Friday, July 20, 2007

จะไปให้ไกลถึง... สุดแดน


ตามที่ระบุเอาไว้ที่ปก หนังสือ “จะไปให้ไกลถึงไหนกัน” คือ ความเรียงและเรื่องราวว่าด้วยการเดินทาง ของสุดแดน วิสุทธิลักษณ์*

สุดแดน เดินทางไกลสมชื่อของตัว เพราะจารึกการเดินทางของเขา บอกให้รู้ว่าเขาไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่สุโขทัย เวียตนาม ฮ่องกง อินเดีย เนปาล ทิเบต จอร์แดน ตุรกี... จนกระทั่งเปรู

ยังไงก็ตาม การเดินทางของเขาไม่ได้เป็นเส้นตรง ไม่ว่าจะมองจากมิติของเวลาหรือสถานที่

เขามักเชื้อเชิญให้ผู้อ่านติดสอยห้อยตามเขาเดินทางผ่านมิติที่ 3 ด้วยพาหนะคือ “ความคิดคำนึง” และ “การใึคร่ครวญ” ที่เป็นแบบฉบับและมีอานุภาพ ซึ่งแทบจะทุกครั้ง ต้องยอมรับว่าเราก็ถูกดึงเข้าร่วมขบวน “การเดินทางของความคิด” อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

และบ่อยครั้ง เราเองก็ติดค้างอยู่ในพื้นที่ที่ทับซ้อนระหว่างมิติเวลาและมิติของความคิด ...อย่างพออกพอใจ


เมื่อมนุษย์จ้องมองวันเวลา


หลายครั้ง การคิดคำนึงถึง “เวลา” ในขณะเดินทางของสุดแดน ย้ำเตือนว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป เขายังแสดงให้เห็นอีกว่า เราอาจดึงตัวเองออกจากกฎธรรมชาติของเวลา และเติบโตขึ้นได้แม้ขณะเดินทางถอยหลัง

ยังไงก็ตาม เขาก็ไม่ลืมที่จะเตือนให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของมนุษย์ รวมทั้ง ความโหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวของสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”


ความฝันใต้รองเท้า


สุดแดนคือนักฝันตัวยง และการเดินทางสำหรับเขา คือการสานฝัน ตรวจตราฝัน ปลุกตัวเองจากฝัน รวมทั้งตามหาฝันใหม่ๆ

ความฝันสำหรับเขา หลุดจากกฎเกณฑ์ของการแบ่งโลกจินตนาการและโลกของความจริง มันจึงไร้ขีดจำกัด และมีชีวิตของมันเอง ฝันจึงสามารถเติบโตหรือเจ็บป่วยได้

สำหรับเขาแล้ว ความฝันอาจเป็นเหมือนอวัยวะอันหนึ่ง ...


พบ พลบ และการจากลา


แน่นอน การเดินทางเน้นย้ำภาพของการพบและการพลัดพรากมากขึ้นกว่าการอยู่ติดถิ่น แต่การเดินทางทำให้สุดแดนไปไกลกว่าการพบและลาจากผู้คนหรือสถานที่

เขามักตั้งคำถามกับ “การมาถึงและจากไปของเวลา” “การรอคอย” รวมทั้ง “สิทธิในการเผชิญกับการมาถึง” ที่เหลื่อมล้ำกัน อันเกิดจากน้ำมือมนุษย์

นอกจากการเดินทางซึ่งนำไปสู่การพบ ลาจาก รวมทั้งการรอคอยที่แสนทรมานแล้ว การแสวงหาและการสำรวจยังเป็นสิ่งที่ครอบงำความคิดของเขา

ในฐานะนักมานุษยวิทยา เขาชี้ให้เห็นถึง “เสน่ห์”ของการค้นหา และ “ความลุ่มหลง” ของเขาต่อการสำรวจ ยังไงก็ตาม เราได้เรียนรู้จากสุดแดนว่า สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการสำรวจ คือการยึดครอง รวมทั้งภาพสะท้อนของมันนั่นคือการปลดปล่อย

ไม่ว่าจะเป็นการยึดครองหรือปลอดปล่อยให้เป็นอิสระทางกายภาพ ความคิดหรือความรู้สึก


ที่อยู่ของความโศรกเศร้า


สิ่งหนึ่งที่อาจเรียกว่าเป็นอภิสิทธิ์ของผู้เดินทาง คือการได้สวมบทของแขกและผู้สังเกตการณ์ ในฐานะผู้สังเกต เรามักมองเห็น (และได้ยิน) อะไรต่ออะไรชัดเจนกว่าผู้อยู่อาศัยจนเคยชิน

อภิสิทธิ์นี้ทำให้เราสามารถเข้าถึง “เหตุผล” ได้ดีกว่าก็จริง แต่มันก็ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันเราจากการถูกกระทบของความรู้สึกเลย

ในฐานะแขกและผู้ไปเยือน หลายต่อหลายครั้ง สุดแดนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ขาข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนฐานที่มั่นคงของเหตุผล แต่อีกข้างกลับก้าวถลำเข้าไปในหล่มของอารมณและความรู้สึก

"เมื่อเหตุผลเงียบ หัวใจก็เริ่มพูด"


กลางทางของชีวิต

สุดแดนมักจะเปรียบเทียบวิธีคิดเรื่องจุดเริ่มต้นและที่หมายของการเดินทางกับชีวิต แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด คือ สอนเราว่าระหว่างทางนั้นคือส่วนที่อาจจะสำคัญที่สุด และเรามักจะหลงลืม

เช่นเดียวกับสุดแดน ที่การเดินทางภายนอกมักนำเขาไปสู่การเดินทางและสำรวจ “ภายใน” เราต้องเผชิญกับคำถามเชิงปรัชญามากมาย ทั้งเรื่องการเกิด การตาย การสืบทอด ตัวตนและความเป็นอื่น ...

สุดท้ายแล้ว การเดินทางร่วมกับเขา ทำให้เรากลับมาสู่จุดเริ่มต้น ที่พบว่าเราไม่เป็นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว


จะไปให้ไกลถึงไหนกัน


ในขณะเดินทางอยู่กลางถนนของชีวิต เราเองไม่ต่างจากสุดแดน ที่เคยเผชิญกับความสงสัย หวาดหวั่นและลังเลใจต่อการเดินทางข้างหน้า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมยังไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้

ได้แต่บอกกับตัวเองว่า "อย่างน้อยก็โชคดีที่เส้นทางของเราได้มาตัดกัน"


ขอบคุณความคิดและความสวยงามจากหนังสือ ของพี่สุดแดน (เดียว)

-------------------------------------------------------------------------------
* ทำงานเขียนบทสารคดีโทรทัศน์ อาทิ โลกสลับสี และโลกสีน้ำเงิน ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบัน กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส มีผลงานหนังสือ 2 เล่ม คือ จะไปให้ไกลถึงไหนกัน และไกลตา ใกล้ใจ และบทความเผยแพร่ตามวารสารและนิตยสารจำนวนไม่น้อย

Wednesday, July 11, 2007

หนัง (สือ (การ์ตูน)), ความรัก, ชีวิต, และการเมือง ๓ (ตอนจบ)









๓.
หนังที่ผมได้มีโอกาสดูในระยะหลัง และคิดว่าควรค่าแก่การถูกหยิบมาพูดถึงในที่นี้ มีด้วยกัน ๓ เรื่องคือ le scaphandre et le papillon (ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ) (2007), Persepolis (2007) และ The Bubble (2007)

เรื่องแรกนั้น หลายคนรู้จักดี เพราะเคยเป็นหนังสือขายดี ที่เขียนจากชีวิตจริงของอดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการของนิตยสาร Elle ที่ใครๆ เรียกว่า Jean-Do - ชองโด (มาจากชื่อ Jean-Dominique Bauby) ซึ่งวันนึงเกิดอาการช็อกฉับพลันและกลายเป็นอัมพาทไปทั้งตัว ทำให้ไม่สามารถขยับอวัยวะอะไรได้เลย นอกจากตาข้างเดียว (รวมทั้งพูดไม่ได้)

