Sunday, December 14, 2014

บทความแปล ใครขโมยวันทำงานสี่ชั่วโมง







ภาพจากแผ่นปลิวรณรงค์ของ IWW ช่วงทศวรรษ​ 1930-1940

อเล็กซ์เป็นคนงานยุ่ง ด้วยสถานะของสามีในวัน 36 และพ่อของลูกสาม เขาต้องเดินทางระยะทางไกลไปทำงานประจำทุกวันที่บริษัทเทเลคอมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองเดนเวอร์ เมืองที่เขาย้ายเข้ามาจากบ้านเกิดในประเทศเปรูตั้งแต่ปี 2003

ในเวลากลางคืน เขายังมีเรียนหรือการบ้านจากหลักสูตรปริญญาตรีด้านสังคมศาสตร์​ที่เขากำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเสียงปลุกจากนาฬิกา เขาตื่นนอนตอนตีห้าเป็นประจำทุกวัน และเป็นเวลาหลังจากทานอาหารเช้าและชำเลืองดูข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่เขามีโอกาสทำตามหน้าที่ของเขาในฐานะนักจัดตั้งเพียงคนเดียวในสหรัฐฯ และเว็บมาสเตอร์ของโกลบอลแคมเปญ สำหรับการรณรงค์ในระดับสากลเพื่อวันทำงานสี่ชั่วโมง

"ผมพยายามติดต่อกับองค์กรต่างๆ" เขากล่าว "ถึงแม้ เอาเข้าจริง ผมไม่มีเวลาเลย"

แต่อเล็กซ์มีแผนการณ์ใหญ่ ปลายปีที่สิบของการรณรงค์​เขาวาดภาพ "ขบวนการเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นมากๆ" พร้อมกับสาขาทั่วโลกประสานงานกันจนเกิดการหยุดงานที่ต้องการ

หนึ่งร้อยปีที่แล้ว ปฎิบัติการแบบนี้แทบจะดูเหมือนว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เป็นเวลาหลายสิบปีที่ขบวนการแรงงานในสหรัฐฯ ใช้ท้องถนนเป็นพื้นที่ในการเรียกร้องวันทำงานแปดชั่วโมงโดยการประท้วงของคนงานนับแสนคน นั่นเป็นเพียงอีกก้าวหนึ่งของการค่อยๆ ลดชั่วโมงการทำงาน ซึ่งคาดหมายกันว่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ก่อนหน้าสงครามการเมือง (ประมาณ​พ.ศ.​ 2404-2408) คนงานหญิงในโรงงานของเมืองโลเวล แมสซาชูเซทส์ ได้ต่อสู้เพื่อลดชั่วโมงการทำงานจากสิบสองหรือมากกว่านั้นลงเหลือสิบชั่วโมง ต่อมา เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ปะทุขึ้น (ประมาณ​ทศวรรษ​ 2470) สหภาพแรงงานเรียกร้องชั่วโมงทำงานที่สั้นลงเพื่อให้เกิดการกระจายงานที่น้อยลงออกไปและเพื่อป้องกันการปลดจากงาน บริษัทใหญ่อย่างเคลล็อกก็สมัครใจที่จะทำตามข้อเรียกร้องนั้น แต่ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น ระบบการทำงานแปดชั่วโมงก็หยุดชะงัก และทุกวันนี้ คนงานส่วนใหญ่ต้องทำงานมากกว่าแปดชั่วโมง

ขณะนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในกลุ่มของประเทศร่ำรวยที่มีชั่วโมงการทำงานต่อปีมากที่สุด คนงานสหรัฐฯ​ต้องทำงานกว่าสามร้อยชั่วโมงต่อปีมากกว่าคนงานในประเทศยุโรปตะวันตก ด้วยสาเหตุหลักคือการขาดวันหยุดที่ได้รับค่าจ้าง (คนงานเยอรมันทำงานน้อยชั่วโมงกว่าคนงานอเมริกันมาก ขณะที่คนงานกรีกทำงานยาวนานกว่ามาก) ผลิตภาพของคนงานเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเท่าตัวหลายครั้งตั้งแต่ 1950 แต่รายได้ยังคงอยู่กับที่ นอกจากเราจะพิจารณาคนรวยที่รวยเพิ่มขึ้นมาก มูลค่าที่เกิดจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง (และคำตอบ คือตกไปอยู่ในมือคนรวย)

มันแทบจะเป็นเรื่องสามัญสำนึกที่ว่าความรุดหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้เกิดเวลาการพักผ่อนเพิ่มขึ้น เบนจามิน แฟรงคลิน อดีตปธน.ของสหรัฐฯ เคยตั้งสมมุติฐานว่า "ถ้าชายและหญิงทุกคนทำงานที่เป็นประโยชน์ให้ได้สี่ชั่วโมงในแต่ละวัน แรงงานเหล่านั้นจะสร้างผลผลิตมากพอสำหรับสนองความต้องการที่มี รวมทั้งให้ความสบายในชีวิต" นิยายวิทยาศาสตร์มักจะทำนายภาพของอนาคตที่ชั่วโมงการทำงานสั้นลงกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ยอมรับทั่วไป นิยายขายดีของเอ็ดเวิร์ด เบลลามีในปี 1888 (พ.ศ.​2431) ที่ชื่อ Looking Backward (มองกลับไปในอดีต) อธิบายว่าในปี 2000 ผู้คนจะทำงานประมาณสี่ถึงแปดชั่วโมง สำหรับงานที่น่าเบื่อก็จะต้องการเวลาน้อยลง ในบริบทของนิยาย Star Trek งานที่เกิดขึ้นก็เพื่อการพัฒนาตนเอง ไม่ใช่เพื่อความจำเป็นทางวัตถุ ในภาพยนต์ Wall-E หุ่นยนต์ทำงานทุกอย่าง ขณะที่มนุษย์กลายเป็นก้อนเนื้อเฉื่อยๆ ที่นอนแผ่นเป็นโซฟาไร้แรงโน้มถ่วง

ในช่วงระหว่างการต่อสู้ที่เข้มข้นเพื่อวันทำงานแปดชั่วโมงในทศวรรษ​ 1930 (ประมาณทศวรรษ​​2470) คนงานกลุ่ม Industrial Workers of the World (IWW) ก็มีแผ่นปลิวการ์ตูนสำหรับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าจะเป็นก้าวต่อไป วันทำงานสี่ชั่วโมง สัปดาห์ทำงานสี่วันและค่าแรงที่คนมีชีิวิตอยู่ได้

การรณรงค์ของ IWW ตั้งคำถามว่า "ทำไมจะเกิดขึ้นไม่ได้?"


มันเป็นคำถามที่ดี วันทำงานสี่ชั่วโมงพร้อมกับค่าจ้างที่มีชีวิตอยู่ได้สามารถแก้ปัญหาจำนวนมากที่มีส่วนรบกวนชีวิตของเราที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากทุกคนทำงานน้อยชั่วโมงลง จะมีงานให้ทำมากขึ้นสำหรับคนที่ตกงาน เศรษฐกิจอาจจะไม่สามารถผลิตได้มากเท่าที่เป็นอยู่ ซึ่งก็หมายความว่ามันจะไม่สามารถสร้างมลพิษได้มากเท่านี้ด้วย ประเทศร่ำรวยที่คนทำงานน้อยชั่งโมงลงมีแนวโน้มจะลดรอยเท้าคอร์บอนลง งานน้อยลงหมายถึงมีเวลาเหลือให้กับครอบครัวและการดูแลเด็ก จบปัญหาเรื่อง "สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน" สิ่งที่จะหายไปคือปัญหาทำงานมากเกินไป ที่มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวานและอัลไซเมอรส์อีกด้วย

เบนจามิน ไคลน์ ฮันนีคัตต์​ (ฺBenjamin Kline Hunnicutt) นักประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไอโอวา ได้อุทิศชีิวิตการทำงานของเขาในการแก้ไข "การสูญเสียความจำระดับชาติ" เกี่ยวกับสิ่งที่เคยเป็นฝันของคนอเมริกันในการมีเวลาว่างเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาหยุดงานในสุดสัปดาห์ตามหลักศาสนาของชาวยิว ฯลฯ​ หนังสือล่าสุดของดร.ฮันนีคัตต์ เวลาว่าง (Free Time) ตามรอยว่าความฝันนี้ได้เปลี่ยนจากส่ิงที่คนเคยเชื่อว่าเป็นเรื่องจะเกิดขึ้นแน่นอนเนื่องจากเทคโนโลยี กลายเป็นข้อเรียกร้องหลักในศตวรรษของการต่อสู้ของแรงงาน จนกระทั่งเลือนหายไปในสภาพฝันร้ายของปัจจุบันที่งานคุกคามเข้ามาในทุกชั่วโมงของชีวิต

"ฝันเหล่านี้กลับกลายเป็นถูกลืมหมดสิ้น และหายไปในการดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพื่องานและเงิน"​ ดร.ฮันนีคัตต์ตัดพ้อ






มีสัญญาณเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบทความของนักเศรษฐศาสตร์เลื่องชื่อ จอหน์ เมยนารด เคนส์ ที่เขียนขึ้นในปี 1930 ชื่อ "ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจสำหรับรุ่นหลายของพวกเรา (Economic Possibilities for Our Grandchildren)"

ประมาณปี 2030 เคนส์คาดว่าจะเกิดระบบของ "การว่างงานทางเทคโนโลยี" ที่ซึ่งเราจำเป็นต้องทำงานน้อยถึงขนาดสิบห้าชั่วโมงต่อสัปดาห์ และนั่นเพื่อป้องกันไม่ให้เราเสียสติจากการมีเวลาว่างมากเกินไป ยังไงก็ตาม ในระหว่างนี้ "ความโลภ การขีดรีดดอกเบี้ยและความระมัดระวังจะเป็นพระเจ้าของเราไปพลางก่อน" เคนส์เชื่อว่า "เพื่อที่จะนำทางเราออกจากอุโมงของความจำเป็นทางเศรษฐกิจสู่แสงสว่าง"

ด้วยความเชื่อนี้ เขาได้เสนอว่าเราควรทำสัญญากับปีศาจ เชื่อมั่นในความโลภไปอีกนิด และมันจะทำให้รอดพ้นจากตัวเราเอง เพื่ออธิบายส่ิงนี้ เคนส์ได้ตั้งข้อสังเกตที่เหยียดคนยิว (anti-semitic) ว่าเพราะพระเยซูของยิวได้นำทางสู่ชีวิตอมตะมาสู่โลกนี้ อัฉริยะของชาวยิวในการคำนวณดอกเบี้ยจะทำให้เกิดความมั่งคั่งที่สามารถนำพวกเราออกไปจากการเป็นทาสของระบบค่าจ้างอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม เคนส์ไม่ได้คาดเอาไว้ว่าปีศาจจะมีอำนาจต่อรองเหนือ เหมือนกับในสัญญากับปีศาจส่วนใหญ่ ความโลภได้จัดการดูดซับผลประโยชน์ทั้งหมดออกไปจากความรุดหน้าทางวิทยาการ

ดร.ฮันนีคัตต์ใช้เวลาส่วนใหญ่ของงานในการเก็บรายละเอียดว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร ตลอดช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แรงกดดันจากนักอุตสาหกรรมใหญ่ได้ทำให้ปธน.รูสเวลท์หันมาต่อต้านระบบชั่วโมงทำงานที่สั้นลง รูสเวลท์ทำให้กฎหมาย Black-Connery Bill สำหรับการทำงานสามสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่ผ่านสภาสูงต้องตายในสภาล่าง ด้วยความช่วยเหลือจากแนวคิดของเคนส์เองในเรื่องงบประมาณรายจ่ายขาดดุล นโยบายนิวดีลของปธน.รูสเวลท์ตั้งเป้าหมายของการจ้างงานทุกคน "เต็มเวลา" และกฎหมาย Fair Labor Standard Act ในปี 1938 บัญญัติวันทำงานแปดชั่วโมงเป็นบรรทัดฐาน นั่นคือการลดชั่วโมงการทำงานครั้งสุดท้ายของศตวรรษ การเกิดขึ้นของสงครามเย็นหมายถึงขบวนการแรงงานที่เรียกร้องการทำงานน้อยชั่วโมงลงถูกตีตราว่าเป็นพวกหัวรุนแรงต้องการล้มระบบและคอมมิวนิสต์ คนงานน้อยลงเรื่อยๆ สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ทุกชั่วโมงของงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมากขึ้น ขณะที่ชนชั้นเจ้าของปัจจัยเขมิบเอาส่วนแบ่งของประโยชน์ไปมากกว่าที่เคยเป็น

ความฝันแบบอเมริกันใหม่เข้าแทนที่ความฝันอันเก่า แทนที่จะเป็นเวลาว่าง หรือการอดออม การบริโภคกลายเป็นหน้าที่ของผู้รักชาติ บรรษัทธุรกิจสามารถหาข้ออ้างในการทำทุกอย่าง ตั้งแต่การทำลายสิ่งแวดล้อมไปจนถึงการสร้างคุก เพียงเพื่อเสกให้เกิดงานให้ทำมากขึ้น การศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ ที่เริ่มแรกมีเพื่อที่จะเตรียมคนสำหรับใช้เวลาว่างอย่างชาญฉลาด ถูกแปลงโฉมให้เป็นระบบการฝึกงานที่ไร้ประสิทธิภาพและราคาแพง อย่างที่เคนส์คิดว่ามันเป็นเรื่องสมเหตุผลที่จะทำ เราได้หยุดจินตนาการว่ารุ่นหลานของพวกเราอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าพวกเรา พวกเราได้แต่หวังว่าพวกเขาจะมีงานทำ บางที ถึงกับเป็นงานที่พวกเขาชอบ

ความฝันใหม่ของการบ้างานได้เข้ามายึดครองพวกเราอย่างมั่นคง แทบไม่มีใครพูดถึงการคาดหวังหรือแม้กระทั่งว่าเราสมควรจะมีวันทำงานที่สั้นลงอีก ที่ดีที่สุดที่เราหวังได้คืองานที่สมบูรณ์ งานที่บังเอิญเป็นงานที่เรารัก ในการตามหาความฝันนี้อย่างบ้าดีเดือด เราไม่แม้แต่จะเสียสละรวมตัวกับพวกรวมงานของเรา เราถูกทำให้คิดถึงตัวเองอย่างเลวร้ายว่าถ้าเรามีเวลาว่างมากขึ้น เราก็จะผลาญเวลานั้น

ยิ่งเราถูกสอนให้บูชางานมากเท่าใด มันยิ่งมีค่าน้อยลงทุกที ตอนที่ผู้หญิงเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน รายจากสองแหล่ง (ชายและหญิง) เริ่มกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการสนับสนุบครอบครัว และผู้หญิงยังคงติดแหง็กกับงานบ้านมหาศาลและการดูแลลูก งานล่วงเวลากลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนจำนวนมาก และการมีงานพาร์ทไทม์โดยปกติหมายถึงการทำงานอื่นอีกหนึ่งหรือสองงาน

"คนงานบางคนมีชั่วโมงการทำงานที่สั้นลง แต่สิ่งที่พวกเราไม่มีคืองานที่มั่นคง" แคเรน นอซบัม (​Karen Nussbaum) ประธานของ Working America องค์กรร่วมของสหภาพ AFL-CIO กล่าว

ในสิ่งที่เหลืออยู่สำหรับขบวนการแรงงาน แทบไม่มีใครอยากเสียเวลาเรียกร้องวันทำงานที่สั้นลง มันยากพอที่จะได้ค่าแรงที่พอยังชีพ วันลาหยุดที่ได้รับค่าแรง เวลาพักร้อนอีกนิด รวมทั้งวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่เธอเริ่มจัดตั้งคนงานหญิงในทศวรรษ​ 1970 นอซบัม กล่าวว่า "วิกฤตมันแตกต่างกัน มันรุนแรงขึ้นและมันแผ่กระจายมากขึ้น"



แน่นอนว่าคุณคงเคยได้ยินถึงสัปดาห์ทำงานสี่ชั่วโมง หรืออย่างน้อยคุณอาจได้เห็นมันในร้านหนังสือของสนามบิน ที่นักธุรกิจมักแอบชำเลืองมองแบบเลียบเคียงที่ปกราวกับมันเป็นคาตาล็อกขายชุดชั้นในสตรี มันเป็นมนต์เสน่ห์ขายดีที่ค่อนข้างเหงา กับความหวังที่ว่าหากเราทำงานอย่างฉลาดขึ้น ไม่ใช้หนักขึ้น เราอาจจะร่วมกับผู้แต่ง ทิโมธี เฟอร์ริสส์ (Timothy Ferris) ในกลุ่ม "คนรวยใหม่"​ ที่มีเงินลงทุนหนาและการดูแลรักษาตัวเองพอสมควร มันสามารถเกิดขึ้น แค่กับผู้โชคดีไม่กี่คนในบรรดาคนขี้แพ้นับล้านกว่าๆ ที่หลงซื้อหนังสือนี้


แนวคิดของวันทำงานสี่ชั่วโมงที่คนงานจิตนาการถึงเมื่อร้อยปีที่แล้วนั้นแตกต่างกัน มันเป็นฝันสำหรับทุกคน เป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากความรุดหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในหลายทศวรรษตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ทุนนิยมไม่สามารถหยิบยื่นวันทำงานที่สั้นลงให้ ดินแดนแห่งการมีเวลาว่างพักผ่อนแบบที่เราฝันถึง ซึ่งเคยเป็นประเด็นปัญหาด้านเทคโยโลยี วันนี้มันกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

IWW มองว่าวันทำงานที่สั้นลงต้องไม่แลกมาด้วยการตัดค่าแรง อย่างเช่นคำที่ปรากฎในแผ่นปลิวอันหนึ่ง "มันคือข้อเรียกร้องแห่งการปฏิวัติ (THE Revolutionary Demand)" องค์กรแรงงานที่รู้จักกันในชื่อ "ว็อบบลี่ (Wobblies)" ตระหนักว่าชั่วโมงทำงานที่ลดลงจะเป็นหลักประกันว่าคนงานจะได้ตักตวงจากความรุดหน้าแทนที่จะปล่อยให้ความมั่งคั่งไหลล้นขึ้นข้างบน เพื่อที่ให้ได้มาซึ่งวันทำงานแปดชั่วโมงในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนงานตัดไม้ที่จัดตั้งโดย IWW ในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เป่านกหวัดและเดินออกจากงานเมื่อครบแปดชั่วโมงของการทำงาน แผ่นปลิวเร็วๆ นี้ของ IWW เสนอว่าแท็กติกอีกอันหนึ่งที่จะช่วยเน้นให้เห็นผลกระทบของวันทำงานที่ยาวนานต่อครอบครัวคือ ให้ลูกหลากของคนงานถือป้ายประท้วงหน้าที่ทำงาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกเขาคิดถึงพ่อแม่ของพวกเขาแค่ไหน




ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยังมีตัวชี้วัดเล็กน้อยของพัฒนาการที่เกิดขึ้น หลังจากถูกกดดันอย่างมากจากคนงานที่จัดตั้ง ปธน.โอบามาประกาศกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในเรื่องค่าแรงล่วงเวลา ในปัจจุบัน รัฐบาลประเมินว่ามีคนงานหลายล้านคนที่ต้องเปลี่ยนไปทำงานพาร์ทไทม์แทนที่จะทำงานเต็มเวลา เพราะพวกเขาสามารถซื้อประกันสุขภาพผ่านระบบใหม่ พอล ไรอัน สมาชิกสภาคองเกรสได้แสดงความกลัวอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพที่ถูกลงว่า "แรงจูงใจสำหรับการทำงานจะลดลง" แค่ความคิดว่่่าพวกคนไม่รวยสามารถทำงานลดลง แต่ยังคงมีประกันสุขภาพ ก็ขัดกับความคิดของเขาเกี่ยวกับวิถีแบบอเมริกัน เขายังพูดว่า "มันเพิ่มการดูถูกให้กับบาดแผลที่เกิดขึ้น"

ดังนั้น วิธีการที่อาจจะปฏิบัติได้จริงที่สุดในการเอาชนะให้ได้วันทำงานที่สั้นลงอาจจะเป็นการแยกสิ่งที่จำเป็น เช่น ประกันสุขภาพ ออกจากการจ้างงาน

ปีเตอร์ เฟรส (Peter Frase) บรรณาธิการของนิตยสาร Jacobin และผู้สนับสนุนวันทำงานที่สั้นลงที่สามารถที่สุดคนหนึ่ง เรียกร้องให้มีรายได้พื้นฐานสากล (universal basic income) คนที่สามารถดูแลความจำเป็นพื้นฐานที่สุดของตัวเองจะสามารถเลือกสำหรับพวกเขาเองว่าต้องการทำงานเพิ่มเติมมากแค่ไหน นอกเสียจากว่าขบวนการเคลื่อนไหวจะมีพลังมากพอ นักการเมืองและชนชั้นนำก็จะยังคงอ้างว่ามันไม่มีงานมากพอให้กับทุกคน

คนงานในประเทศที่องค์กรแรงงานเข้มแข็งรู้ดี เมืองโกเธนเบิร์กในประเทศสวีเดน กำลังทดลองใช้วันทำงานหกชั่วโมงสำหรับคนงานขององค์กรปกครองเมือง ขณะที่ในฝรั่งเศส ที่ระบบการทำงานสามสิบห้าชั่วโมงก็เป็นที่ยอมรับทั่วไป สหภาพแรงงานกำลังทดลองกฎที่ต่อต้านการเช็คอีเมล์ที่ทำงานหลังจากชั่วโมงทำงาน

เครื่องมือที่จะช่วยประหยัดเวลา ซึ่งเบนจามิน แฟรงคลินเคยปรารถนานั้นอยู่ที่นี่แล้ว แต่แทนที่จะถูกใช้เพื่อปลดปล่อยทุกคนจากงาน มันกลับถูกใช้เพื่ออำพรางความโลกของธุรกิจในการแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเรา ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน อาจจะมีคนน้อยกลุ่มมากที่จะยินดีกับการอยู่ที่ทำงานหลังเลิกงานมากเท่ากับพวกวิศวกรของซิลิคอนวัลเลย์​ (ย่านไฮเทค ในคาลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ) แต่เอาเข้าจริงแล้ว ใครคือคนได้ประโยชน์จากการนั่งใส่รหัส (โปรแกรมคอมพิวเตอร์)​ ถึงดึกๆดื่นๆ

มันก็คงจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่ป้องกันไม่ให้ซิลิคอนวัลเลย์ได้มีสหภาพแรงงาน คนที่ไม่สนใจว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวจะต้องทำงานสองงาน คนที่หวังจะให้พวกเราเช็คอีเมล์ในการทำงานตลอดเวลา คนที่พูดว่าเราต้องการการเติบโตทางเศรษฐกิจ แทนที่จะปล่อยให้คนว่างงานได้มีส่วนแบ่งเบางานที่จำเป็น

คนพวกนั้น คนที่เคารพนักแสวงหากำไรอย่างนอบน้อม และคนที่ละเลยที่จะรวมตัวจัดตั้งกับเพื่อนร่วมงาน คือคนที่กำลังขโมยวันทำงานสี่ชั่วโมงไปจากพวกเรา

แปลโดยเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร จาก Who Stole the Four-Hour Workday? โดย Nathan Schneider ใน Vice.com (August 2014)

การจัดองค์กรการเมืองของคนงาน ตามแนวทางอนาธิปัตย์นิยม

การจัดองค์กรการเมือง (และความสัมพันธ์ทางสังคม) ของคนงาน เกี่ยวข้องกับคำถามทั้งเชิงแนวคิด-อุดมการณ์และคำถามเชิงปฏิบัติ

ที่ว่าเป็นเรื่องเชิงแนวคิดและอุดมการณ์เพราะคนงาน จำเป็นต้องมีหลักการนำทาง ทั้งในระดับปัจเจก หรือระดับส่วนตัวและในระดับกลุ่มหรือหมู่  ว่าควรเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสถาบันทางสังคมและการเมืองเช่น รัฐบาล พรรคการเมือง นายทุน รวมทั้งกลุ่มทางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ อย่างไร

