Saturday, December 15, 2012

ไทยกับการพัฒนาที่เป็นมิตรกับกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 5 ก.ค. 2555)
                                                                              
อาจไม่เกินจริงไปนัก  หากจะกล่าวว่าถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าสู่อาเซียน โดยมีประเทศพม่าเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญของถนนเหล่านี้ แน่นอน คนกลุ่มแรกๆ ที่เบียดเสียดกันมาเต็มรถโดยสารขบวนแรกหนีไม่พ้นนักลงทุนรายใหญ่ชาวต่างชาติ มีการประเมินว่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เข้าประเทศพม่าเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นกว่า 3 พันล้านเหรียญภายในเวลาเพียง 1 ปี

ขณะที่พม่าถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารมายาวนานกว่า 40 ปี เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่ “มิตร” ของพม่าควรจับตากลุ่มนักลงทุนที่กระตือรือร้นเข้าพม่าล็อตแรกเป็นพิเศษ

ฌอน เทอร์แนล (Sean Turnell) นักเศรษฐศาสตร์จาก Macquarie University ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพม่ากล่าวว่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของพม่า คือ ขาดสถาบันพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ไม่ว่าจะเป็นระบบกรรมสิทธิ์เอกชนและการบังคับใช้สัญญาที่มีประสิทธิภาพ, มีสถาบันทางการเงินและสกุลเงินที่ไร้เสถียรภาพ, การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นไปอย่างขาดหลักการและไร้ทิศทาง ฯลฯ ฉะนั้น กลไกที่เป็นเสมือนหลักประกันผลตอบแทนการลงทุนเพียงอย่างเดียวที่ปรากฎให้เห็นในขณะนี้คือ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (rent-seeking) หรือพูดในภาษาที่เข้าใจง่ายคือ ผ่านการคอรัปชั่นนั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจนัก หากดอว์อองซานซูจี ประธานพรรคเอ็นแอลดีและสมาชิกรัฐสภาของพม่า เลือกกล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุม ณ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)  ที่เจนีวา เมื่อเธอเริ่มต้นการเดินทางเยือนยุโรปกลางเดือนมิถุนายน 2555  ว่าสิ่งที่เธอต้องการเห็นสำหรับพม่าคือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการพัฒนาที่เป็นมิตรกับประชาธิปไตย (democracy-friendly development growth)” เธอเรียกร้องให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า โดยผลักดันให้เกิดความรุดหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปทางการเมือง

ในบริบทของประเทศไทย เพื่อนบ้านใกล้ชิดที่สุดของพม่า ซึ่งสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย (ที่เป็นโครงการของเอกชน) ในฐานะเป็นยุทธศาสตร์ชาตินั้น  ขณะที่รัฐบาลพม่ายังขาดกลไกบังคับใช้กฎหมายที่จะป้องกันการแสวงหาประโยชน์อย่างขาดความรับผิดชอบจากเอกชนที่เข้าลงทุนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่นโครงการทวายฯ รัฐบาลไทยสามารถสนับสนุนการพัฒนาที่เป็นมิตรกับประชาธิปไตยในพม่าโดยกลับไปหารากฐานของแนวคิดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่รู้จักในชื่อของ  “วิสัยทัศน์อาเซียน 2020”

ในภาษาของอาเซียน วิสัยทัศน์ 2020 เป็นเสมือนคำประกาศเจตนารมณ์ของผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในปี 2540 ที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียน อันประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ ประชาคมเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการเมืองความมั่นคงขึ้นภายในปี 2020  (ต่อมา ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น ค.ศ. 2015 หรือ พ.ศ. 2558)   เป้าหมายสำคัญอันหนึ่งคือ การลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก

อันที่จริง แนวคิดเรื่องการลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิก เกิดจากวิสัยทัศน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่รู้จักกันในชื่อ “prosper-thy-neighbors policies” หรือนโยบายช่วยเพื่อนบ้านให้รวย (ตรงข้ามกับ “beggar-thy-neighbors” หรือปล้นเพื่อนบ้าน) ตามแนวคิดของอดีตนายกฯ มหาเธร์ ประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนจะส่งผลกระทบแง่ลบผ่านพรมแดนมาเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตและความสงบของประเทศเราเอง ดังนั้น การพัฒนาให้ประเทศเพื่อนบ้านมีความกินดีอยู่ดีและมีความมั่นคงจะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศพัฒนาควบคู่กันไปในระยะยาว ทั้งนี้ ดร. มหาเธร์มักยกตัวอย่างญี่ปุ่นเป็นต้นแบบของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนากับประเทศมาเลเซีย และมาเลเซียเองก็ทำเช่นเดียวกันต่อประเทศที่ยากจนกว่า เขาเชื่อว่านโยบายช่วยเพื่อนบ้านให้รวย ทำให้ทุกประเทศได้ประโยชน์หรือเป็นวิน-วินเกมส์  ขณะที่นโยบายปล้นเพื่อนบ้านทำให้เพียงฝ่ายเดียวได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์นั้น

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ดร.มหาเธร์เป็นหนึ่งในผู้นำประเทศกำลังพัฒนาน้อยรายที่กล้าแสดงความเห็นอย่างเปิดเผยเรื่องความเลวร้ายของบรรษัทข้ามชาติในการแสวงหากำไรระยะสั้นจากประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งการลงทุนในรูปของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ช่วยพัฒนาความกินดีอยู่ดีของประชาชน แต่หวังเพียงกอบโกยเอาทรัพยากรของประเทศเจ้าบ้าน ในเดือนกันยายน ปี 2540 หลังจากวิกฤตในภูมิภาคปรากฏรูปเต็มที่ ดร. มหาเธร์กล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับข้อเสนอแนวทางการพัฒนาที่หลุดพ้นจากการครอบงำในงานประชุมประจำปีของธนาคารโลกที่ฮ่องกง ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องการลดช่องว่างระหว่างประเทศที่เกิดจาก “prosper-thy-neighbors policies” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 ถึงแม้อาเซียนจะยังคงเดินตามแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตกต่อไป แต่วิสัยทัศน์ของดร. มหาเธร์ก็นำไปสู่วาทกรรม “ชุมชนแห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทร” ที่ช่วยทัดทานวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักไม่มากก็น้อย

อันที่จริงแล้ว ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทยและพม่า กำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญ ที่รอการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของผู้นำรัฐบาลว่า จะเดินต่อไปบนเส้นทางที่เคยเดินมา ที่สะดวกสบาย แต่ทำให้คนกลุ่มเดิมเพียงกลุ่มเดียวได้รับประโยชน์  หรือจะเลือกเส้นทางใหม่ที่อาจจะลำบาก แต่เป็นเส้นทางที่เป็นมิตรกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ที่สำคัญ เป็นเส้นทางที่จะทำให้ทุกคนก้าวเดินไปพร้อมกันฉันท์มิตรอย่างแท้จริง

No comments: