Wednesday, February 28, 2007

ข้ามากับพระ

วันนี้ ๒๘ กุมภาพันธ์ วันสุดท้ายของเดือนที่สั้นที่สุดของปี

เป็นเรื่องน่าขัน ที่เราต่างจมอยู่กับความเป็นเรื่องสมมุติของโลกใบนี้จนไม่มีเวลาให้กับตัวเราเอง จะว่าไป วันเดือนปี ล้วนเป็นอีกหนึ่งสิ่งสมมุติในโลกแห่งเรื่องสมมุติ ที่ความเป็นสิ่งสมมุตินั้นสำคัญกว่าความไม่สมมุติอย่างร้ายกาจ

ที่ขึ้นต้นแบบนี้ อย่าเพิ่งงงกันไป ส่วนนึงและส่วนใหญ่ เป็นเพราะความเบื่อหน่ายในชีวิตพอประทัง ที่ไม่รู้เป็นอะไรไปในช่วงนี้ จับต้องอะไรเข้าก็มีอันจะต้องสูญสลายพังทลายย่อยยับไปกับมือ

เริ่มตั้งแต่มีเหตุให้ต้องเสียเงินไปหลายพัน เพราะความสัพเพร่าเรื่องเงินและบัตรเอทีเอ็ม สองสามวันก่อนเดินทางกลับมาจากเมืองไทย

ต่อมา นั่งพิมพ์งานอยู่ดีๆ ไฟก็ดับวูบลง สาเหตุเพราะสายไฟที่เดินเข้ามาในห้อง ส่วนที่ต่อกับฟิวส์ (ที่ยังเป็นรุ่นโบราณ ชนิดแทบหาซื้อไม่ได้อีกในท้องตลาด) ดันละลายจากความร้อน ด้วยความที่มันถึงอายุขัย ประกอบกับเงื่อนไขชูโรงอย่างปริมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าเกินจำเป็นในจุดที่นั่งทำงาน ก็เลยถึงคราวต้องเปลี่ยนกันทั้งแผง

วันนี้ก็เกิดเรื่องให้เผลอไผลทำเครื่องชงกาแฟสุดถนอมพิการไปคามือ โอย... น้ำตาเล็ด

สงสัยต้องไปสะเดาะเคราะห์ซะหน่อยแล้ว!

พอคิดถึงเรื่องโชคลางดวงชะตาราศีขึ้นมาแบบนี้ทีไร ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนไทยเราถึงผูกพันกับเรื่องดวงชะตา โหราศาสตร์และไสยศาสตร์แบบไข้ไส้เข้ากระดูกเพียงนี้ ประมาณว่าเสียเงินหรือเจ็บตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ต้องเข้าวัดทำบุญสะเดาะเคราะห์กันไปในบัดดล

แล้วถ้าใครอยู่เมืองไทยหรือได้ตามข่าวกันอยู่เป็นกิจวัตร ก็คงจะได้ยินข่าวพาดหัวเมื่อไม่กี่วันก่อนเกี่ยวกับเหรียญ “จตุคามรามเทพ” และความขลังของเหรียญกับความขมังเวทย์ของเจ้าของอย่าง “ขุนพันฯ” มือปราบอันเลื่องชื่อที่เพิ่งถึงแก่กรรมไป

ผมเองมีความรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของมือปราบนามอุโฆษท่านนี้เท่ากับศูนย์ ได้ยินมาก็แต่เพียงคำเล่าลือว่าในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่และได้รับราชการในอาชีพมือปราบนั้น ได้อาศัยความเชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์ปราบปรามและกำราบเสือสิงห์กระทิงแรดมานักต่อนัก จนเป็นที่เลื่องลือและยกย่องบูชาของชาวบ้านร้านตลาดทั้งใกล้ไกล ทั่วแคว้นแดนสยามเลยว่างั้นเถอะ

ที่พอจะปะติดปะต่อได้เองจากข่าวก็คือ มีคนไปร่วมในงานศพของท่านอย่างล้นหลาม ประมาณว่าเกือบทั้งหมดแห่ไปเพื่อขอรับเหรียญที่ท่านปลุกเสกเอามาบูชาเป็นศรีแก่ตัวและเพื่อคุ้มครองภัย

ช่วงก่อนหน้านี้จึงมีข่าวหมอดูชื่อดัง ดาราและไฮโซเรียงหน้ากันออกมาประกาศความเชื่อต่อเหรียญนี้ รวมทั้งข่าวตามหน้าหนึ่งเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์และการสำแดงปาฏิหาริย์ของเหรียญที่ว่า โดยเฉพาะกับผู้ลบหลู่

