Wednesday, April 18, 2007

การเซ็นเซอร์ รัฐไทยและดอน กิโยเต้

ในยุคอินเตอร์เน็ต ข้อความเดินทางจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งในชั่วคลิก อีกทั้งเราสามารถเผยแพร่ข้อมูลหรือข่าวสารอย่างไร้ขอบเขต

อานุภาพของอินเตอร์เน็ตในเรื่องความเร็วและความกว้างไกล ด้วยต้นทุนต่ำนี่เอง ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและกลายเป็นดาบสองคม

ในด้านหนึ่งของเหรียญ คนที่ใฝ่รู้สามารถค้นคว้าหาความรู้ หรือไขข้อสงสัยในเรื่องต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อินเตอร์เน็ตสร้างชุมชนที่ยากจะกีดกันสมาชิกใหม่ หรือแทบเป็นไปไม่ได้ในการตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก

แง่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก คือความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏบนเว็บไซต์มักดูน่าเชื่อถือ และดูจะกลายเป็นความรู้ใหม่ไปซะหมด

ความรวดเร็ว สะดวกและทันสมัยในการสื่อสาร จึงทำให้ความใหม่และสดหรือการอัพเดท รวมทั้งการจัดวางอย่างน่าสนใจ เข้ามาแทนที่ความละเอียดถี่ถ้วนและถูกต้อง และกลายเป็นจุดสนใจ รวมทั้งกลายเป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินความน่าเชื่อถือของข้อมูล มากกว่าตัวเนื้อหาจริงๆ ของมัน

เพราะโลกวันนี้ ตัดสินที่ใครรู้ก่อนและเร็วกว่ากัน เป็นอันดับแรก

ยังไงก็ดี มีเพียงผู้ที่ไม่เข้าใจการทำงานของเทคโนโลยีและคนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่า “ทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ตเป็นความจริง” หรือเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

จากสมมุติฐานดังกล่าว ผมเองเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศ ในโลกนี้ (ถ้าไม่นับกรณีสุดขั้วอย่างประเทศเผด็จการและคอมมิวนิสต์) เซ็นเซอร์สิ่งที่ปรากฏบนอินเตอร์เน็ตหรือบล็อกเว็บไซต์ ถึงแม้อาจจะมีความพยายามควบคุมหรือจัดการกับข้อมูลโดยผ่านทั้งกลไกการตรวจสอบและกลไกตลาดก็ตาม

และเชื่ออีกว่า เป็นเพราะรัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่เข้าใจดีถึงอานุภาพของโลกาภิวัตน์ทางข้อมูล รวมทั้งความไร้เหตุผลของการกระทำดังกล่าว

เพราะการปิดเว็บไซต์ก็อุปมาได้เช่นเดียวกับความพยายามเอานิ้วไปอุดรูรั่วของน้ำที่มีอยู่นับร้อย เรียกว่ายิ่งอุดก็ยิ่งเหนื่อย และต่อให้ใช้นิ้วครบ ก็ไม่สามารถหยุดน้ำที่รั่วได้ มีแต่จะทำให้มันไหลออกรูอื่นเร็วขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เรารู้ดีว่ารัฐหรือรัฐชาติในยุคปัจจุบันนั้นยังไม่สูญเสียความสามารถในการควบคุมภายในอาณาเขตของตนไปซะทีเดียว หรือว่าเส้นพรมแดนยังไม่ไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิงในยุคโลกาภิวัฒน์

ความพยายามปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ในสายตารัฐ จึงแก้ปัญหาได้ในระดับเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น
เช่นตัวอย่างของการบล็อกเซิฟเวอร์ของโปรแกรมแคมฟร็อก

ทั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงส่วนที่อยู่นอกพรมแดนธรรมชาติหรือพรมแดนสมมุติ (คือรัฐ) แบบเก่านั้น ที่รัฐในยุคใหม่ต้องสูญเสียความสามารถในการควบคุมไป ในยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern)

ความลักลั่นทางข้อมูลและการรับรู้ จึงปรากฏให้เห็น เช่นในกรณีที่คนไทยในต่างแดนสามารถดูซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวปฏิวัติในเมืองไทย แต่คนไทยในประเทศไทยไม่สามารถรับสัญญาณได้

ที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก คือ การปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ในเร็วๆนี้ ซึ่งทุกกรณีเกี่ยวโยงไปถึงกรณีหมิ่นฯ สถาบันพระมหากษัตริย์

อย่างที่กล่าวมาแล้ว การเซ็นเซอร์ซึ่งเคยทำหน้าที่ “ปิด” ได้ดีในอดีต ขาดพลังในการปิดกั้นและควบคุมลงไปอย่างมาก (ซ้ำยังทำให้เกิดผลในทางตรงข้ามในหลายๆ กรณี) แต่การเซ็นเซอร์ในกรณีของการหมิ่นฯ ก็ยังเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จึงน่าสนใจไม่น้อยในการนำมาใคร่ครวญ

ที่น่าสนใจ คือ การเซ็นเซอร์นี้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง อาจจะเป็นเพราะในทัศนคติหรือความเข้าใจของคนทั่วไปในสังคมไทย การเซ็นเซอร์ในกรณีนี้ไม่ได้มีนัยแบบควบคุมหรือปิดกั้น (ตามความหมายของการปิดกั้นเสรีภาพ) แต่หากเป็นการป้องกันหรือ (ปราบ) ปรามเพื่อไม่ให้ทำในสิ่งอันไม่ควร

จึงไม่มีใครห่วงใยกับเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ของผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์เหล่านี้นัก

อย่างไรก็ตาม การเซ็นเซอร์อาจจะนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า ข้อมูลที่ถูกสกัดกั้นนั้นเป็น “ข้อมูลที่ไม่บังควร (แต่เป็นจริง)” หรือ “ข้อมูลที่บิดเบือน” กันแน่

ถ้าหากรัฐยอมรับว่าพลเมืองของตนมีคุณภาพ (รวมทั้งมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ) และยอมรับในหลักการเรื่องเสรีภาพแล้ว การตัดสินถูกหรือผิดจึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้รับสารหรือผู้รับข้อมูล แทนที่จะเป็นใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

การตัดสินใจแทนโดยรัฐ จึงเข้าข่ายดูถูกประชาชน รวมทั้งสะท้อนวิธีคิดแบบ “รัฐผู้เป็นเจ้านาย” หรือ “ประชาชนยังโง่” หรือแม้กระทั่งสะท้อนความเป็น “ระบอบที่แตะต้องไม่ได้”

ซึ่งถ้าหากสังคมยังอยู่ในวิธีคิดแบบหลังนี้ การสกัดกั้นสิ่งอันไม่อันควรหรือไม่พึงประสงค์ก็คงจะเป็นเรื่องยอมรับได้ ไปโดยปริยาย

ไม่ว่าจะมีกฎหมายในเรื่อง lèse majesté ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ควรจะถูกตั้งคำถามควรจะเป็นวิธีการจัดการกับปัญหาแบบหน้ามืดตามัวของรัฐ ในลักษณะที่ไม่ต่างกับดอน กิโยเต้ประดาบกับกังหันลม

สุดท้าย สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการเซ็นเซอร์โดยกลไกรัฐ นั้นคือการเซ็นเซอร์กันเองโดยประชาชน

ผมได้เห็นคนจำนวนไม่น้อย ถูกข้อหา “หนักแผ่นดิน” หรือ “เนรคุณชาติ” เพียงเพราะตั้งคำถามกับวิธีการจัดการของรัฐในลักษณะดังกล่าว

กรณีล่าสุดคือ การออกมาตั้งคำถามอย่างกล้าหาญในฐานะนักวิชาการของเพื่อนรุ่นน้องคนนึงเกี่ยวกับการห้ามวิพากวิจารณ์ประธานองคมนตรี ก็ไม่พ้นข้อหานี้จากผู้อ่านเช่นกัน

ผมเองถือว่าเป็นความอ่อนด้อยทางปัญญาและความงมงายส่วนบุคคล ที่ต้องโยนความผิดให้กับระบบการศึกษา และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์กันเองในลักษณะนี้ขึ้น

ถ้าหากเราไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวิธีคิดแบบ “นาย-บ่าว” หรือ “เจ้า-ไพร่” ซึ่งรัฐหรือผู้ปกครองทำหน้าที่ด้วยความเมตตา กรุณาและถือเป็นบุญคุณ (โดยปฏิเสธวิธีคิดแบบโครงสร้างและหน้าที่แล้ว) เราก็คงจะไม่สามารถพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในประเทศไทยได้เลย

อีกทั้งคงต้องยอมถูกตราหน้าว่า “เพิ่งออกจากป่า” จากพวกฝรั่งต่อไป

Monday, April 16, 2007

คิดเรื่องร้อนตอนสาดน้ำ

"โลกร้อน" เป็นประเด็นที่ร้อนในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เพราะข้อมูลและสถิติทางวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นว่าสภาวะโลกร้อนกำลังเข้าขั้นวิกฤต และถึงเวลาที่ต้องทำอะไรซักอย่างกับปัญหานี้

ที่บอกว่า "เป็นประเด็นร้อนในประเทศอุตสาหกรรม" นั้น ก็เพื่อเลี่ยงไม่ใช้คำว่า "ประเทศพัฒนาแล้ว" ซึ่งเป็นการสะท้อนว่ามีอีกกลุ่มคือ "ประเทศกำลังพัฒนา" เพื่อไม่ให้ถูกข้อหาเอนเอียงหรือมีอคติตามอย่าง "ฝรั่ง"

ยังไงก็ตาม หากใช้เกณฑ์ด้าน "ความตระหนัก" แล้ว ก็อาจใช้การแบ่งแบบ "พัฒนา-กำลังพัฒนา" ได้ โดยประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นจะต้องตกอยู่ในกลุ่มหลัง

เพราะความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมในบ้านเรานั้น ช่างล้าหลังและเข้าขั้น "ด้อยพัฒนา" เสียด้วยซ้ำ

เป็นเรื่องน่าตกใจที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับปัญหานี้ เหตุผลสำคัญอาจจะเป็นเพราะสื่อไม่ค่อยพูดถึง รวมทั้งรัฐบาลดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เอาซะเลย