และที่ว่าเป็นเรื่องเชิงปฏิบัติเพราะในขั้นตอนของการรวมตัวจัดตั้งนั้น คนงานต้องเผชิญกับความท้าทายในแง่ของกระบวนการ รวมทั้งคำถามพื้นฐานว่า...จะทำอย่างไรที่จะก้าวจากจุดแรกไปสู่จุดต่อไป

คำถามในแง่กระบวนการที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ก็เช่น ทำอย่างไร สมาชิกจึงจะเกิดความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในกลุ่มที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะสละเวลาส่วนตัวมาเข้าร่วมประชุม (แน่นอน คำถามสำคัญอีกประการคือ จะทำอย่างไรให้การกำหนดประเด็นการประชุม เกิดขึ้นจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย), ผู้ดำเนินการจัดตั้งควรทำและ/หรือหลีกเลี่ยงไม่ทำอะไร เพื่อให้สมาชิกรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งกับกลุ่มที่เกิดขึ้น รู้สึกว่าได้รับความเคารพ ว่าเสียงและความต้องการของพวกเขาถูกได้ยิน ฯลฯ

ดังนั้น คำถามเชิงปฏิบัติจึงมีส่วนที่เป็นเชิงวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก เพราะระบบคุณค่า หรือสิ่งที่แต่ละคนเห็นว่าดี ถูกหรือควร ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ละสังคม

หลักการและกระบวนการจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในหลายกรณี นักจัดตั้งจะพบว่าความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นจากความเห็นที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งนี้อาจมีที่มาจากความเชื่อในหลักการที่แตกต่างกันโดยตรง (หรืออาจเกิดจากสาเหตุว่าสมาชิกขาดความเข้าใจในหลักการ) ในกรณีเช่นนี้ กระบวนการจะช่วยชี้นำให้นักจัดตั้งสามารถจัดการความขัดแย้งในฐานะของกลุ่ม โดยปฏิเสธวิธีการแบบเสียงข้างมากเอาชนะเสียงข้างน้อยได้

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่องค์ความรู้ในการจัดตั้งคนงาน ทั้งในเชิงแนวคิดและเชิงปฏิบัติในภาษาไทย หาได้ยาก ที่มีอยู่ก็มีเนื้อหาจำกัดอยู่เพียงบางแนวคิด ที่คับแคบ ล้าสมัย ทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้ไม่มีทางเลือกมาก

นั่นไม่ได้หมายความว่าองค์ความรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการทดลองของคนงานเอง
ตรงกันข้าม องค์ความรู้จำเป็นต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ ทดลองและนำผลที่ได้กลับมาปรับปรุงแนวคิด ทฤษฎีที่เป็นนามธรรมให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การทดลองในเชิงประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษครึ่งแล้ว เราสามารถเริ่มต้นจากการต่อเติมขึ้นบนฐานของการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ในจุดยุทธศาสตร์ของการผลิตต่างๆ ในระดับสากล

เช่น ในเมืองอุตสาหกรรมเช่น ดีทรอยต์ของสหรัฐฯ และตูรินของอิตาลี การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ทำให้เกิดการเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการรวมตัวจัดตั้งคนงานในรูปแบบของสหภาพและสภาแรงงานแบบต่างๆ เราจึงสามารถค้นคว้าประวัติศาสตร์ของการทดลองเกี่ยวกับการจัดตั้งคนงานและเริ่มต้นจากการศึกษาและทบทวนบทเรียนจากช่วงเวลาและสถานที่ดังกล่าวได้

องค์ความรู้ในเชิงแนวคิด ที่หาได้ในภาษาต่างประเทศจึงมีพัฒนาการตามเส้นทางประวัติศาสตร์การพัฒนาของระบบทุนนิยม ความท้าทายสำหรับผู้ศึกษาน่าจะมาจากการทำความเข้าใจบริบทแวดล้อมที่มักเลือนลางและตกหล่นไปตามกระแสธารของเวลา ที่สำคัญ บันทึกของนักจัดตั้งที่เป็นคนงานสามัญธรรมดามักไม่สามารถแทรกตัวผ่านเข้าไปอยู่ในหอจดหมายเหตุขององค์ความรู้กระแสหลัก ที่ได้รับการรักษาดูแลอย่างดีจากชนชั้นนำ (ที่มีประโยชน์ผูกโยงอย่างแน่นแฟ้นกับการรักษาความรู้เชิงประวัติศาสตร์บางเรื่องบางตอน)

ในประวัติศาสตร์ของการจัดองค์กรคนงานอุตสาหกรรม สององค์กรที่มีความโดดเด่นในแง่ของการนำเสนอแนวคิดเชิงอุดมการณ์และเชิงปฏิบัติ ตามแนวทางของการนำโดยคนงานและเพื่อคนงาน คือ National Confederation of Labour หรือชื่อในภาษาสเปน Confederation Nationale de Trabajo (CNT) ของคนงานสเปน และ Industrial Workers of the World (IWW) ที่เริ่มต้นโดยคนงานอเมริกัน

ทั้งสององค์กรเป็นทั้งองค์กรเชิงประวัติศาสตร์ และองค์กรร่วมสมัยที่ยืดมั่นในหลักการเรื่องอิสระของคนงานจากรัฐ ทุนและจากการครอบงำของผู้นำขบวนการแรงงาน นอกจากนี้ เคารพในความเสมอภาคของคนงานด้วยกัน ไม่ว่าจะมีเพศ สีผิวหรือเชื้อชาติอย่างไร ที่สำคัญ ทั้งสององค์กรยังเชื่อมั่นในรูปแบบการจัดองค์กรทางการเมืองแบบล่างขึ้นบน อิสระจากการรวมศูนย์อำนาจและรูปแบบสหพันธ์ที่เคารพความหลากหลายของคน

ในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ สมาชิกขององค์กรคนงานทั้งสองมักได้รับการตีตราจากรัฐ ฝ่ายทุนและสื่อของทุนว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" ชื่อเสียนี้มีที่มาจากอุดมการณ์ในการไม่ประณีประนอมกับทั้งฝ่ายรัฐและทุน และที่สำคัญ มาจากความเชื่อมั่นในหลักการของการกำหนดชีวิตตนเองด้วยตนเอง


CNT ก่อตั้งขึ้นในปี 1910 (พ.ศ.2453)  มีบทบาทอย่างมากช่วงสงครามกลางเมืองของสเปนและภายใต้การปกครองของเผด็จการ นายพลฟรังโก้ ในการจัดตั้งชนชั้นแรงงานเพื่อต่อสู้กับระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ ขณะที่ IWW นั้น ก่อตั้งในปี 1905 (พ.ศ.2448)  และมีบทบาทในการสร้างความตระหนักและจัดตั้งคนงานอเมริกันทุกสาขาอาชีพเข้าอยู่ในขบวนการแรงงานเดียวกัน ในช่วงเวลาที่สหภาพแรงงานในฐานะองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมายยังไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ในวันนี้  IWW มีบทบาทสูงในการจัดตั้งคนงานกลุ่มใหม่ในสังคม คือ คนงานอุตสาหกรรมบริการในสาขาอาหารและเครื่องดื่ม ที่ถูกมองว่า "ไม่สามารถจัดตั้งได้"

ในเอกสารแผ่นพับของ CNT ที่แจกเพื่อให้ความรู้กับสมาชิกใหม่สหภาพ (ในปี 2541) ได้ระบุเป้าหมายขององค์กรไว้ว่า

  • เป้าหมายของการจัดตั้งคนงานทั่วโลก เพื่อปกป้องประโยชน์เฉพาะหน้าของพวกเขา และเพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาของคุณภาพชีวิตของพวกเขา การจัดตั้งสหภาพแรงงานก็เพื่อให้บรรลุสิ่งนี้
  • เพื่อการเกิดขึ้นของโครงสร้างที่ไม่มีทั้งผู้นำและอำนาจบริหาร
  • ความปรารถนาสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วของสังคม การเปลี่ยนโฉฒของสังคมที่จะนำไปสู่การปฏิวัติทางสังคม หากปราศจากเป้าหมายของการพลิกโฉมสังคม ลัทธิ anarcho-syndicalism ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่