ท่ามกลางความทุกข์ทรมานจากอาการป่วยและความไม่สามารถสื่อสาร นายชองโดพบว่าสองสิ่งในร่างกายของเขายังทำงานได้ดี นั่นคือ สมองและดวงตา เขายังพบอีกว่า ความทรงจำและจินตนาการของเขานั้น คือสิ่งมีค่าที่สุดที่ช่วยค้ำยันตัวตนอันเปราะบางของเขาที่ยังพอเหลืออยู่ไม่ให้ล้มครืนลงมา เขาจึงตัดสินใจใช้ดวงตา “เขียน” บันทึกความทรงจำและความรู้สึกขึ้น ด้วยความช่วยเหลืออย่างดีของเหล่าพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา นายชองโดตายก่อนที่บันทึกจะได้รับการตีพิมพ์ไม่นาน

ได้ข่าวว่าหนังสือชุดประดาน้ำฯ เป็นหนังสือขายดีเล่มนึงในเมืองไทย ที่แปลมานานแล้ว โดยอ. วัลยา วิวัฒน์ศร

หนังเรื่องนี้สร้างโดยผู้กำกับอเมริกัน Julien Schnabel ที่ต้องการเคารพและคงความดั้งเดิมของวรรณกรรม ที่สร้างจากเรื่องจริงให้มากที่สุด จึงใช้นักแสดงฝรั่งเศสทั้งหมด ปรากฎว่าผู้กำกับได้รับรางวัลการกำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด ต้องยอมรับว่าทำได้ยอดเยี่ยม งดงามและกินใจมาก ผมเองได้เข้าใจความรู้สึกของการใส่ชุดประดาน้ำและการเป็นผีเสื้อจากการการนำเสนอที่น่าสนใจของผู้กำกับนี้เอง หวังว่าจะเข้าฉายที่เมืองไทยในอนาคต

เรื่องที่สองและสามนั้นแตกต่างออกไป เพราะมีการเมืองเป็นฉากหลังของเรื่อง ในขณะที่หนังทั้ง ๒ เรื่องไม่ใช่หนังการเมือง แต่เป็นหนังที่พูดถึง “ชีวิต” และ “ความรัก” ทั้งคู่ต่างกันก็ตรงที่ Persepolis คือ บันทึกการเดินทางและการเติบโตของ Marjane Satrapi หญิงสาวเชื้อสายอิหร่านที่มีตัวตนอยู่จริง (และเป็นผู้สร้างหรือผู้เล่าเองด้วย) The Bubble นั้นเป็นจำลอง “ชีวิตจริง” ในคราบของเรื่องแต่งและตัวละครสมมุติ ที่ใช้ความรัก โดยเฉพาะความรักแบบต้องห้ามระหว่างชายรักร่วมเพศเป็นหัวใจของการดำเนินเรื่อง

Marjane เลือกถ่ายทอดชีวิตของตนในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนลายเส้นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนหน้าที่จะนำมาดัดแปลงและสร้างเป็นหนังการ์ตูนอนิเมชั่นในชื่อเดียวกัน ร่วมกับเพื่อนผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Vincent Paronnaud

ปัจจุบัน หนังสือการ์ตูนลายเส้นได้รับการขนานนามว่า “ศิลปะแขนงที่ ๙” ผมคิดเอาเองว่าเพราะเป็นการผสมผสานศิลปะ ๒ แขนงคือหนังสือและภาพยนตร์เข้าด้วยกัน (ประเด็นนี้น่าสนใจ และน่าจะนำมาพูดคุยกันต่อในอนาคต)