อีกส่วนนึง ถึงอากาศจะร้อนขึ้น ร้อนขึ้น ทุกวันในประเทศไทย แต่พี่น้องชาวไทย คงจะชินกับอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปีในช่วงชีวิต จนลืมคิดไปว่านี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ "ผิดธรรมชาติ"

ทำไมสื่อและรัฐบาลจึงไม่ได้ให้ความสนใจ? เป็นคำถามที่น่าสนใจ และอยากให้ลองคิดกันเล่นๆ

ปัญหาความไม่ใส่ใจ อาจอธิบายในเชิงสังคมและวัฒนธรรมได้พอสมควร เพราะในประเทศที่ไม่ได้ตั้งอยู่บริเวณศูนย์สูตรเหมือนประเทศไทย อย่างประเทศในทวีปยุโรปหรืออเมริกา ปรากฎการณ์ "ผิดธรรมชาติ" แสดงให้เห็นชัดเจนจากภาวะอากาศร้อน-เย็นที่กลับตาลปัตร นอกเหนือจากความแตกต่างของอากาศในแต่ละฤดูกาลและภายในฤดูกาลที่ชัดเจนอยู่แล้วและทำให้พวกเขาต้องใส่ใจกับภูมิอากาศตลอดเวลา

ส่วนในทางการเมือง โดยธรรมชาติของตัวปัญหา ปัญหาสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องไม่คุ้มทุนและเป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระดับ collective ต้องอาศัยความสนใจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถทำให้เห็นผลในระยะสั้น จึงไม่น่าแปลกที่นักการเมืองไม่ชอบพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม

แต่ในสังคมที่ประชาชนให้ความสนใจกับการเมือง และนักวิชาการมีบทบาทสูงในการชี้นำสังคม ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมได้รับการสะท้อนมากกว่าสังคมที่ประชาชนตัดขาดจากการเมือง

ยังไงก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีมิติที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้นไปอีก เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคมและการเมืองในหลายระดับ

ผมคงไม่มีวิธีอธิบายประโยคที่ผ่านมาได้ดีเท่ากับการนำบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเขียนในเรื่องนี้เอาไว้เร็วๆ นี้ มาให้อ่านและคิดตามกัน

----------------------------------------------------------------------------------
การเมืองกับอนาคตสิ่งแวดล้อม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2550

ผมอยู่ในเมืองที่ถูกประกาศเป็นเขตวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมด้วยเหตุที่หมอกควันปกคลุมทั่วหุบเขา เพราะอากาศกดให้นิ่งแน่อยู่อย่างนั้น

หมอกควันนั้นมาจากไหน? เท่าที่จับความได้ เขาว่ามาจากไฟไหม้ป่าในประเทศไทย, ลาว, และพม่า มีการรณรงค์ในเมืองของผม ให้ชาวบ้านเลิกกำจัดขยะด้วยการเผา และถึงขนาดต่อต้านการขายหมูกระทะซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมือง

ก็จริงนะครับว่า ในบรรยากาศที่ถือว่าวิกฤตเช่นนี้ทำให้เกิดควันน้อยลงน่าจะดีแน่ เพราะมันลอยไม่พ้นแอ่งนี้ไปได้ แม้เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ แต่เราไม่มีตัวเลขแน่นอนว่าหมอกควันที่ปกคลุมเมืองนี้มาจากไฟป่าสักกี่เปอร์เซ็นต์, เผาขยะกี่เปอร์เซ็นต์, หมูกระทะกี่เปอร์เซ็นต์, ครัวเรือนอีกกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ผมอยากรู้มากที่สุดก็คือ ที่มาจากไอเสียรถยนต์กี่เปอร์เซ็นต์ และในเขตเมืองซึ่งสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุด เกิดจากการที่ตึกสูงดักเอาหมอกควันไว้อีกกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ผมอยากรู้ก็เพราะในบรรดามาตรการต่างๆ ที่เสนอแนะกันในช่วงนี้ไม่เห็นมีมาตรการอะไร ที่กระทบต่อชีวิตของคนมีกะตังค์เลยสักอย่าง นอกจากให้อยู่ในบ้าน (คงในห้องแอร์และฟอกอากาศ) ทำไมเฉพาะคนจนๆ คนชายขอบเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านซึ่งขจัดขยะ ในสภาพที่ขาดแคลนแรงงานได้ถูกที่สุดด้วยการเผา หรือชาวเขาซึ่งเป็นแพะให้แก่การทำลายป่าแทนนายทุน และข้าราชการทุจริตตลอดมา

แล้วสักวันหนึ่งข้างหน้าอากาศร้อนอบอ้าวก็จะพยุงให้หมอกควันเหล่านี้ลอยพ้นๆ หุบเขาของเราไปเสียที โดยไม่มีใครวางแผนสำหรับอากาศกดในช่วงหน้าแล้งของปีต่อไปอีก ไม่ว่าระบบขจัดขยะใหม่ที่เป็นไปได้แก่ชาวบ้าน, การขนส่งสาธารณะที่ต้องปรับปรุงเพื่อลดปริมาณของรถยนต์บนท้องถนน, การจัดการป่าที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น, หรืออะไรอื่นที่จะช่วยลดวิกฤตลง