ผมหวังว่าการคัดเลือกเอาประวัติศาสตร์ อุดมการณ์และแนวคิด รวมทั้งรูปแบบของการจัดตั้งที่ผ่านการทดลองตลอดช่วงหนึ่งศตวรรษของทุนนิยมตะวันตกมาเผยแพร่ในที่นี้ จะทำให้ความสนใจ แรงบันดาลใจและความตระหนักรู้ที่ยังคงเป็นที่ต้องการในสังคมไทย....สังคมอุตสาหกรรมที่กำลังสุกงอมเต็มที่ โดยที่ผู้คนในสังคมยังไม่ทันเฉลียวใจว่า "มนุษย์สายพันธุ์ใหม่" ถือกำเนิดขึ้นทุกนาทีที่เครื่องจักรถูกเปิดดำเนินการ

Sunday, December 15, 2013

จดหมายถึงสามัญชน

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ รวมทั้งกลุ่มผลประโยชน์ที่สนับสนุนขั้วอำนาจทั้งสองอยู่ ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า (ไม่ว่าจะแอบอ้างว่าทำไปเพื่ออะไรก็ตาม) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ล้วนแล้วแต่มุ่งพิทักษ์ รักษาประโยชน์ของชนชั้นนำ ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง หาได้มีผลดีกับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนธรรมดา และกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่

พวกเราน่าจะได้ตระหนักกันแล้วว่า ไม่ว่าชนชั้นนำกลุ่มไหน (ในนามของเสื้อสีเหลืองหรือแดงประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทย ฯลฯ) จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าสู่อำนาจ สภาพความเป็นอยู่ของพวกเรา คนทำงานกินเงินเดือนระดับล่างรวมทั้งกรรมกร ก็ไม่เคยดีขึ้น มีแต่จะย่ำแย่ลง เพราะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ก็ยังคงเอารัดเอาเปรียบคนจนอย่างที่เคยเป็นมา

ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ทางความคิดความเห็น ก็มีแต่จะถูกริดรอนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เพียงเพราะว่าบรรดาชนชั้นนำทั้งหลายยังไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ

ในขณะที่เกมส์การต่อสู้นี้ยังคงดำเนินต่อไป ดูเหมือนเดิมพันของเกมส์นี้จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่นำโดยประชาธิปัตย์ ได้เอาชีวิตและเลือดเนื้อของคนไทยเข้าวางเพื่อแลกกับอำนาจสำหรับฝ่ายของตน

สามัญชนคนธรรมดาที่เล็งเห็นคุณค่าความเป็นคนของเพื่อนไทยด้วยกัน (ไม่ว่าพวกเขาจะมีความเชื่ออย่างไร) ก็ยิ่งรู้สึกอับจนสิ้นหนทาง เพราะเหมือนพวกเขาได้กำหนดทางเดินแคบๆ ที่ตีบตันลงทุกที ลงมาให้พวกเราเดิน

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความมืดมิดและตีบตันนั้น ดูเหมือนจะมีหน้าต่างบานเล็กๆ ที่เริ่มแย้มแสงสว่างเข้ามา  ความบ้าระห่ำของกปปส. ที่ได้ผลักดันให้รัฐบาลที่มาจากวิถีทางประชาธิปไตยต้องถอยร่นจนมุมในทางตันนั้น กลับทำให้พวกเรา เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั้นได้รับอำนาจกลับคืนมาในมือ

ถึงแม้ประสบการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของการเมืองไทยจะสอนพวกเราว่า การเลือกตั้งเกือบทั้งหมดจะเป็นแค่การไปประทับตรารับรองให้กับนักการเมือง ที่พอได้รับเลือกตั้งเสร็จก็มักลุแก่อำนาจและใช้อำนาจไปตามอำเภอใจนั้น แต่การเคลื่อนไหวของกปปส. ก็ได้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีคุณค่าเกินกว่าที่พวกเราจะละทิ้งและมองข้าม

มันจะเป็นการเมืองเชิงสัญลักษณ์ที่พวกเราจะได้ยืนยันถึงความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่พวกเรามี เท่าเท่ากับชนชั้นนำ ที่กำลังดูหมิ่นดูแคลนสติปัญญาและคุณค่าของพวกเรา

นอกจากนี้ ไม่ใช่เพราะการเลือกตั้งหรอกหรือ ที่พวกเราได้ชิมรางรสชาดของอำนาจ อำนาจที่พวกเราสามารถกำหนดรูปร่างหน้าตาของสังคมผ่านโยบายที่เราต้องการ

เช่นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา นักการเมืองก็แข่งขันกันเสนอนโยบายเอาใจพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ สำหรับพี่น้องคนใช้แรงงาน หรือนโยบายบริโภคนิยมสำหรับคนชั้นกลางทั่วไป ที่สำคัญไปกว่านั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด ดูเหมือนว่าในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ พวกเราจะได้เห็นการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองของประชาชนอีกหลายพรรค

ดังนั้น ถึงแม้การใช้สิทธิเลือกตั้งจะไม่ใช่กลไกที่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นทางหนึ่งที่พวกเราจะได้ช่วยกันแสดงให้ชนชั้นนำไทยและคนในเมืองบางกลุ่มที่ชอบดูถูกพวกเราได้เห็นว่า พวกเรานี่แหละที่จะกำหนดชะตาของพวกเราเอง!

พวกเราควรได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ร่วมกันว่า ประชาชนจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถรวมตัวกันได้นั้น มักต้องถูกปกครองจากผู้ปกครองที่มีเพียงหยิบมือเดียว

ในระหว่างสองเดือนนี้ ขอให้พวกเราจงได้หวงแหนอำนาจและช่วยกันยืนยันถึงเจตจำนงค์ที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองที่เกิดจากสามัญชน เพื่อสามัญชน ไม่ใช่ชนชั้นนำ สำหรับคนที่มีกำลัง ก็ขอให้รวมกลุ่มและจัดตั้งกัน เพื่อแสดงออกและสื่อสารถึงความปรารถนาไปยังพรรคการเมืองเหล่านั้น ที่มักเล็กและไม่มีอำนาจเงินอย่างเช่นพรรคการเมืองของชนชั้นนำ

ขอให้พวกเราใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการประกาศถึงความปรารถนาของสามัญชน ให้ชนชั้นนำได้รู้ว่าประเทศนี้ที่แท้จริงเป็นของเรา


Wednesday, August 14, 2013

The Fire of Liberty (3): Elisée Réclus กับปารีส คอมมูน

Elisée Réclus เกิดในครอบครัว ที่เคร่งศาสนา (พ่อของเขาเป็นนักบวชนิกายโปรแตสแตนท์) ในหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งในแคว้นดอร์ดอญน์ (Dordogne) ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1830  อันเนื่องมาจากอาชีพและความสนใจของพ่อ เขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินเพื่อศึกษาเทววิทยา (Theology) ในปี 1851 ถึงแม้ในขณะที่ศึกษาอยู่ที่นั่น เขาจะได้เข้าฟังบรรยายที่ได้รับความนิยมของ Carl Ritter ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์บ้างก็ตาม ความสนใจในภูมิศาสตร์นั้นได้ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นโดยการเดินทางไปยังอเมริกาและไอร์แลนด์ ที่เขาได้พบเห็นกับสภาพความลำบากที่เลวร้ายจากความอดอยาก ประสบการณ์ซึ่งช่วยเติมเต็มความสนใจเกี่ยวกับขบวนการสังคมนิยมให้เพิ่มขึ้น ดังนั้ เมื่อเขากลับไปยังปารีสในปี 1857 ที่ Réclus ได้กลายเป็นนักภูมิศาสตร์และนักเคลื่อนไหวแรดิคัล ที่มีบทบาทในสมาคมภูมิศาสตร์ปารีส (Paris Geographical Society) มีบทบาทในสมาคมลับ Brotherhood ของ Bakunin และใน the First International