นี่เป็นแค่เรื่องเดียวที่ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้เท่านั้น ยังไม่ต้องคิดกันต่อไปว่าในหน้าหนังสือพิมพ์บ้านเรา จะมีข่าวประมาณเดียวกันนี้ให้เห็นมากน้อยสักแค่ไหน

ไม่เชื่อลองนึกกันไปถึงข่าวตัวประหลาด ๒ หาง วัวประหลาด ๕ ขาที่ชาวบ้านแห่กันไปบูชาหรือกระทั่งข่าวชาวบ้านแห่ขอหวยตามโคนต้นไม้นั้นต้นไม้นี้ ก็มีให้เห็นกันตามไทยรัฐ เดลินิวส์ เกือบจะไม่เว้นแต่ละวัน

ที่น่าคิดไปอีกก็คือ โดยสามัญสำนึกของเราๆ ท่านๆ แล้ว ความน่าเชื่อของเรื่องบางเรื่องมันมีมากพอๆ กับความไม่น่าเชื่อของมันเลยทีเดียว!

หมายความว่า บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถปฏิเสธเรื่องราวปาฏิหาริย์ลี้ลับแบบมิติพิศวงพวกนี้ได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้แล้ว ลึกๆ เราเองก็ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ว่า มันรู้สึกสบายใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้ที่ได้เชื่อในเรื่องพวกนี้ จริงมั้ย?

แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และตรรกะวิธีคิดแบบฝรั่งนั่นเอง ที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนภายใน จนลมปราณชักจะแตกซ่านแบบเป็นๆ หายๆ (ก็เลยใช้มาตลอด) เมื่อเราโตพอและกล้าพอที่จะตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง

ยังไงเสีย ก็เถียงไม่ได้ว่า ไสยศาสตร์นั้นซึมลึกเข้าไปในวิถีชีวิตและความเชื่อแบบไทย ชนิดที่แยกกันไม่ออกทีเดียว

นอกจากนี้ ผมเองเชื่อว่า พุทธศาสนาแบบลัทธิหรือแบบที่เน้นความเชื่อทางไสยศาสตร์นั้นผูกพันกับความเป็นอยู่และความนึกคิดของคนไทยอย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและช้านาน เรียกว่าชนิดไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันเลยอีกด้วย

จำได้ว่า เมื่อสมัยเด็กๆ ที่ยังได้เดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกันแบบพร้อมหน้าครอบครัวนั้น ทุกทีที่ผ่านไปจังหวัดใด ก็จะได้ยินเรื่องเล่าจากปากของพ่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์และชื่อเสียงของหลวงพ่อวัดต่างๆ พร้อมตบท้ายด้วยเกร็ดเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังมีชื่อของแต่ละพระคุณเจ้า พร้อมสรรพคุณที่ต่างมีดีมีเด่นกันไปคนละทาง เช่น ช่วยให้หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้ายิงไม่ออก ฯลฯ

อิทธิพลของศาสนาพุทธแบบไสยนี่เอง ที่มีส่วนไม่น้อยในการหล่อหลอมค่านิยมและโลกทัศน์ของคนไทย ซึ่งด้วยธรรมชาติของความเชื่อแบบนี้เอง ที่เป็นแรงส่งให้พุทธศาสนาแผ่ขยายอิทธิพลไปครองใจชาวบ้านอย่างไม่มีเงื่อนไข

จึงอดตั้งคำถาม (แบบบาปรึเปล่าไม่ทราบ) ว่า เงินบริจาคของวัดต่างๆ นั้นจะมีสักเท่าใดที่มาจากความศรัทธาของศาสนิกชนที่จะทะนุบำรุงศาสนาจริงๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต่างก็รับความเป็นเปลือกของพุทธส่วนนี้ไปอย่างสบายใจ เพราะมันช่วยให้ตอบคำถามหลายๆ เรื่องในชีวิตที่ตอบไม่ได้ในโรงเรียนหรือสถานที่ราชการ

ความเชื่องมงายที่เราเห็นว่าเป็นอาการของโรคนั้น จึงอาจถูกมองว่าเป็นยารักษาในตัวของมันเองก็ได้ หากแต่ไอ้ตัวยาที่ว่านี้มันไม่ได้เป็นยาสารพัดนึกอย่างที่เข้าใจกัน

เพราะโรคบางโรคไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ และไม่สามารถรักษาตัวของมันได้เอง อย่างเช่นตัวอย่างของโรคจน หรือโรคพิษการเมือง....