Persepolis เล่าชีวิตและมุมมองตั้งแต่วัยเด็กของ Marjane ที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางของเตหรานในช่วงปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงการปกครองอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นในปลายทศวรรษ 70 เธอเองเติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเผชิญหน้าระหว่าง ๒ แนวคิด คือ อนุรักษ์นิยมและความคิดแบบก้าวหน้า (หมายถึงสังคมนิยมในบริบทนี้)

ด้วยความเป็น “หัวก้าวหน้า” ของสมาชิกครอบครัวแทบจะทุกคน ทำให้ Marjane เอง เติบโตขึ้นพร้อมกับความท้าทายที่รุนแรงกว่าเด็กสาวทั่วไป เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภายใน ซึ่งเป็นบททดสอบตามธรรมชาติของช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอยังต้องค้นหาและค้นพบตัวตนของเธอเอง ที่สามารถประนีประนอมจิตวิญญาณเสรีกับระบอบเผด็จการกดขี่ ที่ในสังคมอิสลามนั้นถือว่าหญิงต้องแบบรับหนักกว่าชายเป็นสองเท่า

หนังสามารถใช้พลังของการ์ตูนได้อย่างยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดความบริสุทธิ์และไร้ขีดจำกัดของจินตนาการวัยเด็ก รวมทั้งความงดงามของความรักระหว่าง Marjane กับครอบครัว โดยเฉพาะคุณยายของเธอที่ถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะสอนให้เธอเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นอย่างสง่างาม ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง”

ความงดงามของความรักและความเป็นปราชญ์ของยายนี้เองที่ทำให้ชีวิตท่ามกลาง “สงครามกลางเมือง” ของ Marjane ถูกถ่ายทอดให้เราเห็นอย่างสวยงามและมีอารมณ์ขัน

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้กลับมานึกถึงการเมืองไทยไม่น้อย ถึงแม้ปัญหาในบ้านเรายังไม่รุนแรงอย่างอิหร่านในขณะนั้น แต่ความต้องการเสรีภาพทางความคิดและทางการแสดงออกที่รับรู้และรู้สึกจากหนัง ก็ทำให้รู้สึกหวงแหนและเห็นคุณค่าของเสรีภาพในวันที่มันถูกลิดรอนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในบ้านเรา

ตัวหนัง Persepolis เองก็ได้รับรางวัล Prix du Jury ex-aequo จากคานส์ในปีล่าสุดเช่นกัน

เรื่องสุดท้ายคือ The Bubble หนังรักระหว่างเกย์ชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่มีฉากหลังเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนา (ตามที่เราเห็นในข่าวแทบทุกวัน) ฟังเท่านี้ก็คงจะรู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้เล่นกับของร้อนตั้งไม่รู้กี่เรื่อง แต่ก็น่าแปลกใจว่าพอดูจบกลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ต่างจากหนังรัก “ปกติ” เรื่องอื่นๆ คือ พูดถึงความรักและชีวิต

(หรือความรักเป็นสิ่งสากลที่สุด ที่มนุษย์จะไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อใดก็รู้สึกร่วมกันได้?)

จะต่างกันก็ตรงที่อุปสรรคขวางทางรักคราวนี้ ไม่ใช่แค่พ่อตาหรือแม่สามีหัวดื้อ และไม่ใช่เส้นแบ่งความรวยความจนหรือม่านประเพณีธรรมดาๆ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งที่มีอายุเป็นร้อยปี

จะดู The Bubble ให้สนุก ต้องยอมปลดเปลื้องและวางกรอบและฝาครอบความคิดความเชื่อลงก่อนเข้าห้องฉาย ไม่อย่างนั้น ก็คงทนนั่งดูฉากรักแบบส่วนตัวระหว่างชายอกสามศอกที่ไม่หน่อมแน้มสองคนที่มีให้เห็นประปราย สลับกับการดำเนินเรื่องที่เสนอประเด็นปัญหาทางการเมืองไม่ไหว

