Saturday, December 30, 2006

อันเนื่องมาจาก Camfrog : Reaction and Interaction

ปรากฏว่าบทความ “จาก TV reality สู่ Camfrog” นั้นได้จุดประกายให้เกิดความสนใจและข้อถกเถียงในกลุ่มของเพื่อนๆ ที่ได้อ่านหลายคน เกี่ยวกับสาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน

นับว่าน่ายินดีที่บทความดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวให้เกิดการหันกลับมาทบทวนปรากฏการณ์ทางสังคม โดยมองผ่านดวงตาของการมองอย่างตรงไปตรงมา สร้างสรรค์และมุ่งแสวงหาคำตอบ ถึงแม้จะในกลุ่มเล็กนี้ก็ตาม

สิ่งที่ต้องการจะสะท้อนกลับไปยังเพื่อนผู้อ่านที่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อเรื่องที่ได้บอกเล่าไปนั้น ก็คือการตั้งคำถามกลับเพื่อให้ช่วยกันคิด เพื่อแตกหน่อออกยอดของความคิดต่อไปอีกระดับ เกินกว่าที่มีอยู่ในตอนนี้ โดยหวังว่าคำถามพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้เราแต่ละคนเข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังสนใจอยู่มากขึ้น ไม่มากก็น้อย

นี่ไม่ใช่แบบฝึกหัดที่ต้องการคำตอบ เพราะผมไม่มีคำตอบเบ็ดเสร็จให้ แต่อยากฝากให้เพื่อนนำไปไตร่ตรองเพื่อจะได้สร้างคำตอบที่เป็นระบบต่อปัญหาสังคมของพวกเรา

๑. สังคมไทยให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะทางเพศ แตกต่างจากสังคมอื่นหรือไม่
๒. ความหมายของค่านิยมคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน เราสามารถเรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็น “ค่านิยม” ของวัยรุ่นไทยได้หรือไม่
๓. ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ที่เราอ้างว่าเปลี่ยนแปลงไปนั้น มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและค่านิยมทางสังคมหรือไม่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศของวัยรุ่นไทย
๔. ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เราเป็น”กับ”สิ่งที่เราถูกมองว่าเป็น” เกิดขั้นเพราะอะไร มีความสำคัญกับ”ความเป็นตัวตน”ของเราอย่างไร

คำถามนี้เป็นเพียงคำถามเงาของความคิดเห็นที่เพื่อนทุกคนให้ ซึ่งผมเองคิดว่าเมื่อเราหาคำตอบนี้ได้ ความคิดเห็นของทุกคนจะไม่เป็นเพียงความคิดเห็นหรือการคาดเดา แต่เป็นการพยายามสร้างแนวคิดเพื่อหาคำตอบอย่างเป็นระบบ

สุขสันต์วันปีใหม่

Thursday, December 28, 2006

โง่นี้ขายเท่าไหร่ ???

มีคำพูดยอดนิยมที่ได้ยินเสมอๆ ว่าถ้าไม่อยากเกิดเรื่องบาดหมางในวงสนทนา (หรือวงเหล้า โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า) ให้งดเว้นการพูดถึง ๒ เรื่อง คือ ศาสนาและการเมือง

บางคนมาต่อให้อีกว่าห้ามเด็ดขาด โดยเฉพาะกับคนใต้หรือคนฝรั่งเศส (ไม่อยากจะนึกว่าถ้าเป็นคนฝรั่งเศสตอนใต้ จะไม่ยิ่งแย่ไปใหญ่หรือ ฮา..)

ที่ว่ากันอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะศาสนาและการเมือง มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ต่างก็เกี่ยวข้องกับศรัทธาหรือความเชื่อ นอกจากนี้ ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะชี้ใครถูกใครผิด

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อในเรื่องศาสนาหรือการเมืองของกลุ่มคนบางกลุ่ม ยังไปไกลถึงขั้นไร้เหตุผลในสายตาคนนอก เช่น ลองนึกถึงลัทธิที่เชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หรือกลุ่มการเมืองขวาจัดสุดกู่อย่างพวกนีโอนาซี

พูดง่ายๆ ว่า คนเราไม่ได้อยู่บนหลักของเหตุและผลเสมอไปเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและการเมือง หรืออาจจะเรียกสั้นๆ ว่า มีกระบวนการตัดสินใจแบบนอกเหตุผล (irrational) ก็อาจจะได้ (ขอใช้คำว่านอกเหตุผลเพราะ ไม่ได้หมายความว่าไร้เหตุผลไปซะทีเดียว แต่อยู่นอกเหนือจากเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ที่เป็นกระแสสังคม)

ศาสนาอาจจะใช่ แล้วการเมืองหละ ?? ลองมาดูกันให้ละเอียดที่การแสดงความเห็นในทางการเมือง ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ การออกเสียงเลือกตั้ง

คำถามแรกที่ควรถามก็คือ ถ้าอย่างนั้น เราเชื่อผลการเลือกตั้งได้มากน้อยแค่ไหน ?

นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในสายทางเลือกสาธารณะ (public choice) มักจะเชื่อว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเอง ในฐานะขององค์รวม ไม่ได้ตระหนักเท่าใดว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้มีปัญหาในการพึ่งพาผลการเลือกตั้ง เพราะจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การหักล้างกันของการตัดสินใจที่ขาดๆ เกินๆ หรือสุดขั้วไปข้างใดข้างหนึ่ง

ลองยกตัวอย่างรูปธรรม กลุ่มที่เห็นว่าปัญหาผู้อพยพชาวต่างชาติเป็นเรื่องหลักและเทคะแนนให้พรรคที่มีนโยบายไปในทางเข้มงวดก็จะหักล้างกับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการเปิดตลาดซึ่งเลือกลงคะแนนให้กับพรรคที่มีนโยบายตรงข้าม

ในทางเศรษฐศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ สิ่งที่สำคัญต่อนักการเมืองคือ ความเห็นของผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่หรือ average voter จึงเกิดการอธิบายพฤติกรรมของนักการเมืองโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า median voter เป็นต้น

อาจจะพูดได้ว่า สมมุติฐานของเรื่องการเลือกตั้งที่มักใช้คือ ผู้เลือกตั้ง (ส่วนใหญ่) มักจะตัดสินใจถูก

ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์สายทางเลือกสาธารณะจะบอกว่ากระบวนการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งจะเข้าข่ายโง่แบบไม่มีทางเลือก (คือปล่อยเลยตามเลย ทั้งๆ ที่รู้) หรือโง่แบบสมเหตุสมผล (rational ignorance) ก็ตาม

ที่เรียกว่าโง่แบบไม่มีทางเลือกนั้น มาจากความตระหนักว่าการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลในระดับมหภาคได้ ประกอบกับการทำความเข้าใจกับนโยบายทุกเรื่องเป็นเรื่องที่มีต้นทุนสูงมาก (แค่เฉพาะต้นทุนในด้านเวลาก็สูงมากในการรับฟังข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล) หรือนโยบายในทางเศรษฐกิจก็ยากเกินไปสำหรับคนระดับชาวบ้าน หลายคนจึงไปลงคะแนนทั้งๆ ที่ยังขาดข้อมูล ไม่รู้จักนโยบายหลักของพรรคหรือแม้กระทั้ง ไม่รู้จักผู้สมัคร ในบางกรณี ความไม่รู้ก็เกิดจากข้อจำกัดทางโครงสร้างของกระบวนการเอง (เช่นตัวอย่างของประเทศไทย) นอกจากนี้ คนที่มีความรู้อย่างนักวิชาการ ก็เป็นเพียงเสียงส่วนน้อย

ในหนังสือชื่อ The Myth of Rational Voter ของนักเศรษฐศาสตร์ Bryan Caplan (อาจารย์มหาวิทยาลัย George Mason) ผู้เขียนเสนอว่าผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่มักจะหลงผิดไปในทางเดียวกันและสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อผิด (misconception) เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ตามความคิดของเขา การเลือกตั้งจึงอาจจะไม่ได้บอกว่าผู้เลือกตั้งจะตัดสินใจถูกเสมอ

อย่างไรก็ตาม Caplan กลับชี้ให้เห็นว่าเราไม่อาจมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า “เจตนาดี” ของประชาชนไปได้ กล่าวคือ ถ้าหากผู้เลือกตั้งรู้ว่านโยบายใดดีต่อสังคมโดยรวม เราก็สามารถไว้วางใจการตัดสินใจนั้นได้ (ซึ่งความคิดนี้ ตรงข้ามกับแนวคิดของการศึกษาการเมืองสมัยใหม่ ที่มีสมมุติฐานว่าคนทุกคนนั้นต่างเห็นแก่ตัวหรือ self-interest )

ประเด็นข้อถกเถียงทางวิชาการนี้ก็ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แต่ถึงอย่างไร นักคิดต่างมีความเชื่อเดียวกันว่า รูปแบบทางการเมืองที่มีองค์ประกอบอย่างที่ประชาธิปไตยในตะวันตกมีนั้น ยังเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด เพราะคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นคนของทุกคนอย่างเสมอภาคกัน นอกจากนี้ กระบวนการทางการเมืองที่ประชาชนเป็นพื้นฐานนั้นเป็นวิถีทางที่ถูกที่ควร ดังนั้น จึงควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ

คงจะต้องเป็นบทบาทของนักวิชาการที่จะพูดว่า “โง่นี้ขายเท่าไหร่?” แทนที่จะเป็นนักการเมืองอย่างแน่นอน ถ้าอยากจะหวังพึ่งการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป

Wednesday, December 20, 2006

จาก TV reality สู่ Camfrog

Camfrog คือโปรแกรมที่กำลังตกเป็นข่าวในเมืองไทย เพราะกลายเป็นของเล่นใหม่สำหรับวัยรุ่น ที่ส่วนหนึ่งเข้าไปเพื่อโชว์รูปร่าง สัดส่วนรวมทั้งกิจกรรมทางเพศ อีกส่วนหนึ่งเข้าไปเพื่อชมการแสดงดังกล่าว

ตามข่าว โปรแกรมนี้ได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีสถิติว่าคนไทยเข้าไปใช้มากเป็นอันดับสามของโลก รองจาก สหรัฐฯและจีน ทำให้ปรากฏการณ์แคมฟร็อกเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เพื่อนรุ่นน้องคนนึงก็ได้เล่าให้ฟังถึงโปรแกรมนี้และได้แนะนำให้เข้าไปสำรวจโลกของแคมฟร็อกด้วยตนเอง หลังจากได้เข้าไปสัมผัสในฐานะผู้สังเกตการณ์ ต้องบอกว่าโลกของแคมฯนั้น ลึกลับและซับซ้อนอย่างที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง (ที่มองว่าโปรแกรมนี้เป็นภัยและต้องการแก้ไข) ต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนทีเดียว

สำหรับผมแล้ว แคมฟร็อกคืออีกหนึ่งผลผลิตของสังคม reality show หรือสังคมที่นิยมนำกิจกรรมส่วนตัวออกเผยแพร่ให้คนอื่นดู ในสังคมเรียลิตี้นี้ ความนิยมของผู้ชมคืออำนาจชี้ขาดตัดสินอนาคตของผู้แสดง การมีอยู่หรือดำรงอยู่ของผู้แสดงจึงไม่มีความหมายเมื่อขาดผู้ชม

อาจกล่าวว่าในโลกของแคมฟร็อก มีประชากรหลักอยู่ ๓ กลุ่ม คือ ผู้แสดง ผู้ชม (voyeurists) และผู้สังเกตการณ์

ในความเป็นจริง ทุกคนมีบทบาทของผู้ชมหรือ voyeurist เพราะต่างมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัว แล้วแต่ดีกรีของความเป็นผู้ชอบชมมากน้อยต่างกันไป ส่วนหนึ่งจึงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะขาประจำ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่ง ขอเลือกที่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เช่น ทัศนคติและความสนใจในเรื่องเพศ เป็นต้น

ประชากรที่น่าสนใจที่สุด จึงเป็นผู้แสดงหรือผู้ที่เลือกที่จะเป็นทั้งผู้ชมและผู้แสดงในโลกของแคมฟร็อก

ในโลกของแคมฟร็อกนั้น เราสามารถสังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่าการจัดฉากในการแสดง โดยการจัดฉากนี้ เราสังเกตได้จากพฤติกรรมของผู้ที่ทำหน้าที่จัดระบบและกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นสมาชิก (บุคคลกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า ดีเจ ซึ่งชื่อนี้มาจากหน้าที่ในการเลือกเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศ) และพฤติกรรมของตัวผู้แสดงเอง

ดีเจจะเป็นบุคคลสำคัญในการกำหนดผู้แสดงรายต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่า ดีเจเป็นเสมือนผู้กำกับในโชว์ที่กำลังพูดถึง โดยดีเจอาจจะวัดจากแรงเชียร์ของผู้ชมประกอบกับการตัดสินใจส่วนตัวของดีเจเองว่าดาราคนไหนมีแววจะเกิด จากภาพที่ต่อตรงมาจากกล้องของสมาชิกที่ใครก็ตามสามารถเลือกขึ้นมาดูได้ (ไม่ว่าจะมีกล้องหรือไม่ก็ตาม) การเปลี่ยนบทบาทจากผู้ชมมาเป็นผู้แสดงนี้ บางส่วนจึงเกิดจากอิทธิพลของดีเจโดยตรง

ดีเจยังมีบทบาทในการควบคุมไม่ให้ผู้ชมมีพฤติกรรมออกนอกกรอบเกินไปนัก โดยการตักเตือนหรือใช้อำนาจผูกขาดทางเทคนิคที่มี

ในด้านของผู้แสดงนั้น เราเห็นการจัดฉากอย่างชัดเจนเมื่อการแสดงเป็นการแสดงบทรักคู่ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในลักษณะของการแข่งขัน หรืออาจจะมองอีกมุมหนึ่งว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ คำถามที่น่าสนใจในกรณีนี้ ก็คือ การตัดสินใจลงสนามแข่งนั้น เกิดขึ้นจากการตัดสินใจสมยอมหรือไม่ เกิดจากฝ่ายชายหรือหญิงเป็นสำคัญ

ในกรณีของการโชว์ส่วนสัด นี่อาจจะเป็นภาพสะท้อนของสังคมเรียลิตี้ ที่สร้างค่านิยมของ free naked body หรือ free sexual activity ที่ไม่ต่างจาก free violence ที่นำไปสู่ปัญหาการบันทึกภาพความรุนแรงในโทรศัพท์มือถือและส่งต่อกันระหว่างกลุ่มวัยรุ่น เร็วๆ นี้พฤติกรรมนี้ลุกลามไปจนถึงขั้น มีกลุ่มวัยรุ่นข่มขืนเด็กมัธยมและถ่ายภาพทางมือถือเพื่อแบล็กเมล หรือแก็งค์วัยรุ่นที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเช่น คนที่นั่งหลับบนรถโดยสารสาธารณะและแอบถ่ายโดยมือถือ (เป็นข่าวในฝรั่งเศสทั้งสองกรณี)

ความพอใจของผู้โชว์ที่ได้รับเสียงเชียร์ อาจจะบอกว่าเด็กเหล่านี้ กำลังเรียนรู้ค่านิยมผิดๆ จากสังคมที่ปลูกฝังการโชว์และการเชียร์อย่างขาดสติ

บางคนอาจจะบอกว่า ร่างกายของแต่ละคนก็เป็นสมบัติส่วนบุคคลของคนนั้น ฉะนั้น ตราบใดที่ใครจะทำอะไรกับร่างกายตัวเอง โดยที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็อาจจะมีส่วนถูก

แน่นอน ถ้าใครอยากจะโชว์ส่วนสัดหรือกิจกรรมส่วนตัวอะไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้ไปเดือดร้อนด้วย แต่ในสังคมที่วัยรุ่นวัยเรียนจำนวนมากเสียเวลาไปกับการโชว์และเชียร์ ก็น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติอยู่ไม่น้อย

หากจะให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์แคมฟร็อกนี้จริงๆ เราคงต้องทำความเข้าใจว่าสื่อและครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างสำคัญ อีกทั้งวิธีแก้ปัญหาอย่างเช่นปิดเว็บไซด์และเซ็นเซอร์แบบไร้ความคิดแบบที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทำเป็นประจำคงจะไม่เพียงพอ

Friday, December 15, 2006

ถอดรหัส Babel

ภาพยนตร์เรื่อง Babel ทำให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ในแต่ละมุมโลก ซึ่งถึงแม้จะแตกต่างกันในภาษา วัฒนธรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิต แต่โลกาภิวัตน์ทางการสื่อสารและวัฒนธรรม ทำให้คนเหล่านี้ผูกโยงกันด้วยเส้นด้ายบางๆ ที่โยงใยในลักษณะโครงข่ายซับซ้อนและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เราสามารถสัมผัสและรับรู้ได้เมื่อพิจารณาผลกระทบของเหตุการณ์ที่ส่งถึงกันอย่างรวดเร็วและรุนแรง

โดยสรุป Babel คือภาพสะท้อนของความหลากหลาย ความซับซ้อน และความสับสน ในโลกปัจจุบัน

ความสับสนที่ว่านี้มีสิ่งเร้าคือ ความรวดเร็วในการสื่อสารผ่านปลายนิ้วและความล้นหลามของข้อมูลข่าวสาร ทั้งที่ถูกและผิด ชัดเจนและไม่ชัดเจน เราทุกคนจึงมีโอกาสที่จะผลีผลามพุ่งเข้าใส่ข้อสรุปที่ผิดได้ หากไม่ชั่งใจหรือตรวจสอบกับข้อมูลที่ได้รับ

ในไบเบิล ส่วนของการกำเนิดโลก (La Genèse) ได้มีการพูดถึงหอคอยบาเบล (la tour de Babel) เอาไว้หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมและการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ของโลก โดยในขณะนั้น มนุษย์ทุกคนต่างใช้ภาษาเดียวกัน หลังจากที่พวกเขาเดินทางไปทางตะวันออก ก็ได้พบกับสถานที่ที่ต้องการจะตั้งหลักแหล่ง และก็ได้ลงความเห็นกันว่าจะสร้างเมืองที่นั่น รวมทั้งสร้างหอคอยให้สูงเสียดฟ้า

« Allons ! Bâtissons-nous une ville et une tour dont le sommet pénètre les cieux ! Faisons-nous un nom et ne soyons pas dispersés sur toute la terre ! »

หลังจากนั้น พระเจ้าได้ลงมาเพื่อดูเมืองและหอคอยที่มนุษย์สร้าง และตัดสินใจที่จะทำให้มนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วโลกและใช้ภาษาที่ต่างกัน

ในขณะที่พระเจ้าทำลายหอคอยนี้ พระเจ้าได้เอ่ยคำว่า Bavel หรือ Babel ซึ่งใกล้เคียงกับคำในภาษาฮิบรูที่แปลว่า “ความสับสน” ที่แห่งนี้เองที่เราให้ชื่อว่าบาเบล สถานที่ซึ่งพระเจ้าสร้างความสับสนในภาษาให้กับมนุษย์และทำให้เรากระจัดกระจายไปทั่วบนพื้นโลกใบนี้

Jacques Derrida (1930-2004) นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส มักจะอ้างอิงถึงหอคอยบาเบลตามความเชื่อในไบเบิล เมื่อกล่าวถึงแนวความคิดเรื่องความไม่สามารถแปลจากภาษาหนึ่งไปยังภาษาหนึ่งได้สมบูรณ์

กล่าวคือ Derrida ต้องการชี้ให้เห็นจากคำบอกเล่าเกี่ยวกับหอคอยบาเบลว่า ในเมื่อมนุษย์ต่างใช้ภาษาที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการเรียนรู้จากภาษาอื่นนั้น ก่อให้เกิดความจำเป็นของการแปลภาษา อย่างไรก็ตาม เราต่างก็พบกับอุปสรรคในการแปลจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง และพบว่าเราไม่สามารถแปลจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งได้สมบูรณ์ (แง่มุมอื่นของ Babel สามารถศึกษาได้จากงานของ Derrida)

เราทุกคนจึงควรตระหนักถึงอุปสรรคของการสื่อสาร รวมทั้งอุปสรรคของการทำความเข้าใจระหว่างภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง และหลากหลายบนโลกใบนี้ ความสับสนอาจเกิดขึ้นระหว่างกันได้ง่าย โดยเฉพาะบนโลกที่กระแสข้อมูลหลั่งไหลท่วมท้น สิ่งต่างๆ สามารถส่งผลกระทบถึงกันอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างที่เราไม่อาจคาดถึงได้

References
1. La Bible : La Bible de Jérusalem, les éditions du CERF 1998
2. Jacques Derrida, par Geoffrey Bennington et Jacques Derrida, Seuil 1991

Tuesday, December 12, 2006

ตาดูดาว เท้าติดดิน

ทุกวันนี้ เราแหงนหน้ามองท้องฟ้าน้อยลง อาจจะเป็นเพราะแสงสีในสังคมเมือง ทำให้เรามองเห็นวัตถุบนท้องฟ้าได้ยากขึ้นหรืออาจจะเป็นเพราะความเจริญทางวัตถุ ทำให้เราสนใจกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนพื้นดินจนลืมแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างเคย หรืออาจจะเป็นทั้งสองกรณีประกอบกัน