Thursday, February 15, 2007

ภาค ๔ ตอน “ยุทธหัตถีสุวรรณภูมิ”

ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิกลายเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของปัญหาคอรัปชั่นที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของรัฐบาลทักษิณ

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการชำรุดของโครงสร้างส่วนต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ การออกแบบที่ใช้งานไม่ได้จริงแต่ราคาสูงลิบลิ่ว ไปจนถึงการเปิดเผยออกมาทีละเล็กละน้อยของปัญหาการบริหารจัดการองค์กรภายในหลายๆ ส่วนที่ไร้ประสิทธิภาพและทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณมหาศาล

ถึงจะมีข่าวออกมาว่าการชำรุดของโครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายของทางบินและลู่วิ่งจะไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของการก่อสร้างโดยตรง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมความเสียหายจึงเกิดขึ้นมากมายภายหลังจากการเปิดใช้สนามบินเพียงระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีเท่านั้น

ยิ่งเรารับรู้รายละเอียดในเชิงลึกของปัญหาสุวรรณภูมิมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สะท้อนใจกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะส่วนที่เกิดจากการตัดสินใจทางการเมือง

ยังไม่ต้องพูดถึงวิธีการจัดการกับปัญหาที่เลวร้ายพอๆ กับสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าตอนนี้ค่าธรรมเนียมสนามบินเพิ่มขึ้นอีก สองร้อยบาท (เป็นเจ็ดร้อยบาท) สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ และเพิ่มขึ้นอีกห้าสิบบาท (เป็นหนึ่งร้อยบาท) สำหรับการเดินทางภายในประเทศ เพื่อจัดหารายได้เพิ่มเติมไปจัดการกับปัญหาของสนามบินที่เกิดขึ้น

นับว่าเป็นการผลักภาระที่เลวทรามและอยุติธรรมที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น และนี่คงจะเป็นค่าโง่อีกอันหนึ่งที่คนไทยต้องจ่ายในบรรดาค่าโง่ต่างๆ ที่คนไทยจ่ายจนเคยชินในชีวิตประจำวัน

การพูดว่า “โรคสุวรรณภูมิคืออาการที่ชัดเจนที่สุดซึ่งสะท้อนความอ่อนแอของการเมืองไทย” ก็คงจะไม่ผิด

ความอ่อนแอที่ว่าคือ ความอ่อนแอของการเมืองภาคประชาชน ความอ่อนแอของกระบวนการตรวจสอบการบริหารและใช้อำนาจของรัฐบาล ความอ่อนแอของระบบราชการและภาครัฐ รวมทั้งความอ่อนแอของสังคมซึ่งยังห่างไกลนักกับสังคมแห่งความรู้ที่เราทุกคนต่างฝันถึง

จะว่าไป ต้องโทษคนกรุงเทพฯ มากที่สุด ที่เมินเฉยต่อการเมืองและปล่อยให้มีการปู้ยี่ปู้ยำเงินงบประมาณกันขนาดนี้ เพราะคนกรุงเทพคือคนที่ใกล้ชิดกับข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลส่วนกลาง และเป็นคนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการรวมศูนย์อำนาจและความเจริญมากที่สุด

ความอ่อนแอที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ถ้าจะต้องถ่วงน้ำหนักให้กับคนกรุงเทพหรือคนชั้นกลางที่มีการศึกษาในเมืองมากเป็นพิเศษ ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นการยุติธรรมดี

หากจะมองย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลชุดก่อน โดยเฉพาะในเหตุการณ์วันเปิดสนามบิน “หนองงูเห่า” แห่งนี้ นับว่าเป็นเรื่องน่าสลดอย่างยิ่ง ที่พวกเรา (โดยเฉพาะคนที่เรียกตัวเองว่ามีการศึกษา) ต่างพึงพอใจกับยาหอมกล่อมประสาทที่อดีตนายกคนนี้ได้โปรยให้

ส่วนนโยบายรากเน่าประชานิยมนั้น ก็เป็นแค่นโยบายแจกเงินที่ทำให้คนยากจนหรือคนชั้นล่าง ยอมรับความแตกต่างและอยุติธรรมได้อย่างยืดอกมากขึ้น ประมาณว่า “เอานี่ แล้วหลบๆ ไปให้พ้นสายตา พวกข้าจะกินกัน !!”