ยังไงก็ตาม สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ ชีวิตรักยากและซับซ้อนขึ้นอีกมากสำหรับชาวยิวอิสราเอลและอิสลามปาเลสไตน์ เพราะความรัก ชีวิตและการเมือง นั้นนอกจากแยกจากกันไม่ได้แล้ว ยังส่งผลกระทบและสร้างข้อจำกัดให้กันและกันอย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ทั้ง ๓ สิ่งจะผูกพันและสัมพันธ์กันมากอย่างที่เรารู้สึกจากหนัง แต่มันก็ไม่เคยถูกตอกย้ำได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมขนาดนี้ ยิ่งในบริบทของสังคมที่เราอยู่ ซึ่งหลายคนก็ยังเชื่อว่าความรัก ชีวิตและการเมืองเป็นดินแดนเอกเทศที่สามารถแยกออกจากกัน (ไม่อย่างงั้น คนที่สนใจการเมืองก็จะไม่ถูกจัดประเภทเป็นคนกลุ่มหนึ่งไป)

การนำเสนอปัญหาความรักระหว่างชายยิวและอิสลามที่พบกัน (ตรงด่านตรวจของทหารและกลับมาเจอกันอีกครั้ง) ในเมือง Tel Aviv นี้ นอกจากทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างความรัก ความเชื่อ การดำเนินชีวิตและการเมืองแล้ว ยังทำให้เห็นว่ามิตรภาพระหว่างคนนั้น มีความสำคัญมากต่อการดำเนินชีวิตในระดับปัจเจกหรือคนๆ นึง

หนังเรื่องนี้กำกับโดย Eyton Fox (ที่ติดตามครอบครัวไปใช้ชีวิตในอิสราเอลตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ) และเคยสร้างชื่อจากหนังเรื่อง Tu marcheras sur l’eau หนังได้รับรางวัลหลายรางวัลจากเทศกาลต่างๆ ส่วนประกอบที่ผมชอบมากที่สุดในหนังคือ ตัวละครหลักตัวเดียวที่ไม่ได้เป็นโฮโม ซึ่งเป็นตัวละครหญิงที่น่ารักและเป็นธรรมชาติมาก (เป็นเรื่องตลก ที่กลับประทับใจตัวละครที่ไม่ใช่โฮโมคนเดียวในหนังรักของโฮโม)

ไม่รู้ทำไม แต่ดูเรื่อง The Bubble แล้วทำให้นึกถึงที่มาร์ค ทเวนเคยกล่าวไว้ว่า Truth is stranger than fiction

หนัง (สือ (การ์ตูน)), ความรัก, ชีวิต, และการเมือง ๒ (ต่อ)








๒.

คนไทยหลายคนอาจขัดเคืองและสงสัยว่าภาพยนตร์ถูกเรียกว่าศิลปะแขนงหนึ่งได้อย่างไร?

ประการแรก เราคงต้องแยกให้ออกจากกันระหว่างสิ่งที่เป็น “อุตสาหกรรมภาพยนตร์”และ “ภาพยนตร์” ที่หมายถึงศิลปะของการเล่าเรื่อง ประการต่อมา ที่เราอาจจะไม่เคยชินนักกับการเรียกมันว่าศิลปะ เพราะเราเองเคยชินกับผลผลิตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือหนังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขาย (คือเพื่อรายได้หรือกำไรเป็นสำคัญ) ที่มักต้องประนีประนอมกับการเอาใจตลาด รวมทั้งกองเซ็นเซอร์

หรือพูดให้สั้นแต่เข้าใจยาก หนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตัวของมันเอง (หรือเพื่อสนองตัณหาผู้สร้างเอง) ถ้าไม่เข้าใจ ให้นึกถึงความคิดใกล้เคียงในการอธิบายงานศิลปะที่มีความเป็นนามธรรมสูงว่าเป็นการทำงานศิลปะเพื่อศิลปะ