เงื่อนไขอันแรกที่ขาดไม่ได้ในทุกสังคม ซึ่งต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมคือ ความเป็นธรรมในสังคม ตราบเท่าที่เมืองไทยไม่สามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นได้ ก็จะมีคนเล็กคนน้อยที่จะถูกชี้นิ้วว่า เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมตลอดไป และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องคิดแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกับที่ผมเผชิญวิกฤตจากหมอกควัน ผู้เลี้ยงปลากะชังในเขตติดต่อระหว่างอ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ก็ประสบความหายนะเป็นครั้งที่สองในรอบปี ปลากะชังที่เลี้ยงไว้ตายไม่เหลือ เพราะออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างกะทันหัน แต่ละรายลงทุนตั้งแต่ 500,000-2,000,000 บาท หลายรายคงเป็นเงินกู้เพราะเพิ่งประสบหายนะจากน้ำท่วมมาหยกๆ

อะไรคือเหตุที่ทำให้น้ำขาดออกซิเจนกะทันหัน เหตุนั้นไม่เป็นธรรมชาติแน่ แต่ล่วงมาหลายวันแล้ว หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้ระดมกำลังที่จะค้นหาสาเหตุให้ได้ ชาวบ้านเชื่อว่าโรงงานผงชูรสแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสีย ซึ่งมีสารเคมีบางชนิดผสมอยู่ลงมา ชาวบ้านพยายามจะเข้าไปดูภายในโรงงานแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนหน่วยราชการไม่ได้มีความพยายามจะทำอย่างเดียวกัน และกว่าจะเข้าไปสำรวจโรงงาน ก็จะไม่มีพยานหลักฐานอะไรหลงเหลือให้ศึกษาวิเคราะห์อีกแล้ว

เงื่อนไขประการที่สองซึ่งขาดไม่ได้ในสังคมที่ต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมก็คือ ต้องมีข้าราชการที่สุจริต และเป็นกลาง (integrity) และมีฝีมือในหน้าที่การงาน (competent) เพื่อทำให้เกิดรายงานวิเคราะห์ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม ที่เที่ยงธรรม, รอบด้าน, และบ่งบอกให้เห็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน

ข้าราชการไทยเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ก็จะเห็นได้จากกรณีทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนทั่วประเทศ

กรณีเหมืองคลิตี้ ข้าราชการเป็นผู้อนุมัติการทำเหมืองด้วยเทคโนโลยีที่อันตรายเช่นนั้นเอง เช่นอนุมัติให้กักตะกอนดินด้วยเขื่อน ซึ่งพิสูจน์มาหลายแห่งทั่วโลกแล้วว่าไม่ได้ผล เนื่องจากนายทุนย่อมไม่เพิ่มต้นทุน ด้วยการสร้างเขื่อนที่แข็งแรงทนทานเกินอายุสัมปทาน

ครั้นเกิดภัยพิบัติขึ้น ผู้รับเคราะห์คือคนชายขอบที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคมอยู่แล้ว (ความเป็นธรรมในสังคม) ราชการก็ไม่เคยระบุอย่างชัดเจนว่า สารตะกั่วที่ปนเปื้อนในน้ำเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่ แม้แต่มาตรการเยียวยาผู้เสียหายก็เกิดขึ้นได้เพราะคำพิพากษา ไม่ใช่มาตรการของราชการโดยตรง

กรณีแคดเมียมที่จังหวัดตากก็ทำนองเดียวกัน

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะกับเหยื่อหลายสิบราย

กรณีควันพิษที่มาบตาพุด ฯลฯ

เราหากรรมการที่เที่ยงธรรมไม่ได้ เพราะราชการปฏิเสธหรือไม่มีกึ๋นจะเป็นกรรมการที่เที่ยงธรรมได้

ผลที่สุด ธุรกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะของคนที่มีเส้นสายทางการเมือง ก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมซึ่งตัวก่อขึ้นเลย

กรณีที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีรายงานในสื่อประปราย แต่แทบไม่มีกรณีใดที่สื่อลงทุน เข้าไปเจาะเรื่องราวอย่างละเอียด สาธารณชนผู้รับสื่อให้ความสนใจอย่างผิวเผินกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลตัว และไม่มีสำนึกว่า ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมนั้น สัมพันธ์เชื่อมโยงกันกับทุกส่วนของระบบนิเวศ เช่นในระยะยาวสารตะกั่วที่ปนเปื้อนลำห้วยที่คลิตี้ ย่อมซึมลงสู่อ่างเก็บน้ำ และแม่น้ำแม่กลองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แคดเมียมในข้าวและพืชเกษตรอื่นๆ ย่อมแทรกเข้ามาในตลาดอาหารบ้างเป็นธรรมดา ปลาในอ่าวไทยที่ได้รับสารพิษ (บางคนว่าคือปรอท) จากโรงงานแถบมาบตาพุดจะถูกเจี๋ยนแล้ววางบนโต๊ะอาหาร ฯลฯ

เงื่อนไขอย่างที่สามซึ่งสังคมที่ต้องการมีสมรรถภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องมีก็คือ สาธารณชนที่มีสำนึกในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะสื่อ และจะให้ผลตามมาซึ่งการจัดองค์กรด้านผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมบังคับทุน

เงื่อนไขทั้งสามอย่างคือ ความเป็นธรรมในสังคม, ข้าราชการที่สุจริตเที่ยงธรรมและมีความสามารถ, และสำนึกของสาธารณชนล้วนอ่อนแอในสังคมไทย

ดังนั้น ธุรกิจย่อมลดต้นทุนการผลิตหรือแสวงกำไรเพิ่มขึ้น ด้วยการก่อภัยพิบัติทั้งในระยะสั้น และระยะยาวแก่สิ่งแวดล้อมต่อไป เพราะธุรกิจรู้ดีว่าตัวจะไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อและแก่สังคม ในกรณีร้ายแรงจริง รัฐบาลก็จะนำเงินภาษีเข้ามาเยียวยาเหยื่อ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว

ท่ามกลางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่แข็งแรงนัก เรายังขาดเงื่อนไขที่จะทำให้กฎหมายเหล่านั้นมีผลใช้บังคับได้จริง ในทางตรงกันข้าม หากเงื่อนไขทั้งสามเข้มแข็งขึ้นในสังคมไทย การก่อภัยพิบัติแก่สิ่งแวดล้อมกลับเป็นต้นทุนอันหนักแก่ผู้ทำธุรกิจ จะไม่มีใครทำเหมืองตะกั่วอย่างสะเพร่า เพราะจะทำให้ขาดทุนยับเยิน ไม่มีใครทำเหมืองอะลูมิเนียม โดยไม่ระวังการรั่วไหลของแคดเมียม เพราะจะทำให้กำไรหดหายไปแทบหมด และผู้บริหารอาจถูกผู้ถือหุ้นใหญ่ปลด เช่นเดียวกับผงชูรส, โรงกลั่นน้ำมัน, และอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษอื่นๆ

แม้แต่การทำเหมืองโพแทชที่ต้องระมัดระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ เพราะอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างหนักได้ ก็อาจเป็นวิธีขุดโพแทชวิธีอื่น

ประสบการณ์จากประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจอาจปรับตัวเพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยไม่ขาดทุน ยังทำกำไรเหมือนเดิม หรือในบางกรณีมากกว่าเดิมอีกด้วย หากสังคมนั้นมีเงื่อนไขทั้งสามพร้อมมูล

อนาคตของสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยนั้นน่าเป็นห่วง ไม่ใช่เพียงเพราะพื้นที่ป่าลดลง, น้ำจืดลดลง, น้ำท่วมบ่อย, ภัยแล้งบ่อย, ฯลฯ เท่านั้น แต่เพราะเมืองไทยไม่มีเงื่อนไขทั้งสามอย่าง ซ้ำไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลปัจจุบันหรืออนาคตจะกล้ารับความเสี่ยงทางการเมือง ในการสร้างให้เกิดเงื่อนไขทั้งสามขึ้นในอนาคตอันใกล้
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, April 07, 2007

เอกลักษณ์ฝรั่งเศสทำพิษ

อัตลักษณ์แห่งชาติ (national identity: identité nationale) โผล่ขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนทางสื่อฝรั่งเศสอยู่พักใหญ่ๆ เนื่องจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของฝรั่งเศสคนสำคัญ อย่างนิโคลาส์ ซาร์โกซี (อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย) ได้หยิบยกขึ้นมา เพื่อประกอบแนวนโยบายด้านการจัดการผู้อพยพเข้าฝรั่งเศส โดยประกาศจะจัดตั้งกระทรวงการอพยพเข้าและอัตลักษณ์แห่งชาติ ถ้าหากตนได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ประเด็นนี้จึงถูกผู้สมัครหญิงตัวเต็ง คู่แข่งคนสำคัญ เซโกแลน ฮัวยาลจากพรรคสังคมนิยมนำไปขยายผลต่อในแบบของเธอ เพื่อไม่ให้ผู้สมัครที่มีคะแนนนำเธอมาตลอดในทุกโพล อย่างซาร์โกซีผูกขาดประเด็นร้อนแบบนี้อยู่เพียงฝ่ายเดียว

แต่แล้ว ความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของประเด็น “อัตลักษณ์” (หรือถ้าจะใช้คำที่คุ้นกว่า เข้าใจง่ายกว่า แต่มีความหมายไม่ตรงกันทีเดียวนักอย่าง “เอกลักษณ์”) ก็กลับกลายเป็นยาพิษซะมากกว่าจะเป็นยาหอมกล่อมประสาทผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างที่ตั้งใจไว้ มิหนำซ้ำยังทำให้ทั้งสองตกเป็นเป้าโจมตีของผู้สมัครรายอื่น รวมทั้ง นายชอง-มารี เลอ เปน คู่แข่งที่น่ากลัวคนสำคัญจากพรรคขวาจัด (ที่เคยทำเซอร์ไพรส์เข้าไปท้าชิงในรอบสองกับฌาร์ค ชิรัก ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา) ทำนองว่าปั่นกระทู้กันไม่เข้าเรื่อง จนทำให้ผู้สมัครทั้งสองต้องลดเสียงเรื่องนี้ลง แล้วหันเหความสนใจของฝูงชนไปในเรื่องอื่นแทน

เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่อง “ความเป็นฝรั่งเศส” ก็ต้องถือว่าเป็นเมนูจานเด็ดของร้านนายเลอ เปน เขามาตลอด เพราะพรรคแกเป็นที่ยอมรับมาแต่ไหนแต่ไรว่าชูนโยบายอนุรักษ์นิยมและกีดกันคนต่างชาติอย่างเปิดเผยไม่เคยเปลี่ยน ชนิดถึงกับเคยประกาศจะลดและตัดสวัสดิการทางสังคมที่ให้กับชาวต่างชาติ ถ้าตนได้รับเลือกตั้งในการหาเสียงเมื่อห้าปีที่ผ่านมา (แต่ที่น่าสนใจ ก็คือแกลดท่าทีลง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ !)

ดังนั้น เมื่อว่ากันด้วยเรื่องที่มีเอี่ยวกับ “คุณค่าฝรั่งเศส” ซึ่งถูกมองว่าสงวนและผูกขาดโดยธรรมชาติจากนักอนุรักษ์นิยมแล้ว ฝูงชนก็ต้องหันไปคอยท่านายเลอ เปน ชนิดที่เรียกว่าทันทีที่มีใครเริ่มอ้าปากเอ่ยเลยทีเดียว

เมื่อนายซาร์โกซีประกาศแนวนโนบายว่าด้วยเรื่อง “อัตลักษณ์แห่งชาติ” (ที่ไม่ว่าจะลุ่มลึกหรือน่าสนใจแค่ไหน) แกจึงถูกโกยเข้าไปอยู่ในตระกร้าเดียวกับนายเลอ เปน แถมยังถูกมองอย่างหยามๆ ว่าชะรอยจะมาใช้เทคนิคที่เคยทำให้เลอ เปน ควบม้ามืดเข้าไปถึงรอบสอง แบบหายใจรดต้นคอกับฌาร์ค ชิรักในการเลือกตั้งรอบแรกปี 2002 มาแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น นายซาร์โกซีก็ถูกประเมินราคาต่ำกว่าราคาตลาดไปล่วงหน้าเลยว่า ยังไงก็ต่ำช้ากว่าต้นตำรับตัวจริงอย่างนายเลอ เปน หัวหน้าพรรคโฟรงซ์ นาซิองนาล (Front National) หรือพรรคแนวหน้าแห่งชาติ

ยังไงก็ตาม ก็ใช่ว่าทุกคนจะเชิดหน้าชูคอประกาศตนเป็นแฟนคลับนายเลอ เปนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะอุดมคติแบบขวาจัดนี้ก็มักถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นอันตราย อย่างเมื่อหลังจากที่นายเลอ เปนได้เข้าไปในรอบสองของการเลือกตั้งคราวที่แล้ว นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวจำนวนมากก็ออกมาเตือนสติสังคมให้ใช้วิจารณญาณในการรับชม เอ้ย..เลือกตั้ง

จึงมีคำอธิบายจากนักวิเคราะห์ว่า ที่ตัวเลขคะแนนนิยมของนายซาร์โกซีนั้นค่อนข้างสูง (ประมาณ 25-30% แล้วแต่สำนัก) และนำผู้สมัครอันดับสองอย่างนางสาวเซโกเลน (อยู่ระหว่าง 20-25%) มาโดยตลอดนั้น ส่วนนึงเป็นคะแนนแอบแฝงของนายเลอ เปน เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะเลือกนายเลอ เปน จึงเลี่ยงไปตอบชื่อผู้สมัครที่ตนมองว่าเป็นที่นิยม อย่างนายซาร์โกซี ซึ่งถูกสังคมมอง (ผิดๆ) ว่าเสนอนโยบายเหยียดผิวทำนองเดียวกับนายเลอ เปน

การวิเคราะห์นี้จะถูกหรือไม่ เราก็คงจะได้เห็นกันในเย็นวันที่ 22 เมษายนที่จะถึง

เราย้อนกลับมาที่เรื่องอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ฝรั่งเศส โดยตัวของมันเอง เป็นเรื่องซับซ้อนมากเพราะสามารถยกทฤษฎีทางปรัชญาหรือสังคมวิทยาขึ้นมาเถียงกันเป็นวัน เราจึงพบว่าเนื้อหาของการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอัตลักษณ์จริงๆ จึงถูกจำกัดอยู่แค่ในระดับผิวเผิน และนักการเมืองก็เลือกที่จะไม่ให้นิยามหรือคำจำกัดความที่ตายตัวกับมันแถมปล่อยให้มีความคลุมเครือต่อไป

อย่างไรก็ดี คำถามที่ง่ายที่สุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา นอกจากเรื่องความเป็นชาติและแนวคิดชาตินิยม ก็คือคำถามเกี่ยวกับ “ความเป็นฝรั่งเศส”

อะไรคือความเป็นฝรั่งเศส?

คือคุณค่าที่เป็นนามธรรมในเรื่อง “อิสรภาพ เสมอภาพและภราดรภาพ”? หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างหอไอเฟลและชองซะลิเซ่?

