Thursday, June 15, 2006

ความลับของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

ประเด็นเรื่องความมั่งคั่งและความยากจนของประเทศเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการศึกษาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มาโดยตลอด จะเห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจนมากคือ ตำราซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นรากฐานของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ของอดัมส์ สมิทธ์ ในปี 1776 ก็ชื่อว่า The Wealth of Nation

จะว่าไป คำถามว่าทำไมบางประเทศถึงร่ำรวย (และบางประเทศถึงยากจน) เป็นที่สนใจของนักวิชาการในประเทศกำลังพัฒนาที่ศึกษาด้านพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง โดยหวังว่าการศึกษาต้นแบบจากประเทศเหล่านั้น จะสามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาของประเทศตนเองได้ แต่ถึงอย่างไร นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายในประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปสำหรับปริศนานี้เช่นเดียวกัน

ความตื่นตัวของนักวิชาการในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากความประหลาดใจในการเติบโตอย่างน่าทึ่งทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (รวมทั้ง เอเชียอาคเนย์ อย่างประเทศไทย) ในช่วงทศวรรษ 80 และ 90 ซึ่งมีผลให้คุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ความกระตือรือร้นในการพัฒนาทฤษฎีเพื่อมุ่งอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เพิ่มมากขึ้นและมีระยะเวลายาวนานขึ้น ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่จำนวนมาก ซึ่งความรู้เหล่านี้จำนวนไม่น้อยอาจขัดแย้งกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเชื่อมาในอดีต นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนคิดของผู้ที่ทำงานในองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศอีกด้วย

ความจริงแล้ว ประเทศต่างๆ ในโลกไม่ว่าจะในทวีปอเมริกา ยุโรป อาฟริกา หรือเอเชีย ล้วนเป็นประเทศยากจนและแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย ก่อนหน้าปี 1800 !

ก่อนหน้านั้น ประเทศต่างๆ ในโลกแทบจะไม่เคยประสบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งคุณภาพชีวิตและจำนวนประชากรมีอัตราการเปลี่ยนแปลงต่ำมาก

จนกระทั่งในต้นศตวรรษที่ 19 นั่นแหละ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล จนนักประวัติศาสตร์เรียกช่วงนี้ว่าเป็นการเริ่มต้นของยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ และทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างความร่ำรวยและยากจนระหว่างประเทศ ที่เด่นชัดมากขึ้น อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

จะขอยกตัวเลขคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจกันโดยง่าย ในปี 1820 นั้น อัตราส่วนของรายได้ประชาชาติต่อหัวระหว่างประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจคือ สหราชอาณาจักร กับภูมิภาคที่ยากจนที่สุดคือ อาฟริกา เท่ากับ 4 ต่อ 1

ในขณะที่ปี 2000 อัตราส่วนเดียวกันของประเทศที่รวยที่สุดคือ สหรัฐฯ และภูมิภาคที่จนที่สุดที่ยังคงเป็นอาฟริกา ขยายออกจนกลายเป็น 20 ต่อ 1

บทเรียนที่เราได้รับจากการศึกษา 2 ศตวรรษแห่งความแตกต่างทางการเติบโตนี้ ก็คือ

ความมั่งคั่งของประเทศร่ำรวยที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น เกิดจากการเติบโตแบบยั่งยืนเป็นระยะเวลานาน (หรือที่เรียกว่า sustained growth ) มากกว่าการเติบโตแบบฉาบฉวยในระยะสั้น

ทั้งนี้ ความแตกต่างเพียงน้อยนิดของการเติบโตทางเศรษฐกิจใจแต่ละปี ในระยะเวลาหลายสิบหรือร้อยปีนั้น ทำให้เกิดความแตกต่างแบบทวีคูณ ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐฯ ที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 1.7 เปอร์เซ็นต์ในระหว่าง 1820 -2000 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถึง 25 เท่า ในขณะที่เศรษฐกิจของอาฟริกาที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 0.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียง 3 เท่า เท่านั้น ! (สถิติจาก The End of Poverty, Jeffery Sachs, 2005)

เป็นคำถามที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

Friday, June 02, 2006

คิดให้ดีก่อนเก็บภาษีเพิ่ม

พอดีไปอ่านเจอรายงานเรื่อง “คำอธิบายอย่างสั้นของภาระทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเก็บภาษี” ในเว็บไซด์ของรัฐสภาอเมริกัน ส่วนของคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ เลยเรียบเรียงมาให้อ่านกันครับ

เมื่อต้องการลดภาระการขาดดุลด้านงบประมาณ นักเศรษฐศาสตร์มักจะมีอคติต่อต้านการเก็บภาษีเพิ่มและเสนอแนะให้รัฐลดการใช้จ่ายแทน ทั้งนี้ เนื่องจากการเก็บภาษีก่อให้เกิดภาระต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 ประเภท

ประการแรก การเก็บภาษีนั้นก่อให้เกิดต้นทุนปฎิบัติการ (Transaction costs) ซึ่งแปรผันตามความซับซ้อนของกฎหมาย ต้นทุนนี้เกิดขึ้นกับทั้งผู้เสียภาษีและผู้จัดเก็บภาษี กล่าวคือ ประการแรก ประชาชนผู้เสียภาษีนั้น ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการทำความเข้าใจระบบของภาษี และในประการต่อมา ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่จัดการเรื่องเอกสาร (อันนี้เป็นลักษณะปรกติของประเทศสหรัฐฯ) ส่วนรัฐนั้น ก็ต้องพยายามเขียนกฎหมายในลักษณะที่ป้องกันแรงจูงใจในการโกง