นอกจากนี้ หนังในความเข้าใจของคนไทยมักหมายถึงความบันเทิง (คือดูแล้วต้องไม่เครียด ไม่งง) ทัศนคติในแบบนี้ที่ครอบงำคนส่วนใหญ่ก็ย้อนกลับไปกำหนดรูปแบบและเนื้อหาของหนังไทยเอง ทำให้หนังไทยเองจำเป็นจะต้องเป็นความบันเทิง เพื่อความอยู่รอด (แต่ไม่ได้หมายความว่าความบันเทิงกับความเป็นศิลปะจะแยกจากกันเด็ดขาด) ยังไงก็ตาม การที่หลายคนไม่เชื่อว่าหนังเป็นศิลปะ ก็ไม่ได้ทำลายความจริงที่ว่าภาพยนตร์คือศาสตร์แขนงหนึ่งของศิลปะ

เมื่อภาพยนตร์สามารถเป็นศิลปะ มันก็ทำหน้าที่รับใช้ผู้ชมและผู้สร้างได้มากกว่าให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว มันสามารถถูกใช้ให้ความรู้ เป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหา/ความต้องการ เผยแพร่ความคิด อุดมคติ ระบายความรู้สึกและนึกคิด หรือแม้กระทั่งเป็นงานวิจัย

เช่นหนังของผู้กำกับฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อย คืองานวิจัยสังคมชั้นดี เช่นงานของ Jean-Luc Godard ซึ่งได้เห็นในสารคดีว่าเคยส่งสคริปหนังที่เขียนเสร็จไปให้นักสังคมวิทยาอย่าง Pierre Bourdieu ขณะยังมีชีวิตอยู่ได้วิจารณ์ หรืองานของ Claude Lelouche ที่ ๒ เรื่องที่แล้ว คือ Entre adults (2007) และ Nos amis les terriens (2007) ก็ถามคำถามพื้นฐานเดียวกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงแบบชีวิตคู่ (ในกรณีของวงการหนังไทย เราก็มีอภิชาตพงศ์)

เห็นได้ชัดว่าโจทย์ในการทำหนังของผู้สร้าง สะท้อนความพยายามตั้งคำถามเพื่ออธิบายและเข้าใจสังคม (หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวมนุษย์) หรือหากไม่สามารถพบคำอธิบายได้ ก็เพื่อให้เกิดคำถามมากขึ้นและลึกซึ้งขึ้น ทั้งที่ผู้กำกับเหล่านี้อาจทำไปโดยไม่ได้ตระหนักรู้ตัว เพราะเพียงต้องการ “จับ” ภาพของสังคมที่ตนรู้สึกว่ากำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อ “ฉาย” ให้คนเห็น แต่ขั้นตอนและกระบวนการในการสร้าง กลับกลายเป็นการลงพื้นที่สำรวจ และตัวหนังเองก็กลายเป็นผลงานวิจัยสังคมและมนุษย์ที่ลึกซึ้ง

นอกเหนือไปจากภาพยนตร์แบบที่ว่ามานี้ ที่เกือบจะสองขาเหยียบเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเรื่องที่แต่งขึ้น (fiction) และตัวละครสมมติ (ที่ถอดแบบและจำลองตัวละครที่มีอยู่จริงในสังคม) เทคนิคของภาพยนตร์ในวันนี้ ถูกนำไปใช้ในการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยตรงมากขึ้น ทั้งที่ยังคงความงามของการเล่าและดำเนินเรื่องแบบภาพยนตร์ (แต่ผู้ชมรู้ว่าสร้างจากเรื่องและตัวละครจริง) และแบบที่ใช้วิธีการแบบสารคดี

หนัง (สือ (การ์ตูน)), ความรัก, ชีวิต, และการเมือง






๑.
หนังสือและภาพยนตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องแต่งหรือถ่ายทอดมาจากชีวิตของคนที่มีตัวตนอยู่จริง

