Friday, May 28, 2010

ใช่.. เราทำได้ (จริงหรือ?)

แผนปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (Health Care Reform) ของประธานาธิบดีโอบามาได้ผ่านการรับรองจากทั้งสองสภาและนายโอบามาได้จรด ปากกาเซ็นผ่านเป็นกฎหมายไปสดๆ ร้อนๆ ในวันอังคารที่ 23 มีนาคมผ่านมา

เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะทางการเมืองที่พรรคเดโมแครตภาคภูมิใจและถือเป็นการ ตัดสินใจเชิงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ของอเมริกันครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะทันทีที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลที่เคยถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติโดยข้อบังคับและ เงื่อนไขของบริษัทประกันจะได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี เพิ่มขึ้น

หลังจากนายโอบามาและพรรคเดโมแครตได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยและหายจากอาการ “แฮงค์โอเวอร์” ในการฉลองชัยชนะครั้งนี้ ก้าวต่อไปของเขาก็จะเป็นการผลักดันเรื่องการรื้อกฎระเบียบของตลาดเงินตลาด ทุน ที่เป็นต้นตอให้เกิดวิกฤติภาคการเงินในปี 2551

จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ประเมินผลการดำเนินการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีโอบามาในช่วงปีที่ผ่านมาเพราะมาตรการชุดดังกล่าวเพิ่งจะมีอา ยุครบ 1 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความสนใจของสังคมจะมุ่งไปสู่แผนปฏิรูปด้านสุขภาพและการเงินต่อไป

กฎหมายสร้างการลงทุนและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอเมริกัน (ARRA) หรือกฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ปี 2552 และมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ ช่วยเหลือ, ฟื้นตัว และสร้างการลงทุน (Rescue, Recovery, Reinvestment) โดยใช้ประโยชน์จากงบประมาณจำนวนกว่า 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาปัญหาและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในแง่ของวัตถุประสงค์ เงินงบประมาณ 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถูกจัดสรรออกเป็นสามส่วนที่มีขนาดพอกัน โดยหนึ่งในสามส่วนของงบประมาณทั้งหมดจะถูกใช้ในรูปของการลดหย่อนภาษีสำหรับ บุคคลและธุรกิจ อีกหนึ่งในสามส่วนเป็นงบประมาณในรูปของการลดภาษีที่จ่ายช่วยเหลือให้กับผู้ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงให้กับรัฐบาลมลรัฐและท้องถิ่นเพื่อให้สามารถคงการจ้างงานเดิมไว้ได้ ขณะที่ส่วนสุดท้ายจะเป็นส่วนของการลงทุนโดยตรงของรัฐบาล สำหรับสร้างสาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุขและลงทุนด้านพลังงาน

ในแง่ของการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน ระยะเวลาถึง 10 ปี แต่ด้วยความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับการ ลดลงของอุปสงค์รวม (aggregate demand) ระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนี้จึงออกแบบให้เกิดการใช้มาตรการทางการคลัง ตลอดช่วง 2 ปีแรกหลังจากที่กฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประกาศใช้หรือระหว่างปี 2552-2553 ในปริมาณเงินที่เท่ากัน ขณะที่งบประมาณอีกกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เหลือจะถูกใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีถัดไป คือ หลังจากปี 2554 เป็นต้นไป

ณ สิ้นปี 2552 รัฐบาลสหรัฐได้ดำเนินการทางการคลังไปแล้วคิดเป็นเงินงบประมาณกว่า 263 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณหนึ่งในสามส่วนของแผนการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปของภาษีที่ลดลงให้แก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ รวมทั้งได้ใช้จ่ายงบประมาณในรูปของการลงทุนโดยผ่านรัฐบาลท้องถิ่นในโครงการ และกิจกรรมต่างๆ คิดเป็นเงินกว่า 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้ โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่ายงบประมาณ รายงานที่สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (Congressional Budget Office) ร่วมกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี (Council of Economic Advisers) เปิดเผยว่า ภายหลังจากครบรอบ 1 ปีของการใช้กฎหมายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผลที่เกิดขึ้นคือ มีการสร้างงานหรือรักษาตำแหน่งงานที่อาจจะสูญเสียไปเพราะเศรษฐกิจถดถอยไว้ ได้กว่า 2 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากการจ้างงานในภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนโดยรัฐบาลท้องถิ่นและ มลรัฐ รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร

รายงานการประเมินผลการดำเนินการตามกฎหมายสร้างการลงทุนและการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจอเมริกันของหน่วยงานต่างๆ ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดผลกระทบใน แง่บวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงได้เริ่มขยับสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ขณะที่การเพิ่มขึ้นของจำนวนงานที่เกิดจากการเลิกจ้างลดเหลือเพียงหนึ่งในสิบ ส่วนของจำนวนที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาสแรก

ถึงแม้ว่าโอบามาจะประสบความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายสำคัญสองฉบับ ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งเพียงหนึ่งปีเศษ และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอเมริกันก็เริ่มมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงที่ยังรอคอยการพิสูจน์จากเขา น่าจะเป็นความท้าทายในเชิงอุดมการณ์และแนวคิดเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งนายโอบามาจะต้องผลักดันให้เกิดการทบทวนและปฏิรูปกระบวนทัศน์เกี่ยวกับ “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เป็นธรรมยิ่งขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างแท้จริงให้ได้

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2553

ทำไมความยากจนจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน!

กัลยาณมิตรท่านหนึ่งเคยบ่นให้ฟังว่าเขาเองไม่สู้จะเห็นด้วยนัก ที่องค์กรพัฒนาเอกชนมักกล่าวว่า ความยากจนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง


ประสบการณ์จากการทำงานทำให้ผมมั่นใจว่าปฏิกิริยาเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่มีรากฐานมาจากความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน กับการพัฒนาในสังคมไทยที่ยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


ถ้าจะกล่าวอย่างอุปมาอุปไมย ก็คือ สาเหตุที่ประเด็นความยากจนไม่เคยถูกพิจารณาในมุมมองสิทธิมนุษยชนนั้นเกิดจาก ข้อต่อของสายโซ่ที่ขาดหายไป 2 ชิ้น นั่นคือ ห่วงโซ่ที่ผูกพันรัฐกับภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในมิติต่างๆ ของประชาชน รวมทั้งห่วงโซ่ที่ร้อยรัดการพัฒนาในมิติทางเศรษฐกิจเข้ากับมิติทางสังคมและ วัฒนธรรม


จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันในกติการะหว่างประเทศและอนุสัญญาเกี่ยวกับ สิทธิต่างๆ รวม 6 ฉบับ ซึ่งฉบับที่เกี่ยวข้องกับ "เรื่องปากท้อง" โดยตรง คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant of Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคีในปี 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีนั้น


ตามหลักการ รัฐบาลจึงมีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ สิทธิในการมีงานทำและมีเงื่อนไขการทำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและสิทธิที่จะหยุดงาน สิทธิที่จะได้รับสวัสดิการ และการประกันด้านสังคม สิทธิที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดีเพียงพอ สิทธิในสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ฯลฯ เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างเต็มที่ โดยเริ่มจากระดับของทรัพยากรที่มีอยู่ และดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าขึ้นไปเป็นลำดับขั้น อย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ


อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังถูกกำหนดจากฐานคิดด้านการพัฒนาที่ คับแคบ และละเลยที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิต่างๆ แม้กระทั่งสิทธิทางเศรษฐกิจอย่างสิทธิในการมีงานทำ และมีเงื่อนไขการทำงานที่เป็นธรรม


นี่ไม่ใช่ปัญหาของผู้กำหนดนโยบาย หรือนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่กระบวนการกำหนดนโยบายถูกครอบงำ โดยความคิดแบบกระแสหลักที่หมกมุ่นกับตัวเลขอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ บูชากลไกตลาดมากเกินไป เพราะหลงในมายาคติว่าการแข่งขันเสรีของระบบตลาดนั้นเป็นข้อเท็จจริง แทนที่จะเป็นเพียงสมมติฐานในทางทฤษฎี


จะว่าไปแล้ว ความล้มเหลวของรัฐในการดำเนินนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและประกันความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่มีฐานะยากจนในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน ผู้หญิงในชนบท คนพิการและชนกลุ่มน้อย ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลของการดำเนินนโยบายของรัฐในด้าน การพัฒนา ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งล่าสุด


ผลการศึกษาล่าสุดของสหประชาชาติเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจกับการศึกษา ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างงบประมาณที่ต้องการสำหรับด้านการศึกษากับ จำนวนที่รัฐบาลจัดให้จริงนั้น กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เข้าเรียน


นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ จึงเกิดความตื่นตัวอย่างมากในช่วงหลังวิกฤติ ในการทบทวนกรอบความคิดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐ ทั้งนี้ งานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Rethinking Macro Economic Strategies from a Human Rights Perspective - Why MES with Human Rights (ทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมหภาคจากมุมมองทางด้านสิทธิมนุษยชน) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ อังกฤษ และแอฟริกาใต้ ตามลำดับ


รายงานนี้ได้เสนอการวิเคราะห์ที่ใหม่และรอบด้านอย่างยิ่ง ในแง่ของการประเมินและตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค จากมุมมองของการคุ้มครองสิทธิทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมโดยการดำเนินนโยบายและมาตรการของรัฐ ตามกรอบของกติการะหว่างประเทศ โดยในรายงานวิจัยนี้ มีบทหนึ่งที่แนะนำแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้กับนักเศรษฐศาสตร์ และอีกบทที่แนะนำศัพท์วิชาการในการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคให้กับนักสิทธิ มนุษยชน ที่สำคัญ ทีมนักวิจัยได้นำเสนอเครื่องมือที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในปริมณฑล ซึ่งประเด็นทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนมาพบกัน


ผมจึงได้แนะนำให้กัลยาณมิตรคนดังกล่าวกลับไปอ่านรายงานวิจัยฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนจากกัน ผมได้ทิ้งท้ายไว้แบบทีเล่นทีจริง ว่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเขา เพราะที่ถูกต้องควรจะเป็น "ความยากจนถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงที่สุดรูปแบบหนึ่ง ที่รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบ"

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 17 มีนาคม 2553

มือที่เราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น?

นอกจากเราจะพบเห็นชุมชนขนาดใหญ่ของแรงงานข้ามชาติใน จังหวัดตามแนวพรมแดนอย่างตากหรือระนอง ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างพังงาหรือภูเก็ต

รวมทั้งในเขตอุตสาหกรรมของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างเช่น สมุทรปราการหรือสมุทรสาครแล้ว ในเขตเมืองของกรุงเทพฯ ก็มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากทั้งหญิงและชายที่ทำงานตามบ้าน ร้านอาหารและทำงานก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ จึงถือเป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่งของสังคมไทยอย่างแยกไม่ออก


ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ ข้อเท็จจริงนี้กลับถูกละเลยในสังคมไทยและนโยบาย รวมทั้งมาตรการด้านความมั่นคงก็แสดงความลักลั่นกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่ว่าแรงงานเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าไทยลดต่ำลงไป มากกว่าที่เป็น


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แรงงานเหล่านี้ได้รับตอบแทนกลับเป็นค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม สภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ไม่ต่างจากทาส รวมทั้งมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่ว่าพวกเขาจะมีเอกสารรับรองการทำงานหรือไม่ก็ตาม