อย่างไรก็ตาม ต้องรอจนถึงการวิบัติขึ้นของเหตุการณ์ปารีสคอมมูนที่ทำให้ Elisée Réclus และพี่ชายของเขา Elie เริ่มมองตัวเองว่าเข้าสังกัดกับกลุ่ม libertarian หรืออนาธิปัตย์ ปีกหนึ่งของขบวนการสังคมนิยม ปารีสคอมมูนเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 18 มีนาคม 1871 เมื่อคนงานในปารีสเข้ายึดอำนาจการปกครองของเมือง เพื่อต่อต้านระบอบอำนาจนิยมและความยากลำบากที่พวกเขาต้องเจอหลังจากการสถาปนาจักรวรรดิ์ที่สอง (ของหลุยส์ โบนาปาร์ต) เหตุการณ์ปารีสคอมมูนได้ทำให้เกิดชนชั้นทางสังคมใหม่ เมื่อประชาชนเริ่มแสดงบทบาทใหม่และปกป้องเมืองจากกองกำลังของทหารฝรั่งเศสเอง เกาะแห่งเสรีภาพในเมืองนี้เป็นจริงขึ้นมาภายในช่วงเวลา 73 วัน ซึ่งเสริมกำลังให้กับผู้คนที่กำลังนำสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมทั้งมอบโอกาสให้  Réclus ได้ทดสอบความคิดของตนในทางปฏิบัติการ

          ในการต่อสู้บนท้องถนนที่ทำให้ปารีสคอมมูนต้องสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม ประชาชนกว่า 25,000 คนต้องถูกสังหารและ Réclus เอง เช่นเดียวกับคนอื่น ถูกจองจำและต่อมาต้องลี้ภัยไปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ที่นั่น เขาได้เริ่มเขียนหนังสือภูมิศาสตร์และหนังสือนำเที่ยว ควบคู่ไปกับแผ่นพับอนาธิปัตย์ ซึ่งทำให้เขามีบทบาทมากขึ้นในขบวนการเคลื่อนไหวระดับสากล ระหว่าง 1876-1894 เขาได้ตีพิมพ์ La Nouvelle Géographie Universelle (New Universal Geography) ที่มีถึง 19 เล่ม และระหว่าง 1905- 1908 ได้ตีพิมพ์ L’Homme et la Terre (Man and Earth) อีก 6 เล่ม ตำราภูมิศาสตร์ที่ละเอียดและสมบูรณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นที่รวบรวมแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของโลก ซึ่งในทางการเมืองได้ถูกออกแบบให้แสดงว่าทรัพยากรของโลกนั้นได้ถูกจัดสรรอย่างไรเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคน นอกจากนั้น เขายังได้ใช้มันเพื่อท้าทายกลุ่มของนักภูมิศาสตร์ที่ร่วมมือกับจักรวรรดินิยมแสวงหาประโยชน์จากประเทศกำลังพัฒนา โดย Réclus พยายามใข้ภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ข้ามพรมแดน ลดทอนอำนาจของรัฐจักรวรรดิ์โดยส่งเสริมจิตวิญญาณของมนุษยชนที่เป็นสากลระหว่างประชาชนในรัฐชาติและอาณาบริเวณที่แตกต่างกัน Réclus ใช้ภาษาที่สะท้อนถึงข้อกังวลทางสิ่งแวดล้อมในยุคสมัยปัจจุบัน เขาเน้นให้เห็นถึงวิถีทางที่คนจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับโลกธรรมชาติ (ที่เขาอ้างคำว่า “ดุลยภาพ)  วิธีการแบบองค์รวม (holistic) นี้ต่อมาได้ถูกกดทับโดยแนวทางการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาค (regional geography) แบบอื่น แต่ประเด็นในงานของเขายังคงสะท้อนความสนใจในโลกปัจจุบันอย่างน่าเหลือเชื่อ


          Réclus ย้ายไปบรัสเซลในช่วง 11 ปีสุดท้ายของชีวิต ที่เขามีส่วนร่วมก่อตั้ง New University และตั้งสถาบันภูมิศาสตร์ (Geographical Institute) ที่นั่นในปี 1898 ที่นั่น เขาได้ให้บรรยายและกวดวิชาโดยไม่คิดเงิน รวมถึงทำงานวิจัยและงานเขียนอย่างต่อเนื่องเพื่อจุนเจือครอบครัว เขาได้เสียชีวิตลงในปี 1905

Tuesday, August 13, 2013

The Fire of Liberty (2): ชีวิตของ Peter Kropotkin (Box 1.2)


เจ้าชาย Peter Alexeivich Kropotkin ถือกำเนิดในยุคขุนนางของรัสเซียในปี 1842  พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพ เป็นเจ้าของทรัพย์สินใน Moscow และที่ดินที่มีไพร่ติดที่ดิน (serf) กว่า 12,000 คนใน Kaluga  เช่นเดียวกับคนอื่นในชนชั้นเดียวกัน Kropotkin ในวัยหนุ่มเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารที่มีชื่อว่า The Corps of Pages (หมายเหตุ pages หมายถึงพลทหารในเครื่องแบบที่ทำงานตามสั่ง รวมทั้งส่งเอกสารและเปิดประตู: ผู้แปล) ตั้งแต่ช่วงต้นวัยรุ่นและเขาได้ทำงานในตำแหน่ง Page de Chambre ให้กับซาร์องค์ใหม่ อเล็กซานเดอร์ที่สอง


อย่างไรก็ตาม มันชัดเจนว่า Kropotkin เบื่อหน่ายกับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ และเริ่มพัฒนาความคิดแบบสุดโต่ง อย่างที่เห็นว่าในช่วงอายุยี่สิบต้น เขาเลือกที่จะออกประจำการกับหน่วย Cossacks of the Amur ในไซบีเรียมากกว่าจะเลือกงานที่ปลอดภัยกว่า ห้าปีในไซบีเรียได้พิสูจน์ว่าเป็นจุดพลิกผันไปสู่แนวทางปฏิวัติเมื่อที่เขาต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่ดงดิบและไม่คุ้นเคย ควบคู่ไปกับแนวคิดอนาธิปัตย์จากหมู่ผู้ลี้ภัยที่ถูกกุมขังในพื้นที่ การออกศึกษาพื้นที่ได้กลายเป็นรากฐานของชื่อเสียงเขาในเวลาต่อมาในฐานะนักภูมิศาสตร์กายภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kropotkin ได้พัฒนาทฤษฏีใหม่เกี่ยวกับธรณีวิทยาน้ำแข็ง (glaciology) และการศึกษาเกี่ยวกับภูเขา (orography) ของเอเชีย นอกจากนั้น การติดต่อกับผู้คนที่อาศัยโดยปราศจากการปกครองและกฎระเบียบของรัฐ ที่สร้างชุมชนของพวกเขาขึ้นมาในเงื่อนไขที่แสนสาหัส ได้ช่วยเติมเต็มความคิดอนาธิปัตย์นิยมของเขา อย่างที่เขาได้เขียนใน Memoirs ของเขาว่า " (สิ่งที่) ฉันได้ทำหายไปในไซบีเรีย (คือ) ความศรัทธาใดๆก็ตามเกี่ยวกับการจัดระเบียบของรัฐที่ฉันเคยชื่นชมมาก่อน ฉันถูกเตรียมให้กลายเป็นนักอนาธิปัตย์ (1962: 148)"

ความสนใจดังกล่าวได้ถูกกระตุ้นมากยิ่งขึ่้นเมื่อเขาเดินทางไปเยี่ยมเมือง Jura ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในปี 1872  ช่างทำนาฬิกาในภูมิภาคนี้มีชื่อเสียงในเรื่องแนวคิดทางการเมืองและวิถีชีวิตแบบชุมชนนิยม (communitarian) ของพวกเขา และพวกเขามีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อความคิดอนาธิปัตย์นิยมที่กำลังพัฒนาขึ้นของ Kropotkin นอกจากนั้น การได้เดินทางไปในยุโรปตะวันตกได้ทำให้เขาติดต่อกับองค์กร First International และสัมผัสกับลัทธิ libertarianism ของ Michael Bakunin  เมื่อเดินทางกลับสู่รัสเซีย Kropotkin ได้ตามหาผู้คนที่มีความคิดไปในทางเดียวกันกับเขาในบ้านเกิด ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม Chaikovsky Circle  เป็นเวลาสองปีและเกี่ยวข้องกับขบวนการ Narodniks ที่มีฐานมวลชนเป็นชาวนา ผลที่ตามมาจากกิจกรรมเหล่านี้คือ เขาถูกจับกุมและคุมขังเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 1874  ถูกขังในป้อม Peter and Paul Fortess ที่ขึ้นชื่อ (ว่าโหด) ในเมืองเซนท์ปีเตอร์สบรูก เขาสามารถหลบหนีออกมาได้ก็ภายหลังจากสามปีผ่านไป ขณะลี้ภัย เขาได้ย้ายไปยุโรปตะวันตกที่เขาได้สร้างมิตรเอาไว้ในสหราชอาณาจักร สเปน อิตาลีและสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งช่วยให้เขาได้ก่อตั้งวารสารอนาธิปัตย์ใหม่ที่ชื่อ La Révolte (การปฏิวัติ)