อาจกล่าวได้ว่า ในอดีต มนุษย์เคยให้ความสนใจกับธรรมชาติโดยเฉพาะท้องฟ้า รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะมนุษย์ยังมีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ตนเองและโลกน้อยมาก เราจึงเกิดความกลัว ความสงสัย รวมทั้งความจำเป็นในการเอาชนะอุปสรรค

หรือว่าวันนี้ มนุษย์ไขปริศนาของธรรมชาติจนหมดสิ้นแล้ว ?? หรือว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนความคิดว่ามนุษย์รู้สึกพึงพอใจกับความรู้ที่ตนพัฒนาและสั่งสมมาจนกระทั่งปัจจุบัน ?? โดยลำพัง ผมคงจะไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แต่จะขอชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ในอดีตนั้น ได้เรียนรู้อะไรจากการแหงนหน้ามองท้องฟ้า

ย้อนกลับไปในยุคกรีก หรือประมาณหกศตวรรษก่อนยุคของเรานั้น (ประมาณสองพันปีที่แล้ว) อาจกล่าวได้ว่านักดาราศาสตร์คนแรกมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ ผู้ที่ศึกษาดาราศาสตร์ในปัจจุบันได้ให้เครดิตกับ Thalès de Milet (ชาวกรีกที่อาศัยในดินแดนเอเชียไมเนอร์หรือชายฝั่งด้านตะวันตกของตุรกีในปัจจุบัน) ว่าเป็นคนแรกที่เปลี่ยนมุมมองของการมองท้องฟ้าและจักรวาลจากยุคก่อนหน้าเขา ที่มักจะตีความปรากฏการณ์ในท้องฟ้าโดยใช้ความเชื่อในเรื่องเวทมนต์คาถา สิ่งเหนือธรรมชาติและ mythology และถือว่าความคิดของเขาเป็นเส้นแบ่งระหว่างวิธีการศึกษาจักรวาลในแบบโบราณและปัจจุบัน คือ ใช้การสังเกตและหลักการของเหตุผล

ถึงแม้ทฤษฎีของ Thalès de Milet จะยังห่างไกลจากความเป็นจริงที่เราค้นพบในเวลาต่อมา กล่าวคือ เขาเชื่อว่าน้ำเป็นธาตุที่สำคัญที่สุด และโลกเป็นวัตถุที่ลอยอยู่เหนือน้ำ โดยมีท้องฟ้าเป็นเพดานของโลก และดาวคือกลุ่มแก็สที่แพร่ออกจากโลกและติดไฟอยู่บนท้องฟ้า แต่การเสนอมุมมองนี้ก็ถือว่าเป็นการวางรากฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แบบที่เราใช้ในปัจจุบัน

ในยุคสมัยเดียวกัน Anaximandre ได้พัฒนาแนวความคิดนี้ โดยเสนอข้อสันนิษฐานหลายประการที่กลายเป็นแนวความคิดพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของโลกและจักรวาล โดยเขามองว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงกระบอก โดยมนุษย์อาศัยอยู่บนผิวนอก และโลกนั้น ลอยอยู่ในท้องฟ้าที่มีรูปทรงกลมปิดหรือ sphère โดยมีระยะห่างจากทุกด้านเท่ากัน เขายังไปไกลถึงขนาดคาดเดาและกำหนดระยะห่างเป็นตัวเลขให้กับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จากท้องฟ้าที่ว่า

Pythagore ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ในยุคสมัยเดียวกันนั้น ได้ก่อให้เกิดสำนักของการศึกษาที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญ และถือว่าตัวเลขคือหัวใจของทุกอย่าง รวมทั้งของโลก เขาได้สนับสนุนแนวคิดของรูปทรงกลมปิดหรือ sphère และเสนอว่าโลกก็มีรูปทรงกลมบรรจุอยู่ในรูปทรงกลมอีกทีหนึ่ง

ดาวเคราะห์ที่เรารู้จักอื่นๆ เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ ก็ถูกสันนิษฐานว่ามีรูปทรงกลมปิดเช่นเดียวกับโลกและต่างโคจรอยู่รอบโลก ข้อสันนิษฐานของโลกกลมนี้ได้รับการยืนยันอย่างมั่นคงในอีกศตวรรษต่อมา เมื่อมนุษย์สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเห็นเสากระโดงเรือก่อนเมื่อมองจากฝั่งหรือเงาโค้งของโลกบนดวงจันทร์เมื่อเกิดจันทรุปราคา

อย่างไรก็ดี การพิจารณาลักษณะของโลกบางประการก็ยังอยู่บนหลักการที่ผิด เช่น โลกมีความคงที่ และเป็นศูนย์กลางของการโคจรของดาวอื่นๆ จนกระทั่ง Démocrite และ Leucippe ได้เสนอและขยายอิทธิพลของแนวคิดเกี่ยวกับอะตอม และขัดแย้งความเชื่อว่าโลกมีลักษณะเสถียรและคงที่ รวมทั้งทำลายความเชื่อเรื่องศูนย์กลางของโลกไป

การมองโลกในลักษณะนี้ ก็ได้พัฒนาควบคู่กับปรัชญาของ Epicure ที่มีอิทธิพลทางความคิดในตะวันตกไปอีกหลายศตวรรษ

นักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาดาราศาสตร์และการมองโลกอย่างมากอีกสองคนนั้น คนแรกคือ Platon (427-347) ซึ่งแทนที่วิธีการใช้เลขคณิตของปิธากอรัสด้วยเรขาคณิตที่เขาเชื่อว่าจะนำไปสู่ความจริงสมบูรณ์ที่จะอธิบายโลกในอุดมคติได้ อิทธิพลของเขาทำให้การศึกษาดาราศาสตร์โดยเน้นการสังเกตปรากฏการณ์จริงที่ได้รับการพัฒนามาต้องลดความสำคัญลงไปในยุโรปจวบจนกระทั่งศตวรรษที่ 14 ก็ว่าได้ ส่วนอีกคนคือ Aristote (384-322) ซึ่งถึงแม้จะได้รับอิทธิพลแนวคิดของ Platon อย่างมาก แต่กลับสนับสนุนให้กลับมาศึกษาวิทยาศาสตร์แนวทดลองที่สังเกตจากปรากฏการณ์จริง โดยใช้เครื่องมือที่สำคัญคือ คณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสำหรับเขา จักรวาลมีความสมบูรณ์และจีรังยั่งยืน ในขณะที่โลกมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร ไม่ยั่งยืนแต่เป็นศูนย์กลาง โดยความเคลื่อนไหวตลอดเวลาของโลกและดวงจันทร์นั้น เกิดจากส่วนประกอบสำคัญคือ อีเธอร์ (ether) ซึ่งส่วนหลังนี้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของการศึกษาฟิสิกส์จนกระทั่งศตวรรษที่ 20

ทฤษฎีของ Aristote ได้ทำให้ Héraclide du Pont พัฒนาแนวคิดที่สำคัญคือ โลกหมุนรอบของแกนตัวเอง เป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง รวมทั้งมีหลักฐานกล่าวว่าเขาเองได้เสนอข้อสันนิษฐานว่าดาวพุธและดาวศุกร์หมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นความรุดหน้าก้าวใหญ่ก่อนจะมีการพัฒนาความรู้ในยุคต่อมา

แม้อาณาจักรของกรีกจะสิ้นอิทธิพลลงทางการเมืองในเวลาต่อมา แต่อิทธิพลทางด้านปรัชญาและวัฒนธรรมได้ฝังรากลึกและมีอิทธิพลต่อองค์ความรู้ของตะวันตกจนกระทั่งปัจจุบัน

ถึงแม้นี่จะเป็นแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่งของพัฒนาการของการศึกษาโลกและจักรวาล แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญเพราะเป็นช่วงของการเริ่มต้นวางรากฐานวิทยาศาสตร์ และมรดกที่สำคัญของยุคนี้คือ แนวคิดเรื่องความมีเหตุผล (rationalité) ซึ่งเปลี่ยนวิธีการคิดของมนุษย์จากการตีความธรรมชาติโดยความเชื่อเหนือธรรมชาติ มาเป็นการสังเกตและศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้เหตุผล

สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากวิธีการมองโลกและจักรวาลคือ การเรียนรู้ว่ามนุษย์อยู่ตรงจุดใดของระบบหรือบ้านที่เราอาศัยอยู่นี้และเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนเงาของเราเอง การศึกษาประวัติศาสตร์ของปรัชญาจะทำให้เราเข้าใจความผิดพลาดของมนุษย์ในอดีต ความสำคัญตนผิดว่ามนุษย์และโลกคือศูนย์กลาง รวมทั้งการพยายามเอาชนะและทำลายธรรมชาติ อย่างไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้

ไม่น่าเชื่อว่า ทุกวันนี้ มนุษย์บางคนก็ยังเชื่อว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล !!

บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรายการวิทยุ France culture : Science et Conscience สัมภาษณ์ Jean- François Robredo ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญากรีกและดาราศาสตร์ เรียบเรียงจาก “Grèce : Le Berceau du Cosmos”, Jean-François Robredo, Ciel et Space

Saturday, December 09, 2006

Téléthon เงินและบุญ

เราทุกคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้” ซึ่งมักจะถูกเปล่งออกจากปากของตัวละครพระเอก (แน่นอน ต้องยากจน) ที่กำลังถูกพ่อแฟน หน้าตาขี้โกง แต่แต่งตัวดี มีลูกน้องห้อมล้อม ฟาดหัวด้วยซองขาวหนาเตอะหรือเช็ค (หนึ่งใบ ไม่ใช่สมุดเช็ค) แต่เลือกที่จะปฏิเสธ ก่อนหน้าที่จะเดินจากไป โดยไม่หันหลังกลับมาเสียดาย

แน่นอน ฉากนี้คงจะมีแต่ในละครเท่านั้น

แต่สิ่งที่เราได้จากละครคือ ประโยคข้างต้นมีสัจธรรมอยู่ไม่น้อย เพราะเราไม่สามารถซื้อสิ่งบางสิ่ง (ที่ไม่ใช่สินค้า) ด้วยเงิน เช่น ความสุข ความรัก หรือความดี แเต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธว่าเงินก็ทำให้หลายคนมีความสุข ช่วยถนอมความรักให้ยืนนาน และสร้างความดีได้

เพราะฉะนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวของเงิน แต่เป็นวิธีการใช้เงิน

ในทางตรงกันข้าม ตัวละครอีกตัวที่อาจจะได้รับเกียรติให้พูดประโยคศักดิ์สิทธิ์นี้ ก็คือ ตัวร้ายแสนเลว ที่ดันเฮงเกิดมามีพ่อรวย แต่กลับต้องลงเอยอย่างไร้เกียรติ

ที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนั้นไม่เกี่ยวกับละครหรือหนังไทย วิวาทะระหว่างพระเอก/ตัวร้าย หรือความดี/ความเลว แต่อย่างใด
ผมกำลังจะชี้ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งที่คนมักปฏิเสธ (เพราะเกรงว่าความจริงนี้จะทำให้ใจมัวหมอง) คือเงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเงินนั้นเปลี่ยนโลกได้อย่างที่เราไม่คาดคิดที่เดียว

ใช่ครับ เจ้า“เงิน” ปีศาจร้ายตัวนั้นแหละ ที่ทำให้หลายคนมัวเมา และจมปรักอยู่กับความโลภ ใช่ครับ เป็นเงินตัวเดียวกันนั้นแหละ ที่เราตราหน้าว่าเป็นสิ่งล่อลวงตา และพาให้ใจของใครต่อใครใหลหลง จนยอมตนเป็นทาสของมัน

เงินตัวดีนี้แหละครับ ตัวที่มนุษย์สร้างขึ้นมากับมือ แต่กลับบ่นกันนักหนาว่ามีไม่พอใช้

แล้วมันกลับกลายมาเป็นของดีได้ไฉน ?

เป็นเรื่องที่น่าแปลก เมื่อคุณค่าของเงิน กลับเพิ่มมากขึ้น เมื่อมันได้ละทิ้งหน้าที่แรกและหน้าที่สำคัญที่สุดของมัน (คือ ใช้เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน) นั่นคือ เมื่อมันกลายเป็นสิ่งให้เปล่า ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (กรณีชองเงินบริจาคหรือทาน) โดยสิ่งตอบแทนในที่นี้หมายถึง สิ่งตอบแทนจากผู้รับมอบให้กับผู้ให้ หากจะมีใครหวังบุญหรือหวังให้ผู้รับมีชีวิตที่ดีขึ้น กรณีนี้ไม่นับว่าเป็นสิ่งตอบแทนในความหมายที่กำลังพูดถึง

หากอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์แบบง่ายๆ เงินบริจาคหรือทานนั้น สร้างความพึงพอใจหรืออรรธประโยชน์ให้กับผู้รับ มากกว่าเมื่ออยู่ในมือของผู้ให้อย่างมากทีเดียว ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของการให้ คือ เงินจำนวนเดียวกัน สามารถมีค่าหรือคุณค่าแตกต่างกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเงินอีกอย่างคือ ความขัดแย้งในตัวของมันเอง ที่สะท้อนจากความแปรผันในปริมาณและคุณค่าของเงิน กล่าวคือ เงินที่ดีจะต้องมีค่าคงที่ นั่นก็หมายถึงจะต้องมีปริมาณคงที่ด้วยเช่นกัน รวมทั้งถ้าหากเราผลิตมันมาก มันจะมีค่าน้อย(และเป็นจริงในทางตรงกันข้าม) เราจึงไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาตามที่เราต้องการ

ลองนึกถึงตัวอย่างที่จับต้องได้ หรือเหตุการณ์ในระดับชาติและนานาชาติสองกรณีตามลำดับ หนึ่ง กรณีของรายการ Téléthon ซึ่งเรื่ยรายเงินบริจาคเพื่อพัฒนาการวิจัย ในการรักษาโรคทางพันธุกรรมในเด็ก ที่รักษายากและการแพทย์ยังขาดความรู้ สองกรณีของ เงินช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากประเทศที่ร่ำรวย แก่ประเทศยากจน เพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจน

ปรากฏว่า กรณีแรกนั้น ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส เมื่อเงินบริจาคจำนวนมหาศาลนั้นสามารถสร้างความรุดหน้าทางการวิจัยและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กพิการและครอบครัวจำนวนมาก ส่วนในกรณีหลังนั้น เราเห็นความสำคัญของมันได้จาก คำวิจารณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากต่อประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ที่เจียดเงินช่วยเหลือประเทศในอาฟริกาเป็นสัดส่วนที่เทียบไม่ได้กับที่ใช้ในการทำสงคราม

เป็นเรื่องน่าคิด เมื่อเราพบว่า เราจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบางกลุ่มได้ ก็ต่อเมื่อเรามีเงินมากพอที่จะซื้อของที่ผลิตโดยตัวเราเอง ในกรณีของ Téléthon อาจจะซับซ้อนกว่าที่กล่าวมา เพราะผลจากการวิจัยไม่สามารถซื้อได้จากเงินโดยตรง แต่ก็เป็นผลของเงินที่ได้รับร่วมกับเทคนิค ระยะเวลา และความเชี่ยวชาญของนักวิจัย (ซึ่งต่างก็ล้วนเป็นฟังก์ชั่นของเงินไม่มากก็น้อย)

นอกจากนี้ เป็นเรื่องน่าคิดอีก และคงจะน่าละอายด้วยไม่น้อย หากเรารู้ว่าเราใช้เงินไปในทางที่ไม่ควรมากเท่าใด ทั้งในฐานะของบุคคล และในฐานะขององค์รวม เช่น ใช้ซื้อเหล้า บุหรี่ การพนัน อาวุธ

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงโลก คือการทำให้คนส่วนใหญ่มองเห็นผลของการกระทำในเชิงองค์รวม (Collective action) เช่นเดียวกับกรณีของการรณรงค์ให้ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราเองอาจไม่เชื่อเลยว่าหากเราลงมือทำพร้อมๆ กันจริงๆ มันจะเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในระดับโครงสร้าง

ในฐานะของการให้ เงินบริจาคหรือทานสร้างสัญลักษณ์ของความดีที่ทำลายอัตลักษณ์ของความโลภและการบริโภคนิยมในตัวของเงินลง เราอาจจะทำลายอุปสรรคของความตระหนี่และเห็นแก่ตัวในระดับปัจเจกลงได้ โดยใช้บุญเข้าล่อ แต่ในระดับของสังคมแล้ว เป็นเรื่องยากมาก ที่จะใช้เพียงสิ่งล่อเชิงสัญลักษณ์ดังกล่าว