และที่น่าสลดกว่า คือ การได้เห็นนักวิชาการบางคนออกมาสรรเสริญนโยบายประชานิยมช่วยรากเน่าอย่างที่ว่า

ยังไงก็ตาม ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้มีโอกาสไม่น้อยที่จะแก้ตัวในการลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้น

เพราะการลงประชามติครั้งนี้จะเป็นการถามความเห็นของคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งประเด็นของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องยากและซับซ้อนมากสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนในชนบท และจะยากขึ้นไปอีก ถ้าหากสภาร่างรัฐธรรมนูญและ กกต. ซึ่งจัดการและดูแลการลงประชามติครั้งนี้ ยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างดี อย่างที่เป็นอยู่

จึงอาจถึงเวลาที่นักวิชาการและคนชั้นกลางจะทำการไถ่บาป

เราอาจยึดถือปรากฏการณ์สุวรรณภูมิเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่ทำให้คนกรุงเทพหรือคนไทยตาสว่างและตระหนักกับความรุนแรงและเลวร้ายของปัญหาการเมืองไทย

และนี่เอง อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทย ที่จะต้องจารึกในประวัติศาสตร์ว่า “เราคนไทยได้ร่วมกันกระทำยุทธหัตถีต่อสู้กับศัตรูที่เลวร้าย นั่นก็คือ ความเขลาและการเมินเฉยทางการเมือง”

Friday, February 02, 2007

ครู นักเรียนกับหนังสือ “สมบัติผู้ดี” ?

ในระหว่างที่กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ทุกเช้าผมจะได้ฟังการเล่าข่าวและคุยข่าวจากรายการวิทยุที่พ่อเปิดระหว่างทานอาหารเช้า

ถึงจะไม่ได้รับอะไรมากไปกว่าข้อมูลข่าวสาร และความคิดเห็นของผู้ฟังที่โทรศัพท์เข้าไปเพื่อระบายความคับข้องใจ แต่ก็ทำให้ผมได้ติดตามประเด็นข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจวันต่อวัน

เช้านี้ มีการพูดคุยกันอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาด้านการศึกษา โดยเฉพาะสถานภาพทางสังคมที่ตกต่ำของอาชีพครู รวมทั้งปัญหาจริยธรรมของครูและปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของเด็ก

ส่วนใหญ่จะหยิบยกตัวอย่างของครูที่บังคับสอนพิเศษกับเด็กเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง และเรื่องที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นปัญหาสำหรับเด็กคือเด็กสมัยนี้มีจิตใจคับแคบและไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่

ผู้จัดรายการ (ทั้งสองคน) ได้เสนอว่าควรมีการนำวิชา “ศีลธรรม” “จริยธรรม” และ “หน้าที่พลเมือง” กลับมาสอนใหม่ในโรงเรียน นอกจากนี้ ยังพูดกันไปถึงการเสนอให้สำนักพิมพ์ต่างๆ นำหนังสือ “สมบัติผู้ดี” กลับมาพิมพ์เพื่อจัดจำหน่ายอย่างกว้างขวางอีกครั้ง (ครับ ไม่ได้ล้อเล่น เรื่องจริง!)

เหตุเกิดเพราะคณะกรรมการอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการศึกษา (ที่ผมเองไม่สามารถจำชื่อได้ เพราะไม่คิดว่าเป็นสาระสำคัญสำหรับผม) ได้เสนอให้นำประเด็นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ

ผมเอง ไม่คิดว่าการแก้ปัญหาคุณธรรมและจริยธรรมของทั้งเด็กนักเรียนและครูจะสามารถทำได้โดยการเพิ่มวิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมืองในหลักสูตร และไม่แน่ใจด้วยว่าหนังสือ “สมบัติผู้ดี” จะเป็นหนึ่งในทางออกของปัญหาที่ว่ามาข้างต้น

ยังไม่ต้องพูดถึงว่าปัญหานี้ โดยตัวของมันเองเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือการมองว่ามันเป็นปัญหา จะเป็นปัญหาซะเอง

ยังไงก็ตาม ผมเองโชคร้าย (หรือโชคดีก็ไม่ทราบ) ที่เกิดไม่ทันได้เรียนวิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมือง รวมทั้งไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าตาของหนังสือโด่งดังที่ว่า จึงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเนื้อหาของวิชาและหนังสือเหล่านี้ ล้าสมัยเกินไป หรือมีพลังเพียงพอในการจัดการกับสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหาหรือไม่

อันนี้อาจจะต้องลองสอบถามหาข้อมูลจากพี่ๆ หลายคน ที่มีแววจะได้เรียนและได้อ่านหนังสือที่ว่า (ซึ่งอาจไม่มีใครกล้ายอมรับ...) ในระหว่างนี้ ผมคงจะต้องอาศัยวิธีคิดแบบหยาบๆ ที่อาจจะไม่สอดคล้องกับ “หน้าที่พลเมืองที่ดี” ในแบบของผมต่อไป

ผมคิดว่า ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป เราอาจจะต้องปรับมุมมองและวิธีคิดต่ออาชีพครูและ “หน้าที่พลเมือง” หรือ “ศีลธรรมจรรยา” ที่ดีของเด็กเสียใหม่ หรือไม่??

