หลายคนคงจำได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ศาลปกครองจังหวัดระยองได้ประกาศ ให้พื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อันได้แก่ ตำบลเนินพระ ตำบลมาบข่า ตำบลทับมา ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองและตำบลบ้านฉาง ในอำเภอบ้านฉางเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น คำตัดสินดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสสนับสนุนและคัดค้านเป็นคลื่นสองระลอก คือ เกิดความปิติในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษ กลุ่มต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิชุมชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะตามมาด้วยกระแสคัดค้านของธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ในช่วงนั้น เสียงต่อต้านจากฝ่ายหลังดูเหมือนจะได้รับการประสานอย่างดีจากนักการเมือง-เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารบางคนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก รวมทั้ง “ม็อบ” ของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง จนทำให้ดูเหมือนว่าการพิจารณาของศาลปกครองยังไม่รอบด้านเพียงพอและหน่วยงานของรัฐจำเป็นจะต้องเข้ามาอุทธรณ์คำตัดสินครั้งนี้
จะเป็นเพราะกระแสทัดทานการยื่นอุทธรณ์จากภาคประชาชนหรือไม่ก็มิอาจทราบได้ แต่ผลที่สุดปรากฏว่าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเห่งชาติ (สวล.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นมีมติให้อุทธรณ์คำตัดสินเพียงประเด็นที่ศาลระบุว่าคณะกรรมการฯ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
สำหรับสื่อมวลชนเองพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอความขัดแย้งนี้ในลักษณะ “เหรียญสองด้าน” เข้าทำนองว่า “ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาย่อมมีทั้งได้และเสีย” เท่านั้น ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะนอกจากสื่อกำลังปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐแล้ว สื่อยังช่วยตอกย้ำคำตอบแบบขอไปทีของนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งนิยมใช้คาถารักษาทุกโรคว่า “ทุกอย่างในโลกมีสองด้านเสมอ มีได้ต้องมีเสีย” โดยไม่สนใจว่าใครคือคนได้และใครเสีย จำนวนเท่าใด
ผมคิดว่าเราไม่สามารถนำจำนวนเสียงสนับสนุนมาเปรียบเทียบแบบง่ายๆ กับเสียงคัดค้านได้ แต่จำเป็นต้องมีการแยกแยะให้ชัดเจนว่ากลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มีกลุ่มใดบ้างเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders)” ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาโดยตรง และกลุ่มใดบ้างเป็นเพียง “กลุ่มผลประโยชน์ (interest groups)” ที่พยายามสร้างแรงกดดันเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายให้เป็นประโยชน์กับตนหรือป้องกันการสูญเสียในอนาคต ซึ่งความสับสนในการแยกแยะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ออกจาก “กลุ่มผลประโยชน์” ในกรณีของมาบตาพุดทำให้สังคมสับสนประเด็นของผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมกับเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุนของจังหวัดระยอง ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่เราต้องตระหนักคือผลกระทบด้านลบทางสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและสุขภาพของผู้คนได้เกิดขึ้นจริง ไม่มีใครปฏิเสธได้และผู้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเหล่านี้ต้องรับผิดชอบ
เมื่อพูดถึงประเด็นนี้มีงานวิจัยที่ชื่อ “อนาคตระยอง เส้นทางสู่สังคมสุขภาพ” ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ทำการประเมินผลกระทบของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดและจังหวัดระยองอย่างรอบด้านแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพ 4 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สังคมและเศรษฐกิจ
ในด้านสิ่งแวดล้อม ประชาชนในเขตมาบตาพุดต้องรับผลกระทบของปัญหามลพิษอย่างรุนแรงทั้งด้านอากาศ น้ำ ความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมีและกากของเสียที่ถูกนำมาทิ้งตามที่สาธารณะ ในส่วนของมลภาวะทางอากาศ อันตรายจากสารอินทรีย์ก่อมะเร็งนั้นถือว่าเข้าขั้นวิกฤต อย่างที่เห็นในกรณีตัวอย่างของคุณลุงน้อย ใจตั้ง ชาวมาบตาพุดที่ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหลายคนไปด้วยโรคมะเร็ง ขณะที่ภรรยาก็กำลังป่วยด้วยโรคนี้ในปัจจุบัน
ในด้านทรัพยากร ชาวระยองที่ได้รับผลกระทบประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่งอย่างรุนแรง ขณะที่ในด้านสังคม การพัฒนาอุตสาหกรรมและเมืองได้ทำลายความเป็นชุมชนท้องถิ่นและสถาบันครอบครัวลง รวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ที่มากับการขยายเมืองตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การติดเชื้อเอดส์ การล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ
สุดท้าย ในทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งแต่สนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เคยสมดุลของระยองลง กล่าวคือ จากในปี 2524 ที่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เหมืองแร่ การค้าและบริการเคยสร้างผลผลิตได้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณ ร้อยละ 36, ร้อยละ 35 และร้อยละ 29 ตามลำดับ ปรากฏว่าในปี 2549 สัดส่วนดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเป็นร้อยละ 3, ร้อยละ 79 และร้อยละ 18 ซึ่งกลายไปเป็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาก
งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจในแง่ของความเหลื่อมล้ำ และการกระจุกตัวของรายได้ รวมทั้งระบบการจัดเก็บและจัดสรรภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหลักเพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้า จากนั้นปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ยังถูกซ้ำเติมจากระบบภาษีที่เงินภาษีกว่าร้อยละ 80 ถูกจัดเก็บเข้ากรุงเทพฯ เพราะบริษัทเหล่านี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ดังนั้น หากเปรียบเทียบสัดส่วนของผลผลิตที่เกิดขึ้นในระยองกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรแล้ว ปรากฏว่า ระยองได้รับจัดสรรงบประมาณคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.71 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดเท่านั้น!
ประสบการณ์และบทเรียนจากมาบตาพุดและระยองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับประวัติศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยแต่อย่างใด การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นแต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและให้ความสำคัญกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อหัวได้พิสูจน์ให้เห็นนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าผิดพลาดและอันตราย เพราะไม่ได้สนใจชุมชนและมนุษย์ รวมทั้งไม่เคารพวิสัยทัศน์และความต้องการของชุมชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่น ในกรณีของมาบตาพุด สิ่งที่ภาครัฐเรียกว่า “ความเจริญ” เกิดขึ้นบนต้นทุนมหาศาล นั่นคือ การล่มสลายของภาคเกษตรกรรม ความยากจน การทำลายชุมชนและลดค่าความเป็นมนุษย์ของคนในเขตนิคมอุตสาหกรรมให้กลายเป็นเพียงปัจจัยการผลิต
ในเมื่อภาครัฐอ่อนแอและเชื่องช้าเกินกว่าที่จะเรียนรู้และแก้ไขความผิดพลาดอันเกิดจากแนวทางการพัฒนาของตน ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นผู้ได้รับผลกระทบของการพัฒนาโดยตรงที่จะต้องต่อสู้และเรียกร้องเพื่อสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง อย่างเช่นที่ชาวมาบตาพุดแสดงให้เราเห็น
สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตจบบทความโดยอ้างอิงประโยคง่ายๆ แต่ได้ใจความ ซึ่งตัดมาจากสุทรพจน์อันคำคายและลึกซึ้งของคุณ “กรณ์อุมา พงษ์น้อย” ภรรยาของคุณเจริญ วัดอักษร ที่ได้กล่าวเอาไว้ในโอกาสครบรอบ 5 ปีการเสียชีวิตของคุณเจริญ วัดอักษร “นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนบ่อนอก” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552 ว่า ”สิทธิชุมชน แปลง่ายๆ ว่า “บ้านกู” และ สิทธิมนุษยชนก็แปลว่า “มึงก็คน กูก็คน”
===========================================================================
ตีพิมพ์ในคอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 26 มิถุนายน 2552
Thursday, June 25, 2009
Thursday, May 28, 2009
แด่จิตวิญญาณเดือนพฤษภาคม เดือนแห่งการต่อสู้ของประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์วันที่ 18 พฤษภาคม (May 18 Commemorative Ceremony) ที่เมืองกวางจู (Gwangju) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี
ย้อนหลังไปเมื่อ 29 ปีที่แล้ว ที่เมืองกวางจูซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงของประเทศไปประมาณ 270 กม. ได้เกิดเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นของมวลประชาชน (popular uprising) เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญในฐานะก้าวย่างแรกของกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้
ในเหตุการณ์นี้ ประชาชนหลายร้อยต้องจบชีวิตลงเนื่องจากการปะทะกับกำลังปราบปรามของทหาร คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ของไทย จะแตกต่างกันก็ตรงที่บรรดาญาติวีรชนและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดความหมายทางการเมือง กระทั่งสามารถผลักดันให้เกิดสำนึกร่วมต่อภาระในการชำระประวัติศาสตร์ และสามารถนำตัวผู้นำเผด็จการที่ออกคำสั่งสังหารประชาชนในขณะนั้นมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้
พิธีรำลึกจัดขึ้นที่สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม (May 18 National Cemetery) ซึ่งนอกจากเป็นที่ตั้งของสุสานผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์และพิพิทธภัณฑ์แล้ว ที่น่าสนใจคือ ภายในบริเวณยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสุสานของวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสามัญชนธรรมดาที่ได้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เช่นตัวอย่างที่ผมจดจำได้ดี คือ หลุมศพของคนขับแท็กซี่ผู้หนึ่งซึ่งเผาตัวตายเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน
งานพิธีการนั้นจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและสง่างาม องค์ประกอบต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าหลายภาคส่วนได้ร่วมกันทุ่มเทกำลังความสามารถให้กับพิธีรำลึกครั้งนี้ ท่ามกลางความรู้สึกทั้งประทับใจปนประหลาดใจในหลายเรื่อง สิ่งที่ดึงดูดใจผมเป็นพิเศษนั้นคือคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี ฮัน ซุง ซู ซึ่งได้ใช้เวลาและเนื้อหาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบ!