Thursday, December 07, 2006

Modern States and Genocide : reaction to news

1.
ระหว่างปี 1915-1920 กลุ่ม Muslim Turks ในจักรวรรดิออตโตมัน ดำเนินการสังหารหมู่ชาวอาร์เมเนียน จำนวนกว่า 1.5 ล้านคนอย่างโหดเหี้ยมและต่อเนื่อง จนชาวอาร์เมเนียนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์

ปัจจุบัน ประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งหลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตกว่า 70 ปีและสถานปนาเป็นรัฐอิสระในปี 1991 มีประชากรเพียง 3 ล้านคน

จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งกลายมาเป็นตุรกีในปัจจุบัน ไม่เคยยอมรับการกระทำดังกล่าว ประเทศฝรั่งเศสใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งในการไม่ยอมรับตุรกีเข้าร่วมสหภาพยุโรป

2.
ระหว่างปี 1933-1945 รัฐบาลนาซีของเยอรมัน และกลุ่มรัฐร่วมอุดมการณ์ ดำเนินการสังหารหมู่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป เป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 6 ล้านคน เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดการกระจัดกระจายย้ายถิ่นฐานของชาวยิวจำนวนมหาศาลไปทั่วโลก อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการเรียกร้องให้สถาปนาดินแดนของชาวยิว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบ ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดประเทศอิสราเอล ในปี 1947 (และยังเป็นปัญหาแก่งแย่งดินแดนกับปาเลสไตน์ จนกระทั่งปัจจุบัน)

เหตุการ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเป็นนโยบายและเป้าหมายทางการเมือง พร้อมทั้งใช้เครื่องมือและหน่วยงานของรัฐ ครั้งนี้ ถูกเรียกด้วยคำว่า Holocaust โดยในช่วงแรกนั้น รัฐบาลนาซีได้สังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยอื่นเช่น Gypsie Slavic Poles Russians รวมทั้งกลุ่มทางการเมืองเช่น คอมมิวนิสต์ โซเชียลลิสต์ รวมทั้งพวกรักร่วมเพศ ประมาณว่าผู้ที่ถูกสังหารที่ไม่ได้เป็นยิวมีประมาณ 1.9 ล้านคน


3.
ช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม 1994 ชาวรวันดา กว่า 8 แสน ถูกสังหารในช่วงเวลาไม่ถึง 100 วัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยชาว Tutsi ซึ่งถูกสังหารโดยชาว Hutu

ชนวนของเหตุการณ์นี้คือ การตายของอดีตประธานาธิบดี Juvenal Habyarimana ซึ่งเป็นชาว Hutu รัฐบาลฝรั่งเศสกล่าวหาประธานาธิบดีคนปัจจุบัน Paul Kagame ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ในขณะที่ฝ่ายหลังปฏิเสธและ กล่าวหารัฐบาลฝรั่งเศส พร้อมทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันว่าต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ (หนังสือพิมพ์ Nouvel Obs.com, 7 Dec 2006)

ที่น่าแปลกใจคือ ทั้งสองชนเผ่าใช้ภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน

4.

ในปี 2003 เกิด Genocide ขึ้นอีกในประเทศซูดาน ประชาชนกว่า สี่แสนคนถูกสังหาร ในขณะที่ สองล้านคนต้องพลัดถิ่น และอีกกว่า สามจุดห้าล้านคนดำรงชีวิตอยู่โดยพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เหตุการณ์นี้ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักในวงกว้าง

เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทุกครั้งที่กล่าวไปในข้างต้น มีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน ไม่ว่าในแง่ของสาเหตุ ปัจจัยแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรมหรือผลกระทบ

ในฐานะปัจเจกบุคคล คำถามเชิงมโนธรรมที่สำคัญคือ อะไรคือมูลเหตุที่ทำให้มนุษย์สามารถกระทำการรุนแรงและทำลายล้างซึ่งกันและกันได้ถึงเพียงนี้

ในฐานะนักวิชาการ แน่นอนว่าการศึกษาอย่างละเอียด เป็นรายกรณี จะเป็นประโยชน์อย่างที่สุด อย่างน้อยในเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างบทเรียนสำหรับรัฐและประชาชนของรัฐในปัจจุบัน ความรู้และเข้าใจปัญหาจะช่วยให้การจัดการปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดต้นทุนทางสังคมที่จะต้องสูญเสียไปโดยเปล่า

เพราะท่ามกลางสังคมโลกโลกาภิวัฒน์และโลกของข้อมูลข่าวสาร ความรุนแรงสามารถปะทุขึ้นอย่างฉับพลันและลุกลามอย่างรวดเร็ว ด้วยเชื้อเพลิงของอคติและอวิชา บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อ



References
1. Adalian Rouben, “The Armenian Genocide: Context and Legacy”, Armenian National Institute, http://www.armenian-genocide.org/
2. BBC news “Rwanda: How the Genocide Happened”, 1 April 2004
3. Holocaust Encyclopedia http://www.ushmm.org/wlc/en/
4. Nouvel Obs.com “Rwanda: Kagamé accuse Villepin d'avoir soutenu le génocide”, 7 Dec 2006
5. The World Bank countries data
6. www.SaveDarfur.org