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิดแนวหน้าบ้านเรา ได้เขียนเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมในหลายที่และหลายโอกาสเกี่ยวกับ “ครู” และ “ระบบการศึกษา” ของบ้านเรา ผมเองได้เรียนรู้อย่างมากจากท่าน

ท่านได้เคยเขียนเรื่อง “ครู” ในมติชน สุดสัปดาห์ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ (รวบรวมใน “มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน” โดย ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน) เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ทุกครั้งที่เราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา จะมาจบลงทุกครั้งเสมอที่ปัญหาครู กล่าวคือ ว่ากันด้วยเรื่องสถานภาพของครูที่ตกต่ำและครูด้อยคุณภาพ เพราะคนเก่งไม่เรียนครูและค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินของครูต่ำเกินไป

และทุกครั้งเสมอไป ก็ต้องเสนอทางออกด้วยการหาวิธีให้คนเก่งมาเรียนครูและเพิ่มค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน เรียกได้ว่าเป็นปัญหาและทางออกคลาสสิกในทุกวงสนทนา ไม่เว้นในห้องประชุมของภาครัฐ

ในความเห็นของท่าน การแก้ปัญหาโดยพยายามรักษาอาชีพครู (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ล้าสมัย) เอาไว้ อาจจะทำได้ไม่นานนัก เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยได้ผลิตครูที่มีวิธีการสอนไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

กล่าวคือ บทบาทของครูแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงผู้ส่งผ่านข้อมูลหรือ “ความรู้อัดกระป๋อง” แบบเก่านั้น ถือว่าหมดพลังและความหมายลงไปอย่างสิ้นเชิงในโลกโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลท่วมท้น เนื่องจากข้อมูลใหม่ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา การส่งผ่าน “ความรู้สำเร็จรูป” แบบอัดกระป๋องที่ครูเคยทำจึงเป็นไปไม่ได้

จริงๆ แล้ว การ“รับรู้” หรือ “เรียนรู้” แบบที่เราทำในโรงเรียนนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิด “ความรู้” เนื่องจาก ความรู้ต้องเกิดจากการสร้างของผู้เรียนเอง โดยผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้รับเข้ากับตัวเองและโลก

การเรียนและการสอนที่เราใช้อยู่ โดยแก่นของมัน จึงไม่สนับสนุนให้เกิดความรู้ แต่เป็นการเรียนรู้เท่านั้น

ด้วยประการทั้งปวง ครูจึงอาจจะต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้จัดการการเรียนรู้” นอกจากนี้ ระบบการศึกษาอาจจะต้องปรับปรุงไปเป็นระบบที่สร้างให้ทุกคนเป็นครูและนักเรียนในเวลาเดียวกัน

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องศีลธรรมหรือจริยธรรมเลยด้วยซ้ำ

เป็นเพราะระบบการศึกษาของเรามีเป้าหมายในการเชิดชู “คนเก่ง” มากกว่า “คนดี” และการศึกษาแบบตะวันตกที่เราลอกแบบมานั้นก็ไม่ได้สอนให้คนเป็นคนดีแต่อย่างใด

ยังไงก็ตาม ผมไม่สามารถพูดถึงปัญหาศีลธรรมหรือจริยธรรมต่อไปได้ ในเมื่อผมเองไม่เห็นว่า การที่เด็กไม่มีกริยามารยาทแบบไทยเหมือนแต่ก่อนนั้นจะเป็นปัญหาสำคัญ “การเปลี่ยนแปลง” ในลักษณะดังกล่าว อาจจะเป็นผลของปัญหาอื่น ซึ่งเราต้องมองให้ลึกลงไปกว่านี้หรือไม่ ?? อันนี้เราคงต้องช่วยกันคิด

สุดท้าย ผมคิดว่าการสอนทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสำหรับเด็ก น่าจะเป็นการทำตัวอย่างให้เด็กเห็น เพราะเด็กนั้นเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่น้อยทีเดียว

หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า ไม่มีผู้ใหญ่ที่น่ายกมือไหว้เหลือสักเท่าไหร่ในสังคมไทย...