นายฮัน ซุง ซู ได้กล่าวในตอนต้นของสุนทรพจน์ไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในวันนี้เป็นผลโดยตรงมาจากคุณูปการของวีรชนประชาธิปไตย เช่น วีรชนในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ อันเป็นผลให้กระบวนการประชาธิปไตยในเกาหลีใต้นั้นดำเนินคืบหน้ามาเป็นลำดับ ถึงแม้เขาจะใช้เวลาค่อนข้างมาก (จนถึงมากเกินไป ในความรู้สึกของผม) ในสุนทรพจน์นี้กับเรื่องเศรษฐกิจและวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเขาพยายามสร้างความมั่นใจและปลุกใจให้ผู้ฟังร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ทั้งที่แขกของงานส่วนใหญ่เป็นญาติวีรชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย แต่เราก็พอเข้าใจได้ว่าความกังวลต่อวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ได้เข้าแทรกซึมและครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างเสมอหน้ากัน
หากตัดวาระเฉพาะกิจเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจออกไป ผมคิดว่าเราจะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้ผมกลับมาขบคิดถึงคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ในทางทฤษฎี นักเศรษฐศาสตร์ (รวมทั้งรัฐศาสตร์) จำนวนไม่น้อยพยายามศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์และความสอดคล้อง/ขัดแย้งระหว่างประชาธิปไตยและทุนนิยม ซึ่งโดยพื้นฐานมีธรรมชาติที่ตรงข้ามกัน กล่าวคือ ประชาธิปไตยมีลักษณะเสมอภาค (egalitarian) เพราะทุกคนมีสิทธิทางการเมืองเท่ากันไม่ว่าจะรวยหรือจน และมีลักษณะจัดสรร (distributive) เพราะบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ขณะที่พื้นฐานของระบบทุนนิยมมีลักษณะไม่เสมอภาค (inegalitarian) เพราะขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพยากร
ภายใต้กรอบคิดนี้ กลไกสำคัญภายในระบบทุนนิยมประชาธิปไตย (democratic capitalism) จึงประกอบด้วย ตลาดในฐานะผู้จัดสรรทรัพยากรตามเกณฑ์ของประสิทธิภาพและรัฐซึ่งทำหน้าที่กระจายรายได้ใหม่ตามการกดดัน/เรียกร้องหรืออุปสงค์ทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม วิธีคิดแบบแยกขั้ว (polarization) ระหว่างการเมือง/เศรษฐกิจหรือรัฐ/ตลาด รวมทั้งการมองประชาธิปไตยและทุนนิยมว่าทั้งคู่มีความเป็นหนึ่งเดียวนั้นใช้อธิบายปรากฏการณ์จริงไม่ได้ เพราะไม่สามารถอธิบายการดำรงอยู่ร่วมกัน (coexistence) ระหว่างระบบการเมืองและเศรษฐกิจบางรูปแบบ (เช่น กึ่งประชาธิปไตยและทุนนิยม) หรือไม่สามารถอธิบายว่าทำไมระบบเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจึงทำงานได้ดีกว่าอีกประเทศหนึ่งทั้งที่สองประเทศนั้นมีระบบการเมืองและเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน
การไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจสำหรับคำถามเหล่านี้ นำไปสู่ความคิดปฏิกิริยาว่าระบบประชาธิปไตยและ/หรือทุนนิยมนั้นไม่ได้วิเศษเลิศเลออย่างที่กล่าวอ้างกัน ทั้งที่จริง การมองแบบแยกส่วนและสำเร็จรูปต่างหากที่ทำให้การวิเคราะห์กลไกการทำงานของระบบทุนนิยมประชาธิปไตยผิดพลาด
นอกจากนี้ กรอบคิดแบบแยกขั้วระหว่างรัฐและตลาดยังทำให้เรามองข้ามอีกปริมณฑลหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ทางสังคม ซึ่งถูกผลักให้ออกไปอยู่นอกการแบ่ง 2 ขั้วคือเศรษฐกิจ/การเมืองและทำให้สังคมกลายเป็นเพียงแนวคิดที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เราละเลยกลไกสำคัญอย่างภาคประชาสังคม (civil society) ซึ่งผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้
ประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีและเกาหลีใต้ได้แสดงให้เห็นว่าเส้นทางการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นแสนสาหัสไม่แพ้ที่ใดในโลก อย่างไรก็ตาม ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของอิสรภาพเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ประชาชนของเขาได้มีโอกาสเฉลิมฉลองอย่างภาคภูมิกับความเจริญรุดหน้าทั้งในแง่ของประชาธิปไตยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่มีระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ค่อนข้างต่ำ จะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงค์ของการรู้ระลึกคุณวีรชนประชาธิปไตยที่ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างที่เห็น
หันกลับมามองตัวเองบ้าง คุณรู้สึกละอายใจเหมือนผมกับสิ่งที่เราปฏิบัติกับผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยในบ้านเราบ้างไหม?
---------------------------------------------------
มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 28 พฤษภาคม 2552
Friday, April 24, 2009
โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม โดยเฉพาะระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันอย่างรุนแรง ทั้งจากกลุ่มนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก
เกือบทุกเวทีของการประชุมระดับผู้นำ จะต้องปรากฏข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนและถอดบทเรียนจากระบบการเงินที่ล้มเหลวในการควบคุมตรวจสอบการให้สินเชื่อ การเก็งกำไรและการจัดการความเสี่ยง
ผู้นำประเทศอุตสาหกรรมบางคนถึงกับเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางความคิดเกี่ยวกับระบบทุนนิยมอย่างถึงราก ตัวอย่างที่สำคัญคือประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โกซีของฝรั่งเศส ซึ่งได้ประกาศอย่างท้าทายในระหว่างการประชุม “โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่ (New World, New Capitalism)” ที่ปารีสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า “ทุนนิยมเสรี (laisser-faire capitalism) ได้ตายไปแล้ว!”
การประชุมชื่อเต็มว่า โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่: คุณค่า การพัฒนาและการกำหนดกฎเกณฑ์ (New World, New Capitalism: Values, Development and Regulation) เกิดจากความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีซาร์โกซีและอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ของอังกฤษที่ต้องการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดวาทกรรมเกี่ยวกับแบบจำลองที่ควรจะเป็น ของระบบเศรษฐกิจโลก (global economy) ซึ่งถูกผูกขาดโดยสหรัฐฯมาเป็นเวลานาน
ในการประชุมดังกล่าว ประเด็นเกี่ยวกับทุนนิยม “เก่า” และ “ใหม่” จึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสนทนาซึ่งเน้นหนักไปที่ผลกระทบเชิงลบของโลกาภิวัฒน์ (เช่น ความเหลื่อมล้ำและขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ) วิกฤตภาคการเงินซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติของระบบทุนนิยมอเมริกันที่ถือกำไรระยะสั้นเป็นแรงจูงใจและมีระบบควบคุมตรวจสอบ (governance) การดำเนินธุรกิจที่บกพร่อง
ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกรอบความคิด เพื่อก้าวออกจากทุนนิยมที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจโลกไปสู่ทุนนิยมที่มี “จริยธรรม” นั่นคือระบบเศรษฐกิจซึ่งรัฐและธุรกิจมีจิตสำนึกและรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งเคารพข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
ในเอกสารกำหนดประเด็นการสนทนาซึ่งเตรียมโดยสถาบันวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส (Centre d’analyse stratégique) ยังได้อ้างถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เสนอให้นำกลไกเชิงสถาบันที่นอกเหนือจากกลไกตลาด เช่น กลไกการรวมกลุ่มต่อรองทางสังคมมาช่วยจัดสรรทรัพยากรและแทรกแซงให้เกิดสังคมที่เสมอภาคยิ่งขึ้น
แนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อเป็นทางเลือก จึงไม่ใช่แค่แนวนโยบายแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) ที่เราคุ้นเคย ซึ่งเสนอเพียงให้รัฐแสดงบทบาทนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องการพัฒนา โดยเสนอให้นำตัวแปรเช่น “Capabilities” (ขีดความสามารถ: ผู้เขียน) มาใช้เป็นดัชนีวัดทั้งรายได้และความเป็นอยู่ของคนแทนรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากร
ทั้งนี้ “ขีดความสามารถ (capabilities)” เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ได้รับการเสนอจากอมาตยา เซ็น (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งแต่สิบปีที่แล้วและได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นที่รู้จักในฐานะกรอบความคิดใหม่ที่เรียกว่า Capabilities Approach
เซ็นอธิบายว่าขีดความสามารถ (capabilities) สะท้อนถึงความสามารถของบุคคลที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบุคคลนั้นปรารถนาที่จะทำหรือจะเป็น (things that a person may value doing or being) โดยครอบคลุมตั้งแต่ความจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น ได้บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะหรือได้อุปโภคเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด ไปจนถึงการทำกิจกรรม/ดำรงสถานะ/อยู่ในสภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น
ในบทความล่าสุดของเซ็นเกี่ยวกับระบบทุนนิยมและวิกฤต ที่ชื่อว่า Capitalism Beyond the Crisis (25 กุมภาพันธ์ 2552, เผยแพร่ใน New York Review of Books, 26 มีนาคม 2552) เซนได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้ คือระบบทุนนิยม “ใหม่” ที่มีรูปแบบและวิธีการทำงานแตกต่างไปจากเดิมหรือว่าระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น หลากหลายและเคารพระบบคุณค่าทางสังคมและสถาบันที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมกันแน่
เซ็นกล่าวว่าวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ทำให้เราหวนกลับมาตั้งคำถามตัวเองเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่เราต้องการ กล่าวคือ วิชาเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่เราจะสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราอาจต้องทำอันดับแรก คือประเมินเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสอนและถูกใช้กันอยู่ในปัจจุบันในฐานะคู่มือชี้นำและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ เขายังพยายามชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจที่ไม่แตกฉานในระบบตลาดและแยกแยะไม่ออกว่ากลไกตลาดนั้น “จำเป็น” หรือ “พอเพียง” ก็เป็นอีกปัญหาสำคัญซึ่งทำให้เกิดการตีความ “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิท (Adam Smith) ผิดเพี้ยนไป
สำหรับเซ็นแล้ว อดัม สมิทคือนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “ผลประโยชน์ส่วนบุคคล” สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่งเพียงใดในการจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความมั่งคั่งให้กับสังคมส่วนรวม และที่สำคัญ สมิทสนับสนุนกลไกตลาดในบริบทของสังคมเศรษฐกิจช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งการค้าเสรีโดยเอกชน ที่ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ได้ก่อให้เกิดผลได้ในแง่ของการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชากร ลดความยากจนและความอดอยากลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม พวกที่บูชาตลาดอย่างสุดโต่ง (market fundamentalists) มักจะกล่าวอ้าง “มือที่มองไม่เห็น” ของสมิทอย่างพร่ำเพรื่อ
นอกจากนี้ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังมักไม่ค่อยตระหนักเกี่ยวกับงานของอดัม สมิทก็คือ สมิทเห็นว่าตลาดและกลไกตลาดสามารถทำงานได้ดีก็เพียงในปริมณฑลทางเศรษฐกิจเท่านั้น สังคมที่พึงปรารถนายังคงต้องการการสนับสนุนจากสถาบันอื่น เช่น บริการสาธารณะ โรงเรียน ฯลฯ นอกจากนี้ ในงานเขียนหลายชิ้นของเขา สมิทได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่กำไร ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรมและมนุษยธรรม
การอธิบายความคิดและความเชื่อของอดัม สมิทในบทความของเซ็น ทำให้เราเห็นว่าเศรษฐศาสตร์นั้นไม่ได้ขาดแคลนองค์ความรู้เกี่ยวกับทุนนิยมแม้แต่น้อย นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ยุคของอดัม สมิทก็ได้เตือนให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของกลไกตลาดและระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเพียงกลไกตลาดโดยลำพังมาเป็นเวลานานแล้ว
การพิจารณาถึง “โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่” อาจไม่สำคัญเท่าไรนัก หากเราสามารถเข้าใจโลก “เก่า” ที่เรายืนอยู่ได้อย่างดีเพียงพอ คำถามที่ผมอยากจะเสนอให้เราพิจารณาดูก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจ” ของเราเองต่อวิธีการทำงานของระบบทุนนิยมมากกว่าส่วนที่มาจากความบกพร่องที่เกิดขึ้นจากตัวระบบเอง
สุดท้ายแล้ว เราอาจตกใจระคนทึ่งหากได้ค้นพบว่าเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “โลกเก่า ทุนนิยมเก่า” คลาดเคลื่อนไปมากแค่ไหน !
-------------------------------------------
กรุงเทพธุรกิจ หน้าทัศนะวิจารณ์ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒
เกือบทุกเวทีของการประชุมระดับผู้นำ จะต้องปรากฏข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนและถอดบทเรียนจากระบบการเงินที่ล้มเหลวในการควบคุมตรวจสอบการให้สินเชื่อ การเก็งกำไรและการจัดการความเสี่ยง
ผู้นำประเทศอุตสาหกรรมบางคนถึงกับเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางความคิดเกี่ยวกับระบบทุนนิยมอย่างถึงราก ตัวอย่างที่สำคัญคือประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โกซีของฝรั่งเศส ซึ่งได้ประกาศอย่างท้าทายในระหว่างการประชุม “โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่ (New World, New Capitalism)” ที่ปารีสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า “ทุนนิยมเสรี (laisser-faire capitalism) ได้ตายไปแล้ว!”