ในแง่ของการเสพย์ ทั้งหนังสือและภาพยนตร์มีความแตกต่างกันมาก เพราะโดยปกติ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสพหนังสือคนเดียว ขณะที่ภาพยนตร์ถูกสร้างขึ้นมาให้เสพเป็นหมู่คณะ และเสน่ห์ของมันก็มาจาก “พิธีกรรม” ดูหนัง ที่จะว่าไป ก็คือข้อจำกัดที่ถูกสร้าง ทั้งในด้านเวลาและสถานที่ ที่เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูพร้อมๆ กับคนอื่น ในสถานที่และเวลาที่ถูกจัดขึ้นเท่านั้น (กรณีของโฮมเธียเตอร์และหนังแผ่น คงจะไม่เข้าข่าย และทำให้มันขาดเสน่ห์และบรรยากาศไปอย่างเห็นได้ชัด)

จึงเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกและน่าสนใจในตัวของมันเอง ที่หนังสือ ซึ่งถูกออกแบบให้บริโภคโดยปัจเจก (ทีละคนหรืออย่างมากก็สอง ส่วนกรณีเล่านิทานให้เด็กเป็นกลุ่มฟัง เป็นกรณีพิเศษ) สามารถสร้างอิทธิพลทางความคิดในระดับสังคมได้ลึกซึ้งและรุนแรงกว่าภาพยนตร์ ที่สามารถดูพร้อมๆ กันเป็นหลักสิบหรือหลักร้อย และอาจจะเป็นพัน ถ้านับรวมจำนวนคนดูในแต่ละโรงที่ฉายในช่วงเวลาเดียวกัน

(เป็นเรื่องของจินตนาการหรือ? ทั้งที่ภาพยนตร์สามารถ เสนอภาพที่จับต้องได้มากกว่า?)

แน่นอน หนังสือมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์มาก แต่หนังสือก็มีลักษณะลึกลับน่าสนใจ ไม่แพ้ที่ภาพยนตร์มีเช่นกัน เพราะหัวใจของหนังสือเองกลับไม่ได้อยู่ที่ “ตัวของหนังสือ” หรือแผ่นกระดาษที่นำมาเย็บรวมติดกัน หากแต่เป็น “ตัวหนังสือ” ที่ถูกนำมาเรียงกัน และร้อยเข้าเป็นองค์เดียวที่มีความต่อเนื่อง หรือจะว่าไป หนังสือก็เป็นแค่สื่อ พาหะหรือพาหนะ ที่บรรทุกสิ่งนามธรรมไว้บนหลัง

ถึงแม้ว่าคนไม่น้อยจะหลงใหลเสน่ห์ของ “ความเป็นหนังสือ” และชื่นชมกลิ่นรสของการอ่านจากหนังสือมากกว่าการอ่านจากจอคอมพิวเตอร์หรืออะไรใหม่กว่านั้น และถึงแม้จะมีคนคลั่งไคล้ศิลปะของการเข้าเล่มหรือการทำให้เป็นหนังสือ (เช่นผู้กำกับเป็นเอก) แต่ในที่สุด เราก็ไม่ได้และไม่เคยยกย่องผู้สร้างหนังสือ เฉกเช่นเดียวกับที่เรายกย่องผู้เขียนหนังสือ

ยังไงก็ตาม หนังสือในความหมายกว้างหรือวรรณกรรมที่ถูกจัดให้เป็นประเภทหนึ่งของศิลปะ ก็แยกไม่ออกจากตัวของหนังสือหรือรูปแบบของมัน รวมทั้งมันยังมีสถานะทางด้านความงามและคุณค่าเหนือกว่าภาพยนตร์หรือหนัง ที่ถึงแม้จะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปะประเภทที่ ๗ (le septième art) ในปัจจุบัน

เพราะโลกยอมรับหนังสือในฐานะสัญลักษณ์ของปัญญาและความรู้อย่างเป็นเอกฉันท์ ขณะที่เอกภาพของความเห็นแบบนี้ต่อภาพยนตร์ในฐานะงานศิลปะหรือต่อการสร้างหนังในฐานะศาสตร์หนึ่งยังห่างไกลจากวันที่เราจะเรียกว่า “ได้วางเสาเข็ม” มากนัก