ต้นทุนประเภทนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของภาษี มีงานวิจัยทำการศึกษาพบว่า คนอเมริกันต้องเสียเงินไปประมาณ หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ไปในการบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเงินได้ในปี 2003 (คิดเป็น ประมาณร้อยละ 10 ของรายได้จากภาษีเงินได้ ในปีเดียวกัน) ซึ่งการลดฐานภาษีอาจไม่ได้ลดต้นทุนนี้เท่าใดนัก แต่การทำให้ระบบภาษีง่ายขึ้นสามารถลดต้นทุนนี้ได้พอสมควร

ภาระของภาษีประเภทที่ 2 นั้น มีความสำคัญและขนาดมากกว่าประเภทแรก เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจแบบเสรี การซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายนั้นเกิดขึ้นจากประโยชน์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น ภาษีซึ่งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มต้นทุนของการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จึงเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดทอนประโยชน์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับ

เราทราบดีว่า ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ราคาของสินค้าถูกกำหนดจากสมดุลของอุปสงค์ (ความต้องการเสนอซื้อ) และอุปทาน (ความต้องการเสนอขาย) ในตลาด ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่า ที่ราคา 3 ดอลลาร์ต่อหน่วย ผู้ขายขนมปังเต็มใจจะผลิตและขายขนมปังเป็นจำนวนเท่ากับ 300 หน่วย และผู้ซื้อก็เต็มใจจะซื้อขนมปังในจำนวนดังกล่าวเช่นกัน แปลว่า ณ ราคานี้ ไม่มีส่วนเกินหรือการขาดแคลนของขนมปังในตลาด

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลเก็บภาษี 1 ดอลลาร์จากผู้ขาย ต่อทุกหน่วยของขนมปังที่ขายได้

ผู้ขายจะมีแรงจูงใจลดลงในการขายสินค้าเมื่อต้องเสียให้กับรัฐ 1 ดอลลาร์ต่อทุกหน่วยของขนมปังที่ขายได้ ผู้ซื้อขนมปังอาจพบว่าราคาของสินค้าจะเพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ หรือเท่ากับภาษีที่จัดรัฐเก็บจากผู้ขายขนมปัง ที่ราคาใหม่ 4 ดอลลาร์นี้ ผู้ซื้อในตลาดก็จะเต็มใจซื้อขนมปังน้อยกว่า 300 หน่วย
ราคาตลาดและจำนวนของขนมปังจะเปลี่ยนแปลงเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าอุปทานและอุปสงค์ของสินค้ามีความอ่อนไหวกับราคาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ภาระประการแรกที่เกิดขึ้นจากการเก็บภาษีของรัฐ คือ ผลได้ของสังคมลดลง เนื่องจากการแลกเปลี่ยนสินค้าส่วนหนึ่งได้หายไป ยกตัวอย่างเช่น จำนวนขนมปังที่มีการแลกเปลี่ยนลดลงจาก 300 เป็น 250

ในทางทฤษฏี ผลได้ของสังคมเกิดจากผลรวมของผลได้ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าในตลาด โดยปกติทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนเป็นมูลค่าสุทธิที่เป็นบวก นักเศรษฐศาสตร์เรียกส่วนที่หายไปนี้ว่า deadweight loss

ประการที่สอง ถึงแม้ผู้ขายจะเป็นผู้จ่ายภาษี แต่ผู้บริโภคก็ได้รับการผลักภาระไปส่วนหนึ่ง เนื่องจากต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น นอกจากนี้ ที่ราคาใหม่ ผู้ซื้อเสียโอกาสในการบริโภคสินค้าส่วนหนึ่ง ถ้าหากความต้องการสินค้านี้มีความอ่อนไหวต่อราคามาก ภาระของภาษีก็จะสูง และผู้บริโภคจะแบกรับส่วนนี้มากขึ้น

ประการสุดท้าย ภาระทั้งหมดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อภาษีเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มภาษี 2 เท่าจะเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 เท่า เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง

ผลกระทบยังขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรมที่ลดลง หากเป็นการลดลงของสินค้าที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม เช่น มลภาวะหรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภาษีสามารถเพิ่มสวัสดิการของสังคม อย่างไรก็ตาม ภาษีของรัฐมักส่งผลต่อกิจกรรมของเศรษฐกิจโดยรวม การคำนวณหาผลกระทบที่แท้จริง ครอบคลุมถึงการศึกษาผลกระทบทางอ้อมและผลกระทบที่ไกลออกไป

จากการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมา คณะกรรมการพบว่าค่าเฉลี่ยของภาระนี้อยู่ที่ประมาณ 40 เซนต์ต่อทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เก็บภาษีเพิ่มขึ้น

แน่นอน ต้นทุนจากภาษีนี้สามารถชดเชยด้วยประโยชน์ที่เกิดจากการใช้จ่ายของรัฐ ถ้าหากการประเมินข้างต้นถูกต้อง โครงการใหม่จะต้องสร้างผลได้เพิ่มเติมอย่างน้อย 50 เซนต์เพื่อที่จะหักล้างกับภาระภาษีที่เกิดจากต้นทุนปฏิบัติการ (Transaction costs) และ deadweight loss

เนื่องจาก โครงการใช้จ่ายของรัฐส่วนใหญ่เป็นเพียงการโอนจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคล แทนที่จะทำให้สังคมได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนั้น การลดการใช้จ่ายของรัฐจึงถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติม