Monday, August 27, 2007

การเมืองหลังประชามติ อย่าให้กลายเป็นประชายุติ

ร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับปี 2550 ได้ผ่านการรับรองโดยการลงประชามติ ด้วยคะแนน 14,727,407 เสียงต่อ 10,747,310 เสียงหรือคิดเป็นร้อยละ 57.81 ต่อ 32.19 ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ (คือเย็นวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2550) ในหลวงได้ทรงลงพระปรมาภิไธยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นที่แน่นอนว่าคนไทยทุกคนได้รธน. ฉบับที่ 18 มาใช้ ไม่ว่าจะได้ไปรับ/ไม่รับ หรือแม้กระทั่งได้ไปใช้สิทธิครั้งนี้หรือไม่ก็ตาม

นี่อาจจะไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์ว่ารธน. 2550 ซึ่งถือเป็นผลผลิตของการรัฐประหาร (i) (ถึงแม้จะผ่านการรับรองจากกระบวนการที่คล้ายคลึงกับประชาธิปไตยทางตรงก็ตาม) มีความเป็นประชาธิปไตยแค่ไหน หรือมีการจัดสรรโครงสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างไร เพราะมันได้ผ่านการรับรองและกลายเป็นรธน. ใหม่ของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย

และคงไม่ต้องเสียเวลาฝันกลางวันว่าประเทศไทยได้กฎหมายสูงสุดกลับคืนมาแล้ว เพราะประสบการณ์อันใหม่สดได้สอนให้เรารู้ว่ารธน.ของไทยไร้ความศักดิ์สิทธิ์โดยสิ้นเชิง (ตราบเท่าที่ความชอบธรรมทางการเมืองสามารถเกิดจากอำนาจและกำลัง แทนที่จะเป็นหลักการนิติรัฐ) เนื่องจากรธน. ของไทยมีอายุโดยเฉลี่ยเพียงฉบับละ 4 ปี 5 เดือน กฎหมายทั่วไปกลับมีอายุยาวนานกว่าและหลายฉบับกลับใช้มาตั้งแต่ก่อนปี 2500 จนถึงปัจจุบัน

คงจะต้องยกคำกล่าวของรศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ที่อ้างอิงงานของศ. ดร. เสน่ห์ จามริก เกี่ยวกับรธน.ของประเทศไทยที่ว่า “...รัฐธรรมนูญคือผลรวมของบรรดากฎหมายทั้งหลายที่ใช้อยู่ในอาณาจักรหรือประเทศ มองอีกด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญกลายเป็นอัตชีวประวัติของสัมพันธภาพทางอำนาจ” (การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ, 2529:24) และเสริมอย่างลึกซึ้งว่า “...ลักษณะเด่นของรธน.ไทยอยู่ที่การสะท้อนความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงของอำนาจการเมืองชนชั้นนำเป็นหลัก รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดในการกำกับการปกครองให้ดำเนินไปได้อย่างสงบสันติ ในทางกฎหมาย รัฐธรรมก็เป็นเพียงผลรวม ไม่ใช่ที่มา...”

....

จากนี้ไป ความสำคัญจะต้องมุ่งไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ !

ทำไมต้องมุ่งความสนใจไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเป็นการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสำคัญอย่างสูงอย่างที่เป็นอยู่ภายหลังประชามติ ผู้เขียนเห็นว่ามีเหตุผลง่ายๆ และเด่นชัดหลายประการคือ ประการแรก ข้อบกพร่องหลายประการของรธน. 2550 นี้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งต่อสายตาของผู้ที่คัดค้านรธน. ก่อนการลงประชามติ และต่อสายตาของผู้ที่มีส่วนในขั้นตอนการร่างเองด้วย (ii) ถึงขนาดที่ประเด็นเรื่องการแก้ไข รธน.ฉบับนี้ในภายหลัง หากผ่านการลงประชามติแล้ว กลายเป็นความเข้าใจสาธารณะ (และอาจมองว่ากลายเป็นเงื่อนไขโดยนัยอันหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนไปลงประชามติเพื่อรับรธน.นี้ก็ได้)

สาเหตุสำคัญที่กลุ่มเคลื่อนไหวและภาคประชาชนจำเป็นจะต้องมุ่งมั่นมากขึ้นเพื่อผลักดันการแก้ไขรธน.นี้ต่อไปในอนาคตมาจากสัญญาณที่เริ่มบ่งบอกให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ในอำนาจทั้งในส่วนของ คมช. รัฐบาลและชุดของสภาร่างฯ นั้นต่างไม่มีความจริงใจและไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขรธน. อย่างแท้จริงภายหลังจากรธน.นี้ผ่านการรับรองและถูกนำมาใช้ (iii)