คือสิ่งที่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินนำเข้าประเทศอย่างไวน์ ชีสและบาแก็ต? หรือตราสินค้าแบรนด์เนมอย่างหลุยส์ วิตตง ดิออร์ ....?

คือคุณค่าหรืออุดมคติที่คนฝรั่งเศสทุกคนเห็นตรงกันว่าเป็นเช่นนั้น? หรือสิ่งที่ชาวต่างชาติเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น?

หรือความเป็นปัจเจกของคนฝรั่งเศสที่มีลักษณะร่วมกันเป็นสากล? หรือลักษณะเฉพาะของสังคมฝรั่งเศสซึ่งเป็นผลจากการรวมตัวของปัจเจกที่ว่า?

คือภาษาฝรั่งเศสที่เป็นแบบแผนและต้องปกป้อง และมีศัตรูคือภาษาต่างชาติอย่างอังกฤษ ที่นับวันก็จะคุกคามและลุกลามเข้ามาในชีวิตคนฝรั่งเศส?

...

Monday, April 02, 2007

ประชาธิปไตยแบบฝรั่งเศส

อีกประมาณ ๓ สัปดาห์ก็จะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ซึ่งการเลือกตั้งรอบแรกจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๒ เมษายน ก่อนที่ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ๒ คนจะเข้าไปชิงชัยกันในรอบที่สองในวันที่ ๖ พฤษภาคม

นับตั้งแต่ปี ๑๙๖๒ ซึ่งถือเป็นการเริ่มใช้ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบทางตรง (le suffrage universel direct) กล่าวคือ ประชาชนไปลงคะแนนเลือกผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีโดยการหย่อนบัตรเหมือนกับการเลือกผู้แทน นี่คือการเลือกตั้งโดยตรง ครั้งที่ ๘

และถือเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งที่ ๒ หลังจากการปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง (mandat) จาก ๗ ปี มาเป็น ๕ ปี (du septennat au quinquennat) ซึ่งต้องการให้สอดคล้องกับระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งของผู้แทนในรัฐสภา และลดปัญหาอันเกิดจากการเมืองระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนละพรรคการเมือง ซึ่งฝรั่งเศสเรียกว่า cohabitation (หรือการอยู่ร่วมรัฐบาลกันระหว่างประธานาธิบดีและนายกฯ จากต่างพรรคการเมือง)

ประธานาธิบดีคนแรกซึ่งมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเท่ากับ ๕ ปีคือ ฌาร์ค ชิรัก ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งในสมัยแรกมาแล้ว ๗ ปี รวมแล้ว จึงดำรงตำแหน่งทั้งสิ้น ๑๒ ปี

กลับมาเรื่องการเลือกตั้งทางตรง การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งจากทางอ้อมมาเป็นทางตรงที่ใช้ในปัจจุบันนั้นเป็นผลจากการทำประชามติในยุคของนายพลชาร์ล เดอโกล ซึ่งได้ถามประชาชนฝรั่งเศสทั่วประเทศว่าต้องการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงหรือไม่ ปรากฏว่าผลของการลงประชามติในครั้งนั้นออกมาว่า เสียงข้างมากตอบว่า “ใช่”

นับตั้งแต่การปกครองในสาธารณรัฐที่ ๓ (le IIIe République) หรือตั้งแต่ปี ๑๘๗๕ จนกระทั่งปี ๑๙๖๒ ซึ่งอยู่ ภายใต้สาธารณรัฐที่ ๕ (ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐที่ ๕ คือ นายพลชาร์ล เดอโกล ซึ่งก็เป็นคนสุดท้ายของสาธารณรัฐที่ ๔ เช่นกัน ส่วนสาธารณรัฐที่ ๕ ก็เริ่มต้นตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือปี ๑๙๕๘) การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมมาโดยตลอด ซึ่งผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกประธานาธิบดีคือ กลุ่มของอภิสิทธิ์ชนทางการเมือง ที่เรียกว่า “ collège de grands électeurs ”

ในช่วงต้นของสาธารณรัฐที่ ๕ (le Ve République) กลุ่มอภิ-ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงหรือ grands électeurs ตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย สมาชิกของสภาผู้แทนและวุฒิสภา รวมกับคณะผู้แทนจากเขตการปกครองโพ้นทะเล (Les assemblées des territoires d'outre-mer) และผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งจากท้องถิ่นของฝรั่งเศสในระดับ municipal รวมแล้วทั้งสิ้นเป็นจำนวนกว่า ๘๐๐๐๐ คน

แม้จะถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย แต่การปฏิรูปในปี ๑๙๖๒ ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นการทำลายการกระจุกตัวของอำนาจที่เคยอยู่ในมือของนักการเมืองหรืออภิสิทธิ์ชนในชนชั้นปกครองเท่านั้น

ถ้าจะเปรียบเทียบกับการปกครองในระบอบสาธารณรัฐที่ ๓ และ ๔ ซึ่งกลุ่มอภิ-ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกประธานาธิบดี จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มสมาชิกของรัฐสภา คือสภาสูงและสภาผู้แทนแล้ว ก็นับว่าการกระจุกตัวของอำนาจในการตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีมีความคลี่คลายมาโดยลำดับ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ ความจริงแล้ว หลุยส์ นโปเลียน โบนาปาร์ต นั้นเป็นผู้นำรัฐหรือประธานาธิบดีคนแรกของฝรั่งเศสที่ผ่านการเลือกตั้งโดยทางตรงในปี ๑๘๔๘ ภายใต้ระบอบสาธารณรัฐที่ ๒ ก่อนที่นโปเลียนเองจะทำการรัฐประหารในเวลาต่อมา (le coup d'Etat du 2 décembre 1851) และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบจักรวรรดิ์

ดังนั้น นายพลชาร์ล เดอโกล จึงไม่ใช่ประธานาธิบดีรัฐคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และถึงแม้ฝรั่งเศสจะกลับมาใช้ปกครองระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง ภายใต้สาธารณรัฐที่ ๓ หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิ์ แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยทางอ้อม ก็ถูกใช้มาโดยตลอดมาเป็นระยะเวลาอีกถึง ๘๗ ปี

ระบบการเลือกตั้งทางอ้อมที่ใช้มาเป็นเวลายาวนานจึงอาจสะท้อนถึงความพึงพอใจของผู้อยู่ในอำนาจที่ต้องการจะรักษาระบบของการเลือกตั้งโดยคนกลุ่มน้อยเอาไว้ แทนที่จะคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชน

เพราะแน่นอนว่าการเลือกตั้งทางตรงจะทำให้นักการเมืองต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อชนะการเลือกตั้ง การกระจายอำนาจออกไปยังประชาชน ย่อมเท่ากับว่าผู้ลงสมัครและพรรคการเมืองจำเป็นจะต้องเสนอหรือผลิตนโยบายที่น่าสนใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงจากประชาชนในวงกว้าง การเลือกตั้งทางตรงจึงเท่ากับเป็นการกระจายส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่เคยกระจุกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวออกไปยังกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น

นอกจากนั้น การเลือกตั้งทางตรงนั้นหมายถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารสูงสุดกับประชนชนจะต้องเปลี่ยนไป เพราะประธานาธิบดีจะต้องสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือประชาชนจากทั่วประเทศ แทนที่จะสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนโดยอ้อมผ่านทางผู้แทนตามระบบเดิม

เราอาจมองว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีทางตรงนั้นนำไปสู่การกระจายความเจริญในวงกว้าง และช่วยลดช่องว่างระหว่างรายได้ของศูนย์กลางและตัวเมืองที่อยู่ห่างไกลอีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเลือกตั้งผู้แทนโดยปกติ

วันนี้ เมื่อหันกลับมามองการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกผู้นำโดยทางตรงนั้น ได้ทำให้ความหลากหลายของประชาชนทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และสังคม กล่าวคือ ในด้านพี้นที่ อาชีพ การศึกษาและความสนใจ ถูกสะท้อนออกมาในความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพ ทัศนคติและอุดมคติทางการเมือง รวมทั้งอาชีพของผู้สมัครแต่ละคน

ในจำนวนผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์และคุณสมบัติเข้ามาจนถึงรอบแรก ๑๒ คนนั้น เราเห็นผู้สมัครที่มาจากขั้วซ้ายตกขอบตั้งแต่คอมมิวนิสต์ อย่าง มารี-จอร์จ บุฟเฟ่ท์ (Parti Communiste) และโอลิเวีย เบอซองสโน (Ligue Communiste Révolutionnaire) รวมทั้งตัวแทนพรรคกรรมกร อาร์เลตต์ ลากีเย่ (Lutte Ouvrière) และขวัญใจเกษตรกรอย่างโจเซ่ โบเว่ (Gauche antilibérale)

อีกฝั่งหนึ่งก็มีขวาตกขอบที่ชูธงความเป็นชาติฝรั่งเศส เช่น ชอง-มารี เลอ เปน (Front National) และฟิลิปป์ เดอ วิลิเย่ส์ (Mouvement pour la France) ที่รายแรกก็ได้สร้างปรากฏการณ์เข้าไปชิงรอบสองกับชิรัก ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

รวมทั้งมีตัวแทนจากพรรคอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดมินิค วัวเนท์ (Les Verts) กับตัวแทนของกลุ่มอาชีพนักล่า ประมงค์ เฟเดอริก นิฮู (Chasse, Pêche, Nature et Traditions) ที่ค่อนข้างจะประกาศตัวเป็นฝั่งตรงข้ามกับพรรคอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน และกำลังเป็นที่สนใจในสไตล์และนโยบายที่ประกาศออกมา

และตัวแทนของนายกเทศมนตรีอย่าง เจฮาร์ด ชิวาร์ดิ (Candidat des Maires soutenu par le Parti des Travailleurs) ที่น่าสนใจไม่แพ้กันในมุมมองของการสะท้อนกลุ่มอาชีพ

ทั้งหมดนี้เป็นผู้สมัครทางเลือก นอกจากผู้สมัครตัวเต็ง ๓ รายจากพรรคใหญ่ ที่จะขอพูดถึงในโอกาสต่อไป

ข้อมูลจาก
http://www.ladocumentationfrancaise.fr/dossiers/election-presidentielle-2002/president.shtml
http://www.presidentielle-2007.net/