การประชุมชื่อเต็มว่า โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่: คุณค่า การพัฒนาและการกำหนดกฎเกณฑ์ (New World, New Capitalism: Values, Development and Regulation) เกิดจากความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีซาร์โกซีและอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ของอังกฤษที่ต้องการช่วงชิงฐานะผู้กำหนดวาทกรรมเกี่ยวกับแบบจำลองที่ควรจะเป็น ของระบบเศรษฐกิจโลก (global economy) ซึ่งถูกผูกขาดโดยสหรัฐฯมาเป็นเวลานาน
ในการประชุมดังกล่าว ประเด็นเกี่ยวกับทุนนิยม “เก่า” และ “ใหม่” จึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสนทนาซึ่งเน้นหนักไปที่ผลกระทบเชิงลบของโลกาภิวัฒน์ (เช่น ความเหลื่อมล้ำและขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ) วิกฤตภาคการเงินซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติของระบบทุนนิยมอเมริกันที่ถือกำไรระยะสั้นเป็นแรงจูงใจและมีระบบควบคุมตรวจสอบ (governance) การดำเนินธุรกิจที่บกพร่อง
ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกรอบความคิด เพื่อก้าวออกจากทุนนิยมที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจโลกไปสู่ทุนนิยมที่มี “จริยธรรม” นั่นคือระบบเศรษฐกิจซึ่งรัฐและธุรกิจมีจิตสำนึกและรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งเคารพข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
ในเอกสารกำหนดประเด็นการสนทนาซึ่งเตรียมโดยสถาบันวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส (Centre d’analyse stratégique) ยังได้อ้างถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เสนอให้นำกลไกเชิงสถาบันที่นอกเหนือจากกลไกตลาด เช่น กลไกการรวมกลุ่มต่อรองทางสังคมมาช่วยจัดสรรทรัพยากรและแทรกแซงให้เกิดสังคมที่เสมอภาคยิ่งขึ้น
แนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อเป็นทางเลือก จึงไม่ใช่แค่แนวนโยบายแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) ที่เราคุ้นเคย ซึ่งเสนอเพียงให้รัฐแสดงบทบาทนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องการพัฒนา โดยเสนอให้นำตัวแปรเช่น “Capabilities” (ขีดความสามารถ: ผู้เขียน) มาใช้เป็นดัชนีวัดทั้งรายได้และความเป็นอยู่ของคนแทนรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากร
ทั้งนี้ “ขีดความสามารถ (capabilities)” เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ได้รับการเสนอจากอมาตยา เซ็น (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งแต่สิบปีที่แล้วและได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นที่รู้จักในฐานะกรอบความคิดใหม่ที่เรียกว่า Capabilities Approach
เซ็นอธิบายว่าขีดความสามารถ (capabilities) สะท้อนถึงความสามารถของบุคคลที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบุคคลนั้นปรารถนาที่จะทำหรือจะเป็น (things that a person may value doing or being) โดยครอบคลุมตั้งแต่ความจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น ได้บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะหรือได้อุปโภคเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด ไปจนถึงการทำกิจกรรม/ดำรงสถานะ/อยู่ในสภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น
ในบทความล่าสุดของเซ็นเกี่ยวกับระบบทุนนิยมและวิกฤต ที่ชื่อว่า Capitalism Beyond the Crisis (25 กุมภาพันธ์ 2552, เผยแพร่ใน New York Review of Books, 26 มีนาคม 2552) เซนได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้ คือระบบทุนนิยม “ใหม่” ที่มีรูปแบบและวิธีการทำงานแตกต่างไปจากเดิมหรือว่าระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น หลากหลายและเคารพระบบคุณค่าทางสังคมและสถาบันที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมกันแน่
เซ็นกล่าวว่าวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ทำให้เราหวนกลับมาตั้งคำถามตัวเองเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่เราต้องการ กล่าวคือ วิชาเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่เราจะสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราอาจต้องทำอันดับแรก คือประเมินเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสอนและถูกใช้กันอยู่ในปัจจุบันในฐานะคู่มือชี้นำและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ เขายังพยายามชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจที่ไม่แตกฉานในระบบตลาดและแยกแยะไม่ออกว่ากลไกตลาดนั้น “จำเป็น” หรือ “พอเพียง” ก็เป็นอีกปัญหาสำคัญซึ่งทำให้เกิดการตีความ “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิท (Adam Smith) ผิดเพี้ยนไป
สำหรับเซ็นแล้ว อดัม สมิทคือนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “ผลประโยชน์ส่วนบุคคล” สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่งเพียงใดในการจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความมั่งคั่งให้กับสังคมส่วนรวม และที่สำคัญ สมิทสนับสนุนกลไกตลาดในบริบทของสังคมเศรษฐกิจช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งการค้าเสรีโดยเอกชน ที่ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ได้ก่อให้เกิดผลได้ในแง่ของการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชากร ลดความยากจนและความอดอยากลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม พวกที่บูชาตลาดอย่างสุดโต่ง (market fundamentalists) มักจะกล่าวอ้าง “มือที่มองไม่เห็น” ของสมิทอย่างพร่ำเพรื่อ
นอกจากนี้ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังมักไม่ค่อยตระหนักเกี่ยวกับงานของอดัม สมิทก็คือ สมิทเห็นว่าตลาดและกลไกตลาดสามารถทำงานได้ดีก็เพียงในปริมณฑลทางเศรษฐกิจเท่านั้น สังคมที่พึงปรารถนายังคงต้องการการสนับสนุนจากสถาบันอื่น เช่น บริการสาธารณะ โรงเรียน ฯลฯ นอกจากนี้ ในงานเขียนหลายชิ้นของเขา สมิทได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่กำไร ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรมและมนุษยธรรม
การอธิบายความคิดและความเชื่อของอดัม สมิทในบทความของเซ็น ทำให้เราเห็นว่าเศรษฐศาสตร์นั้นไม่ได้ขาดแคลนองค์ความรู้เกี่ยวกับทุนนิยมแม้แต่น้อย นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ยุคของอดัม สมิทก็ได้เตือนให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของกลไกตลาดและระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเพียงกลไกตลาดโดยลำพังมาเป็นเวลานานแล้ว
การพิจารณาถึง “โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่” อาจไม่สำคัญเท่าไรนัก หากเราสามารถเข้าใจโลก “เก่า” ที่เรายืนอยู่ได้อย่างดีเพียงพอ คำถามที่ผมอยากจะเสนอให้เราพิจารณาดูก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจ” ของเราเองต่อวิธีการทำงานของระบบทุนนิยมมากกว่าส่วนที่มาจากความบกพร่องที่เกิดขึ้นจากตัวระบบเอง
สุดท้ายแล้ว เราอาจตกใจระคนทึ่งหากได้ค้นพบว่าเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “โลกเก่า ทุนนิยมเก่า” คลาดเคลื่อนไปมากแค่ไหน !
-------------------------------------------
กรุงเทพธุรกิจ หน้าทัศนะวิจารณ์ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒
Thursday, February 12, 2009
โรฮิงญา แรงงานข้ามชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง
ประเด็นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เป็นกระแสขึ้นมาพักใหญ่หลังจากการเปิดเผยของสำนักข่าวบีบีซีเมื่อประมาณกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น มักถูกพูดถึงในบริบทของ “ความมั่นคง” หรือสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ทั้งที่ประเด็นนี้เกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยอย่างมาก
ที่กล่าวว่าเกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้อพยพทางเรือที่เราเรียกว่ามนุษย์เรือ (Boat People) โรฮิงญาในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้ามนุษย์หรือขบวนการลักลอบขนส่งแรงงานข้ามพรมแดนเพื่อนำไปขายเป็นแรงงานราคาถูก
หากพิจารณาอย่างไม่แยกส่วน ในกรณีของโรฮิงญา ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นเพียงหน้าหนึ่งของเหรียญ ขณะที่อีกหน้าหนึ่งคือปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่ผลักดันประชาชนเหล่านี้ให้ออกจากถิ่นที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สภาพความเป็นอยู่ที่ยากไร้ รวมทั้งการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในกรณีของชาวโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาระกันที่นับถือศาสนาอิสลามเหล่านี้ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง นับถือศาสนาและสิทธิในการประกอบอาชีพโดยอิสระ (โดยถูกยึดที่ดิน) รวมทั้งตกเป็นเหยื่อของการกดขี่และข่มเหงอย่างไร้มนุษยธรรม ขณะที่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) และวัฒนธรรมก็เข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา กล่าวคือ มักจะเดินทางไปประเทศที่มีเศรษฐกิจดี มีการจ้างงานและมีสภาพสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างและเอื้อให้คนเหล่านี้สามารถดำรงวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อเดิมโดยไม่ถูกกดทับหรือกีดกันอย่างรุนแรงเหมือนในพม่า เมื่อประกอบกับระยะทางที่ไม่ไกลนัก ประเทศอย่างมาเลเซียและไทยจึงกลายเป็นจุดหมายที่พึงปรารถนาสำหรับชาวโรฮิงญา
ในที่นี้ ผมอยากจะพูดถึงกรณีโรฮิงญาในบริบททางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งจะขอเน้นประเด็นแรงงานข้ามชาติและความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเช่น ความต้องการแรงงานราคาถูกภายในประเทศ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ รวมทั้งท่าทีของรัฐและทุนต่อแรงงานข้ามชาติ โดยอยากจะเริ่มต้นทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกว่า แรงงานข้ามชาติเป็นปรากฏการณ์ข้ามพรมแดนที่แต่ละประเทศเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่าและความเข้าใจต่อปัญหานี้มักถูกจำกัดอยู่ในแง่มุมที่แต่ละประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น
ในกรณีของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ (receiving country) ปัจจัยผลักดันหรือแรงถีบจากภายในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่นกรณีของพม่า) ประกอบกับปัจจัยดึงดูดในประเทศไทยเองทำให้แรงงานเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ด้อยโอกาสหรือได้รับการปฏิบัติในประเทศตนอย่างไม่เป็นธรรม เลือกเดินทางมาเพื่อหางานทำ นอกจากนี้ การที่ระบบเศรษฐกิจไทยพัฒนาบนฐานของการผลิตเพื่อส่งออก โดยเน้นความสามารถในการแข่งขันที่เกิดจากค่าแรงราคาถูก ก็ยิ่งทำให้แรงงานเหล่านี้ถูกดึงดูดเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของจีนและเวียดนามและการเชื่อมโยงของตลาดผ่านโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
อย่าลืมนะครับว่าการจ้างงานคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากอุปสงค์และอุปทานไม่มาพบกัน ดังนั้น แนวคิดและวิธีการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยตั้งสมมติฐานว่าฝ่ายแรงงานเป็นฝ่ายผิดและต้องรับผิดชอบเพียงฝั่งเดียวนั้นออกจะดูตาชั่งเอียงไปซักหน่อย
ถึงแม้บางคนอาจจะอยากปฏิเสธว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการผลิตอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเกือบทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตที่เน้นแรงงานมากกว่าทุน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจ้างแรงงานข้ามชาติราคาถูกในภาคการจ้างงานที่ไม่เป็นแบบแผน (non-traditional employment) เช่น รับจ้างทำงานบ้าน หรือก่อสร้างและประมงนั้น ล้วนเกิดจากความพยายามที่จะลดต้นทุนของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริการขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัยและอาหาร ซึ่งมีผลช่วยฉุดรั้งไม่ให้ค่าครองชีพและราคาสินค้าพื้นฐานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้น และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของประเทศไทยลดลง
ดังนั้น พูดอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดแล้ว ในว่าเราจะเป็นผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี (แต่ราคาถูก) เป็นเจ้าของบ้านที่ต้องการแรงงานราคาถูกทำงานบ้าน (รวมทั้งไม่เรื่องมากและไม่มีปากเสียง) หรือเป็นผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตโดยจ้างแรงงานที่สามารถจ่ายค่าแรงเท่ากับ (หรือต่ำกว่า) ค่าแรงขั้นต่ำได้ เราทุกคนล้วนมีส่วนสนับสนันให้เกิดแม่เหล็กขนาดใหญ่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย เราจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของพี่น้องแรงงานข้ามชาติ อย่างเช่นชาวโรฮิงญาที่ต้องเผชิญยถากรรมในการเดินทาง 15 วันกลางทะเลโดยเรือเก่าๆ ขนาดเล็กและยอมแลกชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่ได้รับค่าแรงต่ำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ
ดังนั้น ในการจัดการกับปัญหาเรื่องโรฮิงญา รวมทั้งแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นๆ จึงไม่อาจพิจารณาเพียงมิติของความมั่นคงของชาติ ซึ่งคับแคบและละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยกลุ่มต่างๆ เพราะประเด็นนี้สลับซับซ้อนและมีมิติหลากหลายซ้อนทับกันตามที่ได้เรียนไปแล้ว นอกจากนี้ หากเราตระหนักว่าเราทุกคนมีส่วนก่อให้เกิดปัญหานี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทัศนคติของคนไทยรวมทั้งท่าทีของรัฐบาลไทยในการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติจึงควรถูกทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเรื่อง “ความมั่นคง” จะต้องถูกรื้อใหม่ เพราะไม่ได้ช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังทับถมและสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐไทยจะต้องหันมายึดถือหลักการ “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งยึดถือเอาคนไม่ว่าจะเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใดเป็นตัวตั้งแทน
ความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน ชาติหรือภูมิภาค เพราะความมั่นคงของมนุษย์ครอบคุมถึงทุกมิติ ทั้งการมีงานทำ มีอาหารที่สะอาดและเพียงพอ มีสุขภาพแข็งแรง มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีสังคมที่สงบสุขและอยู่ในระบบการเมืองที่สร้างสรรค์ การใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาจึงเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างยิ่ง
หากรัฐไทยไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนาและจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ผมอยากขอให้เริ่มต้นจากการพึงระลึกไว้เสมอว่ารัฐและสังคมมีหน้าที่ส่งเสริมและรักษา โดยไม่แบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ ให้สมาชิกทุกคนเป็นอิสระจากภัยคุกคามพื้นฐานสองประการ คือ “อิสระจากความกลัว” เช่น อันตรายจากความรุนแรงหรือสงครามและ “อิสระจากความต้องการ” เช่น ความหิวโหย ขาดการเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาที่เคารพมิติของความเป็นมนุษย์
หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยพึงระลึกและปฏิบัติได้ตามที่ว่านี้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวจะถูกใครครหาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนเลยละครับ
------------------------------------------------------------------
บทความโดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ครับ
ที่กล่าวว่าเกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้อพยพทางเรือที่เราเรียกว่ามนุษย์เรือ (Boat People) โรฮิงญาในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้ามนุษย์หรือขบวนการลักลอบขนส่งแรงงานข้ามพรมแดนเพื่อนำไปขายเป็นแรงงานราคาถูก
หากพิจารณาอย่างไม่แยกส่วน ในกรณีของโรฮิงญา ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นเพียงหน้าหนึ่งของเหรียญ ขณะที่อีกหน้าหนึ่งคือปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่ผลักดันประชาชนเหล่านี้ให้ออกจากถิ่นที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สภาพความเป็นอยู่ที่ยากไร้ รวมทั้งการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในกรณีของชาวโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาระกันที่นับถือศาสนาอิสลามเหล่านี้ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง นับถือศาสนาและสิทธิในการประกอบอาชีพโดยอิสระ (โดยถูกยึดที่ดิน) รวมทั้งตกเป็นเหยื่อของการกดขี่และข่มเหงอย่างไร้มนุษยธรรม ขณะที่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) และวัฒนธรรมก็เข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา กล่าวคือ มักจะเดินทางไปประเทศที่มีเศรษฐกิจดี มีการจ้างงานและมีสภาพสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างและเอื้อให้คนเหล่านี้สามารถดำรงวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อเดิมโดยไม่ถูกกดทับหรือกีดกันอย่างรุนแรงเหมือนในพม่า เมื่อประกอบกับระยะทางที่ไม่ไกลนัก ประเทศอย่างมาเลเซียและไทยจึงกลายเป็นจุดหมายที่พึงปรารถนาสำหรับชาวโรฮิงญา
ในที่นี้ ผมอยากจะพูดถึงกรณีโรฮิงญาในบริบททางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งจะขอเน้นประเด็นแรงงานข้ามชาติและความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเช่น ความต้องการแรงงานราคาถูกภายในประเทศ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ รวมทั้งท่าทีของรัฐและทุนต่อแรงงานข้ามชาติ โดยอยากจะเริ่มต้นทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกว่า แรงงานข้ามชาติเป็นปรากฏการณ์ข้ามพรมแดนที่แต่ละประเทศเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่าและความเข้าใจต่อปัญหานี้มักถูกจำกัดอยู่ในแง่มุมที่แต่ละประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น
ในกรณีของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ (receiving country) ปัจจัยผลักดันหรือแรงถีบจากภายในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่นกรณีของพม่า) ประกอบกับปัจจัยดึงดูดในประเทศไทยเองทำให้แรงงานเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ด้อยโอกาสหรือได้รับการปฏิบัติในประเทศตนอย่างไม่เป็นธรรม เลือกเดินทางมาเพื่อหางานทำ นอกจากนี้ การที่ระบบเศรษฐกิจไทยพัฒนาบนฐานของการผลิตเพื่อส่งออก โดยเน้นความสามารถในการแข่งขันที่เกิดจากค่าแรงราคาถูก ก็ยิ่งทำให้แรงงานเหล่านี้ถูกดึงดูดเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของจีนและเวียดนามและการเชื่อมโยงของตลาดผ่านโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
อย่าลืมนะครับว่าการจ้างงานคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากอุปสงค์และอุปทานไม่มาพบกัน ดังนั้น แนวคิดและวิธีการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยตั้งสมมติฐานว่าฝ่ายแรงงานเป็นฝ่ายผิดและต้องรับผิดชอบเพียงฝั่งเดียวนั้นออกจะดูตาชั่งเอียงไปซักหน่อย
ถึงแม้บางคนอาจจะอยากปฏิเสธว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการผลิตอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเกือบทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตที่เน้นแรงงานมากกว่าทุน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจ้างแรงงานข้ามชาติราคาถูกในภาคการจ้างงานที่ไม่เป็นแบบแผน (non-traditional employment) เช่น รับจ้างทำงานบ้าน หรือก่อสร้างและประมงนั้น ล้วนเกิดจากความพยายามที่จะลดต้นทุนของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริการขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัยและอาหาร ซึ่งมีผลช่วยฉุดรั้งไม่ให้ค่าครองชีพและราคาสินค้าพื้นฐานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้น และช่วยไม่ให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของประเทศไทยลดลง
ดังนั้น พูดอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดแล้ว ในว่าเราจะเป็นผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี (แต่ราคาถูก) เป็นเจ้าของบ้านที่ต้องการแรงงานราคาถูกทำงานบ้าน (รวมทั้งไม่เรื่องมากและไม่มีปากเสียง) หรือเป็นผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตโดยจ้างแรงงานที่สามารถจ่ายค่าแรงเท่ากับ (หรือต่ำกว่า) ค่าแรงขั้นต่ำได้ เราทุกคนล้วนมีส่วนสนับสนันให้เกิดแม่เหล็กขนาดใหญ่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย เราจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของพี่น้องแรงงานข้ามชาติ อย่างเช่นชาวโรฮิงญาที่ต้องเผชิญยถากรรมในการเดินทาง 15 วันกลางทะเลโดยเรือเก่าๆ ขนาดเล็กและยอมแลกชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่ได้รับค่าแรงต่ำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ
ดังนั้น ในการจัดการกับปัญหาเรื่องโรฮิงญา รวมทั้งแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นๆ จึงไม่อาจพิจารณาเพียงมิติของความมั่นคงของชาติ ซึ่งคับแคบและละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยกลุ่มต่างๆ เพราะประเด็นนี้สลับซับซ้อนและมีมิติหลากหลายซ้อนทับกันตามที่ได้เรียนไปแล้ว นอกจากนี้ หากเราตระหนักว่าเราทุกคนมีส่วนก่อให้เกิดปัญหานี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทัศนคติของคนไทยรวมทั้งท่าทีของรัฐบาลไทยในการจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติจึงควรถูกทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเรื่อง “ความมั่นคง” จะต้องถูกรื้อใหม่ เพราะไม่ได้ช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังทับถมและสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐไทยจะต้องหันมายึดถือหลักการ “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งยึดถือเอาคนไม่ว่าจะเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใดเป็นตัวตั้งแทน
ความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน ชาติหรือภูมิภาค เพราะความมั่นคงของมนุษย์ครอบคุมถึงทุกมิติ ทั้งการมีงานทำ มีอาหารที่สะอาดและเพียงพอ มีสุขภาพแข็งแรง มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีสังคมที่สงบสุขและอยู่ในระบบการเมืองที่สร้างสรรค์ การใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาจึงเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างยิ่ง
หากรัฐไทยไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนาและจัดการกับปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ผมอยากขอให้เริ่มต้นจากการพึงระลึกไว้เสมอว่ารัฐและสังคมมีหน้าที่ส่งเสริมและรักษา โดยไม่แบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ ให้สมาชิกทุกคนเป็นอิสระจากภัยคุกคามพื้นฐานสองประการ คือ “อิสระจากความกลัว” เช่น อันตรายจากความรุนแรงหรือสงครามและ “อิสระจากความต้องการ” เช่น ความหิวโหย ขาดการเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาที่เคารพมิติของความเป็นมนุษย์
หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยพึงระลึกและปฏิบัติได้ตามที่ว่านี้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวจะถูกใครครหาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนเลยละครับ
------------------------------------------------------------------
บทความโดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ครับ
Monday, January 05, 2009
วิกฤตเศรษฐกิจกับแรงงานไทย
ถึงแม้ประเด็นการเลิกจ้างคนงานจะถูกพูดถึงมากขึ้นตามสื่อต่างๆ ในขณะนี้ แต่ข้อมูลที่ปรากฎส่วนใหญ่ยังสะท้อนมุมมองแบบราชการที่ยึดติดอยู่กับตัวเลขเชิงมหภาคและให้ความสำคัญกับข้อห่วงใยจากภาคธุรกิจหรือฝ่ายผู้ประกอบการ แต่ละเลยสภาพปัญหาและความต้องการของแรงงานผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกกลุ่มหนึ่ง
ในมุมมองของคนงานจำนวนไม่น้อย การโหมกระแสข่าววิกฤตเศรษฐกิจโดยสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง (แต่ผิวเผินและฉาบฉวย) กลับทำให้ข่าวการเลิกจ้างกลายเป็นเรื่อง “พอเข้าใจได้” ในสามัญสำนึกของคนทั่วไป และกลายเป็นข้ออ้างให้กับนายจ้างสามารถลดคนงานหรือเลิกจ้างเพื่อ “เพลย์เซฟ” ในระยะไม่ปลอดภัย
ในอีกมุมหนึ่ง ข้อโต้แย้งของฝ่ายนายจ้างอาจฟังดูมีน้ำหนัก เมื่อกล่าวว่าไม่มีใครต้องการประสบปัญหาจนกระทั่งต้องปิดกิจการ รวมทั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนงานนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2551 กลับแสดงให้เห็นว่าโรงงานหลายแห่งกำลังอ้างเหตุผลในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อนำมาตรการบางอย่างที่กฏหมายเปิดช่องให้ มาใช้เพื่อรักษากิจการของตนบนผลประโยชน์ของคนงาน
เช่น กรณีที่นายจ้างจำนวนมากใช้ประโยชน์จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ที่เปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้กับคนงานเต็มจำนวน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ตาม พ.ร.บ. แก้ไขฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 กำหนดให้นายจ้างที่มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่นายจ้างมิได้ให้ลูกจ้างทำงาน และจะต้องทำการแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ
ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนมากให้คนงานบางคนหรือบางกลุ่มหยุดงานชั่วคราวอย่างสม่ำเสมอ โดยละเลยข้อกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือในบางกรณี ก็ขอร้องให้คนงานตกลงหยุดงานชั่วคราวในลักษณะสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับการจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด (เช่น เสนอว่าจะจ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรง) โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าไม่ช่วยกันโรงงานก็อาจอยู่ไม่รอด
ข้อสังเกตุของผมก็คือ เจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายฯ คงไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายนายจ้างใช้มาตรา 75 เป็นเครื่องมือในการผ่อนปรนภาระต้นทุนเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแน่นอน การใช้วิธีการนี้จึงน่าจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิของคนงาน
นอกจากเรื่องการใช้วิธีการตามมาตรา 75 แล้ว ฝ่ายแรงงานเองยังได้แสดงความวิตกต่อพฤติการณ์อีกหลายลักษณะของนายจ้างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่น การคัดคนงานออกโดยไม่ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ทราบ การเลิกจ้างที่พุ่งเป้าไปที่กรรมการลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพ รวมทั้งการพยายามโยกย้ายการผลิตออกไปจ้างเหมาช่วง เนื่องจากแรงงานเหมาช่วงเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่ถือว่าเป็นพนักงานของบริษัทจึงไม่ได้รับสวัสดิการตามกฏหมาย
อาจกล่าวได้ว่ากระแส “ความเชื่อมั่น” ว่าเศรษฐกิจไทยจะซบเซาอย่างหนักในปีหน้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้แรงงานสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากยิ่งขึ้น
สำหรับขบวนการแรงงานเอง ปัญหาที่น่าวิตกกังวลอีกประการคือ คนงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะในโรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานหรือที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพฯ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิที่ตนควรได้รับจากนายจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง
ในสภาพเศรษฐกิจและบรรยากาศเช่นปัจจุบันนี้ จึงถือว่าแรงงานตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและไร้ความมั่นคงอย่างสูง ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของฝ่ายแรงงานที่มีไม่มากอยู่แล้ว กลับลดลงและแทบสูญเสียความสามารถในต่อสู้เรียกร้องสิทธิไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานขึ้น เพราะการณ์กลับปรากฏว่ากระบวนการไต่สวนของศาลแรงงานกลับยืดเยื้อยาวนานหลายปีจนคนงานไม่สามารถแบกรับต้นทุนของเวลาและค่าใช้จ่ายได้ ข้อเท็จจริงนี้กลับกลายเป็นผลดีกับฝ่ายนายจ้างและอาจเป็นแรงจูงใจให้นายจ้างเลือกที่จะฝ่าฝืนกฏหมายแรงงาน
ดังนั้น สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคส่วนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชนและขบวนการแรงงานเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลการเลิกจ้างที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนงานอย่างที่ฝ่ายแรงงานกำลังหวาดวิตก
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะต้องข้ามให้พ้นจากกรอบความคิดแบบสำเร็จรูปที่ถูกเสนอตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจะต้องพิจารณากรณีการเลิกจ้างเป็นรายกรณี ไม่ยึดติดอยู่กับตัวเลขในลักษณะมหภาคที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงในระดับคนงาน
ส่วนนักข่าวที่ตั้งใจดีและพยายามจะเสนอข่าวคนงานถูกเลิกจ้าง ก็จะต้องไปไกลเกินกว่าการเสนอข่าวแบบ “วงเวียนชีวิต” ที่เน้นสะท้อนภาพความทุกข์ยากของคนงานเพียงคนเดียวหรือครอบครัวเดียวและผู้บริโภคสื่อก็ไม่ได้เข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง สื่อจะต้องหันมาเพิ่มบทบาทการให้ความรู้กับแรงงานเรื่องสิทธิ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบให้สังคมรับทราบ รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงให้กับแรงงานเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องเชิงนโยบายไปสู่รัฐบาล
สุดท้าย ขบวนการแรงงานเช่นสหภาพแรงงานในโรงงานต่างๆ จะต้องเป็นกำลังสำคัญเพื่อสอดส่องติดตามการเลิกจ้างในโรงงานของสมาชิกอย่างใกล้ชิด ในเบื้องต้น สหภาพจะเป็นผู้ตรวจสอบที่ดีเยี่ยมว่านายจ้างได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นอกจากนี้ สหภาพจะต้องมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้กับสมาชิกคนงานเกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติที่ตนพึงได้รับจากนายจ้าง
ที่สำคัญที่สุด การรวมตัวเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหภาพแรงงานจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและทำให้การผลักดันข้อเรียกร้องในระดับนโยบายเข้มแข็งมากขึ้น อย่างน้อยวันนี้ เราก็รู้แล้วว่าหน้าตาของรัฐบาลเป็นอย่างไรและจะต้องต่อรองกับใคร
--------------------------------------------------------------------------
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" กรุงเทพธุรกิจ 1 มกราคม 2552
ในมุมมองของคนงานจำนวนไม่น้อย การโหมกระแสข่าววิกฤตเศรษฐกิจโดยสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง (แต่ผิวเผินและฉาบฉวย) กลับทำให้ข่าวการเลิกจ้างกลายเป็นเรื่อง “พอเข้าใจได้” ในสามัญสำนึกของคนทั่วไป และกลายเป็นข้ออ้างให้กับนายจ้างสามารถลดคนงานหรือเลิกจ้างเพื่อ “เพลย์เซฟ” ในระยะไม่ปลอดภัย
ในอีกมุมหนึ่ง ข้อโต้แย้งของฝ่ายนายจ้างอาจฟังดูมีน้ำหนัก เมื่อกล่าวว่าไม่มีใครต้องการประสบปัญหาจนกระทั่งต้องปิดกิจการ รวมทั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนงานนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2551 กลับแสดงให้เห็นว่าโรงงานหลายแห่งกำลังอ้างเหตุผลในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อนำมาตรการบางอย่างที่กฏหมายเปิดช่องให้ มาใช้เพื่อรักษากิจการของตนบนผลประโยชน์ของคนงาน
เช่น กรณีที่นายจ้างจำนวนมากใช้ประโยชน์จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ที่เปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้กับคนงานเต็มจำนวน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ตาม พ.ร.บ. แก้ไขฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 กำหนดให้นายจ้างที่มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่นายจ้างมิได้ให้ลูกจ้างทำงาน และจะต้องทำการแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ
ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนมากให้คนงานบางคนหรือบางกลุ่มหยุดงานชั่วคราวอย่างสม่ำเสมอ โดยละเลยข้อกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือในบางกรณี ก็ขอร้องให้คนงานตกลงหยุดงานชั่วคราวในลักษณะสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับการจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด (เช่น เสนอว่าจะจ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรง) โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าไม่ช่วยกันโรงงานก็อาจอยู่ไม่รอด
ข้อสังเกตุของผมก็คือ เจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายฯ คงไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายนายจ้างใช้มาตรา 75 เป็นเครื่องมือในการผ่อนปรนภาระต้นทุนเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแน่นอน การใช้วิธีการนี้จึงน่าจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิของคนงาน
นอกจากเรื่องการใช้วิธีการตามมาตรา 75 แล้ว ฝ่ายแรงงานเองยังได้แสดงความวิตกต่อพฤติการณ์อีกหลายลักษณะของนายจ้างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่น การคัดคนงานออกโดยไม่ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ทราบ การเลิกจ้างที่พุ่งเป้าไปที่กรรมการลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพ รวมทั้งการพยายามโยกย้ายการผลิตออกไปจ้างเหมาช่วง เนื่องจากแรงงานเหมาช่วงเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่ถือว่าเป็นพนักงานของบริษัทจึงไม่ได้รับสวัสดิการตามกฏหมาย
อาจกล่าวได้ว่ากระแส “ความเชื่อมั่น” ว่าเศรษฐกิจไทยจะซบเซาอย่างหนักในปีหน้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้แรงงานสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากยิ่งขึ้น
สำหรับขบวนการแรงงานเอง ปัญหาที่น่าวิตกกังวลอีกประการคือ คนงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะในโรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานหรือที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพฯ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิที่ตนควรได้รับจากนายจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง
ในสภาพเศรษฐกิจและบรรยากาศเช่นปัจจุบันนี้ จึงถือว่าแรงงานตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและไร้ความมั่นคงอย่างสูง ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของฝ่ายแรงงานที่มีไม่มากอยู่แล้ว กลับลดลงและแทบสูญเสียความสามารถในต่อสู้เรียกร้องสิทธิไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานขึ้น เพราะการณ์กลับปรากฏว่ากระบวนการไต่สวนของศาลแรงงานกลับยืดเยื้อยาวนานหลายปีจนคนงานไม่สามารถแบกรับต้นทุนของเวลาและค่าใช้จ่ายได้ ข้อเท็จจริงนี้กลับกลายเป็นผลดีกับฝ่ายนายจ้างและอาจเป็นแรงจูงใจให้นายจ้างเลือกที่จะฝ่าฝืนกฏหมายแรงงาน
ดังนั้น สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคส่วนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชนและขบวนการแรงงานเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลการเลิกจ้างที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนงานอย่างที่ฝ่ายแรงงานกำลังหวาดวิตก
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะต้องข้ามให้พ้นจากกรอบความคิดแบบสำเร็จรูปที่ถูกเสนอตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจะต้องพิจารณากรณีการเลิกจ้างเป็นรายกรณี ไม่ยึดติดอยู่กับตัวเลขในลักษณะมหภาคที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงในระดับคนงาน
ส่วนนักข่าวที่ตั้งใจดีและพยายามจะเสนอข่าวคนงานถูกเลิกจ้าง ก็จะต้องไปไกลเกินกว่าการเสนอข่าวแบบ “วงเวียนชีวิต” ที่เน้นสะท้อนภาพความทุกข์ยากของคนงานเพียงคนเดียวหรือครอบครัวเดียวและผู้บริโภคสื่อก็ไม่ได้เข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง สื่อจะต้องหันมาเพิ่มบทบาทการให้ความรู้กับแรงงานเรื่องสิทธิ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบให้สังคมรับทราบ รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงให้กับแรงงานเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องเชิงนโยบายไปสู่รัฐบาล
สุดท้าย ขบวนการแรงงานเช่นสหภาพแรงงานในโรงงานต่างๆ จะต้องเป็นกำลังสำคัญเพื่อสอดส่องติดตามการเลิกจ้างในโรงงานของสมาชิกอย่างใกล้ชิด ในเบื้องต้น สหภาพจะเป็นผู้ตรวจสอบที่ดีเยี่ยมว่านายจ้างได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นอกจากนี้ สหภาพจะต้องมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้กับสมาชิกคนงานเกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติที่ตนพึงได้รับจากนายจ้าง
ที่สำคัญที่สุด การรวมตัวเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหภาพแรงงานจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและทำให้การผลักดันข้อเรียกร้องในระดับนโยบายเข้มแข็งมากขึ้น อย่างน้อยวันนี้ เราก็รู้แล้วว่าหน้าตาของรัฐบาลเป็นอย่างไรและจะต้องต่อรองกับใคร
--------------------------------------------------------------------------
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" กรุงเทพธุรกิจ 1 มกราคม 2552
Thursday, November 06, 2008
ทุนนิยมต้านทุนนิยม
หมายเหตุ: ขออนุญาตเอาบทความของตัวเองที่ลงในกรุงเทพธุรกิจในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่านฯ" เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนมาให้อ่าน
==========================================================
วิกฤติภาคการเงินของสหรัฐ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วในขณะนี้ อาจกำลังเตือนพวกเราอีกครั้งถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ความเปราะบางนี้ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ เราต่างตระหนักดีว่าวิกฤติเป็นคุณสมบัติภายในของระบบ หรือจะเรียกว่าเป็นธรรมชาติของทุนนิยมก็อาจจะไม่ผิด อย่างที่โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เคยกล่าวว่า ทุนนิยมดำรงอยู่และเติบโตได้ เพราะมีลักษณะทำลายเพื่อสร้างใหม่ ตามที่เขาใช้คำว่า "creative destruction" เมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นตามหลังการชะงักงัน และหดตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะเป็นวัฏจักร
อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจของโลกเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้การติดต่อสื่อสารและรับรู้ข่าวสารระหว่างแต่ละมุมโลกในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้เรามักจะพูดถึงระบบทุนนิยมกันในแบบเอกพจน์ ราวกับว่าทุนนิยมมีความเป็นหนึ่งเดียว และมีเพียงแบบจำลองเดียว ในความเป็นจริง ระบบทุนนิยมมีพลวัต ความหลากหลายและความเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ ทุนนิยมโมเดลต่างๆ ย่อมเปิดตัวเองต่อความเสี่ยงและวิกฤติเศรษฐกิจในลักษณะและระดับความรุนแรงที่ต่างกัน
ในทางทฤษฎี เราสามารถพิจารณาพลวัตของทุนนิยม โดยใช้มุมมองที่แตกต่างกันสองมุม คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร์และมุมมองเชิงสถาบัน โดย มุมมองเชิงประวัติศาสตร์พิจารณาระบบทุนนิยมในฐานะผลผลิตของวิวัฒนาการในระยะยาว การมองระบบทุนนิยมแบบนี้ ทำให้เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศต่างกันเพียงเพราะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาที่ต่างกันเท่านั้น อาทิเช่น ทุนนิยมแบบไทยต่างจากทุนนิยมของไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือกระทั่งสหรัฐ เพราะอยู่ในขั้นของการพัฒนาที่ต่ำกว่าและมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับและรูปแบบเดียวกันในอนาคต การพิจารณาพลวัตของทุนนิยมในลักษณะนี้ อยู่บนความเชื่อที่ว่ามีรูปแบบของทุนนิยมที่เป็นสากล มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นรูปแบบที่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ จะพัฒนาไปสู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่มองว่าความแตกต่างหลากหลาย และความเฉพาะเจาะจงในระดับท้องถิ่นเป็นเพียงลักษณะปลีกย่อยเท่านั้น
ส่วนมุมมองที่สอง คือ มุมมองเชิงสถาบันเปรียบเทียบ เชื่อว่าความแตกต่างในแต่ละสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและความหลากหลายที่ปรากฏให้เห็นเป็นผลจากการประนีประนอมเชิงสถาบัน หรือดุลยภาพทางสังคมและการเมืองในแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ เศรษฐกิจในยุโรปภาคพื้นทวีปที่มีระบบสวัสดิการสังคมดี เป็นผลมาจากลักษณะเชิงสถาบันที่อนุญาตให้มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งและตลาดแรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายแรงงานมากกว่านายจ้าง เป็นต้น
หรือในทางกลับกัน รูปแบบการระดมทุนจากตลาดหุ้นแทนที่จะเป็นระบบธนาคารของโมเดลอเมริกัน ทำให้เกิดการแข่งขันสูงระหว่างธุรกิจและธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดมาก ดังนั้น ลักษณะของตลาดแรงงานในโมเดลนี้ จึงจำเป็นต้องมีความคล่องตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็ว ความหลากหลายในระบบทุนนิยม จึงเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วน ซึ่งเรียกว่า Institutional Complementarities ผมขอใช้คำว่า "ความสอดคล้องเติมเต็มกันระหว่างสถาบัน"
มุมมองอย่างหลังนี้ เป็นมุมมองที่เกิดขึ้นไม่นาน และได้รับความสนใจจากนักวิชาการจำนวนมากขึ้น หลังจากที่มุมมองเชิงประวัติศาสตร์เคยมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดประเด็นการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะหลังจากความสำเร็จของรูปแบบการผลิต และการจัดการในโรงงานแบบฟอร์ดดิสม์ (Fordism-ที่ตั้งชื่อตามนายเฮนรี ฟอร์ด Henry Ford เจ้าของธุรกิจรถยนต์ฟอร์ด) หรือที่รู้จักกันดีในรูปแบบการผลิตแบบสายพาน สามารถเข้าแทนที่รูปแบบการผลิตแบบเทเลอร์ลิสม์ (Taylorism) ที่เคยมีอิทธิพลในยุโรปตะวันตก จนทำให้นักวิชาการต่างเชื่อว่าโมเดลของทุนนิยมทั่วโลก มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนเข้ามาเป็นแบบจำลองเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การศึกษาความหลากหลายของทุนนิยมก็มีความหลากหลาย และไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน เมื่อนักวิจัยต่างให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีส่วนกำหนดโครงสร้าง และการทำงานของระบบเศรษฐกิจต่างกันไป โดยงานวิจัยในระยะแรก มุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ (economic performance) กับนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่นักวิจัยกลุ่มต่อมาให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐศาสตร์การเมืองในแต่ละประเทศ อาทิเช่น อิทธิพลของกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตในการต่อรองค่าจ้างและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ การจัดองค์กรของตลาดแรงงานและตลาดทุน รวมทั้งรูปแบบของรัฐ เป็นต้น
ในบรรดางานเขียนที่พยายามอธิบายความหลากหลายของระบบทุนนิยม งานที่ไม่ได้เป็นวิชาการมากนัก แต่ได้รับความสนใจในวงกว้าง คือ "Capitalism against capitalism" (1991) โดย อัลแบร์ มิเชล (Albert Michel) ในภาษาฝรั่งเศส และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปีต่อมา
เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ที่โรนอล เรแกน (Ronald Regan) และมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นำมาใช้กับสหรัฐ และอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1980s ทำให้ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความโดดเด่นอย่างมากในขณะนั้น ผู้เขียนจึงได้แยกทุนนิยมแบบนีโอ-อเมริกันออกจากทุนนิยมแบบไรน์ (Rhine model-ตั้งชื่อตามแม่น้ำในภูมิภาค) ที่ประกอบด้วย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม ยุโรปตอนเหนือและบางส่วนของญี่ปุ่น
ผู้เขียนกล่าวว่าถึงแม้ระบบคอมมิวนิสต์จะล่มสลายไปแล้ว และดูเหมือนระบบทุนนิยมจะได้รับชัยชนะ แต่ทุนนิยมกลับกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงและภัยคุกคามสำหรับสังคมปัจจุบัน ในที่สุดแล้ว อนาคตของเราอาจขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขันระหว่างทุนนิยมสองแบบ คือ แบบนีโอ-อเมริกันที่มีฐานอยู่บนความสำเร็จส่วนบุคคล และกำไรในภาคการเงินระยะสั้น กับแบบไรน์ที่อยู่บนฐานของทำงานเป็นทีม ความเห็นพ้องต้องกันและใส่ใจกับผลสำเร็จในระยะยาว
หนังสือเล่มนี้ ได้รับการวิจารณ์ว่าเน้นหนักไปที่ด้านลบของระบบเสรีนิยม และเต็มไปด้วยความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก อันเกิดจากวัฒนธรรมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อาทิเช่น การย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า การปลดคนงานและเลิกจ้าง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจากลักษณะพึ่งพากันไปเป็นแบบตัวใครตัวมัน
อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ คือ ความพยายามที่น่าสนใจในการทัดทานต่อการแผ่อิทธิพลของทุนนิยมแบบเสรีนิยม ที่ผู้เขียนสามารถทำได้อย่างเป็นระบบ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดึงจุดแข็งที่เป็นลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก
ในประเทศไทยเอง ดูเหมือนว่าความวิตกกังวลในลักษณะเดียวกัน ก็ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เพียงแต่เราอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคิดวิตกกังวล เพราะความเชื่อเรื่องในความเป็นสากล และเป็นหนึ่งเดียวของระบบทุนนิยมดูเหมือนจะครอบงำความคิดของนักการเมือง นักธุรกิจและคนชั้นกลางของไทยอย่างฝังแน่น
หนังสือเล่มนี้ อาจทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบทุนนิยมในแบบของเราเอง ในเมื่อประเทศไทยไม่สามารถหันหลังให้กับระบบทุนนิยม เพราะเราเดินมาไกลบนเส้นทางนี้ อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เรียกตัวเองว่า "นักเศรษฐศาสตร์" อาจจะต้องปิดตำรา เลิกท่องคาถาเสรีนิยมใหม่ และหันกลับมามองว่า อะไรคือจุดแข็งทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ระบบทุนนิยมแบบไหนที่จะสร้างความเข้มแข็งจากสิ่งที่เรามี และสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติที่กำลังคุกคามโลกในขณะนี้
==========================================================
วิกฤติภาคการเงินของสหรัฐ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วในขณะนี้ อาจกำลังเตือนพวกเราอีกครั้งถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ความเปราะบางนี้ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ เราต่างตระหนักดีว่าวิกฤติเป็นคุณสมบัติภายในของระบบ หรือจะเรียกว่าเป็นธรรมชาติของทุนนิยมก็อาจจะไม่ผิด อย่างที่โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เคยกล่าวว่า ทุนนิยมดำรงอยู่และเติบโตได้ เพราะมีลักษณะทำลายเพื่อสร้างใหม่ ตามที่เขาใช้คำว่า "creative destruction" เมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นตามหลังการชะงักงัน และหดตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะเป็นวัฏจักร
อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจของโลกเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้การติดต่อสื่อสารและรับรู้ข่าวสารระหว่างแต่ละมุมโลกในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้เรามักจะพูดถึงระบบทุนนิยมกันในแบบเอกพจน์ ราวกับว่าทุนนิยมมีความเป็นหนึ่งเดียว และมีเพียงแบบจำลองเดียว ในความเป็นจริง ระบบทุนนิยมมีพลวัต ความหลากหลายและความเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ ทุนนิยมโมเดลต่างๆ ย่อมเปิดตัวเองต่อความเสี่ยงและวิกฤติเศรษฐกิจในลักษณะและระดับความรุนแรงที่ต่างกัน
ในทางทฤษฎี เราสามารถพิจารณาพลวัตของทุนนิยม โดยใช้มุมมองที่แตกต่างกันสองมุม คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร์และมุมมองเชิงสถาบัน โดย มุมมองเชิงประวัติศาสตร์พิจารณาระบบทุนนิยมในฐานะผลผลิตของวิวัฒนาการในระยะยาว การมองระบบทุนนิยมแบบนี้ ทำให้เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศต่างกันเพียงเพราะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาที่ต่างกันเท่านั้น อาทิเช่น ทุนนิยมแบบไทยต่างจากทุนนิยมของไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือกระทั่งสหรัฐ เพราะอยู่ในขั้นของการพัฒนาที่ต่ำกว่าและมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับและรูปแบบเดียวกันในอนาคต การพิจารณาพลวัตของทุนนิยมในลักษณะนี้ อยู่บนความเชื่อที่ว่ามีรูปแบบของทุนนิยมที่เป็นสากล มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นรูปแบบที่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ จะพัฒนาไปสู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่มองว่าความแตกต่างหลากหลาย และความเฉพาะเจาะจงในระดับท้องถิ่นเป็นเพียงลักษณะปลีกย่อยเท่านั้น
ส่วนมุมมองที่สอง คือ มุมมองเชิงสถาบันเปรียบเทียบ เชื่อว่าความแตกต่างในแต่ละสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและความหลากหลายที่ปรากฏให้เห็นเป็นผลจากการประนีประนอมเชิงสถาบัน หรือดุลยภาพทางสังคมและการเมืองในแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ เศรษฐกิจในยุโรปภาคพื้นทวีปที่มีระบบสวัสดิการสังคมดี เป็นผลมาจากลักษณะเชิงสถาบันที่อนุญาตให้มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งและตลาดแรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายแรงงานมากกว่านายจ้าง เป็นต้น
หรือในทางกลับกัน รูปแบบการระดมทุนจากตลาดหุ้นแทนที่จะเป็นระบบธนาคารของโมเดลอเมริกัน ทำให้เกิดการแข่งขันสูงระหว่างธุรกิจและธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดมาก ดังนั้น ลักษณะของตลาดแรงงานในโมเดลนี้ จึงจำเป็นต้องมีความคล่องตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็ว ความหลากหลายในระบบทุนนิยม จึงเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วน ซึ่งเรียกว่า Institutional Complementarities ผมขอใช้คำว่า "ความสอดคล้องเติมเต็มกันระหว่างสถาบัน"
มุมมองอย่างหลังนี้ เป็นมุมมองที่เกิดขึ้นไม่นาน และได้รับความสนใจจากนักวิชาการจำนวนมากขึ้น หลังจากที่มุมมองเชิงประวัติศาสตร์เคยมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดประเด็นการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะหลังจากความสำเร็จของรูปแบบการผลิต และการจัดการในโรงงานแบบฟอร์ดดิสม์ (Fordism-ที่ตั้งชื่อตามนายเฮนรี ฟอร์ด Henry Ford เจ้าของธุรกิจรถยนต์ฟอร์ด) หรือที่รู้จักกันดีในรูปแบบการผลิตแบบสายพาน สามารถเข้าแทนที่รูปแบบการผลิตแบบเทเลอร์ลิสม์ (Taylorism) ที่เคยมีอิทธิพลในยุโรปตะวันตก จนทำให้นักวิชาการต่างเชื่อว่าโมเดลของทุนนิยมทั่วโลก มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนเข้ามาเป็นแบบจำลองเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การศึกษาความหลากหลายของทุนนิยมก็มีความหลากหลาย และไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน เมื่อนักวิจัยต่างให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีส่วนกำหนดโครงสร้าง และการทำงานของระบบเศรษฐกิจต่างกันไป โดยงานวิจัยในระยะแรก มุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ (economic performance) กับนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่นักวิจัยกลุ่มต่อมาให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐศาสตร์การเมืองในแต่ละประเทศ อาทิเช่น อิทธิพลของกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตในการต่อรองค่าจ้างและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ การจัดองค์กรของตลาดแรงงานและตลาดทุน รวมทั้งรูปแบบของรัฐ เป็นต้น
ในบรรดางานเขียนที่พยายามอธิบายความหลากหลายของระบบทุนนิยม งานที่ไม่ได้เป็นวิชาการมากนัก แต่ได้รับความสนใจในวงกว้าง คือ "Capitalism against capitalism" (1991) โดย อัลแบร์ มิเชล (Albert Michel) ในภาษาฝรั่งเศส และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปีต่อมา
เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ที่โรนอล เรแกน (Ronald Regan) และมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นำมาใช้กับสหรัฐ และอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1980s ทำให้ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความโดดเด่นอย่างมากในขณะนั้น ผู้เขียนจึงได้แยกทุนนิยมแบบนีโอ-อเมริกันออกจากทุนนิยมแบบไรน์ (Rhine model-ตั้งชื่อตามแม่น้ำในภูมิภาค) ที่ประกอบด้วย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม ยุโรปตอนเหนือและบางส่วนของญี่ปุ่น
ผู้เขียนกล่าวว่าถึงแม้ระบบคอมมิวนิสต์จะล่มสลายไปแล้ว และดูเหมือนระบบทุนนิยมจะได้รับชัยชนะ แต่ทุนนิยมกลับกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงและภัยคุกคามสำหรับสังคมปัจจุบัน ในที่สุดแล้ว อนาคตของเราอาจขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขันระหว่างทุนนิยมสองแบบ คือ แบบนีโอ-อเมริกันที่มีฐานอยู่บนความสำเร็จส่วนบุคคล และกำไรในภาคการเงินระยะสั้น กับแบบไรน์ที่อยู่บนฐานของทำงานเป็นทีม ความเห็นพ้องต้องกันและใส่ใจกับผลสำเร็จในระยะยาว
หนังสือเล่มนี้ ได้รับการวิจารณ์ว่าเน้นหนักไปที่ด้านลบของระบบเสรีนิยม และเต็มไปด้วยความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก อันเกิดจากวัฒนธรรมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อาทิเช่น การย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า การปลดคนงานและเลิกจ้าง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจากลักษณะพึ่งพากันไปเป็นแบบตัวใครตัวมัน
อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ คือ ความพยายามที่น่าสนใจในการทัดทานต่อการแผ่อิทธิพลของทุนนิยมแบบเสรีนิยม ที่ผู้เขียนสามารถทำได้อย่างเป็นระบบ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดึงจุดแข็งที่เป็นลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก
ในประเทศไทยเอง ดูเหมือนว่าความวิตกกังวลในลักษณะเดียวกัน ก็ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เพียงแต่เราอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคิดวิตกกังวล เพราะความเชื่อเรื่องในความเป็นสากล และเป็นหนึ่งเดียวของระบบทุนนิยมดูเหมือนจะครอบงำความคิดของนักการเมือง นักธุรกิจและคนชั้นกลางของไทยอย่างฝังแน่น
หนังสือเล่มนี้ อาจทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบทุนนิยมในแบบของเราเอง ในเมื่อประเทศไทยไม่สามารถหันหลังให้กับระบบทุนนิยม เพราะเราเดินมาไกลบนเส้นทางนี้ อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เรียกตัวเองว่า "นักเศรษฐศาสตร์" อาจจะต้องปิดตำรา เลิกท่องคาถาเสรีนิยมใหม่ และหันกลับมามองว่า อะไรคือจุดแข็งทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ระบบทุนนิยมแบบไหนที่จะสร้างความเข้มแข็งจากสิ่งที่เรามี และสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติที่กำลังคุกคามโลกในขณะนี้
Thursday, September 25, 2008
คนชั้นกลางกับวิกฤตการเมืองไทย
ในระยะหลัง คนชั้นกลางถูกอ้างอิงถึงบ่อยในฐานะต้นตอของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แกนนำและผู้ขึ้นอภิปรายประกาศเสมอว่าพธม. เป็นพลังของคนชั้นกลางที่ต้องการทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” กับ “ทุนนิยมสามานย์”
เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของชนชั้นกลางกับการแบ่งขั้วทางการเมือง อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจของชนชั้นกลางในเมืองและชนบทของไทย และชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเมืองที่กำลังเกิดขณะนี้ เป็นพลวัตรการปรับตัวในระบบการเมืองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคนชั้นกลางทั้งสองกลุ่มดังกล่าว [1]
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์นิธิและเห็นว่าการขยายตัวของคนชั้นกลางไทยนั้นได้สร้างการเมืองของชนชั้นกลางขึ้น ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็นประเด็นที่จะต้องศึกษากันอย่างจริงจังและเป็นระบบ ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะพูดถึงแนวคิดเรื่องชนชั้นกลาง โดยจะกล่าวถึงที่มาและลักษณะทางชนชั้นในบริบทของทุนนิยมตะวันตกอย่างพอสังเขป ก่อนจะกลับมาตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะของคนชั้นกลางไทยและปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย
คำว่า “ชนชั้นกลาง” ถูกใช้กันจนเริ่มเป็นที่ยอมรับในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อความรุดหน้าของสังคมอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดกลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่ที่ไม่อาจถูกจัดอยู่ในชนชั้นที่มีอยู่เดิมได้ กล่าวคือ ชนชั้นกลางใช้เรียกกลุ่มคนที่เกิดขึ้นตรงกลางระหว่างชนชั้นนายทุน (bourgeoisie) และชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีฐานะยากจน
ในบริบทของประเทศอังกฤษ คำว่า “middle class” ใช้เรียกกระฎุมพีใหม่ที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งขึ้นมามีบทบาทท้าทายชนชั้นนำเดิม คือผู้สูงศักดิ์ (nobility) และพวกสังคมชั้นสูง (gentry) ขณะที่ในฝรั่งเศส คำว่า “classes moyennes” ให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่คาร์ล มาร์กซ์เรียกว่าชนชั้นนายทุนขนาดเล็ก (petty bourgeois) มากกว่า เพราะนักการเมืองมักใช้คำนี้เพื่ออ้างอิงถึงชนชั้นใหม่ ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในระดับพอเพียงและโชคดีกว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ทำได้แค่หาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปแบบวันต่อวัน คนกลุ่มนี้ได้แก่ เจ้าของที่ดินขนาดเล็ก พ่อค้าและเจ้าของโรงงานขนาดเล็ก รวมทั้งช่างฝีมือและลูกจ้าง ที่สร้างฐานะของตนโดยพึ่งแรงกาย ประกอบกับโอกาสจากการศึกษาและทรัพย์สินที่มีเก็บออมอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่จากการสืบทอดมรดก
ต่อมาหลังทศวรรษ 1930 การขยายตัวของระบบราชการ บริการสาธารณะและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในตะวันตกขึ้น คือพวกมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลางกลุ่มนี้เริ่มขยับฐานะขึ้นแทนที่ชนชั้นกลางกลุ่มเดิมที่เป็นชนชั้นกลางอิสระ มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร ครู หมอ นางพยาบาล วิศวกร ฯลฯ หรือพวกที่ชาร์ลส์ ไวรท์ มิลส์ นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันขนานนามให้ว่า “คนงานคอปกขาว” [2]
ในประเทศไทย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วหลังทศวรรษ 2510 ทำให้สัดส่วนของคนงานนั่งโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาชีพ เทคนิค ผู้บริหารจัดการ เสมียนและพนักงานขายต่อผู้มีงานทำทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 3.67% ในปี 2503 (1960) เป็น 7.9% ในปี 2513 (1973), 13.8% ในปี 2534 (1991), และ 21.3% ในปี 2542 (1999) [3]
ในภาพรวม การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม รัฐสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ระบบประชาธิปไตยและการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นบนงื่อนไขการมีอยู่ของชนชั้นกลางทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน สถาบันและคุณค่าเหล่านี้ กลับมาเป็นบันไดให้คนชั้นกลางสามารถขยับฐานะทางสังคมของตนให้สูงขึ้น เมื่อความมั่งคั่งไม่ถูกผูกขาดจากจารีตเดิมในเรื่องสายเลือดหรือวงศ์ตระกูลอีกต่อไป เพราะจารีตใหม่ที่เข้ามาแทนที่ภายในระบบทุนนิยม คือ ความสามารถในการประกอบอาชีพและหลักการให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวบุคคล (Meritocracy)
การเติบโตของระบบทุนนิยมจึงทำให้เกิดการขยายตัวของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่หรือมนุษย์เงินเดือน และเกิดกระบวนการ “ทำให้เป็นคนชั้นกลาง” ขึ้น เมื่อวัฒนธรรมของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยึดมั่นในหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพ มีความเป็นปัจเจกสูงและเชื่อมั่นในคุณค่าจากการทำงาน นักวิชาการฝรั่งยังเชื่อว่าคนชั้นกลางมักมีความคิดเห็นไปในทางโอนอ่อนต่อระบบ (conformist) เมื่อคนชั้นกลางต้องการเลื่อนชั้นทางสังคมจึงจำเป็นต้องวางตัวกลมกลืนกับบรรทัดฐาน นอกจากนี้ การพยายามสร้างรสนิยมเฉพาะของตนโดยคนชั้นกลางในระดับบน เพื่อแยกตัวเองออกจากคนส่วนใหญ่ (คือ คนชั้นกลางระดับกลางและล่าง) และการลอกเลียนรสนิยมของคนชนชั้นสูงกว่า ก็ทำให้เกิดแนวโน้มของปัญหาบริโภคนิยมและวัตถุนิยมในสังคมทุนนิยมรุนแรงขึ้น
แน่นอนว่าคนชั้นกลางไทยไม่ได้มีลักษณะตามที่ว่ามาทั้งหมด คนชั้นกลางไทยที่ปรับตัวได้เร็วและอยู่ในฐานะที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบทุนนิยมโลกได้สะดวกเท่านั้นที่สามารถรับเอาอุดมการณ์เรื่องเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ ความโปร่งใสและประสิทธิภาพมาเป็นวัฒนธรรมหลักของตน (โดยผ่านระบบการศึกษา สื่อและกลไกของรัฐ) ขณะที่ชนชั้นกลางบางส่วนและชนชั้นแรงงานยังระแวดระวังกับอุดมการณ์ทันสมัยเหล่านี้
ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มีความซับซ้อนมากเพราะมีพลวัตรในตัวเองสูง ประกอบกับสังคมไทยก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง/ไม่ต่อเนื่องภายใน เช่นความลักลั่นของการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท รวมทั้งยังปรากฏซากเก่าจากสังคมจารีตที่ถึงแม้จะกระจุกตัวลงแต่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ เช่น ลำดับชั้นที่ตายตัว (hierarchy), สิทธิโดยกำเนิดหรือโดยสายเลือดที่เหลืออยู่ (แม้จะถูกแทนที่ด้วยสิทธิทางการศึกษา หรือในบางกรณีสิทธิทั้งสองเข้ามาประกอบกัน) ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ชนชั้นกลางไทยมีลักษณะเฉพาะตัวและความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ถึงแม้จะไม่สามารถสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนในบทความนี้ได้ แต่ก็จะขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤตการเมืองกับคนชั้นกลางไทยอย่างคร่าวๆ ดังนี้ ผมเชื่อว่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นผลมาจากความขัดแย้ง 2 ลักษณะคือ หนึ่ง การปะทะกันของอุดมการณ์ภายในและระหว่างชนชั้น (อันนี้มีนักวิชาการหลายคนได้พูดแล้ว) สอง ความสับสนหรือวิกฤตศรัทธาของคนชั้นกลางต่ออุดมการณ์สมัยใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่ต่อเนื่องและไร้ทิศทางของรัฐและสื่อ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลโดยอ้อมจากธรรมชาติหรือวัฒนธรรมของคนชั้นกลางเอง
ประการแรก ลักษณะสองมาตรฐานในสังคมไทย ทั้งในแนวดิ่งและในแนวราบ ได้ทำให้คนชั้นกลางที่มีจำนวนมากต้องเผชิญกับความขัดแย้งแบ่งแยกอย่างหนัก ไม่ว่าคนชั้นกลางกลุ่มนี้จะรับเอาอุดมการณ์สมัยใหม่โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาหรือจงใจสร้างความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่น คือจากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นเดียวกันก็ตาม (จะสังเกตว่ามีทั้งมิติของเวลาและสถานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง) แต่อุดมการณ์สมัยใหม่ของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ก็ปะทะขัดแย้งกับอุดมการณ์อื่นของคนชั้นกลางด้วยกัน รวมทั้งขัดแย้งกับอุดมการณ์ของชนชั้นอื่น ที่ยังไม่ยอมเชื่อใจความสมัยใหม่และการพัฒนาในทุกแง่มุม
ประการที่สอง ความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในความคิดของคนชั้นกลางสมัยใหม่เอง เมื่อคนชั้นกลางคนเดียวกันนี้ต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของอุดมการณ์หลักของสังคมอย่างกลับหลังหันหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540, การเข้ามาสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย, การเชิดชูระบอบทักษิณ, การรัฐประหาร 19 กันยา, การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมือง, การโค่นล้มระบอบทักษิณ, การกลับมาของพรรคพลังประชาชน, การชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม, การเมืองใหม่ของพธม ฯลฯ ต้องยอมรับว่าภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยและสื่อกระแสหลักได้สร้างภาวะแห่งความสับสนและวิกฤตศรัทธาต่ออุดมการณ์ของสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อคนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และแสดงบทเป็นผู้รับอยู่เสมอ การยึดถือรัฐและสื่อเป็นสรณะก็ยิ่งทำให้ความสับสนทวีคูณมากยิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว เมื่อมนุษย์และสังคม ต่างไม่ได้เป็นทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามของสมการ เพราะต่างกำหนดซึ่งกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด ความสับสนของคนชั้นกลางจึงอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนความสับสนของสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
หมายเหตุ
[1] การปรับระบบการเมือง ตอน 1 และ 2, มติชนรายวัน, วันที่ 25 และ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551
[2] C. Wright Mills. White Collar: The American Middle Classes. Oxford University Press. 1951
[3] ข้อมูลดัดแปลงจากตารางที่ 11.2 หน้า 460 ในผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเกอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ฉบับเพิ่มเติมและปรับปรุงใหม่
เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของชนชั้นกลางกับการแบ่งขั้วทางการเมือง อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจของชนชั้นกลางในเมืองและชนบทของไทย และชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเมืองที่กำลังเกิดขณะนี้ เป็นพลวัตรการปรับตัวในระบบการเมืองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคนชั้นกลางทั้งสองกลุ่มดังกล่าว [1]
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์นิธิและเห็นว่าการขยายตัวของคนชั้นกลางไทยนั้นได้สร้างการเมืองของชนชั้นกลางขึ้น ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็นประเด็นที่จะต้องศึกษากันอย่างจริงจังและเป็นระบบ ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะพูดถึงแนวคิดเรื่องชนชั้นกลาง โดยจะกล่าวถึงที่มาและลักษณะทางชนชั้นในบริบทของทุนนิยมตะวันตกอย่างพอสังเขป ก่อนจะกลับมาตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะของคนชั้นกลางไทยและปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย
คำว่า “ชนชั้นกลาง” ถูกใช้กันจนเริ่มเป็นที่ยอมรับในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อความรุดหน้าของสังคมอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดกลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่ที่ไม่อาจถูกจัดอยู่ในชนชั้นที่มีอยู่เดิมได้ กล่าวคือ ชนชั้นกลางใช้เรียกกลุ่มคนที่เกิดขึ้นตรงกลางระหว่างชนชั้นนายทุน (bourgeoisie) และชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีฐานะยากจน
ในบริบทของประเทศอังกฤษ คำว่า “middle class” ใช้เรียกกระฎุมพีใหม่ที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งขึ้นมามีบทบาทท้าทายชนชั้นนำเดิม คือผู้สูงศักดิ์ (nobility) และพวกสังคมชั้นสูง (gentry) ขณะที่ในฝรั่งเศส คำว่า “classes moyennes” ให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่คาร์ล มาร์กซ์เรียกว่าชนชั้นนายทุนขนาดเล็ก (petty bourgeois) มากกว่า เพราะนักการเมืองมักใช้คำนี้เพื่ออ้างอิงถึงชนชั้นใหม่ ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในระดับพอเพียงและโชคดีกว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ทำได้แค่หาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปแบบวันต่อวัน คนกลุ่มนี้ได้แก่ เจ้าของที่ดินขนาดเล็ก พ่อค้าและเจ้าของโรงงานขนาดเล็ก รวมทั้งช่างฝีมือและลูกจ้าง ที่สร้างฐานะของตนโดยพึ่งแรงกาย ประกอบกับโอกาสจากการศึกษาและทรัพย์สินที่มีเก็บออมอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่จากการสืบทอดมรดก
ต่อมาหลังทศวรรษ 1930 การขยายตัวของระบบราชการ บริการสาธารณะและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในตะวันตกขึ้น คือพวกมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลางกลุ่มนี้เริ่มขยับฐานะขึ้นแทนที่ชนชั้นกลางกลุ่มเดิมที่เป็นชนชั้นกลางอิสระ มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร ครู หมอ นางพยาบาล วิศวกร ฯลฯ หรือพวกที่ชาร์ลส์ ไวรท์ มิลส์ นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันขนานนามให้ว่า “คนงานคอปกขาว” [2]
ในประเทศไทย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วหลังทศวรรษ 2510 ทำให้สัดส่วนของคนงานนั่งโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาชีพ เทคนิค ผู้บริหารจัดการ เสมียนและพนักงานขายต่อผู้มีงานทำทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 3.67% ในปี 2503 (1960) เป็น 7.9% ในปี 2513 (1973), 13.8% ในปี 2534 (1991), และ 21.3% ในปี 2542 (1999) [3]
ในภาพรวม การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม รัฐสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ระบบประชาธิปไตยและการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นบนงื่อนไขการมีอยู่ของชนชั้นกลางทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน สถาบันและคุณค่าเหล่านี้ กลับมาเป็นบันไดให้คนชั้นกลางสามารถขยับฐานะทางสังคมของตนให้สูงขึ้น เมื่อความมั่งคั่งไม่ถูกผูกขาดจากจารีตเดิมในเรื่องสายเลือดหรือวงศ์ตระกูลอีกต่อไป เพราะจารีตใหม่ที่เข้ามาแทนที่ภายในระบบทุนนิยม คือ ความสามารถในการประกอบอาชีพและหลักการให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวบุคคล (Meritocracy)
การเติบโตของระบบทุนนิยมจึงทำให้เกิดการขยายตัวของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่หรือมนุษย์เงินเดือน และเกิดกระบวนการ “ทำให้เป็นคนชั้นกลาง” ขึ้น เมื่อวัฒนธรรมของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยึดมั่นในหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพ มีความเป็นปัจเจกสูงและเชื่อมั่นในคุณค่าจากการทำงาน นักวิชาการฝรั่งยังเชื่อว่าคนชั้นกลางมักมีความคิดเห็นไปในทางโอนอ่อนต่อระบบ (conformist) เมื่อคนชั้นกลางต้องการเลื่อนชั้นทางสังคมจึงจำเป็นต้องวางตัวกลมกลืนกับบรรทัดฐาน นอกจากนี้ การพยายามสร้างรสนิยมเฉพาะของตนโดยคนชั้นกลางในระดับบน เพื่อแยกตัวเองออกจากคนส่วนใหญ่ (คือ คนชั้นกลางระดับกลางและล่าง) และการลอกเลียนรสนิยมของคนชนชั้นสูงกว่า ก็ทำให้เกิดแนวโน้มของปัญหาบริโภคนิยมและวัตถุนิยมในสังคมทุนนิยมรุนแรงขึ้น
แน่นอนว่าคนชั้นกลางไทยไม่ได้มีลักษณะตามที่ว่ามาทั้งหมด คนชั้นกลางไทยที่ปรับตัวได้เร็วและอยู่ในฐานะที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบทุนนิยมโลกได้สะดวกเท่านั้นที่สามารถรับเอาอุดมการณ์เรื่องเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ ความโปร่งใสและประสิทธิภาพมาเป็นวัฒนธรรมหลักของตน (โดยผ่านระบบการศึกษา สื่อและกลไกของรัฐ) ขณะที่ชนชั้นกลางบางส่วนและชนชั้นแรงงานยังระแวดระวังกับอุดมการณ์ทันสมัยเหล่านี้
ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มีความซับซ้อนมากเพราะมีพลวัตรในตัวเองสูง ประกอบกับสังคมไทยก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง/ไม่ต่อเนื่องภายใน เช่นความลักลั่นของการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท รวมทั้งยังปรากฏซากเก่าจากสังคมจารีตที่ถึงแม้จะกระจุกตัวลงแต่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ เช่น ลำดับชั้นที่ตายตัว (hierarchy), สิทธิโดยกำเนิดหรือโดยสายเลือดที่เหลืออยู่ (แม้จะถูกแทนที่ด้วยสิทธิทางการศึกษา หรือในบางกรณีสิทธิทั้งสองเข้ามาประกอบกัน) ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ชนชั้นกลางไทยมีลักษณะเฉพาะตัวและความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ถึงแม้จะไม่สามารถสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนในบทความนี้ได้ แต่ก็จะขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤตการเมืองกับคนชั้นกลางไทยอย่างคร่าวๆ ดังนี้ ผมเชื่อว่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นผลมาจากความขัดแย้ง 2 ลักษณะคือ หนึ่ง การปะทะกันของอุดมการณ์ภายในและระหว่างชนชั้น (อันนี้มีนักวิชาการหลายคนได้พูดแล้ว) สอง ความสับสนหรือวิกฤตศรัทธาของคนชั้นกลางต่ออุดมการณ์สมัยใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่ต่อเนื่องและไร้ทิศทางของรัฐและสื่อ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลโดยอ้อมจากธรรมชาติหรือวัฒนธรรมของคนชั้นกลางเอง
ประการแรก ลักษณะสองมาตรฐานในสังคมไทย ทั้งในแนวดิ่งและในแนวราบ ได้ทำให้คนชั้นกลางที่มีจำนวนมากต้องเผชิญกับความขัดแย้งแบ่งแยกอย่างหนัก ไม่ว่าคนชั้นกลางกลุ่มนี้จะรับเอาอุดมการณ์สมัยใหม่โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาหรือจงใจสร้างความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่น คือจากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นเดียวกันก็ตาม (จะสังเกตว่ามีทั้งมิติของเวลาและสถานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง) แต่อุดมการณ์สมัยใหม่ของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ก็ปะทะขัดแย้งกับอุดมการณ์อื่นของคนชั้นกลางด้วยกัน รวมทั้งขัดแย้งกับอุดมการณ์ของชนชั้นอื่น ที่ยังไม่ยอมเชื่อใจความสมัยใหม่และการพัฒนาในทุกแง่มุม
ประการที่สอง ความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในความคิดของคนชั้นกลางสมัยใหม่เอง เมื่อคนชั้นกลางคนเดียวกันนี้ต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของอุดมการณ์หลักของสังคมอย่างกลับหลังหันหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540, การเข้ามาสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย, การเชิดชูระบอบทักษิณ, การรัฐประหาร 19 กันยา, การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมือง, การโค่นล้มระบอบทักษิณ, การกลับมาของพรรคพลังประชาชน, การชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม, การเมืองใหม่ของพธม ฯลฯ ต้องยอมรับว่าภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยและสื่อกระแสหลักได้สร้างภาวะแห่งความสับสนและวิกฤตศรัทธาต่ออุดมการณ์ของสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อคนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และแสดงบทเป็นผู้รับอยู่เสมอ การยึดถือรัฐและสื่อเป็นสรณะก็ยิ่งทำให้ความสับสนทวีคูณมากยิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว เมื่อมนุษย์และสังคม ต่างไม่ได้เป็นทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามของสมการ เพราะต่างกำหนดซึ่งกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด ความสับสนของคนชั้นกลางจึงอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนความสับสนของสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
หมายเหตุ
[1] การปรับระบบการเมือง ตอน 1 และ 2, มติชนรายวัน, วันที่ 25 และ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551
[2] C. Wright Mills. White Collar: The American Middle Classes. Oxford University Press. 1951
[3] ข้อมูลดัดแปลงจากตารางที่ 11.2 หน้า 460 ในผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเกอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ฉบับเพิ่มเติมและปรับปรุงใหม่
Subscribe to:
Posts (Atom)