ประการต่อมา กลไกเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งนั้นเกิดจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรธน.ใหม่และกฏหมายประกอบที่จะประกาศใช้อยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ (ไม่ว่าวันนี้เราจะใช้รธน.ฉบับปี 2550 หรือ 2540 นั่นคือไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาอย่างไร) ในขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีความเห็นพ้องต้องกันในสังคม และเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยและพฤติกรรมของผู้อยู่ในอำนาจแล้ว ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการกดดันจากภาคสังคมและประชาชน

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวกดดันเพื่อแก้ไขรธน. นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากกระแสของการปฏิรูปการเมืองยังไม่เบ่งบานเต็มที่ อย่างเช่นที่เคยเกิดภายหลังปี 2535 และนำไปสู่การร่างรธน.ฉบับปี 2540 ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะต้องมีเป็นอันดับแรกคือ ความเข้าใจของสังคมว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เท่ากับการปฏิรูปการเมือง” จะต้องเกิดขึ้นก่อน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังปรากฏภายหลังการลงประชามติ กลับสะท้อนภาพและบรรยากาศของสังคมที่ตรงกันข้ามกับบรรยากาศหลังปี 2535 กล่าวคือ บรรยากาศทางการเมืองส่อเค้าการกลับมาของการผูกขาดทางการเมืองจากนักการเมืองรุ่นเก่าและนักเลือกตั้งหน้าเดิมๆ ในขณะที่ความสนใจทางการเมืองของประชาชนค่อยๆ เลือนไป

ผู้เขียนเองเกรงว่าภายหลังจากการทำประชามติ ปรากฏการณ์เลือนหรือลดทอนลงไปของความสนใจทางการเมืองของประชาชน ซึ่งหมายถึงความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ลดลงไปด้วยนั้นอาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากทัศนคติของคนส่วนใหญ่ที่มีก่อนหน้าไปลงประชามติในทำนองว่า “เมื่อรธน.ผ่านและเกิดการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้”

หรือพูดอีกอย่างว่า ชัยชนะของฝ่ายเสียงข้างมากในประชามติ อาจจะนำไปสู่ปรากฏการณ์ “ประชายุติ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทัศนคติหรือความเข้าใจในทำนองว่า “เมื่อเกิดการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะเดินไป” สะท้อนให้เห็นว่าเรามักมอง “ประชาธิปไตย” ในฐานะผลสำเร็จหรือเป้าหมาย (iv) ซึ่งมักถูกนำไปผูกโยงกับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเพียง “พิธีกรรม” หรือวิธีการที่พื้นฐานที่สุดในการใช้สิทธิทางประชาธิปไตย จะว่าไปแล้ว วิธีคิดแบบนี้เอง ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ขึ้น เพราะภายหลังการเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถือว่าหมดหน้าที่ จึงปล่อยให้รัฐบาลทักษิณ 1 และ2 มีอิสระเต็มที่ในการบริหารประเทศตามใจชอบ จนทำให้เกิดความเสียหายและกลายเป็นข้ออ้างให้ทหารเข้ายึดอำนาจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ประการสุดท้าย ซึ่งก็เชื่อมโยงกับประเด็นของชัยชนะของเสียงข้างมากหรือฝ่ายรับรธน. นั้น ก็คือ “การตีความ 10 ล้านเสียง” หรือเสียงของผู้ไม่รับรัฐธรรมนูญ

เป็นที่น่าสนใจมากว่า จำนวนเสียงของผู้ไม่รับรธน.ในการลงประชามตินั้นมากถึงขนาดทำให้ฝ่ายที่รณรงค์เพื่อคว่ำรธน.ฉบับนี้เองยังต้องฉงนสงสัย นักวิชาการในกลุ่มคัดค้านรธน. ก็ยังยอมรับว่าการรณรงค์ไม่รับรธน. จากกลุ่มของนักวิชาการอิสระและกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่มากนัก (v) ดังนั้น การอธิบายหรือตีความนัยทางการเมือง หรือแม้กระทั่งนัยทางเศรษฐกิจในการตัดสินใจของประชาชนที่ไม่รับ รธน. ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของพื้นที่นั้นจึงมีความสำคัญมาก (เช่น ผลการลงประชามติของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, พื้นที่ภายใต้กฎอัยการศึก, พื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนอย่างรุนแรง ฯลฯ) เพราะผลการลงประชามติครั้งนี้ทำให้เราตระหนักว่าสังคมไทยไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของ “คนไทย” ในความหมายกว้างเลยแม้แต่น้อย (vi) เนื่องจากไม่มีทั้งวิธีคิด ข้อมูลและการวิเคราะห์เป็นฐานในการอธิบาย และความรู้สึกนึกคิดในทางการเมืองของประชาชนที่รับรู้กันผ่านสื่อกระแสหลักนั้นก็มักจะเป็นเพียงตัวแทนของความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนชั้นกลางในเมืองที่สามารถเข้าถึงสื่อได้มากกว่าเท่านั้น