ยกตัวอย่างที่ผู้เขียนได้เคยสัมผัสด้วยตนเอง พนักงานเสิร์ฟอาหารในเขตอำเภอแม่สอด จะได้รับค่าตอบแทนคิดเป็นรายเดือนเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 บาท บางรายอาจจะได้ 700 หรือในบางกรณีอาจจะสูงถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการและปัจจัยอื่นๆ อาทิเช่น ทักษะของคนงาน ความพึงพอใจและระดับของ "มนุษยธรรม" ของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณงานและผลกำไรที่คนงานเหล่านี้ผลิตขึ้น


ส่วนคนงานในโรงงานที่ผู้เขียนได้สอบถาม ส่วนใหญ่ตอบว่าได้รับค่าจ้างเฉลี่ยประมาณวันละ 70-80 บาท ขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดตากในปัจจุบัน คือ 151 บาทต่อวัน จะเห็นว่าแรงงานเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอัตราที่กฎหมาย กำหนด ไม่ต้องพูดถึงจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เกินเวลาโดยไม่มีค่าชดเชย และการไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งวันหยุดตามที่กฎหมายกำหนด


สำหรับนักธุรกิจ อาจมองว่าการแข่งขันในด้านอุปทานแรงงานนี้ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่ ต้องการ!


วิธีคิดดังกล่าวแลดูสมเหตุผลและตรงกับหลักการของกลไกตลาด หรือ "มือที่มองไม่เห็น" ของ อดัม สมิท ที่มักถูกลดทอนลงเหลือเพียงใจความว่า "การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวในระดับปัจเจก ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระดับสังคม!"


ผู้ที่คุ้นเคยกับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง ก็อาจหยิบยกประโยคที่โด่งดังของสมิทจาก The Wealth of Nation มาเสริมว่า "ไม่ใช่เพราะความใจดีของพ่อค้าหมู คนหมักเบียร์หรือคนทำขนมปังหรอก ที่ทำให้เรามีอาหารเย็นรับประทาน แต่เป็นเพราะความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของคนเหล่านี้ต่างหาก พวกเราไม่ได้พูดถึงมนุษยธรรมกับพวกเขาแต่เป็นความ รักตัวเอง และเราไม่เคยบอกกับพวกเขาให้มองถึงความจำเป็นของเรา แต่เป็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับ"


ในความเป็นจริง เราไม่สามารถทำความเข้าใจความคิดของอดัม สมิท อย่างถ่องแท้หากไม่ศึกษางานเขียนหลักของเขาสองเล่มควบคู่กัน เล่มแรก คือ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nation (การศึกษาคุณลักษณะและสาเหตุของความมั่งคั่งของชาติ) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า The Wealth of Nation ส่วนอีกเล่ม คือ The Theory of Moral Sentiments (ทฤษฎีของความรู้สึกทางศีลธรรม)


ขณะที่สมิทมุ่งเน้นถึงบทบาทของประโยชน์ส่วนตัวใน The Wealth of Nation ในฐานะพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในระดับจุลภาค และเขาพยายามฉายภาพให้เห็นกลไกการจัดระเบียบภายใน "ตลาด" ใน The Theory of Moral Sentiments เขากลับพูดถึงด้านที่ตรงกันข้ามของธรรมชาติมนุษย์ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและความรู้สึกร่วมของสังคม สำหรับสมิทแล้ว ประโยชน์ของชาติและปัจเจกบุคคลจะผสานกลมกลืนกัน เมื่อกลไกทั้งสองทำงานทำงานควบคู่กันไป


ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไป ในมโนทัศน์ของอดัม สมิท มนุษย์จึงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจที่หิวโหยและบริโภคได้ทุกอย่างแม้ กระทั่งซากของเสีย หากแต่มนุษย์คือผู้ที่แสวงหาความสุขและสวัสดิการ ทั้งในฐานะปัจเจกและในฐานะสมาชิกของครอบครัว ของรัฐและของสังคมที่เป็นสุข ดังนั้น จึงเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายหากคิดว่า "มือที่มองไม่เห็น" ก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำงานของระบบเศรษฐกิจ


เมื่อระบบสังคมเป็นมากกว่าพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์ ส่วนตัว ยิ่งไปกว่านั้น ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจและกระทำในระดับปัจเจก ชุดของจริยธรรมในระดับสังคมและการทำงานของระบบเศรษฐกิจนั้นเชื่อมโยงและ สัมพันธ์ส่งผลต่อกันเป็นโยงใย กระบวนการวางแผนและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้เป็นทางเลือกระหว่างประโยชน์ส่วนตนหรือจริยธรรมในระดับสังคม แต่ต้องคำนึงถึงทั้งสองระดับควบคู่กันไป


การใช้เพียงวิธีคิดแบบกลไกตลาด ที่วางอยู่บนฐานของแนวความคิดเรื่องการแข่งขันหรือประโยชน์ส่วนตัวที่แยก ส่วนและบิดเบี้ยวมากำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจนั้น กำลังทำให้เกิดการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนจำนวนมากในสังคมไทย และกำลังส่งผลให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งความเกลียดชังและความหวาดกลัว


มือของคนงานเหล่านี้ที่ฝืนทนทำงาน เพื่อให้คุณได้กอบโกยกำไรและได้บริโภคสินค้าราคาถูกต่างหาก ที่คุณน่าจะเหลือบตามองดูบ้าง!

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 10 ธ.ค. 2552

เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมีงานทำ

เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดของสหรัฐ ได้กล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐว่า "จากมุมมองทางเทคนิค พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในขณะนี้ และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง ทศวรรษที่ 1930 จะสิ้นสุดลง แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็พบว่าเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางและอ่อนแอ ...เนื่องจากอัตราว่างงานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง..."


รายงานการวิเคราะห์วิกฤติภาคการธนาคารของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ก็สอดคล้องกับท่าทีที่ระมัดระวังของนายเบน เบอร์นันเก้ เมื่อกล่าวถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวนั้น อาจต้องใช้ระยะเวลาพักใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ทำให้เกิดการลดลงของการผลิต การจ้างงาน รวมถึงผลกำไรหรือการลงทุนในอนาคต ส่งผลให้การฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่คาดการณ์กัน


ในบริบทของสหรัฐ อุปสรรคสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็คือ อัตราว่างงานที่สูง สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐ ระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประชากรกว่า 7.5 แสนคน ต้องกลายเป็นแรงงาน "ที่ถูกบั่นทอนกำลังใจ" (discouraged worker) คือ เลิกล้มความตั้งใจที่จะหางาน เพราะเชื่อว่าไม่มีงานเพียงพอสำหรับตน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการ เพื่อสร้างงานใหม่และการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนงานเหล่านี้อย่างเร่งด่วน


สำหรับประเทศไทย ผู้บริหารนโยบายและนักวิจัยอาวุโสส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ปัจจัยทางด้านนโยบาย การเงิน การคลังและสถานการณ์การส่งออกเมื่อถูกถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว อาทิเช่น นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และการฟื้นตัวจะเป็นรูปตัว U แต่ก็มีความเสี่ยงจะเป็นรูปตัว L ได้ หากดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด


นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในทำนองเดียวกัน ว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นรูปตัว U ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่นเศรษฐกิจโลก ความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมือง


ในมุมมองของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาใหม่คงจะเป็นสิ่ง สำคัญลำดับต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ล่อแหลมและอันตรายมาก ก็คือ ความพยายามสร้างความเชื่อมั่นมากเกินไปจนละเลย "ความเป็นจริง" ทางเศรษฐกิจและสังคม อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมากยิ่งขึ้น


"ความเป็นจริง" ดังกล่าว ก็คือ สถานการณ์การเลิกจ้างที่น่าเป็นห่วง สภาพการทำงานที่สุ่มเสี่ยงและไร้ความมั่นคงของแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน "นอกระบบ"


ในภาคอุตสาหกรรมของไทย การปิดตัวลงของสถานประกอบการที่มีการจ้างงานขนาดใหญ่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่าง ต่อเนื่อง กรณีล่าสุด คือ บริษัทผู้ผลิตกรอบประตู หน้าต่างอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมส่งออกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรร มนวนคร (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี) ได้ประกาศเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่าจะหยุดกิจการและจำเป็นต้องเลิกจ้างคน งานจำนวนมากกว่า 5,500 คน!


จากรายงานสถานการณ์แรงงานรายไตรมาสของกระทรวงแรงงาน ถึงแม้สถิติการปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานในไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ของปี 2552 จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) กล่าวคือ จากจำนวนสถานประกอบการที่เลิกกิจการ 272 แห่ง หรือจำนวนลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 23,712 คน ลดลงเป็น 101 แห่ง หรือจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 10,199 คน แต่เมื่อรวมตัวเลขของคนงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วง 6 เดือนเข้าด้วยกัน พบว่าสถานการณ์ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงมาก


เมื่อพิจารณาในเชิงสาขา คนงานส่วนใหญ่ หรือประมาณร้อยละ 70 ของคนงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งไม่สามารถปรับตัวในแง่ของการฝึกทักษะเพิ่มเติมและหางานใหม่ได้ดีเท่ากับ แรงงานในภาคบริการ อาทิเช่น การเงินหรือการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนของการปิดกิจการต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ สถานประกอบการที่ปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานกว่าร้อยละ 60 อ้างสาเหตุการขาดทุนและขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน รองลงมา คือ เลิกกิจการเพราะมีคำสั่งซื้อลดลง คิดเป็นประมาณร้อยละ 28.71


จึงนำไปสู่คำถามว่า "จุดต่ำที่สุดที่ผ่านไปแล้ว" สำหรับเศรษฐกิจไทย ที่แท้จริงแล้ว คืออะไร? หรือว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงกันนั้นจะมีตัวตนอยู่แต่ในมุมมอง "ทางเทคนิค" ในความหมายเดียวกับที่ประธานเฟดของสหรัฐใช้ และกล่าวถึงในตอนต้นบทความ


สำหรับแรงงานไทยในปัจจุบัน จุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤติสำหรับพวกเขายังคงไม่ผ่านพ้นไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่พวกเขายังต้องประสบกับความสุ่มเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่นายจ้างของตนจะหยุดกิจการชั่วคราวตามอำเภอใจและ ต่อรองให้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า 75% โดยอ้างปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือแย่กว่านั้น ก็อาจจะถูกเลิกจ้างโดยที่นายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหมายถึงต้นทุนทั้งเวลาและตัวเงินที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ต่อสู้เรียก ร้องสิทธิที่ตนควรได้รับตามกฎหมาย


ยังไม่ต้องกล่าวถึงคนงานอีกจำนวนกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.8 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่ถูกเรียกว่าแรงงาน "นอกระบบ" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสวัสดิการตามที่กฎหมาย กำหนด ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระต้นทุนท่ามกลางสภาวะการแข่งขันรุนแรง ไม่ว่าการตีความ "การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ" จะแตกต่างกันไปอย่างไรสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองและนักวิชาการ สำหรับคนงานที่หาเช้ากินค่ำ ดัชนีชี้วัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีเพียงตัวเดียวที่แม่นยำที่สุด นั่นคือ การมีงานที่มั่นคงทำ


เหตุผลนี้เองละมั้ง คนไทยจึงมักไม่เชื่อถือนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ แต่ใช้วิธีสอบถามเอาจากคนขับแท็กซี่ หรือตรวจสอบจากราคาไข่ไก่ในตลาดใกล้บ้าน!

ตีพิมพ์ในมุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 1 ต.ค. 2552