หลังจากถูกเนรเทศออกจากสวิสเซอร์แลนด์ เขาได้ถูกจับกุมที่เมืองลียง (ของฝรั่งเศส) ในปี 1882 ที่ซึ่งเขาถูกขังจนกระทั่งปี 1886 ทางการฝรั่งเศสได้รับการเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาจากนักวิชาการชาวอังกฤษ 15 คน สมาคมภูมิศาสตร์ในราชูปถัมภ์ (Royal Geographical Society) รวมถึง William Morris และ Patrick Geddes ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงชื่อเสียงในระดับนานาชาติของเขาในฐานะนักวิชาการและนักคิดทางการเมือง

เมื่อเขาอายุ 44  Kropotkin ได้ย้ายไปยังลอนดอน ที่เขาอาศัยไปอีก 41 ปี ที่นี่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับวารสาร Freedom และได้บรรยายทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงยังคงเดินทางไปต่างประเทศ Kropotkin ได้ผลิตงานเขียนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้เขาจะใช้ชีวิตที่ตัดขาดจากโลกมากขึ้น เป็นผลจากการสนับสนุนสงครามโลกครั้งที่ 1 ของเขาทำให้เขาถูกโดดเดี่ยวจากคนอื่นในขบวนการ ในช่วงสามปีสุดท้ายของชีวิต Kropotkin กลับไปยังรัสเซีย ความตื่นเต้นในการปฏิวัติได้ถูกทำลายลงโดยความกลัวที่เขามีต่อวิธีการของบอลเชวิค เขาเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 1921 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองมอสโคว ผู้คนมากกว่า 100,000 เข้าร่วมในพิธีศพของนักคิดอนาธิปัตย์และนักภูมิศาสตร์คนนี้

แปล The Fire of Liberty : Anarchism and Geography (1)

Anarchism* 

(แปลจาก The Fire of Liberty: Anarchism and Geography, ใน Dissident Geographies: An Introduction to Radical Ideas and Practice (2000) ของ Alison Blunt และ Jane Wills)

คำภาษากรีก anarchos มีความหมายง่ายๆ ว่า "ปราศจากผู้ปกครอง" และคำว่า anarchy มักถูกใช้เพื่ออธิบายความไร้ระเบียบทางสังคม ความรุนแรงและความวุ่นวายที่เกี่ยวกับการล่มสลายของสิทธิอำนาจ (authority) และการละเมิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย ยังไงแล้ว นักอนาธิปัตย์ (anarchists) ปรารถนาให้การไร้ซึ่งสิทธิอำนาจเป็นก้าวที่สร้างสรรค์ไปสู่หนทางแห่งการสร้างสังคมใหม่ ที่เป็นหนึ่งเดียวกับตนเองและกับธรรมชาติ แทนที่จะเป็นคำที่มีความหมายลบ anarchy ได้รับการกล่าวถึงในฐานะของการพัฒนาทางสังคมที่เป็นบวก (positive social development) ที่เปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลได้เบ่งบานโดยปราศจากข้อจำกัดและการปิดกั้นของสิทธิอำนาจ กฎหมายและการควบคุม อย่างไรก็ดี โดยธรรมชาติของมันแล้ว ขนบของการแข็งขืน (dissent) นี้มีความเป็นสรรพ์(เกิดจากหลายสิ่งปะปนกัน - eclectic) และค่อนข้างยากที่จะชี้ชัดลงไป นักเขียนสายอนาธิปัตย์มักมีแนวโน้มที่จะหลบเลี่ยงแนวทางการเมืองหรือปฏิบัติการในเชิงองค์กรที่ชัดเจนเด็ดขาด และมักมีการประสานงานระหว่างกลุ่มอนาธิปัตย์น้อย อันที่จริง อย่างที่ (Sébastian) Fauré ได้กล่าวไว้ นักอนาธิปัตย์นั้นรวมตัวกันได้เฉพาะในเรื่องการต่อต้านอำนาจทุกรูปแบบ และยิ่งไปกว่านั้น มีความหลากหลายมหาศาลภายในขนบแบบนี้:


อาจมีและที่จริง มีความหลากหลายมากของนักอนาธิปัตย์ ที่ต่างก็มีลักษณะร่วมซึ่งแบ่งแยกพวกเขาออกจากมนุษยชาติที่เหลือ จุดร่วมอันนี้อยู่ที่การปฏิเสธหลักการเรื่องอำนาจผู้ปกครองในการจัดองค์กรทางสังคมและที่ความเกลียดชังต่อข้อจำกัดทั้งมวลที่กำเนิดมาจากสถาบันที่งอกเงยขึ้นบนหลักการดังกล่าว ดังนั้น ใครก็ตามที่ปฏิเสธอำนาจผู้ปกครองและต่อต้านมันย่อมเป็นนักอนาธิปัตย์ (Anarchist) (โดย Fauré อ้างใน Woodcock, 1977: 62; เน้นโดยผู้เขียน)

          ถึงแม้จะมีต้นแบบจากการกบฎทั้งหลายของมนุษย์ในอดีต และโดยเฉพาะในการต่อสู้ทางการเมืองช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษและการปฏิวัติฝรั่งเศส สำนึกของขนบแบบอนาธิปัตย์เองนั้นก่อตัวขึ้นในกลางศตวรรษที่ 19  นักคิดสายอนาธิปัตย์อย่าง Pierre Joseph Proudhon, Michael Bakunin, Peter Kropotkin และ Elisée Réclus เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสังคมนิยมที่ใหญ่กว่า และจวบจนกระทั่งทศวรรษ 1870s นักอนาธิปัตย์เริ่มจะแยกตัวเองอย่างชัดเจนออกจากพวกนักมาร์กซิสต์ในข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐ ภาวะการนำและกลไกที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในบทนี้ เราจะเน้นที่ความคิดสำคัญของนักอนาธิปัตย์ในศตวรรษที่ 19 กลุ่มนี้ เราจะสำรวจภูมิศาสตร์ของการจัดองค์กรและการทดลองแบบอนาธิปัตย์ และเราจะพิจารณาถึงนัยทางสาขา(ภูมิศาสตร์)ของความคิดอนาธิปัตย์เท่าที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ ในแง่นี้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เผยแพร่ความคิดหลักในประวัติศาสตร์อนาธิปัตย์นิยมนั้นเป็นนักภูมิศาสตร์อาชีพ ความสนใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและในความหลากหลายของการก่อตัวทางสังคมได้เป็นแรงบันดาลใจทั้งต่อภูมิศาสตร์และความคิดอนาธิปัตย์นิยมของ Peter Kropotkin และ Elisée Réclus และในขณะนั้น ทั้งสองคนได้รับการยกย่องในฐานะนักวิชาการด้านภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิภาค (physical and regional geography)

Wednesday, January 02, 2013

การครอบงำของสื่อ (ใหม่)


(เผยแพร่ครั้งแรกในเว็๋บสำนักข่าวประชาธรรม 15 ธ.ค. 2555)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนในวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่ออิสระ มักพูดถึงเครือข่ายทางสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ในฐานะ "สื่อใหม่" และคาดหวังว่ามันจะช่วยสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้กับการรับรู้และการกระจายข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น
จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม  สิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ในวันนี้ ก็คือ การผลิตซ้ำข้อมูลและข่าวสารทำได้ง่ายขึ้น  และดูเหมือนจะมีพื้นที่ใหม่ที่เปิดกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับการแสดงออกทางความคิดและความเห็นในแทบทุกเรื่อง นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้จากรูปแบบของเทคโนโลยีใหม่ในชีวิตประจำวันก็คือ โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างความเห็นที่ต่างกันและพลวัตรของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้เครือข่ายทางสังคมเหล่านี้

โดยไม่ต้องการตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุณค่าของสื่อใหม่ บทความนี้ต้องการเพียงชักชวนให้ผู้ใช้ประโยชน์จากสื่อใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่สื่ออิสระและผู้ที่เรียกตัวเองว่า "นักข่าวพลเมือง" ได้ลองตอบคำถามพื้นฐานที่สำคัญว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ พื้นที่ที่เปิดกว้างขึ้น หรือ "เสรีภาพ" ที่เรารู้สึกว่าได้รับจากพื้นที่นี้ แท้จริงแล้ว ได้เพิ่มอำนาจให้กับพวกเราในการกำหนดวาระทางสังคม และเป็นอิสระมากขึ้นจากการครอบงำของสถาบันหลักของสังคมหรือไม่?? 

สถาบันหลักที่ว่า หมายความรวมถึงสื่อกระแสหลักที่ถูกกำกับด้วยระบบตลาด, กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มุ่งแสวงหาเพียงกำไร, สถาบันที่มีลักษณะกดขี่ในสังคม เช่น หน่วยงานความมั่นคง, กลุ่มจารีตนิยมที่ครอบงำสถาบันสำคัญต่างๆ เช่น สถาบันการศึกษา วิจัยและศาล หรือแม้กระทั่ง สถาบันทางการเมืองที่ประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้
ความเป็นอิสระจากการครอบงำของสถาบันหลักเหล่านี้ คือ หัวใจที่สำคัญของการเข้าถึง "ความจริง" หรือในรูปธรรม คือ ความเห็นพ้องต้องกันในสภาวะที่เป็นอยู่ และควรจะเป็นของสังคมและสถาบันต่างๆ ในสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

แต่อิสรภาพจากการครอบงำของสถาบันเหล่านี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากอำนาจของประชาชนในการควบคุมทิศทางของข้อมูลและพลังในการสื่อสาร เพื่อสร้างความจริงในแบบของภาคประชาชนเอง

****

อำนาจในการควบคุมทิศทางของข้อมูลและพลังในการสื่อสารมาจากไหน?

ประการสำคัญที่สุด นักข่าวพลเมืองจะต้องเป็นอิสระจากการถูกกำกับและการกำหนดรูปแบบการสื่อสารโดยสื่อใหม่
อิสรภาพที่เรากำลังพูดถึง แน่นอน ต้องไม่ใช่เพียง "เสรีภาพ" ในมุมมองของภาคธุรกิจที่มีความหมายแคบๆ เพียงโอกาสหรือทางเลือกในการได้บริโภคมากขึ้น หากยินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้น และ/หรือไม่ใช่เพียง "เสรีภาพแบบปัจเจก" ที่เกิดขึ้นได้ บนเงื่อนไขของการผูกขาด กรรมสิทธิเอกชน และการทำลายพื้นที่สาธารณะ ฯลฯ

เพราะเสรีภาพแบบที่ว่านั้นเป็นเพียงสภาวะแห่งการพึ่งพิงที่ลึกซึ้งขึ้น ไม่ต่างจากการตกเป็นทาสของสารเสพติด ที่ยิ่งเสพก็ยิ่งมีผลทำลายความสามารถในการมองเห็นการพึ่งพิงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพิงเครือข่ายที่กำหนดโดยธุรกิจการตลาด หรือการกำกับและความเห็นชอบของหน่วยงานรัฐ ที่พยายามสอดส่ายสายตาและมือไม้ที่หยุบหยับเข้ามาภายในเครือข่ายการสื่อสารที่ซับซ้อน แต่เปราะบางนี้

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการควบคุมทิศทางและพลังของการสื่อสารย่อมต้องเข้าใจทั้งโอกาสและข้อจำกัดของสื่อใหม่ ซึ่งหมายถึงไม่ละทิ้งโอกาสที่จะใช้สื่อแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ ที่ในทางกลับกัน มีแนวโน้มจะถูกปิดกั้นในแง่เนื้อหาได้ยาก (หรือช้า) กว่า

สื่อใหม่ยังต้องเน้นความสามารถในการสื่อสาร ทั้งในแง่การเข้าถึงผู้รับสื่อจำนวนมากและในสถานที่ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในย่านคนชนชั้นแรงงานที่ไม่มีโอกาสพึ่งพาเครือข่ายทางสังคมได้เท่ากับคนชนชั้นกลาง

การเพิ่มอำนาจในการควบคุมทิศทางของข้อมูล รวมทั้งพลังในการสื่อสาร ในแง่หนึ่ง จึงกินความไปถึง การขยายขอบเขตของความหมายสิ่งที่เรียกว่า "สื่อใหม่" ให้กว้างไกลไปกว่าเครือข่ายทางสังคมและโลกอินเตอร์เน็ต เพื่อไม่ให้เนื้อหาของสื่อถูกกำหนดจากรสนิยม บรรทัดฐานทางศีลธรรม หรือแม้กระทั่งความสามารถในการจ่ายของเสียงข้างมากเท่านั้น

แล้วการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นหละ ??

แน่นอนว่าอำนาจของสื่อใหม่ ส่วนสำคัญมาจากการเปิดพื้นที่ให้คนจำนวนมากขึ้นได้เข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นของข้อมูลหรือข่าวสารที่สมควรได้รับการดีเบตในสังคม แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อยู่ว่าสังคมที่เรากำลังพูดถึงนั้นมีขอบเขตและอาณาบริเวณกว้างไกลแค่ไหน, ผู้รับสื่ออยู่ในพื้นที่ที่สอดคล้องกับประเด็นนั้นหรือไม่ และที่สำคัญ สังคมที่กำลังพูดถึงนั้นเป็นเพียงจินตนาการหรือเป็นพื้นที่จริงที่ผู้คนสามารถสร้างประสบการณ์และความทรงจำแบบรวมหมู่ได้ร่วมกัน

ที่สำคัญไปกว่านั้น การมีส่วนร่วมที่เรากำลังพูดถึงนั้น ต้องไม่ใช่การได้สวมบทบาทใหม่ เช่นเดียวกับที่ผู้บริโภคที่ได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากการได้มีส่วนร่วมในการประกอบสินค้าอุปโภคด้วยตนเอง (Do It Yourself)  หากเป็นเช่นนั้น การมีส่วนร่วมที่เรากำลังพูดถึง โดยเนื้อแท้แล้ว ก็เป็นเพียงเทคนิคใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตและพฤติกรรมการบริโภค ที่มุ่งให้ผลลัพธ์อย่างเดิมคือ กำไรสูงสุดสำหรับธุรกิจ และความพึงพอใจสูงสุด สำหรับผู้บริโภค

*****

บทความนี้ไม่ได้เสนอคำตอบใดๆ เกี่ยวกับสื่อใหม่และบทบาทของนักข่าวพลเมือง แต่จะขอตัดเอาคำพูดตอนหนึ่ง ของMicheal Hardt & Antonio Negri ในบทความล่าสุด (It Begins With Refusal  ใน Adbusters Magazine) มาเพื่อแสดงจุดยืนว่า 
"ใช่ เราต้องการค้นพบความจริง แต่ยิ่งไปกว่านั้น เราจำเป็นต้องสร้างความจริงใหม่ด้วย  (ความจริงใหม่) ที่จะถูกสร้างก็โดยเพียงความเป็นหนึ่งเดียวกันของเครือข่ายที่สื่อสารถึงกันและเป็น/อยู่ร่วมกัน"

******

จะน่าตกใจแค่ไหน หากเราพบว่า "เสรีภาพ" และ "การมีส่วนร่วมทางการเมือง" ในแบบปัจเจก ที่เราพึงพอใจว่าได้รับจากการใช้สื่อใหม่นั้น ในอีกด้านหนึ่ง ช่วยตอกย้ำให้การครอบงำและอำนาจทางเศรษฐกิจของสถาบันที่เป็นปริปักษ์กับเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบรวมหมู่นั้นมั่นคงแข็งแรงขึ้น???