ไม่ต้องพูดถึงคำอธิบายของนักการเมือง ผู้อยู่ในอำนาจหรือแม้กระทั่งนักวิชาการบางราย ที่ตื้นเขิน ขาดการอ้างอิงกับสถิติและเป็นเพียงความเห็นที่เต็มไปด้วยอคติ ซึ่งพยายามสรุปว่าจำนวนเสียงไม่รับรธน. ที่กระจุกตัวในภาคเหนือและภาคอีสานนั้น เป็นเพียงภาพสะท้อนของผู้จงรักภักดีในกลุ่มอำนาจเก่าหรือเป็นผลสำเร็จจากการซื้อเสียงของนักการเมืองฝั่งตรงข้าม ซึ่งคำอธิบายแบบนี้ก็ข้ามไม่พ้นหลุมที่เราจมอยู่มานาน ที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับ “ผีอำนาจเก่า” ที่ตามหลอกหลอนสังคมไทยถึงแม้เจ้าตัวจะไม่อยู่ในประเทศแล้วก็ตาม และผู้เขียนเห็นว่าภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารจนกระทั่งถึงวันลงประชามตินั้น ความกลัวผีตนนี้มีความรุนแรงถึงขั้นครอบงำสังคมไทยอย่างหนัก จนทำให้คนในเมืองจำนวนไม่น้อยก็ไปลงประชามติรับรธน. เพื่อหวังจะกำจัดผีอำนาจเก่าที่พูดถึงนี้

ถ้าหากสังคมไทยยังคงหนีไม่พ้นความกลัวนี้ มันก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไป และเป็นที่แน่นอนว่า ภายหลังประชามติ การเมืองจะเข้าสู่ยุค “ประชายุติ” และยุคการผูกขาดของนักการเมืองหน้าเก๊าเก่า... เข้าตำราผีซ้ำด้ำพลอยเลยละครับ

Note

i. ดูการวิเคราะห์รธน. 8 ฉบับที่เป็นผลผลิตจากรัฐประหารในอดีคได้จาก จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เอกสารประกอบการปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ้งภากรณ์ 9 มีนาคม 2550
ii. ปาฐกถาในหัวข้อ “ฐานะและบทบาททางประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตยไทย” ในรายการเสวนา “แลไปข้างหน้า สังคม-การเมืองไทยหลังลงประชามติ 19 สิงหา” จัดโดยเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร และกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
iii. นายจรัญ ภักดีธนากุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งฝ่ายสนับสนุนรธน. 50 ท่านอื่นที่เข้าร่วมการดีเบตรับ/ไม่รับร่างรธน. เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 เคยกล่าวยอมรับอย่างเปิดเผยถึงข้อบกพร่องของรธน. ฉบับนี้ พร้อมทั้งถึงกับเสนอแนวทางการแก้ไขรธน. โดยอ้างอิงวิธีการของการร่างรธน. ฉบับ 40
iv. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การให้สัมภาษณ์ภายหลังรู้ผลการลงประชามติ ของนต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว่า “รัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้ง่ายๆ และขณะนี้ รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่กลับมาเรียกร้องให้แก้ไข ซึ่งมองว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่ได้มองว่าประชาชนจะได้อะไร”
iv. นั่นหมายความว่า ภายในระบอบ “ประชาธิปไตย” ในความหมายของกระบวนการ (process) หรือวิธีการ (means ไม่ใช่ end) ประชาชนมีหน้าที่ไม่จบสิ้นในการตรวจสอบรัฐบาลและผู้แทนของตน (ในขณะเดียวกัน ก็มีสิทธิในการใช้บุคคลเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงและเครื่องมือเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้น) และต้องทำประกอบกับองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
v. ดูบทสัมภาษณ์ รศ. ดร. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ใน สัมภาษณ์ ‘อรรถจักร สัตยานุรักษ์ : ความหมายของเสียง 10 ล้านเสียง “วันนี้คนจนมีสำนึกของชนชั้น” ! ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9332&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
vi. ผู้เขียนเห็นว่าบทความที่อธิบายปรากฏการณ์ 10 ล้านเสียงได้อย่างดีนั้น คืองานของ ศรายุธ ตั้งประเสริฐ ที่พยายามอธิบายวิธีคิดของชาวมุกดาหาร ดู คนอีสาน : เราถูกทำให้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงประชามติ ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9334&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

Thursday, August 09, 2007

จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวไทย จากนักเรียนไทยในต่างประเทศ

เรื่องคัดค้านการลงประชามติ 2550
ด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหาร ยืนยันหลักการรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน


ตามที่คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และจัดให้มีการลงประชามติรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 สิงหาคม เครือข่ายนักเรียนไทยในต่างประเทศขอสนับสนุนการลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอยู่ใต้วุฒิสภา อำนาจจากการเลือกตั้งอยู่ใต้อำนาจที่มาจากการแต่งตั้ง สถาบันตุลาการแทรกแซงสถาบันนิติบัญญัติ ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างระบบราชการ-องค์กรอิสระ-ข้าราชการการเมืองถูกทำลาย พรรคการเมืองอยู่ในสภาพเบี้ยหัวแตก จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำลายความเข้มแข็งของประชาธิปไตยรัฐสภาและดุลยภาพของระบบการเมืองทั้งหมด ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทย

2. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ไม่ได้กำเนิดจากความต้องการของประชาชนชาวไทย แต่เกิดจากการรัฐประหาร และยกร่างโดยสภาที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งตามอำเภอใจ ซ้ำกระบวนการร่างก็เป็นไปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหาร และเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 รับรองให้การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ถูกกฎหมาย ถึงแม้จะเกิดขึ้นหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อยู่ในฐานะกฎหมายสูงสุดแท้และแฝงด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้รัฐประหาร 19 กันยายน ถูกกฎหมาย ทั้งที่การล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ผิดทั้งกฎหมายอาญาและผิดรัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับใช้ในขณะนั้น จึงเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทำลายหลักการปกครองโดยกฎหมาย (rule of law) แต่สถาปนาการปกครองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหยิบมือเดียว (rule by arbitrary law)

4. กระบวนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เกิดขึ้นท่ามกลางการประกาศใช้กฎอัยการศึกในหลายจังหวัด ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นทางการเมืองได้โดยอิสระ ขณะที่กลับมีการใช้รัฐบาล-ทหาร-ข้าราชการ-กลไกรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง จึงเป็นการลงประชามติที่ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีทางส่งผลให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่วางอยู่บนเจตจำนงร่วมกันของประชาชนชาวไทยทั้งหมด แต่ทำให้ประชาชนเป็นเพียง “ตรายาง” เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญที่กำเนิดโดยคณะรัฐประหาร และยกร่างโดยคนหยิบมือเดียว

5. กระบวนการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองของคนไทยในต่างประเทศ เพราะไม่รับรองให้พวกเขามีสิทธิลงประชามติเยี่ยงพลเมืองที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มีแต่หน้าที่ยอมรับสภาพบังคับของร่างรัฐธรรมนูญนี้


ผู้ประสานงานเครือข่ายนักเรียนไทยในต่างประเทศ
1. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์, Ph.D. Candidate, University of Hawaii at Manoa, ประเทศสหรัฐอเมริกา
2. เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร, Ph.D. Candidate, University of Paris II - Panthéon-Assas, ประเทศฝรั่งเศส
3. วันรัก สุวรรณวัฒนา, Ph.D. Candidate, University of Paris IV- Sorbonne, ประเทศฝรั่งเศส
4. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์, Ph.D. Candidate, University of Paris X - Nanterre, ประเทศฝรั่งเศส
5. ภูมินทร์ บุตรอินทร์, Ph.D. Candidate, University of Paris II - Panthéon-Assas, ประเทศฝรั่งเศส
6. สาวตรี สุขศรี, Ph.D. Candidate, University of Constance, ประเทศเยอรมนี
7. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ, Student, University of Munich, ประเทศเยอรมนี
8. ปริยกร ปุสวิโร , Ph.D. Candidate, Department of Computer Science, University of Bremen, ประเทศเยอรมนี

สนใจลงชื่อร่วมคัดค้านการลงประชามติ 2550 ด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหารยืนยันหลักการรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน คลิกไปที่ http://www.biolawcom.de/petition