤษฎี เราสามารถพิจารณาพลวัตของทุนนิยม โดยใช้มุมมองที่แตกต่างกันสองมุม คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร์และมุมมองเชิงสถาบัน โดย มุมมองเชิงประวัติศาสตร์พิจารณาระบบทุนนิยมในฐานะผลผลิตของวิวัฒนาการในระยะยาว การมองระบบทุนนิยมแบบนี้ ทำให้เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศต่างกันเพียงเพราะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาที่ต่างกันเท่านั้น อาทิเช่น ทุนนิยมแบบไทยต่างจากทุนนิยมของไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือกระทั่งสหรัฐ เพราะอยู่ในขั้นของการพัฒนาที่ต่ำกว่าและมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับและรูปแบบเดียวกันในอนาคต การพิจารณาพลวัตของทุนนิยมในลักษณะนี้ อยู่บนความเชื่อที่ว่ามีรูปแบบของทุนนิยมที่เป็นสากล มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นรูปแบบที่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ จะพัฒนาไปสู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่มองว่าความแตกต่างหลากหลาย และความเฉพาะเจาะจงในระดับท้องถิ่นเป็นเพียงลักษณะปลีกย่อยเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนมุมมองที่สอง คือ มุมมองเชิงสถาบันเปรียบเทียบ เชื่อว่าความแตกต่างในแต่ละสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและความหลากหลายที่ปรากฏให้เห็นเป็นผลจากการประนีประนอมเชิงสถาบัน หรือดุลยภาพทางสังคมและการเมืองในแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ เศรษฐกิจในยุโรปภาคพื้นทวีปที่มีระบบสวัสดิการสังคมดี เป็นผลมาจากลักษณะเชิงสถาบันที่อนุญาตให้มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งและตลาดแรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายแรงงานมากกว่านายจ้าง เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือในทางกลับกัน รูปแบบการระดมทุนจากตลาดหุ้นแทนที่จะเป็นระบบธนาคารของโมเดลอเมริกัน ทำให้เกิดการแข่งขันสูงระหว่างธุรกิจและธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดมาก ดังนั้น ลักษณะของตลาดแรงงานในโมเดลนี้ จึงจำเป็นต้องมีความคล่องตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็ว ความหลากหลายในระบบทุนนิยม จึงเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วน ซึ่งเรียกว่า Institutional Complementarities ผมขอใช้คำว่า "ความสอดคล้องเติมเต็มกันระหว่างสถาบัน" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองอย่างหลังนี้ เป็นมุมมองที่เกิดขึ้นไม่นาน และได้รับความสนใจจากนักวิชาการจำนวนมากขึ้น หลังจากที่มุมมองเชิงประวัติศาสตร์เคยมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดประเด็นการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะหลังจากความสำเร็จของรูปแบบการผลิต และการจัดการในโรงงานแบบฟอร์ดดิสม์ (Fordism-ที่ตั้งชื่อตามนายเฮนรี ฟอร์ด Henry Ford เจ้าของธุรกิจรถยนต์ฟอร์ด) หรือที่รู้จักกันดีในรูปแบบการผลิตแบบสายพาน สามารถเข้าแทนที่รูปแบบการผลิตแบบเทเลอร์ลิสม์ (Taylorism) ที่เคยมีอิทธิพลในยุโรปตะวันตก จนทำให้นักวิชาการต่างเชื่อว่าโมเดลของทุนนิยมทั่วโลก มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนเข้ามาเป็นแบบจำลองเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การศึกษาความหลากหลายของทุนนิยมก็มีความหลากหลาย และไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน เมื่อนักวิจัยต่างให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีส่วนกำหนดโครงสร้าง และการทำงานของระบบเศรษฐกิจต่างกันไป โดยงานวิจัยในระยะแรก มุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ (economic performance) กับนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่นักวิจัยกลุ่มต่อมาให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐศาสตร์การเมืองในแต่ละประเทศ อาทิเช่น อิทธิพลของกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตในการต่อรองค่าจ้างและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ การจัดองค์กรของตลาดแรงงานและตลาดทุน รวมทั้งรูปแบบของรัฐ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบรรดางานเขียนที่พยายามอธิบายความหลากหลายของระบบทุนนิยม งานที่ไม่ได้เป็นวิชาการมากนัก แต่ได้รับความสนใจในวงกว้าง คือ "Capitalism against capitalism" (1991) โดย อัลแบร์ มิเชล (Albert Michel) ในภาษาฝรั่งเศส และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปีต่อมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ที่โรนอล เรแกน (Ronald Regan) และมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นำมาใช้กับสหรัฐ และอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1980s ทำให้ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความโดดเด่นอย่างมากในขณะนั้น ผู้เขียนจึงได้แยกทุนนิยมแบบนีโอ-อเมริกันออกจากทุนนิยมแบบไรน์ (Rhine model-ตั้งชื่อตามแม่น้ำในภูมิภาค) ที่ประกอบด้วย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม ยุโรปตอนเหนือและบางส่วนของญี่ปุ่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนกล่าวว่าถึงแม้ระบบคอมมิวนิสต์จะล่มสลายไปแล้ว และดูเหมือนระบบทุนนิยมจะได้รับชัยชนะ แต่ทุนนิยมกลับกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงและภัยคุกคามสำหรับสังคมปัจจุบัน ในที่สุดแล้ว อนาคตของเราอาจขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขันระหว่างทุนนิยมสองแบบ คือ แบบนีโอ-อเมริกันที่มีฐานอยู่บนความสำเร็จส่วนบุคคล และกำไรในภาคการเงินระยะสั้น กับแบบไรน์ที่อยู่บนฐานของทำงานเป็นทีม ความเห็นพ้องต้องกันและใส่ใจกับผลสำเร็จในระยะยาว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้ ได้รับการวิจารณ์ว่าเน้นหนักไปที่ด้านลบของระบบเสรีนิยม และเต็มไปด้วยความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก อันเกิดจากวัฒนธรรมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อาทิเช่น การย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า การปลดคนงานและเลิกจ้าง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจากลักษณะพึ่งพากันไปเป็นแบบตัวใครตัวมัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ คือ ความพยายามที่น่าสนใจในการทัดทานต่อการแผ่อิทธิพลของทุนนิยมแบบเสรีนิยม ที่ผู้เขียนสามารถทำได้อย่างเป็นระบบ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดึงจุดแข็งที่เป็นลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทยเอง ดูเหมือนว่าความวิตกกังวลในลักษณะเดียวกัน ก็ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เพียงแต่เราอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคิดวิตกกังวล เพราะความเชื่อเรื่องในความเป็นสากล และเป็นหนึ่งเดียวของระบบทุนนิยมดูเหมือนจะครอบงำความคิดของนักการเมือง นักธุรกิจและคนชั้นกลางของไทยอย่างฝังแน่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้ อาจทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบทุนนิยมในแบบของเราเอง ในเมื่อประเทศไทยไม่สามารถหันหลังให้กับระบบทุนนิยม เพราะเราเดินมาไกลบนเส้นทางนี้ อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เรียกตัวเองว่า "นักเศรษฐศาสตร์" อาจจะต้องปิดตำรา เลิกท่องคาถาเสรีนิยมใหม่ และหันกลับมามองว่า อะไรคือจุดแข็งทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ระบบทุนนิยมแบบไหนที่จะสร้างความเข้มแข็งจากสิ่งที่เรามี และสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติที่กำลังคุกคามโลกในขณะนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-8251298941024952306?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/8251298941024952306/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=8251298941024952306' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8251298941024952306'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8251298941024952306'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='ทุนนิยมต้านทุนนิยม'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06294128657262063245</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-24617420.post-8119410967599802165</id><published>2008-09-25T21:20:00.001+03:00</published><updated>2008-09-25T21:21:34.327+03:00</updated><title type='text'>คนชั้นกลางกับวิกฤตการเมืองไทย</title><content type='html'>ในระยะหลัง คนชั้นกลางถูกอ้างอิงถึงบ่อยในฐานะต้นตอของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แกนนำและผู้ขึ้นอภิปรายประกาศเสมอว่าพธม. เป็นพลังของคนชั้นกลางที่ต้องการทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” กับ “ทุนนิยมสามานย์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของชนชั้นกลางกับการแบ่งขั้วทางการเมือง อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจของชนชั้นกลางในเมืองและชนบทของไทย และชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเมืองที่กำลังเกิดขณะนี้ เป็นพลวัตรการปรับตัวในระบบการเมืองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคนชั้นกลางทั้งสองกลุ่มดังกล่าว [1]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์นิธิและเห็นว่าการขยายตัวของคนชั้นกลางไทยนั้นได้สร้างการเมืองของชนชั้นกลางขึ้น ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็นประเด็นที่จะต้องศึกษากันอย่างจริงจังและเป็นระบบ ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะพูดถึงแนวคิดเรื่องชนชั้นกลาง โดยจะกล่าวถึงที่มาและลักษณะทางชนชั้นในบริบทของทุนนิยมตะวันตกอย่างพอสังเขป ก่อนจะกลับมาตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะของคนชั้นกลางไทยและปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “ชนชั้นกลาง” ถูกใช้กันจนเริ่มเป็นที่ยอมรับในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อความรุดหน้าของสังคมอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดกลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่ที่ไม่อาจถูกจัดอยู่ในชนชั้นที่มีอยู่เดิมได้ กล่าวคือ ชนชั้นกลางใช้เรียกกลุ่มคนที่เกิดขึ้นตรงกลางระหว่างชนชั้นนายทุน (bourgeoisie) และชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีฐานะยากจน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบริบทของประเทศอังกฤษ คำว่า “middle class” ใช้เรียกกระฎุมพีใหม่ที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งขึ้นมามีบทบาทท้าทายชนชั้นนำเดิม คือผู้สูงศักดิ์ (nobility) และพวกสังคมชั้นสูง (gentry)  ขณะที่ในฝรั่งเศส คำว่า “classes moyennes” ให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่คาร์ล มาร์กซ์เรียกว่าชนชั้นนายทุนขนาดเล็ก (petty bourgeois) มากกว่า เพราะนักการเมืองมักใช้คำนี้เพื่ออ้างอิงถึงชนชั้นใหม่ ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในระดับพอเพียงและโชคดีกว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ทำได้แค่หาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปแบบวันต่อวัน คนกลุ่มนี้ได้แก่ เจ้าของที่ดินขนาดเล็ก พ่อค้าและเจ้าของโรงงานขนาดเล็ก รวมทั้งช่างฝีมือและลูกจ้าง ที่สร้างฐานะของตนโดยพึ่งแรงกาย ประกอบกับโอกาสจากการศึกษาและทรัพย์สินที่มีเก็บออมอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่จากการสืบทอดมรดก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาหลังทศวรรษ 1930 การขยายตัวของระบบราชการ บริการสาธารณะและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในตะวันตกขึ้น คือพวกมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลางกลุ่มนี้เริ่มขยับฐานะขึ้นแทนที่ชนชั้นกลางกลุ่มเดิมที่เป็นชนชั้นกลางอิสระ มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร ครู หมอ นางพยาบาล วิศวกร ฯลฯ หรือพวกที่ชาร์ลส์ ไวรท์ มิลส์ นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันขนานนามให้ว่า “คนงานคอปกขาว” [2] &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วหลังทศวรรษ 2510 ทำให้สัดส่วนของคนงานนั่งโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาชีพ เทคนิค ผู้บริหารจัดการ เสมียนและพนักงานขายต่อผู้มีงานทำทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 3.67% ในปี 2503 (1960) เป็น 7.9% ในปี 2513 (1973), 13.8% ในปี 2534 (1991), และ 21.3% ในปี 2542 (1999) [3] &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพรวม การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม รัฐสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ระบบประชาธิปไตยและการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นบนงื่อนไขการมีอยู่ของชนชั้นกลางทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน สถาบันและคุณค่าเหล่านี้ กลับมาเป็นบันไดให้คนชั้นกลางสามารถขยับฐานะทางสังคมของตนให้สูงขึ้น เมื่อความมั่งคั่งไม่ถูกผูกขาดจากจารีตเดิมในเรื่องสายเลือดหรือวงศ์ตระกูลอีกต่อไป เพราะจารีตใหม่ที่เข้ามาแทนที่ภายในระบบทุนนิยม คือ ความสามารถในการประกอบอาชีพและหลักการให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวบุคคล (Meritocracy) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเติบโตของระบบทุนนิยมจึงทำให้เกิดการขยายตัวของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่หรือมนุษย์เงินเดือน และเกิดกระบวนการ “ทำให้เป็นคนชั้นกลาง”  ขึ้น เมื่อวัฒนธรรมของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยึดมั่นในหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพ มีความเป็นปัจเจกสูงและเชื่อมั่นในคุณค่าจากการทำงาน นักวิชาการฝรั่งยังเชื่อว่าคนชั้นกลางมักมีความคิดเห็นไปในทางโอนอ่อนต่อระบบ (conformist) เมื่อคนชั้นกลางต้องการเลื่อนชั้นทางสังคมจึงจำเป็นต้องวางตัวกลมกลืนกับบรรทัดฐาน นอกจากนี้ การพยายามสร้างรสนิยมเฉพาะของตนโดยคนชั้นกลางในระดับบน เพื่อแยกตัวเองออกจากคนส่วนใหญ่ (คือ คนชั้นกลางระดับกลางและล่าง) และการลอกเลียนรสนิยมของคนชนชั้นสูงกว่า ก็ทำให้เกิดแนวโน้มของปัญหาบริโภคนิยมและวัตถุนิยมในสังคมทุนนิยมรุนแรงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าคนชั้นกลางไทยไม่ได้มีลักษณะตามที่ว่ามาทั้งหมด คนชั้นกลางไทยที่ปรับตัวได้เร็วและอยู่ในฐานะที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบทุนนิยมโลกได้สะดวกเท่านั้นที่สามารถรับเอาอุดมการณ์เรื่องเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ ความโปร่งใสและประสิทธิภาพมาเป็นวัฒนธรรมหลักของตน (โดยผ่านระบบการศึกษา สื่อและกลไกของรัฐ) ขณะที่ชนชั้นกลางบางส่วนและชนชั้นแรงงานยังระแวดระวังกับอุดมการณ์ทันสมัยเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มีความซับซ้อนมากเพราะมีพลวัตรในตัวเองสูง ประกอบกับสังคมไทยก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง/ไม่ต่อเนื่องภายใน เช่นความลักลั่นของการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท รวมทั้งยังปรากฏซากเก่าจากสังคมจารีตที่ถึงแม้จะกระจุกตัวลงแต่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ เช่น ลำดับชั้นที่ตายตัว (hierarchy), สิทธิโดยกำเนิดหรือโดยสายเลือดที่เหลืออยู่ (แม้จะถูกแทนที่ด้วยสิทธิทางการศึกษา หรือในบางกรณีสิทธิทั้งสองเข้ามาประกอบกัน) ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ชนชั้นกลางไทยมีลักษณะเฉพาะตัวและความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้จะไม่สามารถสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนในบทความนี้ได้ แต่ก็จะขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤตการเมืองกับคนชั้นกลางไทยอย่างคร่าวๆ ดังนี้ ผมเชื่อว่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นผลมาจากความขัดแย้ง 2 ลักษณะคือ หนึ่ง การปะทะกันของอุดมการณ์ภายในและระหว่างชนชั้น (อันนี้มีนักวิชาการหลายคนได้พูดแล้ว) สอง ความสับสนหรือวิกฤตศรัทธาของคนชั้นกลางต่ออุดมการณ์สมัยใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่ต่อเนื่องและไร้ทิศทางของรัฐและสื่อ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลโดยอ้อมจากธรรมชาติหรือวัฒนธรรมของคนชั้นกลางเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก ลักษณะสองมาตรฐานในสังคมไทย ทั้งในแนวดิ่งและในแนวราบ ได้ทำให้คนชั้นกลางที่มีจำนวนมากต้องเผชิญกับความขัดแย้งแบ่งแยกอย่างหนัก ไม่ว่าคนชั้นกลางกลุ่มนี้จะรับเอาอุดมการณ์สมัยใหม่โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาหรือจงใจสร้างความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่น คือจากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นเดียวกันก็ตาม (จะสังเกตว่ามีทั้งมิติของเวลาและสถานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง) แต่อุดมการณ์สมัยใหม่ของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ก็ปะทะขัดแย้งกับอุดมการณ์อื่นของคนชั้นกลางด้วยกัน รวมทั้งขัดแย้งกับอุดมการณ์ของชนชั้นอื่น ที่ยังไม่ยอมเชื่อใจความสมัยใหม่และการพัฒนาในทุกแง่มุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง ความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในความคิดของคนชั้นกลางสมัยใหม่เอง เมื่อคนชั้นกลางคนเดียวกันนี้ต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของอุดมการณ์หลักของสังคมอย่างกลับหลังหันหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540, การเข้ามาสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย, การเชิดชูระบอบทักษิณ, การรัฐประหาร 19 กันยา, การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมือง, การโค่นล้มระบอบทักษิณ, การกลับมาของพรรคพลังประชาชน, การชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม, การเมืองใหม่ของพธม ฯลฯ ต้องยอมรับว่าภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยและสื่อกระแสหลักได้สร้างภาวะแห่งความสับสนและวิกฤตศรัทธาต่ออุดมการณ์ของสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อคนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และแสดงบทเป็นผู้รับอยู่เสมอ การยึดถือรัฐและสื่อเป็นสรณะก็ยิ่งทำให้ความสับสนทวีคูณมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแล้ว เมื่อมนุษย์และสังคม ต่างไม่ได้เป็นทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามของสมการ เพราะต่างกำหนดซึ่งกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด ความสับสนของคนชั้นกลางจึงอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนความสับสนของสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ&lt;br /&gt;[1]  การปรับระบบการเมือง ตอน 1 และ 2, มติชนรายวัน, วันที่ 25 และ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 &lt;br /&gt;[2] C. Wright Mills. White Collar: The American Middle Classes. Oxford University Press. 1951&lt;br /&gt;[3] ข้อมูลดัดแปลงจากตารางที่ 11.2 หน้า 460 ในผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเกอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ฉบับเพิ่มเติมและปรับปรุงใหม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/24617420-8119410967599802165?l=kriangsakt.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kriangsakt.blogspot.com/feeds/8119410967599802165/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=24617420&amp;postID=8119410967599802165' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8119410967599802165'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/24617420/posts/default/8119410967599802165'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kriangsakt.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='คนชั้นกลางกับวิกฤตการเมืองไทย'/><author><name>เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิ
